24 ธันวาคม 2024
2 K

“โอ้เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถักทอแต่ผ้า แต่คือการถักทอชีวิตไปด้วยครับ นี่คือสถานะของแบรนด์ ‘ทอกะยาย’ จริง ๆ แนวคิดนี้โอ้ได้มาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อ่านเจอจากหนังสือเล่มหนึ่งโดยบังเอิญ แล้วมันอิมแพกต์ เพราะเรารู้สึกเหมือนกันว่าคนทำงานสิ่งทอไม่ได้แค่ถักทอผ้า แต่ระหว่างนั้นเราถักทอชีวิตไปด้วย” 

โอ้-พัฒนชัย ลิมไธสง เจ้าของและผู้ก่อตั้งแบรนด์ ทอกะยาย เปิดบทสัมภาษณ์อย่างคมคายไม่ต่างจากลายผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดง เอกลักษณ์ของผ้า GI แห่ง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ความงามอันเป็นเอกลักษณ์แห่งบ้านเกิด 

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นดั่งนิยาย จุดเริ่มต้นเรื่องราวของโอ้แทบไม่ต่างจากหนังสือชีวิตของคนอีสานทั่วไปที่ครอบครัวพยายามผลักไสให้ห่างออกจากชีวิตเกษตรกรที่ยากลำบาก ส่งเสริมให้เรียนสูง ๆ เพื่อที่วันหนึ่งจะได้เป็นเจ้าคนนายคน หากแต่เส้นไหมในกี่ทอผ้าเส้นเล็ก ๆ และความรักที่มีต่อยายคือจุดต่างและเป็นสิ่งยึดโยงจิตใจของเขาให้อยากหวนกลับบ้านตลอดเวลา นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่มากไปกว่าการทอผ้าเพื่ออนุรักษ์ศิลปะผ้าทอบนแผ่นดินเกิด เพราะการกลับบ้านของเขาคือการถักทอความรักความเข้าใจกับผู้ที่เป็นทั้งยายและแม่ครูสอนทอผ้าในชีวิตโอ้อีกด้วย

สำหรับ อีสาน Lifehacker ตอนที่ 20 เราจึงเล่าถึงวิธีถักทอสัมพันธภาพระหว่างยายกับหลานชายผ่านเส้นไหมและกี่ทอผ้า ร่วมกันหาคำตอบว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ช่วยกระชับช่องว่างระหว่างวัยของพวกเขาให้ความห่างเหินระหว่างช่วงวัยกลับมาแนบชิดอบอุ่นดีต่อใจ ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปลายปีอย่างปริ่มสุขให้กับคุณผู้อ่านทุกคน

วันที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาอยู่กับยาย

ท่ามกลางจังหวะการเตรียมงานบวชของโอ้ เขานัดหมายเราที่สตูดิโอทอกะยาย ณ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ภาพที่เราเห็นคือโอ้นั่งประจำอยู่ที่กี่ทอผ้าเหล็กซึ่งประยุกต์จากกี่ทอผ้าแบบดั้งเดิม กำลังทอผ้าแบบร่วมสมัยจากเศษเสื้อผ้าเก่าซึ่งลูกค้าสั่งไว้ โดยมี ยายลำเอียง เลาะไธสง ยายและแม่ครูสอนทอผ้าของเขา นั่งปั่นไหมและคอยกำกับแนะนำอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นให้ตัดกระดาษมาทำเป็นแม่แบบเพื่อกำหนดขอบการทอให้เท่ากัน หรือต้องม้วนเศษผ้าอย่างไรเนื้อผ้าจึงจะมีความหนาเพียงกัน (เสมอกัน) เป็นภาพน่ารักของครอบครัวที่แขกเยือนอย่างเราได้เห็นเป็นครั้งแรก 

โอ้เชื้อเชิญให้เราเข้ามาที่โต๊ะรับแขกในครัว โดยมีน้ำชาใบหม่อนบุรีรัมย์ 60 ที่เขาทำเองจากต้นหม่อนที่บ้านเป็นเครื่องดื่มรับรองแขก ก่อนเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตและการริเริ่มสร้างแบรนด์ทอกะยายให้เราฟังว่า หลังจากเรียนจบจากคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยศิลปากร และเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติในฐานะทหารเกณฑ์ งานที่เขาเลือกทำเกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise แทบทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจหวนคือสู่บ้าน

“เราเลือกงานที่เกี่ยวกับ Social Enterprise ตลอดเวลา ตั้งแต่ที่มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย หรือที่ในตอนนี้ก่อตั้งเป็น บริษัท คนกล้าคืนถิ่น (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด แล้วก็ทำงาน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีบุรีรัมย์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด 

“ช่วงนั้นเป็นยุคที่ธุรกิจแบบ SE ของไทยกำลังแบ่งบาน มี พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นมา ในทุกจังหวัด ในช่วงของรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผอ.มีชัย วีระไวทยะ ก็เป็นคนบุกเบิก ตอนนั้นงานประจำที่ทำอยู่ในบริษัทประชารัฐรักสามัคคีใกล้หมดสัญญา ผู้ใหญ่ถามเราว่าจะเอายังไงต่อ แล้วก็ถามว่าเราอยากไปอยู่ที่ไหน เราเลยขอไปอยู่กับ ผอ.มีชัย เขาก็ปูพรมให้เรา เปิดตำแหน่งให้เป็นครูที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาหรือโรงเรียนไม้ไผ่ (Mechai Bamboo School)

“พอทำงานไปสักระยะหนึ่ง เหมือนถึงจุดอิ่มตัว โอ้จึงหยิบหนังสือ ไผ่นอกกอ มาอ่าน เราอ่านอยู่ 2 รอบเพื่อทบทวนตัวเองตามเนื้อหาในหนังสือว่า ถ้าลาออกไปจากที่นี่จะเสียดายอะไรไหม เพราะโอ้มีเกณฑ์อย่างหนึ่งในชีวิตว่า หากตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว จะต้องไม่กลับไปเสียดายในภายหลัง และพออ่านหนังสือเล่มนั้นจบ 2 รอบ พบว่าเราเคลียร์ในใจแล้ว จึงตัดสินใจลาออกเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดในแบบของธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งจะหล่อเลี้ยงได้ทั้งตัวเราและคนรอบข้างตามที่เราเรียนรู้มาโดยตลอด

“วันที่ลาออก โอ้ไม่ได้บอกใครในครอบครัว เราตัดสินใจด้วยตัวเอง พอลาออกแล้วค่อยมาบอกแม่ ตอนแรกยังมีความรู้สึกค้างคาอยู่ในใจว่าไม่ได้บอกเขาก่อน และความรู้สึกลึก ๆ ในตอนนั้นเราเหมือนยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากพอที่จะทำให้แม่ภาคภูมิใจได้ แต่แม่กลับเข้าใจและบอกกับเราว่า ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็โอเคแล้ว แม่ไม่ได้หวังอะไร ขอแค่ลูกของแม่เป็นคนดีก็พอ สิ่งนั้นจึงปลดล็อกในใจ และเราก็เริ่มต้นสานต่อแบรนด์ทอกะยายที่ริเริ่มมา” 

ความรักความเข้าใจจากแม่ คือสิ่งที่ปลดล็อกความติดค้างในใจโอ้ และทำให้เขาเริ่มสานต่อแบรนด์ทอกะยายที่เคยเริ่มไว้ตั้งแต่ตอนปลดประจำการทหารเกณฑ์กลับมาอยู่บ้าน 4 เดือน โดยมียายเป็นบุคคลที่มาอยู่ใกล้ ๆ เพื่อเป็นทั้งแม่ครูผู้สอนวิธีทอผ้าและยังได้ดูแลหลานชายคนนี้ไปด้วย ท่ามกลางความรู้สึกห่วงกังวลที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทุกวันภายในใจของสตรีชราชาวอีสานผู้นี้อย่างเงียบเชียบ

เมื่อยังเล็ก เด็กผู้ชายอีสาน ยาย และกี่ทอผ้า

โอ้เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขากับยายให้ฟังว่า ยายคือคนที่เลี้ยงเขามา เพราะพ่อกับแม่เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ยายจึงเป็นเหมือนพ่อกับแม่ของเขาไปในที ยายผู้นั่งอยู่กับกี่และทอผ้าคือภาพชินตาของโอ้ เขาจึงเห็นทุกกระบวนการทอผ้าตามแบบฉบับศิลปะการทอผ้าไหมพุทไธสง ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม การย้อมฟอก การมัดหมี่ จนกระทั่งทอผ้าให้ออกมาเป็นผืนและมีลวดลายสวยงาม 

ยายและเพื่อน ๆ ในชุมชนยังรวมตัวจัดตั้งวิสาหกิจทอผ้าขึ้นอีกด้วย โอ้จึงได้เห็นทุกขั้นตอนในการทอผ้า และซึมซับประทับในใจเขาให้ชื่นชอบงานทอผ้ามาตั้งแต่วันนั้น กลายเป็นเชื้อเพลิงในใจที่ทำให้เขาปลุกปั้นแบรนด์ทอกะยายขึ้นในวันนี้

“ทอกะยายเริ่มต้นจริง ๆ เมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นเราถึงอายุเกณฑ์ทหารก็ไปจับใบดำใบแดงแล้วปรากฏว่าจับได้ใบแดง พอเสร็จภารกิจรับใช้ชาติ เรากลับมาอยู่บ้าน 4 เดือนจนรู้สึกเบื่อ เลยขอให้ยายช่วยสอนทอผ้าทุกกระบวนการ ตั้งแต่ปลูกหม่อนซึ่งปลูกอยู่แล้วที่บ้าน และอย่างที่เล่าไปว่ายายกับเพื่อนเคยรวมตัวกันก่อตั้งวิสาหกิจทอผ้าขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็เลิกไป จึงยังคงพอหาเครื่องไม้เครื่องมือทอผ้าต่าง ๆ ได้

“ก่อนจะไปเป็นทหาร โอ้ทำงานที่มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย (Scenario Thailand) ได้ทำโครงการ ชื่อ ‘คนกล้าคืนถิ่น’ ซึ่งตัวเราเองก็รู้สึกอยากกลับคืนถิ่นเกิดตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่แล้ว พอได้กลับมาเรียนรู้ภูมิปัญญาการทอผ้ากับยาย ทำให้เรารู้สึกใช่กับจุดนี้ ระหว่างทางโอ้ก็ทำงานไปด้วย เช่น งานสานพลังเพื่อบ้านเกิด แล้วก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนชัยพัฒนา รับหน้าที่ส่งเสริมนักเรียนให้เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ซึ่งเราเองก็ได้ค้นหาตัวตนไปด้วยว่าจะทำยังไงให้การกลับมาอยู่บ้านนั้นมีอาชีพ มีงานทำ โดยที่สร้างงานของเราเอง และเกิดแบรนด์ทอกะยายขึ้นมาครับ

“โอ้ขอให้ยายช่วยสอนว่าการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต้องทำยังไงบ้าง แล้วก็ลองเลี้ยงไหมเอง แต่เจอปัญหาระหว่างทางคือมีตัวแมลงวันลาย เรียกว่า ‘แมงก่วง’ มากัดทำลายหนอนไหม ทำให้ไม่ได้ผลผลิต แต่ก็ได้เรียนรู้ขั้นตอนการเลี้ยงไหมว่ามีลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ นอนหนึ่ง นอนสอง นอนสาม นอนใหญ่ แล้วก็กระบวนการสาวไหมต้องทำยังไง จากนั้นโอ้ก็เดินทางไปที่จังหวัดลำปาง ซื้อฝ้ายมาล็อตหนึ่งเพื่อลองนำมาทอเพิ่ม ลองนำมาย้อมสี ลองมัดหมี่ มาลองทอ ขึ้นเส้นยืน เส้นพุ่ง ในทุก ๆ ขั้นตอน จากการเรียนรู้ตรงนี้อยู่ประมาณ 4 เดือน เกิดเป็น ‘ทอกะยาย’ ขึ้น ซึ่งเป็นคำที่มาจากพี่ที่เคารพกันและเป็นลูกค้าคนแรก ๆ ของเราก็คือ พี่นกกบ-ณัฐวรรณ คำคล้าย เขาอุดหนุนผ้าเราและส่งคำนี้มาให้ ซึ่งทัชใจมาก” 

ฟังเพียงเท่านี้ก็เหมือนกับว่าไม่มีอะไรน่าสนใจนัก แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปถึงวัฒนธรรมและคติความเชื่อของคนอีสาน การที่เด็กผู้ชายชาวอีสานคนหนึ่งจะลุกขึ้นมานั่งกี่ทอผ้านั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ ว่าแต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยายของเขายอมแหวกขนบความเชื่อเดิม แล้วถ่ายทอดวิชาทอผ้าของท่านให้กลับหลานชายผู้นี้หนอ โอ้วิเคราะห์ให้เราฟังว่า

“ค่านิยมของคนอีสานรุ่นของยาย อาชีพมีการแบ่งเพศ เป็นค่านิยมว่างานทอผ้าเหมาะสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ส่วนผู้ชายต้องไปหาปลา ไปทำงานแบกหาม เหมาะกับงานที่ใช้แรงงานมากกว่าที่จะมาทำงานผ้าทอ เหมือนเป็นปรัชญาบางอย่างที่เป็นของ ‘ขะลำ’ (ข้อห้ามตามคติความเชื่อหรือค่านิยมของคนอีสาน) 

“โอ้คิดว่าจริง ๆ แล้วยายคงไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เราทำหรอก เหมือนเป็นความเชื่อของคนยุคนั้นมากกว่า แต่ด้วยความที่ยายเลี้ยงเรามาแต่เล็ก เขาคงเห็นว่าเรามีความสนใจอย่างต่อเนื่อง สมัยเด็กถึงยายจะห้ามแต่โอ้ก็รั้นที่จะไปขึ้นกี่ทอผ้าอยู่ประจำ พอมาถึงวันที่เราโตขึ้นและเดินไปขอให้ยายสอน ท่านจึงไม่ได้ติดขัดอะไรและยอมสอนให้เราทันที”

นี่คือสิ่งที่โอ้วิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลที่ยายยอมสอนเขาทอผ้า ทว่านั่นจะตรงกับความจริงในใจของยายหรือไม่ คงมีเพียงเจ้าของความรู้สึกที่จะตอบคำถามนี้ได้ 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แบรนด์ทอกะยายที่โอ้ก่อตั้งขึ้น ทำให้เขาได้ร่วมงานและใกล้ชิดกับยายมากขึ้น โอ้เล่าว่าแบรนด์ของเขาเปรียบเหมือนคนที่เชื่อมความต้องการของลูกค้ากับช่างฝีมือให้มาเจอกัน และได้ทำงานแบบ Co-create ร่วมกัน จนกลายมาเป็นผืนผ้าที่ลูกค้าต้องการ หรือแม้แต่การแปรรูปผ้าพื้นเมืองให้กลายมาเป็นสินค้าร่วมสมัย ทั้งโคมไฟ ปลอกหมอน ผ้าเช็ดปาก ซึ่งจุดนี้โอ้ย้ำกับเราว่า สะท้อนว่าการทอผ้าคือการถักทอชีวิตไปพร้อมกัน

Generation Gap น้ำตาของยาย และวิธีลดช่องว่างทางความคิด

ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย คือสิ่งหนึ่งที่โอ้และยายต้องเผชิญเมื่อได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โอ้ทำให้ยายต้องเสียน้ำตาด้วยความไม่เข้าใจกัน

“พอมาอยู่ด้วยกัน มีบ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งระหว่างเรากับยาย จริง ๆ ก็คือความไม่เข้าใจกันนั่นแหละ สิ่งที่ยายทำก็เพราะหวังดี แต่เรามองว่าเป็นการจู้จี้จ้ำไชมาก อย่างเช่นยายชอบบอกว่า ‘ประหยัดหน่อยนะ ทำไมใช้เงินเปลืองจังเลย’ แล้วก็เรื่องการคบเพื่อน ยายจะย้ำมาก ๆ ด้วยการที่เราเป็นคนเพื่อนเยอะ ไปสังสรรค์บ่อย ยายก็จะบอกให้ลด ๆ ลงบ้าง ขณะที่เราคิดว่าการมีสังคมเป็นสิ่งจำเป็น นี่คือปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ซึ่งตัวโอ้เองไม่อยากทะเลาะ ในทัศนคติบางอย่างเขาอาจมองเราผิดไป เช่น มองว่าเราไปเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วไปทำงาน ขณะที่เราก็ไม่อธิบาย จึงเกิดปัญหา 

“โอ้เป็นคนไม่ค่อยพูด เพราะไม่ชอบเถียง ส่วนใหญ่เลือกนิ่งไว้ เคยมีงอนกัน มันเป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างวัย โดยเฉพาะเรื่องคำสอนของยาย บางทีเรารู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่ได้หมายถึงไม่ชอบให้ท่านสอนนะ แต่การทำซ้ำ ๆ ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด โอ้จึงใช้วิธีแก้ปัญหาคือนิ่ง ขับรถออกไปข้างนอก แล้วค่อยกลับมา 

“มีอยู่ครั้งหนึ่งจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แต่เหมือนว่าเขาจ้ำจี้จ้ำไชด้วยความหวังดี เราก็รู้สึกผิดนะ เพราะเราทำให้ยายร้องไห้ จำเรื่องราวไม่ได้ชัด แต่ที่จำได้เลา ๆ คือยายสอนเราแล้วเราบอกกลับไปว่า ไม่ต้องมาสอนฉันนะ เขาก็น้อยใจ 

“อีกอย่างหนึ่งคือพอใช้สมาร์ตโฟนเป็น ยายชอบดูยูทูบแล้วบอกให้เราทำตาม เพราะเขาเชื่อความรู้ในคลิปเหล่านั้น โอ้จะพยายามสื่อสารกลับไปว่า จริง ๆ อาชีพในโลกใบนี้มีหลายอย่างเลย เราไม่จำเป็นจะต้องไปทำอาชีพแบบคนอื่น แม้กระทั่งการเตรียมงานบวชเอง โอ้ก็จะเถียงอยู่บ้างว่าอันนี้ต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แต่เราก็ยังเคารพความคิดเห็นของยาย เพราะสิ่งหนึ่งที่เราเชื่อก็คือเรื่องของการถ้อยทีถ้อยอาศัย ค่อย ๆ ฟัง ค่อย ๆ ปรับ ว่าเขามีวิธีการสื่อสารแบบนี้ มีทัศนคติแบบนี้ มีความเชื่อแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็คือการทำความเข้าใจในการสื่อสารระหว่างกัน 

“โอ้เป็นคนไม่ค่อยง้อ เราจะนิ่งแล้วค่อย ๆ ให้เวลาเยียวยารักษาจิตใจ แต่ก็รู้นะว่าไม่ควรทำสิ่งนั้นกับยายอีก เราค่อย ๆ พูดกันมากขึ้น ลิ้นกับฟันต้องกระทบกันบ้าง อันนี้จริง ๆ โอ้มองว่าเป็นปัญหาหลายอย่างเหมือนกันนะครับ ทัศนคติของคนรุ่นยายเป็นแบบหนึ่ง ส่วนในคนรุ่นเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าคือช่องว่างระหว่างวัยที่จะสื่อสารกันอย่างไรให้อยู่ด้วยกันได้ 

“วิธีที่โอ้ตกตะกอนในการแก้ไขปัญหานี้คือต้องค่อย ๆ คุย และอาจต้องเลือกคุยในสิ่งที่เขาอยากฟังด้วย ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปคาเฟ่ ยายไม่เข้าใจว่าหรอกว่าการไปคาเฟ่คืออะไร จริง ๆ เราไปนั่งทำงานที่คาเฟ่ หรือที่เรานั่งคุยกันบ่อย ๆ เพื่อคุยกับลูกค้านะ เราต้องสื่อสารกันเพื่อให้ยายเข้าใจมากขึ้น เพราะไลฟ์สไตล์เราไม่เหมือนคนทำงานในภาพจำของยายที่ตื่นเช้า 8 โมง ไปทำงาน 4 โมงเย็นเลิกงาน แต่งานของเราคือการออกไปเจอลูกค้า ไปขายของ ไปติดตามงาน บางทีก็ไปเที่ยวต่อบ้าง 

“อีกวิธีปรับความเข้าใจกับยายก็คือพาลงพื้นที่ไปด้วยกันเลย ด้วยการงานของเราต้องติดต่องานทอผ้ากับหลายพื้นที่ จึงพายายไปเจอกับแม่ ๆ ที่เขาทอผ้า เพื่อให้ยายได้เห็นบริบทการทำงานของเรา และยายยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่เป็นช่างทอผ้ารุ่นราวคราวเดียวกัน ยิ่งทำให้เขาเข้าใจงานของเรามากขึ้น”

ยายลำเอียงนั่งฟังหลานชายสนทนากับเราอย่างนิ่งเงียบ อีกทั้งแววตาของท่านก็ไม่ได้สื่อสารว่าขัดแย้งต่อสิ่งที่หลานชายเล่า จนเราเองคาดเดาไม่ได้เลยว่าภายในใจลึก ๆ ท่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร

เอกลักษณ์ผ้าไหมตีนแดงแห่งพุทไธสง และวิธีดูว่าผ้าไหมผืนไหนช่างทอมีฝีมือ

อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ มีงานผ้าทอเลื่องชื่ออย่าง ‘ผ้าซิ่นตีนแดง’ เราจึงขอให้ทั้งโอ้และยายช่วยแนะนำให้รู้จักกับผ้าทอที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์

ยายลำเอียงชี้มาที่ผ้าซิ่นไหมที่ตนเองนุ่งซึ่งมีตีนซิ่นสีแดงสวย และบอกกับเราเป็นภาษาอีสานใจความแปลเป็นภาษากลางว่า ผ้าซิ่นที่ยายใส่นี่แหละคือผ้าซิ่นตีนแดง เอกลักษณ์ของผ้าทอแบบพุทไธสง ช่างที่อื่นไม่ค่อยทอผ้าตีนแดงนัก ผ้าชนิดนี้มักทอไว้ให้คนวัยกลางคนและวัยรุ่นสวมใส่ เพราะมีสีสันสดใส เอกลักษณ์ของผ้าตีนแดงก็คือนอกจากชายซิ่นหรือที่เรียกว่าตีนซิ่นมีสีแดงแล้ว หัวซิ่นหรือส่วนชายผ้าด้านบนที่จะมัดนุ่งบริเวณเอวของผู้สวมใส่ก็ต้องมีสีแดงด้วยเช่นกัน โดยมีความหนาของช่วงสีแดงมากกว่าช่วงตีนซิ่น 

“ผ้าที่ซ่างเพิ่นมีฝีมือ เพิ่นสิต่ำหมี่ละเอียด ต่ำเพียงกัน คันเป็นผ้าไหมเกล็ดหมี่ต้องเสมอเพียงกันดี ลายกะต้องคมซัด คันบ่มีฝีมือลายผ้าสิมุ่น” 

ยายสอนเราดูฝีมือของช่างทอผ่านผืนผ้า แปลเป็นไทยว่าช่างที่มีฝีมือเวลาทอผ้าไหม ทั้งสีและเนื้อผ้าจะละเอียดเนียนเสมอกัน ลวดลายคมชัด ถ้าไม่มีฝีมือ ทั้งสีสัน เนื้อผ้า ลวดลายละเละเทะ ไม่คมชัด

ว่าแล้วยายก็นำผ้าที่เพิ่งหยิบมาชี้ให้เราดู ว่านี่คือผ้าทอลอยสาดหวาย (เสื่อหวาย) ที่ยายจดจำลวดลายมาจากลายซิ่นของคนที่ไปทำบุญที่วัดแล้วชอบใจจึงจำกลับมาทอ ทั้งยังชี้ให้เราดูลวดลายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นบนผ้าว่า เวลาวัดกันว่าช่างมีฝีมือหรือไม่ให้เลือกดูลายเล็ก ๆ ว่าทอได้คมชัดไหม ถ้าแม้แต่ลายขนาดเล็กยังคมชัด แสดงว่าทั้งช่างทอและช่างมัดหมี่ที่ทำงานร่วมกันล้วนมีฝีมือ ซึ่งแน่นอนว่าซิ่นในมือที่ยายนำมาโชว์นั้นมีลวดลายคมชัดสวยงาม

ยายลำเอียงยังเสริมเรื่องเอกลักษณ์ลวดลายของผ้าไหมพุทไธสงอีกว่า เอกลักษณ์ของผ้าไหมพุทไธสงนอกจากมีตีนซิ่นและหัวซิ่นสีแดงแล้ว ลวดลายเฉพาะที่เคาะได้เลยว่าผ้าผืนนั้นมาจากพุทไธสง ก็คือลายนกยูงหรือลายไก่ 

เล่าถึงตรงนี้ ยายลำเอียงและโอ้ชวนเราให้เข้าไปยังสตูดิโอทอกะยาย ซึ่งโอ้กำลังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการถักทอผ้าและการถักทอชีวิตของเขา พร้อมนำผ้าไหมสวย ๆ มาให้เราได้ชมเป็นขวัญตา มีทั้งผ้าไหมตีนแดงลายนกยูง หรือซิ่นไหมตีนดาว ผ้าเก่าที่ยายลำเอียงบอกว่ามีคนนำมาขายให้หลังจากบรรพบุรุษเสียชีวิต ยายจึงให้โอ้ซื้อเก็บไว้ เพราะซิ่นตีนดาวเป็นการทอและปักผสมแบบโบราณ หายากแล้ว 

ยายลำเอียงยังบอกอีกว่า อีกหนึ่งความชำนาญของท่านก็คือการกำหนดเส้นลายตารางบนผ้าโสร่งของผู้ชาย หรือเรียกว่า ‘การกวย’ ที่ไม่ค่อยมีคนทำได้แล้วเพราะยาก ท่านยังชี้ให้ดูผืนผ้าโสร่งว่า ถ้าคนมีฝีมือเป็นผู้ทอและกำหนดลาย ต้องกำหนดลายตารางในผ้าโสร่งให้พอดี คือหัวและตีนโสร่งต้องเป็นสีเดียวกัน เช่น แดง ก็แดงทั้งหัวและตีน เพื่อให้นุ่งด้านไหนก็ได้ ถ้าหัวและตีนโสร่งเป็นคนละสี ถือว่าเป็นช่างที่ฝีมือไม่ดี ยังไม่เข้าขั้น 

นอกจากนั้น ยังพิจารณาจากความเรียบเสมอกันของสีสัน และน้ำหนักของผ้ายังบอกได้ว่าผ้าผืนนั้นใช้ไหมชนิดใดทอ หากผ้าเบาแสดงว่าเป็นผ้าไหมจากโรงงาน หรือที่คนชาวบ้านเรียก ‘ไหมเจ๊ก’ แต่ถ้าผ้าทอมีน้ำหนัก แสดงว่าเป็นเส้นไหมที่ชาวบ้านสาวเอง หรือเรียกว่า ‘ไหมบ้าน’

ยายยังนำลายผ้ามาให้ดูว่าลายนี้เคยทอให้ลูกหลานคนไหนตัดชุดใส่แล้วสวยอย่างไร เป็นความทรงจำที่สะท้อนผ่านลวดลายผ้าฝีมือของท่าน ซึ่งนำความสุขมาให้เมื่อเล่าถึง 

ความในใจของยายลำเอียง

ตั้งแต่เริ่มต้นการสนทนา เรื่องราวต่าง ๆ ถูกเล่าผ่านโอ้ผู้เป็นหลานชาย แต่อาจไม่ยุติธรรมนักหากจะฟังความเพียงข้างเดียว มีจังหวะหนึ่งที่โอ้ได้พาช่างภาพไปชมสวนพืชผักด้านนอก เราจึงถามความรู้สึกในใจของยายลำเอียง ว่าการที่หลานกลับมาอยู่บ้านกับท่านเช่นนี้ ท่านมีความรู้สึกอย่างไร ยายลำเอียงจึงเผยความในใจให้เราฟังอย่างช้า ๆ ด้วยภาษาอีสาน ซึ่งเราขออนุญาตแปลเป็นภาษากลาง มีใจความดังนี้

“เอาจริง ๆ ยายก็ไม่อยากให้เขากลับมาทำงานทอผ้าแบบนี้หรอก เพราะเขาเรียนจบสูง ๆ มาแล้ว ก็อยากให้หางานทำเป็นหลักแหล่ง เพราะทำงานทอผ้ามันลำบาก นี่ก็เพิ่งออกรถมา ไม่รู้ว่าจะหาเงินผ่อนงวดรถไหวไหม ยายเป็นห่วง

“โอ้เขาชอบงานผ้ามาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ชอบมาอยู่ใกล้ ๆ ยาย ขอลองทำ มันก็คงซึมซับกับเขามาตั้งแต่นั้นเพราะเห็นยายทอผ้าเป็นประจำ คนแถวบ้านเขาเรียกยายว่า ‘ยายกี่’ เพราะแขกไปใครมาก็มองเห็นแต่ยายนั่งประจำอยู่ที่กี่ทอผ้าเสมอ แต่คนอีสานรุ่นยายเขาไม่ให้หลานชายทอผ้า เป็นความเชื่อว่าถ้าผู้ชายได้จับกี่ทอผ้าแล้วจะหากินบ่หมาน (ไม่เจริญ)

“พอโอ้กลับมา มาขอให้สอนทอผ้าและรับงานมาทำ เราก็สอนให้เขานั่นแหละ ให้คำแนะนำ บางครั้งเขาไม่อยู่ยายก็เป็นคนทอผ้าต่อให้ โอ้เขาหัวดี มีหัวทางนี้ เรียนรู้เร็ว ต่างจากแม่เขาที่ไม่ถนัดทอผ้าแต่เก่งเรื่องการตัดเย็บ 

“ก่อนหน้านี้เขาทำงานที่ขอนแก่น ก็เทียวไปเทียวมาเพื่อมาดูงานทอผ้าที่นี่และมาดูแลยายด้วย มาบ่อย ๆ ยายก็ห่วงว่าค่าน้ำมันรถมันแพง เงินเดือนก็ไม่เหลือ เลยบอกเขาว่าให้ลาออกเถอะ มาหางานประจำทำแถวบ้านเราดีกว่า 

“อยู่ด้วยกันกับหลานชายไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพราะโอ้เป็นคนสอนง่าย ยายเองก็ไม่อยากขัดใจเขา เขาชอบทางไหนก็ตามใจ หากเป็นทางที่ดี ขอแค่เขาเป็นคนดีก็พอแล้ว ยายต้องการเท่านั้น 

“เรื่องที่ครั้งหนึ่งเขาทำยายร้องไห้ ยายจำไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องอะไร แต่พอจำได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทอผ้านี่แหละ เพราะยายไม่อยากให้เขาทำ ไม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน กลัวหลานไม่มีรายได้ กลัวลำบาก เราห่วงอนาคตเขา เพราะงานทอผ้าแบบนี้รายได้ไม่แน่นอนเหมือนทำงานกินเงินเดือน ยายเคยผ่านชีวิตของช่างทอผ้าและเกษตรกรมาก่อน ยายรู้ดีว่าลำบากแค่ไหน จึงไม่อยากให้หลานต้องมาเจอความลำบากเหมือนยาย อย่างที่เลิกทำวิสาหกิจไปก็เพราะถูกคนซื้อกดราคา ยายห่วงเขาว่าทำผ้าออกมาแล้วจะขายได้ไหม จะมีคนสนับสนุนไหม ถ้าขายไม่ได้ก็ขาดทุนนะ เราเป็นห่วงเขา จึงอยากให้มีงานอื่นที่หาเงินได้มั่นคงกว่าสำรองไว้ แล้วทำสิ่งนี้ควบคู่กันไป 

“หากตัดเรื่องความเป็นยายหลานกันออกไปก่อน แล้วมองในฐานะช่างทอผ้า ตอนนี้ฝีมือของโอ้ถือว่า ‘พอได้ไคเติบ’ (พอใช้ได้แตะระดับดี) แต่ยังไม่ถึงขั้นเก่ง ถ้าจะเอาดีด้านนี้ก็ยังต้องฝึกอีกมาก ๆ แต่สิ่งที่ยายเห็นว่าเขาเก่งแตกต่างจากคนรุ่นยาย ก็คือเขารู้จักนำผ้าทอพื้นบ้านมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ ทั้งหมอน โคมไฟ ที่รองแก้วรองจาน และทำออกมาได้ดี

“นี่เขาก็กำลังจะบวช พอบอกยายว่าจะบวช ยายดีใจมากนะ รีบนำเส้นไหมที่เลี้ยงและสาวเก็บสะสมเอาไว้ ซึ่งเป็นไหมน้อยพื้นบ้านทั้งหมดมาสั่งทอทำผ้าสบง จีวร ย่าม ตาลปัตร เครื่องปัจจัยต่าง ๆ ตามที่เขาต้องการ แล้วก็เอาเงินหมื่นที่รัฐบาลเพิ่งให้มาไปซื้อไหมเส้นยืนจากบ้านหัวตลาด อำเภอพุทไธสง เพื่อนำไปทอร่วมกัน เพราะเวลากระชั้นชิด ยายทำเองไม่ทัน แต่ก็อยากให้หลานได้สวมจีวรไหม

“ยายกะอยากฝากผีฝากไข้กับผู้นี้หละ คั่นมีเงินมีคำกะพอให้ยายได้ใช้นำแหน่ ยายเฮ็ดหยังบ่ได้แล้ว คอยกินแต่เงินเดือน ผู้เฒ่าลางเทือมันก็ขาดเขิน ไปหาหมอประจำยายเป็นเบาหวาน ความดัน อั่นได๋กะรับมาเบิด ขาก็บ่ค่อยดี 

“ผู้เฒ่านี่กังวล ย่านแต่ลูกหลานบ่ได้อยู่ได้กิน ย่านแต่บ่มั่งบ่มีคือคนอื่น กะเป็นห่วงแต่แนวนี้หละ บ่ได้ห่วงเจ้าของดอก อายุหลายปานนี้ไปมื้อได๋กะบ่ฮู้ ว่าแต่หลานพออยู่พอกินก็พอใจแล้ว กะตามใจเขา เขาพาไปไสกะไป พอไปได้กะไป ไปบ่ไหวกะบอกว่าบ่ไป กะฝากลูกฝากหลานแหน่หละ เบิ่งแยงให้แหน่ ให้ได้มีอนาคตต่อไปแหน่เด้อ” 

ทอกะยาย เหมือนการปลูกต้นไม้แห่งชีวิต

การสัมภาษณ์ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย โอ้ได้เล่าถึงอนาคตของแบรนด์ทอกะยาย และอนาคตของเขาให้เราฟังว่า

“ปัจจุบันโอ้ไม่ได้มีแผนอะไร ขอโฟกัสอยู่ที่เรื่องบวช แต่ลึก ๆ ก็มีแผนในใจอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า อยากทำธุรกิจเพื่อสังคม ซึ่งในที่นี้รวมถึงเพื่อตัวเราเองด้วย คือให้เรากลับมาอยู่บ้านได้ โอ้คิดเสมอว่างานที่มั่นคงที่สุดก็คืองานที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพราะคนสุดท้ายที่จะเซ็นใบลาออกให้เราก็คือตัวเราเอง ทุกสิ่งอยู่ที่เราตัดสินใจ 

“เราเคยไปดูงานโรงงานผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่มา แล้วได้เรียนรู้ว่าแม้แต่โรงงานใหญ่ขนาดนั้นก็ยังผลิตทุกสิ่งให้สำเร็จทั้งหมดไม่ได้ ทำได้เพียงส่วนผลิตเครื่องยนต์หรือวัสดุบางชิ้นส่วนเท่านั้น เลยบอกตัวเองว่าเราจะไม่เอาตัวเองมาอยู่ในธุรกิจแบบนี้ที่เป็นได้แค่ฟันเฟืองเดียว 

“ขณะที่การทำงานทอผ้าคือสิ่งที่เราทำได้ทั้งหมดทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง แม้กระทั่งการแปรรูป เราอยากทำผ้าให้เป็นชิ้น เป็นรูปเป็นร่าง เป็นผลิตภัณฑ์ออกมา พอย้อนกลับมาดูงานผ้า พบว่าเราใช้ทุกอย่างเลยนะ แม้กระทั่งผ้าเช็ดมือ เสื้อผ้า ผ้าม่าน โคมไฟ มันคือไลฟ์สไตล์จริง ๆ คือสิ่งที่เป็นอยู่จริง ๆ ในชีวิตเรา พรมเช็ดเท้าเราก็ยังเอาเศษผ้ามาทำได้ หรือแม้กระทั่งงานบวชของเรา ทุกสิ่งที่ใช้คือของพื้นฐานที่เราทำเองได้ ไม่ต้องหาซื้ออะไรเลยด้วยซ้ำ และเราอยากทำให้ได้มากกว่านั้น อยากส่งสิ่งนี้ไปถึงคนรอบข้างเรา จะ 5 คน 10 คน หรือมากกว่านั้นก็ได้ ถ้าขยายไปได้มากกว่านั้นเราก็ยินดี

“โอ้คิดเสมอว่าจะคืนกำไรสู่ชุมชนได้ยังไงบ้าง หากเปรียบเป็นต้นไม้ โอ้เห็นแบรนด์ทอกะยายของเขาค่อย ๆ เติบโต ณ วันนี้ 7 ปีแล้วที่ก่อตั้งมา เหมือนต้นไม้ที่เริ่มผลิดอกออกใบมาระดับหนึ่ง มะขามที่บ้านนี่ปลูกมา 3 ปีก็ออกผลแล้ว มะยมได้กินได้ดอง ทำแจก ทำขายแล้ว ทอกะยายก็ค่อย ๆ โต แม้ในระหว่างทางจะมีลู่ลมไปบ้าง หรือแบบปีนั้นแล้งมาก ต้นไม้เองก็ยังต้องปรับตัวตลอดเวลา 

“แต่เราก็ยังมุ่งมั่นและตั้งคำถามเสมอว่า จะแบ่งปันคุณค่าคืนสู่สังคมและธรรมชาติให้ได้มากกว่าตัวเงิน เราจะสร้างชุมชนของคนที่กลับบ้านแบบเราได้มากแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งต้นไม้ในเชิงสัญลักษณ์นี้เติบโตแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาได้ โอ้ก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาจดจำในแง่มุมว่าใครคือคนปลูก ขอแค่ร่มเงาดอกผลของต้นไม้นี้เกิดประโยชน์กับผู้คนในชุมชนของเราโอ้ก็พอใจแล้ว 

“โอ้ชื่อ พัฒนชัย ที่แปลว่า การพัฒนานำมาซึ่งชัยชนะ ถ้ามอง Career Path ที่ผ่านมา เราเป็นนักพัฒนาธุรกิจชุมชน เป็นนักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรม งานเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สร้างเราขึ้นมา แต่เนื้อในจริง ๆ โอ้รู้สึกเสมอว่าเราเกิดมาเพื่อพัฒนาตัวเอง และเรียนรู้ที่จะปรับตัวในท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางวัฒนธรรมที่กำลังจะเลือนหายไปกับกาลเวลา เราจะทำยังไงให้รากและภูมิปัญญาที่ยายสั่งสมไว้ตลอดชีวิตของเขา หรือแม้กระทั่งคนรุ่นก่อนหน้าส่งต่อกันมายังคงอยู่ ถ้าคนรุ่นเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เราจึงเป็นส่วนหนึ่งที่กลับมาสานต่อ 

“อีกประเด็นหนึ่งคือเราทำเรื่อง Sustainable Life Youth Network in Asia การแลกเปลี่ยนระหว่างไทย จีน ฟิลิปปินส์ เพื่อถักทอชีวิตไปด้วยกัน ซึ่งปัญหาของทั้ง 3 ประเทศนี้ คือคนรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้านแล้วไม่มีงานทำ ต้องเข้าไปอยู่ในสังคมเมืองหรือสังคมที่มีงานรองรับ อย่างจีน เด็กวัยรุ่นหรือคนทำงานไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้หมด ตามชนบทมีแต่ผู้สูงอายุ โอ้ได้ไปเห็นการสนับสนุนจากภาครัฐ เขาส่งเสริมพื้นที่ให้ทำการเกษตรในพื้นที่บ้าน และให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีทุน ไม่มีที่ดิน ได้ทำและมีเงินสนับสนุน เพื่อที่จะทำธุรกิจร่วมกับการพัฒนาชุมชน นี่เป็นโมเดลที่เราสนใจมาโดยตลอด”

เล่าถึงตรงนี้ โอ้นิ่งสักครู่ เราเริ่มเห็นน้ำใส ๆ รื้นขึ้นที่แววตาของเขา ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

“พอเรากลับมาบ้าน เราได้เห็นยายที่เดินไม่ค่อยดีแล้ว ตาก็มองไม่ค่อยเห็น แม่ก็ผมสีดอกเลาไปแล้ว เราคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่ผ่านมาเราทำเพื่อตัวเองมาเกือบ 30 ปี เราอยากให้เวลาหลังจากนี้ได้ทำเพื่อคนที่เขารักเรา (กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม) เราเคยคิดเสมอว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มียายแล้วเราจะทำยังไงต่อ พอคิดทีไรก็รู้สึกเศร้าใจ ทำใจยากนะ แต่เราก็พยายามทำความเข้าใจว่าวันหนึ่งเขาก็คงต้องไป แต่เวลาที่เหลืออยู่เราจะทำอะไรให้เขาได้บ้าง เราอยากดูแลเขาให้ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างเราจะดูแลได้

“เหตุผลหนึ่งที่โอ้อธิบายความสัมพันธ์กับยายออกมาเป็นคำพูดชัด ๆ ไม่ได้ เพราะโอ้กับยายไม่ได้สื่อสารกันทางคำพูดหรือการโอบกอดมากนัก ยายสื่อสารกับเราด้วยการทำให้ดู ทำเป็นแบบอย่างให้เห็น ให้เราได้สัมผัส อันไหนคือสิ่งที่เราอยากกิน อันไหนคือสิ่งที่เราชอบ ยายก็จะทำให้ เขาทำให้ดูทุกอย่าง นั่นแหละคือสิ่งที่เชื่อมโยงโอ้กับยายไว้ด้วยกัน” 

ติดตามสินค้าแบรนด์ทอกะยายได้ที่ Facebook : ทอกะยาย และเข้าชมสตูดิโอการถักทอสายใยถักทอชีวิตของทอกะยายได้ที่สตูดิโอ ทอกะยาย อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ 08 7717 9998

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล