1 เมษายน 2026
1 K

“ความยั่งยืนมันช้าอยู่แล้ว ให้เรารับสภาพ แต่ถ้าทำได้ เดี๋ยวรายได้ก็จะค่อย ๆ มา แต่เวลามันมา มันจะมาอย่างยั่งยืน” แน้ง-วิญาณี วงษ์ธรรม กล่าวกับเราด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่มุ่งมั่น แฝงพลังอยู่ในที ท่ามกลางทุ่งปอแก้วที่เธอปลูกลงบนที่นาของครอบครัว ในอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ด้วยความตั้งใจ 

ว่ากันว่าป่าในอำเภอบ้านไผ่ส่วนหนึ่งหายไปเพราะคนถางป่าเพื่อปลูกต้นปอ เรื่องเล่าของคนยุคพ่อแม่เราขึ้นไปกล่าวถึงยุคถางป่าปลูกปอเพื่อใช้เป็นพืชเส้นใยทอกระสอบ แม้แต่เพลงในยุคนั้นอย่าง ลำน้ำพอง ขับร้องโดย หยาด นภาลัย ยังมีเนื้อหาว่า อยากอยู่ร่วมหอ ร่วมปลูกปอ ไถนา ทำกิน ทำให้เห็นว่ายุคหนึ่งจังหวัดขอนแก่นคือพื้นที่ปลูกปอจริง ๆ

จากนั้นก็เข้าอีหรอบเดิมกับพืชไร่เชิงเดี่ยวทั่วไป ราคาค่อย ๆ ตกต่ำ ถูกกดราคารับซื้อ เกษตรกรเริ่มปลูกน้อยลง กอปรกับอุตสาหกรรมพอลิเมอร์เข้ามามีบทบาทในการทำเส้นใย สานกระสอบ โรงทอกระสอบจากเชือกปอก็ค่อย ๆ ปิดตัวลง ท้ายที่สุดการปลูกปอก็อวสาน พื้นที่ป่าที่หายไป กลายเป็นไร่มัน ไร่อ้อย ปลูกข้าว และแน่นอนคือการปลูกแบบใช้เคมี ทำให้ดินค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นปลูกข้าวแล้วไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร 

6 ปีก่อน วิศวกรสิ่งแวดล้อมสาวจากอำเภอบ้านไผ่ ไปทำงานในป่าปูน กรุงเทพฯ แล้วติดโควิด จึงตระหนักกับชีวิตในช่วงกักตัวว่า ความตายนั้นใกล้แค่เอื้อม พอหายปุ๊บ เธอตัดสินใจลาออกจากงานปั๊บ แล้วกลับบ้านเพื่อใช้ชีวิตในพื้นที่โคกหนองนาที่ขุดเตรียมไว้ แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ทิศทางว่าจะไปทางไหนดีก็ตาม

นั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวของ อีสาน Lifehacker สาวผู้พลิกฟื้นผืนดินที่เคยถูกทำลายด้วยปอ ด้วยการกลับมาปลูกปออีกครั้ง โดยมีผลงานวิจัยรองรับว่า แม้ป่าธรรมชาติที่หายไปในอดีตจากการปลูกปอจะยังกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ แต่การปลูกปอเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างความหวังให้กับเกษตรกรในภาคอีสานนั้นทำได้จริงหากตั้งใจ 

โควิดมันร้าย ฉันจะไม่ยอมตายในป่าปูน

ยั่งยืนฟาร์ม คือจุดนัดหมายของเรากับแน้ง พื้นที่ 7 ไร่กว่า ๆ ที่เธอแปลงที่นาของบ้านให้กลายเป็นโคกหนองนา มีพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งเก็บน้ำ พื้นที่ปลูกป่า และปรับพื้นที่นาปลูกข้าวให้กลายเป็นป่าต้นปอแก้ว พืชล้มลุกฮีโร่ของเธอ ซึ่งมีทั้งโซนที่ออกดอกบานแล้ว บางโซนผลปอแก่พร้อมเก็บไปสีเอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน และนำไปทำผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ ‘พอร์’ (POR) 

แน้งเล่าจุดเริ่มต้นของการกลับบ้านให้เราฟังว่า 

“ตอนอยู่กรุงเทพฯ ทำงานหลายอย่างเลยค่ะ ตำแหน่งแรกคือวิศวกรสิ่งแวดล้อม ต่อด้วยวิศวกรจัดซื้อ วิศวกรนำเข้าและส่งออก ทำ QC เฟอร์นิเจอร์ส่งออกและ High-end ผู้จัดการจัดซื้อ และตำแหน่งสุดท้ายคือ GB (General Manager) หรือ เจเนอรัลเบ๊ (หัวเราะ) ผู้จัดการบริหารงานทั่วไปและจัดซื้อ 

“ตอนนั้นเราติดโควิด มันทรมาน อยากตาย ไม่อยากอยู่ อุณหภูมิร่างกายสูงเหมือนเราจะตายตอนไหนก็ได้ เราภาวนากับตัวเองว่า ถ้าหายจะกลับไปอยู่บ้าน เราป่วยช่วงเดือนกันยายน เป็นช่วงที่โรคเริ่มซาแล้ว กักตัว 14 วัน พอหายช่วงเดือนธันวาคม เราลาออกเลย อยากกลับมาทำพื้นที่ของเราให้ดีขึ้น ตอนที่ยังทำงานอยู่ เรากลับมาขุดโคกหนองนาเอาไว้แล้วช่วง พ.ศ. 2563 เพราะรู้ว่าพื้นที่มันแล้ง ทำอะไรไม่ได้ 

“บริษัทเริ่มให้คนออก เริ่มปิดสาขา เรายังไม่ถูกเลย์ออฟนะ เพราะอยู่ Head Office บอกแม่ว่าบริษัทเขาจะเลิกจ้างแล้วนะ ขอที่นาหน่อย แม่ถามว่าจะเอาไปทำอะไร เราบอกว่าจะทำโคกหนองนากลับมาขุดสระก่อน เตรียมที่ดิน ลงต้นไม้ แล้วก็ให้พ่อช่วยดูแลต้นไม้ให้ปีหนึ่ง หลังจาก 1 ปีผ่านไปก็เห็นว่าต้นไม้ไม่ค่อยโตเพราะขาดน้ำ พอฤดูแล้งน้ำในบ่อจะลดต่ำ ตลิ่งเริ่มชัน พ่อก้มไปตักไม่ไหว เราเลยมาวางระบบน้ำเพื่อจ่ายไปใช้ได้สะดวกทั่วสวนแค่เปิดก๊อกเท่านั้น 

“ทำไปทำมา 9 เดือน ไม่มีรายได้เลยค่ะ เงินเก็บของเราเริ่มร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เริ่มรู้สึกแล้วอยู่ไม่ได้ การเกษตรมันช้า กว่ากล้วยจะออกหน่อออกเครือต้นละ 1 เครือต่อปี เลยเริ่มมองหาพืชชนิดใหม่”

จากปอแก้วข้างท้องนาวันเยี่ยมย่าป่วย สู่วิชาปอแก้วแห่งความหวัง

“ช่วงอายุ 35 ปี ย่าของเราป่วย เราไปเยี่ยมแก บ้านย่าอยู่ติดป่า มีต้นปอเกิดอยู่ในธรรมชาติ มันเกิดของมันเอง ย่าและคนรุ่นเดียวกันเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนบ้านเราปลูกปอกันเยอะ ‘เฮ็ดปอมัดโค่นละ 15 บาท ลอกปอเมื่อยว่าซั่น ขายได้ 2 บาท กะพาสาวไปเบิ่งหมอลำ’ เราจึงเริ่มอยากรู้จักปอ ก็เก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ 

“พออายุ 36 ปี เราเริ่มรู้จักต้นปอแล้ว เริ่มไปหาวิจัยของคนไทย ผลคือไม่มีวิจัยเชิงลึกเลยค่ะ เรารู้จากพี่คนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า สมัยก่อนคนพื้นที่เขาถางป่าเพื่อปลูกปอกัน โอ้ อันนี้ความรู้ใหม่เลยนะ เราคิดในใจว่า จริงเหรอ ก็ไปหาข้อมูลโดยสอบถามจากญาติพี่น้องรุ่นที่เขาเคยปลูกปอ ลุงบอกว่าแต่ก่อนเขาก็ถางป่าและปลูกต้นปอจริง ๆ ที่ดินแถวนี้ประมาณ 40 ไร่แต่ก่อนเป็นของตากับยาย เป็นพื้นที่ปลูกปอหมดเลย ก่อนจะซอยแบ่งลูกหลาน

“แน้งเอาเรื่องปอไปหาข้อมูลวิจัยในเมืองนอก เพราะวิจัยในเมืองไทยมีแต่เรื่องปริมาณการส่งออก พื้นที่ปลูก และเส้นใยปอเท่านั้น ไปเห็นวิจัยเล่มหนึ่งของมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เขาบอกว่าในเมล็ดปอมีน้ำมันที่มีโอเมก้า 3, 6, 9 ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยรักษาแผลสด ช่วยสมานแผล 

“จึงเกิดคำถามในใจว่า ถ้าดีขนาดนี้ ทำไมเราไม่ปลูกปอเพื่อใช้ประโยชน์เชิงสุขภาพบ้าง ทั้งที่เมื่อก่อนบ้านเราปลูกปอกันมากมาย แต่ใช้ประโยชน์แค่เส้นใยของปอเท่านั้น จากคำถามในใจก็นำเราไปหาคำตอบกับคนรุ่นก่อนในพื้นที่บ้านไผ่ที่เคยปลูกปอว่า เมื่อก่อนที่ปลูกปอ มีการเก็บเมล็ดเพื่อใช้ประโยชน์แบบนี้บ้างไหม ได้คำตอบว่าไม่มี จะเก็บเมล็ดก็เพียงแค่นำไว้ปลูกต่อในปีถัดไปเท่านั้น 

“เรามองเห็นแล้วว่า ปอนี่แหละจะกลายเป็นพืชทางเลือกเพื่อสุขภาพ ตอนนี้เทรนด์การดูแลสุขภาพเป็นประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็ง โรคผิวหนัง หรือแผลจากผู้ป่วยที่ใช้สเตียรอยด์ก็มากขึ้น” 

ปลูกปอแก้ว ไม่ใช่กัญชา

“วันที่แน้งกลับมาปลูกปอแก้ว เป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่ปลูกปอแก้วกันมา 30 – 40 ปีแล้ว แน้งเองก็เกิดไม่ทันนะคะ ยุคที่เขาเอาไม้ลำปอมาอ่อยไฟ (ภาษาอีสาน แปลว่า เป็นเชื้อไฟ) เอามาทำกรงไก่ เราไม่เคยเห็นเมล็ด ไม่เคยเห็นเส้นใยเป็นโค่น ๆ มัดรวมกันใต้ถุนบ้าน เราเกิดไม่ทัน 

“พอไปหาข้อมูลเทียบเรื่องเวลา พบว่าเป็นช่วงเวลาคนหันมาใช้พอลิเมอร์ หันมาใช้พลาสติกที่ขึ้นรูปได้เลย เส้นใยพวกนี้เลยไม่ค่อยมีคนรับซื้อ พอไม่มีคนรับซื้อ โรงทอกระสอบจากเชือกปอก็ค่อย ๆ ปิดตัวลง ปอแก้วก็ลดจำนวนปลูกลงเรื่อย ๆ อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนะคะ 

“พอความต้องการลดลงก็ไม่ค่อยมีคนปลูก เกษตรกรหรือคนที่เคยปลูกเขาก็ถามว่า ‘ปลูกแล้วสิไปขายไส’ ปีแรกที่แน้งจดวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในช่วงต้น และเริ่มหาเกษตรกรมาเป็นแนวร่วม ไม่มีใครมาร่วมจดกับเราเลยค่ะ (หัวเราะ) แน้งปลูกต้นปอไว้ที่ฟาร์ม คนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านก็ไปลือกันว่าทำไมถึงกล้าปลูกกัญชาท้าทายกฎหมาย เพราะใบปอมี 5 แฉกเหมือนกัน แต่พอปอออกดอก เขาถึงรู้ว่าไม่ใช่กัญชา แล้วก็มีคำถามอีกมากมาย เช่น สิปลูกไปเฮ็ดหยัง ตอนนั้นเราต้องบอกว่า เราปลูกแค่บำรุงดินเฉย ๆ ยังไม่มีคำว่าเครื่องสำอางอยู่ในหัวเลย”

ปอแก้ว พืชที่มีประโยชน์จากรากสู่ปลายยอด 

“ปอแก้วคือพืชล้มลุกอายุสั้น ทนแล้ง โตไว สมัยก่อนที่คนปลูกเอาเส้นใยปอ เพราะในต้นปอมีลิกนินสูง ไฟเบอร์ยาว ข้อดีของเส้นใยที่ยาวก็คือนำไปทำอะไรก็ได้ นำไปทอผ้าได้ ทำเป็นเส้นด้ายได้ รากของปอมีไรโซเบียม เป็นรากที่มีขนและเป็นแหล่งที่อยู่ที่ดีของแบคทีเรียซึ่งเป็นคุณกับดินและพืชในการช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศลงสู่พื้นดิน และไรโซเบียมก็จะสร้างรูพรุนในดิน ดินที่แน่น ไม่มีโพรงอากาศ คือดินเสีย 

“อย่างดินที่บ้าน เมื่อก่อนพอพ่อปลูกข้าวเสร็จ พ่อจะเผาตอซัง ดินเสีย เป็นดินทรายสีแดงเลยค่ะ ไม่มีแร่ธาตุ เราขอให้พ่อเลิกเผาและลองปลูกปอไถกลบไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ดินเริ่มมีสีดำและนิ่ม เวลาดำนาเมื่อก่อนตอนปักกล้าจะเจ็บหัวแม่มือมาก แต่เดี๋ยวนี้ดินนุ่ม ปักดำกล้าได้ง่าย เท่านี้ก็สะท้อนแล้วว่าปอแก้วช่วยบำรุงดินได้จริง ๆ 

“ปอแก้วมีเส้นใย แบ่งเป็น 2 ส่วนคือเส้นใยยาวและเส้นใยสั้น เส้นใยยาวเอาไปทำเชือก เส้นด้าย กระดาษ ส่วนเส้นใยสั้น บางประเทศแปรรูปทำเป็นสารดูดซับน้ำมันที่รั่วไหลในท้องทะเล บางประเทศทำเป็นอิฐมวลเบา สร้าง Eco-building

“พอต้นปอแก้วออกดอก จะมีแมลงเล็ก ๆ มาอาศัยอยู่ ทำให้เราเห็นว่ามีระบบนิเวศเกิดขึ้นจริง ๆ มีผึ้งมาเก็บน้ำหวาน แมลงมวน แมลงเต่าทอง และมีเพลี้ย อย่างเพลี้ยที่มาจับต้นปอ เขาไม่ได้มาทำลายดอก เขาจะมาเกาะข้างนอกตอนช่วงที่กลีบดอกร่วงและกลีบเลี้ยงสร้างเมล็ด พอมีเพลี้ย มดก็มากินมูลหวานจากเพลี้ยที่ขับออกมา เกื้อกูลกันอยู่

“สำหรับเรา ปอแก้วคือพืชที่มีประโยชน์ทุกส่วนตั้งแต่ยอดถึงราก”

จากพืชเส้นใยสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากน้ำมันเมล็ดปอแก้ว

“จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ค้นคว้ามาทั้งหมด แน้งจึงทดลองปลูกปอ โดยเอาเมล็ดที่ไปเก็บจากบ้านย่ามาสะสม แล้วทดลองปลูกทุกเดือน จดบันทึกข้อมูลดูว่าการปลูกช่วงเดือนไหนจะให้ผลผลิตเมล็ดปอมากที่สุด และพบว่าการปลูกปอแก้วพร้อมข้าว ต้องปลูกในพื้นที่นาดอน ปลูกในพื้นที่นาลุ่มไม่ได้ เพราะปอแก้วจะไม่โตในพื้นที่ฝนชุก 

“ใช้เวลาทั้งหมด 3 ปีในการปลูกปอเพื่อเก็บเมล็ดปอและบันทึกข้อมูล พอได้เมล็ดมา เราก็ไปคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูก และปลูกทั้งหมด 4 ไร่ ทีนี้ได้เมล็ดมา 400 กิโลกรัม มีปริมาณมากพอที่จะแปรรูปหรือนำมาปลูกซ้ำได้ จึงส่งน้ำมันเมล็ดปอไปตรวจที่แล็บ ‘เซ็นทรัลแล็บไทย’ และพบว่าสารสกัดน้ำมันปอแก้วเป็นสารบำรุงผิวทุกตัวเลย 

“แน้งเลยส่งไปให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วยวิเคราะห์ เขาบอกว่ามันกินได้ บำรุงผิวได้ทุกตัว และไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เราไปค้นคว้างานวิจัยต่อว่าน้ำมันปอแก้วทำเป็นเครื่องสำอางได้ไหม จนไปเจอวิจัยว่าน้ำมันปอแก้วเป็นสารสำคัญที่เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางที่ขึ้นทะเบียนแล้ว

“พอเจอแบบนั้นเราก็กลับมาทำเป็น Facial Oil และทดลองใช้กับหน้าเรานี่แหละ ใช้นวดหน้า เออ มันก็ไม่แพ้นะ งั้นลองไปทำสบู่ดูซิ ทำให้พ่อแม่ใช้ พ่อบอกว่าผิวเขาดีขึ้น ผิวเกลี้ยงขึ้น คราบปูนที่เวลาไปทำงานก่อสร้างแล้วติดผิวหนัง ล้างออกยาก แต่หลังจากที่ได้ลองใช้สบู่ปอแก้ว คราบเหล่านั้นหลุดออกได้ พ่อบอกเราว่าสบู่ใช้ดีนะ 

“พอพ่อบอกว่าดีเท่านั้นแหละ เราเริ่มทดลองเปิดตลาดเลย ที่ร้านกาแฟบ้านหลังวัด ตอนนั้นเรามีซุ้มขายน้ำสมุนไพรอยู่ที่นั่น ปรากฏว่ามีคนกลับมาซื้อซ้ำ จึงเห็นโอกาสว่าสิ่งนี้แหละที่จะไปได้ เลยพยายามทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของเครื่องสำอาง เราไปศึกษากฎหมายเพิ่มเติมว่า ถ้าจะขอสถานที่ผลิตเครื่องสำอางต้องทำยังไง เราทำเลย ใช้ทุนตัวเองและทุนของพาร์ตเนอร์เครือข่ายเรานี่แหละ เอามาลงทุนทำสถานที่เพื่อขออนุญาตสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง ระหว่างนั้นก็ส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวด Agri Plus Award 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และติด 10 ลำดับสุดท้ายในหมวด Lifestyle”

จับมือกับเกษตรกร สร้างเครือข่าย ทำธนาคารเมล็ดพันธุ์ปอแก้ว

คุยถึงตรงนี้ แน้งชวนเราเดินทางไปที่ไร่ของเกษตรกรที่รับปลูกปอในตำบลใกล้เคียง และพาไปชมการทำงานร่วมกัน เราได้เห็นชาวบ้านทำเพิงใกล้บ้านและมารวมตัวกันใช้กรรไกรตัดกิ่ง ตัดผลปอแก้วออกจากลำต้น ใกล้กันนั้นมีกองไม้ลำปอที่เหลือ และเครื่องจักรที่แน้งนำมาบริการให้ถึงที่สำหรับสีเมล็ดปอ 

“พอเริ่มศึกษาข้อมูล คลุกคลีอยู่กับการปลูกปอ เห็นความสวยงามของดอกปอเวลาบาน ทำให้อินมาก พอเราเริ่มขยายไปปลูกกับเกษตรกรที่เอาด้วย แล้วรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 300 บาท เวลาที่เห็นเขารับเงินจากเรา เรารู้สึกว่าชาวบ้านมีความหวัง เขาเดินมาบอกว่า ปีหน้าป้าจะปลูกอีก มันอิ่มใจ

“ปีที่แล้วแน้งไปสร้างเครือข่ายที่ชัยภูมิ มุกดาหาร ที่ภูเขียว อุดรธานี พอเริ่มรู้จักปอแก้ว เขาก็อยากปลูก เพราะมีต้นทุนแค่รถไถ ถ้ามีรถไถอยู่แล้วเขาปลูกได้เลย แล้วปอแก้วเวลาพร้อมเก็บไม่ต้องรีบเหมือนพืชชนิดอื่น เกษตรกรที่ปลูกก็มีเวลามากขึ้น ไปทำอย่างอื่นได้ และไม่ต้องใช้สารเคมี เหมือนปลูกอ้อย ปลูกมัน หรือพืชอื่น ๆ 

“อย่างน้องคนนั้น (ชี้ไปที่เกษตรกรผู้ชายที่กำลังนั่งตัดเมล็ดปอ) ก่อนหน้านี้เขามีภาวะหอบหืด เพราะเขาไปรับจ้างพ่นยาตามแปลงอ้อย แปลงมัน แปลงแตงโม แต่พอเขามาปลูกปอแก้ว ไม่ได้ไปอยู่กับเคมีใด ๆ เขาก็ดีขึ้น ถ้าเกษตรกรอยู่ได้ เราก็จะสร้างเครือข่ายได้ แต่ต้องสร้างการรับรู้

“เราต้องอธิบายว่า ไม่ได้ปลูกปอเพื่อเอาเส้นใย แต่ปลูกเอาเมล็ด เขาก็ถามว่าแล้วจะเอาเมล็ดไปทำอะไร เราค่อย ๆ อธิบายให้ฟังว่าเอาไปสกัดน้ำมันเพื่อไปใช้ทำสกินแคร์ เขาก็ตื่นเต้นว่ามันทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ เพราะเขาไม่มีองค์ความรู้เรื่องนี้ กลายเป็นว่าเราได้ให้มุมมองเรื่องปอแก้วกับคนรุ่นก่อน ทำให้เขาเปิดมุมมองกว้างขึ้นมากและอยากปลูกปอมากขึ้น 

“อีกกลไกสำคัญก็คือ เรามี Farming Contract, Seed Bank Contract เราไม่ขายเมล็ด แต่ทำเป็นธนาคารเมล็ด เราพยายามเก็บเมล็ดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดก่อน ดูแลควบคุมเพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปปลูก เพราะเข้าใจว่าเกษตรกรไม่มีพื้นที่เก็บหรือเก็บอย่างไม่เหมาะสม เก็บตามมีตามเกิด โดนลม โดนแดด โดนความร้อน เมล็ดปออาจเสื่อมและปนเปื้อนเกสรอื่น ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ เมื่อนำไปปลูกต่อแล้วจะเพี้ยนไป 

“เวลารับซื้อเมล็ด เราไปรับที่ฟาร์มเลยค่ะ ไปรับซื้อเมล็ดที่สีเรียบร้อยมาแล้ว ซึ่งเรามีบริการนำเครื่องสีเมล็ดปอไปส่งให้ถึงที่ พอสีเสร็จก็รับซื้อเมล็ดมาเลยและเก็บเครื่องสีกลับ โดยเครื่องสีปอก็เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น” 

กระดาษ ผ้า อิฐมวลเบาเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่เกษตรกรทำได้เองด้วยความหวังจากปอแก้ว

“เราพยายามมองหาประโยชน์และโอกาสจากปอแก้วอย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างที่บอกว่าปอใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น เปลือกปอมีเส้นใยยาว เหมาะกับนำไปทำเชือก ผ้า กระดาษ ส่วนแกนกลางของปอมีเส้นใยแกนสั้นที่ใช้ทำวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมได้

“ปัจจุบันรากของปอแก้วเราเอามาไถกลบเป็นปุ๋ย และกำลังวางแผนทำวิจัยแนวทางใหม่ ทดลองปลูกปอแก้วในหลาย ๆ พื้นที่ แล้วมองว่าตรงไหนที่จะให้ผลผลิตเป็น GI ได้ คุณสมบัติสารแปลงไหนดีที่สุด ซึ่งจะช่วยให้แบ่งเกรดคุณภาพหรือแบรนด์ที่มีคุณภาพ ตอนนี้เริ่มส่งเมล็ดไปให้เครือข่ายเริ่มปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ในอีสานดูค่ะ 

“ส่วนเส้นใยปอแก้ว มีอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กำลังพัฒนาเป็นกระดาษวาดภาพระบายสีน้ำ เพื่อใช้ร่วมกับโปรเจกต์สีน้ำมอดินแดงที่ตอนนี้อาจารย์คณะสถาปัตยฯ กำลังทำอยู่ 

“เขานำปอแก้วไปทดลองทำกระดาษ พอทดลองเสร็จก็นำไปวาดภาพ และเป็นจังหวะที่มีงานพระราชทานปริญญาบัตรพอดี เลยได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และปีการศึกษาหน้า ช่วงเดือนพฤษภาคม ก็จะมาเอาเส้นใยไปพัฒนาทำกระดาษต่อ ให้กระดาษมีเส้นใยที่ดีขึ้น นุ่มขึ้น เหมาะกับการวาดภาพระบายสีน้ำมากขึ้น หรือให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ขึ้น เพื่อยกระดับกระดาษจากเส้นใยปอแก้วมีค่ามากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่กระดาษสำหรับเขียนภาพอย่างเดียว ที่สำคัญคือทิศทางการพัฒนาของเราจะไม่ใช้สารเคมี 

“องค์ความรู้เหล่านี้ที่เราทำร่วมกันกับภาควิชาการจากมหาวิทยาลัย แน้งบอกกับอาจารย์ที่ทำด้วยกันเสมอว่า อยากให้ภูมิปัญญานี้กลับคืนมาสู่เกษตรกรผู้ปลูก ให้เขานำปอแก้วมาแปรรูปได้ด้วยตัวเอง เราคิดตรงนี้เยอะมาก คิดถึงขั้นว่านวัตกรรมใดก็ตามที่จะส่งไปให้เกษตรกรใช้ ต้องเป็น Manual ให้มากที่สุด ทำได้ด้วยมือ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่อายุมากแล้ว เข้าถึงเทคโนโลยีไม่ได้ หรือกลางทุ่งนาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้น จะต้องออกแบบองค์ความรู้ เครื่องมือ หรือนวัตกรรม ให้ชาวบ้านทำเองได้ แม้แต่ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล เราก็คุยกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ว่า ให้คิดวิธีที่ชาวบ้านทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง เพราะแน้งอยากให้เกษตรกรเป็นนักวิทยาศาสตร์ปอแก้ว มีแล็บย่อม ๆ ในบ้านให้เขาแปรรูปผลิตภัณฑ์ปอแก้วแบบพรีเมียมส่งขายได้เองที่บ้าน ไม่ต้องเดินทาง”

ป่าปอแก้วแห่งชีวิต 

เรากลับจากการชมเกษตรกรสีเมล็ดปอแก้วมาที่ยั่งยืนฟาร์ม น้องหมา 3 ตัว ทั้งโพดุล ลูน่า และฮาโล วิ่งมาต้อนรับด้วยตัวเปรอะฝุ่น แน้งพาเราเดินลงไปชมดอกปอที่ผึ้งชันโรงตัวน้อย ๆ มาเก็บน้ำหวาน แล้วชวนให้เราดูผลิตภัณฑ์จากปอแก้วที่เธอพัฒนามากับมือและความตั้งใจ 

เราถามแน้งไปว่า สำหรับเธอในวันนี้ ปอแก้วเปลี่ยนชีวิตอดีตวิศวกรที่นั่งทำงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ไปอย่างไรบ้าง แน้งบอกกับเราด้วยรอยยิ้มว่า

“แต่ก่อนทำงานกรุงเทพฯ ชีวิตก็อยู่แค่ในออฟฟิศ คุยกับเพื่อน คุยกับนาย คนเดิม ๆ ประสานงานกับ Vendor หรือผู้รับเหมารายเดิม ๆ แต่ 4 ปีที่มาอยู่กับปอแก้ว เราคุยกับเกษตรกร นักวิชาการ ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของคนที่มีประสบการณ์และคนที่มีองค์ความรู้ เราทำหน้าที่ตัวกลางประสานข้อมูลเหล่านี้ให้จับต้องได้และเป็นไปได้ ที่สำคัญ เราไม่ต้องรับโทรศัพท์ทั้งวันอย่างเมื่อก่อน เราได้จัดสรรเวลาชีวิตเอง เป็นนายตัวเอง เป็นลูกน้องแค่ปอแก้ว

“สิ่งที่ปอแก้วสอนเรา ณ วันนี้ คือข้อมูลใดก็ตาม มาจากใครก็ตาม มันคือของมีค่า อยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ถ้าเราเข้าใจ อธิบาย ส่งต่อให้คนอื่นฟังได้ในแบบของเรา และแบ็กกราวนด์และประสบการณ์การทำงานของเรา จะทำให้ดีกว่านั้นได้ยังไง 

“ปอหล่อหลอมให้เราเป็นคนคิดรอบด้าน เหมือนที่เล่าไปว่าการใช้ประโยชน์จากปอแก้วไม่ได้มีแค่เมล็ดหรือเส้นใย เราพยายามทำให้เห็นว่าตลาดโลกต้องการอะไร แล้วเราจะผลักดันปอแก้วให้รับกับความต้องการนั้น

“ปอแก้วทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองทุกวันว่า วันนี้เราจะทำอะไร พรุ่งนี้เราจะทำอะไร แผนการคืออะไร แล้วจะไปหาตลาดให้เกษตรกรมากกว่าการขายเมล็ดได้อย่างไร เราเรียนรู้ไม่สิ้นสุด แล้วเอาข้อมูลเหล่านั้นมาค่อย ๆ เรียบเรียงใหม่ แล้วหาทางออกว่าจะช่วยเกษตรกรสร้างรายได้เพิ่มได้ยังไง 

“แน้งอยากทำให้เกษตรกรที่ปลูกปอแก้วเป็นนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปอแก้ว เป็นผู้เชี่ยวชาญ อยากให้เขาจดและเก็บข้อมูลว่า ช่วงนี้ปลูกไป 60 วัน จะมีแมลงเต่าทอง มีด้วงกินพรม ให้เขาบันทึกข้อมูลเก็บเป็นฐานข้อมูลแปลงปลูก

“ที่สำคัญ ตอนนี้เรามีรายได้จากปอเป็นหลักแล้วนะคะ จากผลิตภัณฑ์ปอ เราขายน้ำมัน ขายสบู่ คนที่เขาใช้แล้วกลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อ นี่แหละคือรายได้ที่กำลังมา ถามว่าเยอะไหม มันค่อย ๆ มา แบบที่เราต้องค่อย ๆ หาเครือข่าย สื่อสารกับผู้บริโภคให้เยอะ ๆ แล้วข้อมูลนั้นต้องอยู่กับเขาได้ในแบบที่เราไม่โกหก เรายินดีที่จะแชร์ให้พาร์ตเนอร์ เพราะนโยบายของแบรนด์ POR คือต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

“มาดูเลยค่ะ มาดูที่สวน มาดูเลยว่ามีการใช้สารเคมีไหม มีผึ้งจริง ๆ ไหม มีแมลงเต่าทอง มีแมลงมวน นี่แหละคือความโปร่งใสของเรา อยากดูรายงาน มีให้ดู เอาผลทดสอบมาดูซิ เธอฟอกเขียวอยู่หรือเปล่า เรายินดีที่จะชวนให้มาตรวจสอบ เราบอกอาจารย์ว่า ถ้ามีความเสี่ยงที่เราจะโดนตรวจสอบแล้วเจอ อาจารย์ต้องอุด แต่ผลตรวจสอบจะเป็นอย่างไร เรายินดีพร้อมรับสภาพ ยอมรับความจริง เพราะรายงานที่เราต้องส่งโครงการมีหัวข้อเรื่องปัญหาและอุปสรรค อย่างปัญหาที่แน้งเจอคือเกษตรกรอายุเยอะ เข้าถึงเทคโนโลยียาก จะทำยังไงให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสและหันมาทำเกษตร นี่ก็คืออีกภารกิจหนึ่ง 

“ปอแก้วมันพูดไม่ได้ แน้งเหมือนคนพูดแทน เราเป็น Speaker ที่พูดแทนว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เราเป็นผู้สื่อสารนะ แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะคะ เพราะพอปลูกปอ บางพื้นที่ปลูกอีกไม่ได้ ก็ต้องหันกลับมาปลูกพืชเชิงเดี่ยว นี่เป็นอีกการบ้านหนึ่งว่าจะทำยังไงให้ปลูกปอได้ตลอดทั้งปีในพื้นที่นั้น ๆ 

“เราชอบชีวิตแบบนี้ค่ะ ตั้งแต่มาเป็นเกษตรกร เราไม่ต้องรับสายโทรศัพท์ใครเลย มหัศจรรย์มาก ด้วยตำแหน่งสุดท้ายของเราคือผู้จัดการบริหารงานทั่วไปและจัดซื้อ โทรศัพท์ไม่เคยว่างนะ วันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องรับ ตี 5 ก็ต้องรับ แม่บ้าน รปภ. ดูหมดเลย งานจัดเลี้ยง งานทำบุญ เราเป็นฝ่าย Stand by แล้วก็ดูแลหา Supplier หูไม่เคยว่าง 

“พอเปลี่ยนพื้นที่จากป่าปูนกลับมาอยู่ในป่าปอที่เราปลูก มาเป็นนายตัวเอง เป็นลูกน้องแค่ปอแก้ว เรามีความสุขค่ะ ปอสั่งเราว่า ‘ไปเก็บปอสิแน้ง เมล็ดฉันแก่แล้วนะ ไปเก็บได้แล้ว’ ปอไม่เคยโทรศัพท์มาเตือน ตอนนี้เราไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก ปล่อยไหล เพราะเรากำกับชีวิตตัวเอง ไม่มีใครมากำกับชีวิตเรา ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ แต่ต้องมีวินัย ถ้าเป้าหมายเหมือนกัน ระยะทางจะไปยังไงก็ได้ ขอแค่จุดจบเป็นสิ่งที่เราพอใจ”

ติดตามเรื่องราวของปอแก้วเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : HI BEE KISS Thailand

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล