“มหา’ลัยไทบ้าน เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่กำลังจะบอกว่า คนธรรมดาแบบเรามีอำนาจที่จะลุกขึ้นมาทำการศึกษาให้ตัวเอง ให้ชุมชนได้ ถ้าเกิดคุณคือคนหนึ่งที่เชื่อในอำนาจของตัวเองว่ามันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ขอให้ใช้อำนาจของคุณทำในสิ่งที่คุณรักและคุณถนัด แล้วเดี๋ยวมันจะเปลี่ยนแปลงตัวคุณแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงคนที่อยู่รอบตัว นำไปสู่สังคม หรือขยายใหญ่ไปอีกครับ”
ถ้อยคำใจความนอบน้อม กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานต่ำ เนิบช้า หากแต่ชัดถ้อยชัดคำของ สัญญา มัครินทร์ หรือที่หลายคนรู้จักเขาในนาม ครูสอญอ นั้นทรงพลังด้วยความหมาย ให้ผู้ฟังที่มีใจใคร่อยากพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับสังคม ได้รู้ว่าบนเส้นทางเดียวกันนี้คุณไม่ได้เดินเพียงลำพัง เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็มี ‘มหา’ลัยไทบ้าน’ ที่จะยืนเคียงข้างคุณด้วยเจตนารมณ์อันดีเดียวกันนี้มายาวนาน ก้าวสู่ปีที่ 5 แล้ว

The Cloud เดินทางไปยังอาศรมมรรคง่ายของครูสอญอ ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์และหัวเรือใหญ่ เพื่อหวังใจให้เขาเผยไต๋สปอยล์งาน ‘มหา’ลัยไทบ้าน ปี 5’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายนนี้ ว่าในปีที่ 5 จะมีกิจกรรมอะไรน่าสนใจบ้าง เผื่อคุณผู้อ่านท่านไหนสนใจจะได้ลงทะเบียนเรียนกันได้ทันท่วงที (ปิดรับสมัคร 31 ตุลาคมนี้)
นอกจากเป้าหมายข้างต้นที่แจ้งไว้ การมาหาครูสอญอครั้งนี้ยังมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง ก็คือการไถ่ถามถึงเรื่องราวการเดินทางตลอดระยะเวลา 5 ปีที่เขากับผองเพื่อนและชุมชนคนหัวดื้อ หรือที่คนอีสานเรียกว่า ‘ซุมหัวหมอ’ ร่วมหัวจมท้าย ปลุกปั้นหลักสูตรการศึกษานอกระบบที่ยึดโยงคุณค่าของชุมชนและผู้คนเป็นหลัก โดยอาศัยกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบโดยกูรูและการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ ว่ามาถึงวันนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
หาผืนดินที่เหมาะสมกับเมล็ดพันธุ์
The Cloud เคยสัมภาษณ์ครูสอญอและมหา’ลัยไทบ้าน ในช่วงเริ่มแรกไปแล้ว แต่ขอทวนความจำกันหน่อย เผื่อว่าใครที่เพิ่งเข้ามาทำความรู้จัก จะได้เข้าใจไปพร้อม ๆ กัน บทสนทนาระหว่างเรากับครูสอญอเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
อะไรทำให้ลาออกจากครูในระบบ มาสร้างการศึกษานอกระบบอย่างมหา’ลัยไทบ้าน
“จริง ๆ ผมไม่เห็นตัวเองเป็นครูจนเกษียณราชการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว กะว่าจะทำงานครูในระบบอยู่สัก 10 ปีแล้วลาออกมาทำอะไรสักอย่าง แต่พอได้เข้าไปทำงานเป็นครูแล้วรู้สึกว่ามันใช่
“ตอนที่สอนอยู่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ช่วงที่กำลังจะตัดสินใจลาออกเป็นจังหวะโควิด เลยคิดว่าถ้าออกตอนนั้นงานอื่น ๆ น่าจะหายาก จึงเปลี่ยนแผนย้ายกลับมาบ้านที่อำเภอสีชมพู ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วล่ะว่าตัวเองจะอยู่อีกไม่นาน แต่ก็คิดว่าอยากอยู่กับวัยรุ่นในพื้นที่ ทำงานอีกสัก 3 ปีค่อยเกษียณ แต่เอาเข้าจริงอยู่ได้ปีครึ่ง เพราะเห็นว่าหากต้นไม้หรือเมล็ดพันธุ์อยู่ผิดดิน มันจะเติบโตมั่นคงไม่ได้
“โชคดีว่าก่อนจะกลับมาบ้าน เราเห็นสนามใหม่ คือมาทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและมาทำมหา’ลัยไทบ้าน ก็เลย เอ้า งั้นลองเอาตัวเองมาอยู่ในพื้นที่นี้เต็มที่ดูซิ ซึ่งมันก็ได้บทเรียนเยอะ และรู้ว่านี่แหละคือดินแดนที่เป็นเรา เราเห็นตัวเองเติบโต เห็นคนที่อยู่รอบข้างเราเติบโต เห็นชุมชนเติบโต เลยคิดว่ามันคงจะรอคอยเราอยู่” (หัวเราะ)


ทุกคนควรมีอิสระในการศึกษาและเติบโต
“สัญญาณอย่างหนึ่งที่บอกว่าผมไม่ควรอยู่ในระบบต่อไปก็คือ ทำไมทุกวันตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากสอน รู้สึกว่าอิสระมันหายไป เพราะถูกควบคุมด้วยเวลา ควบคุมโดยการสแกนนิ้วเข้า-ออก ควบคุมด้วยเกรด ควบคุมโดยการประเมินเงินเดือน มันไม่ได้สอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาที่มองคนว่าจะเป็นอิสระหรือเติบโตได้
“ผมจึงอยากทำการศึกษาเป็นอิสระ เป็นไท แต่สนามที่เราอยู่สวนทางกับความเชื่อของเรามากเลย ขนาดเราเป็นครูเรายังอึดอัด แล้วเด็กที่เขาอยู่ในอำนาจของวิธีคิดแบบนี้ก็คงจะอึดอัดเหมือนกัน พอทำการสอนนอกระบบไปเรื่อย ๆ เริ่มรู้สึกว่าใจเรามาทางนี้ ซึ่งในมุมหนึ่งก็ไม่ยุติธรรมนะ เพราะเรารับเงินเดือนจากระบบ แต่เรากำลังทำงานการศึกษานอกระบบอีกฝั่ง การเตรียมสอน การทำงานในระบบ ประสิทธิภาพมันลดลง
“ผมเชื่อว่าการเรียนรู้ที่มีความหมาย คือการที่ชวนให้คนมาเห็นคุณค่าตัวเอง ซึ่งเริ่มไปเชื่อมโยงเรื่องจิต ฟังดูไม่ง่าย แต่ทางที่ง่ายและใกล้เคียงก็คือ ให้คนได้ใกล้ชิดกับชุมชน ได้กลับมาเห็นธรรมชาติรอบตัวเขามากขึ้น เราเชื่อแบบนี้ จึงพาเด็กไปมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ให้เขาไปเห็นความงาม ความจริง หรือแม้กระทั่งความไม่น่ารักบางอย่าง อันนี้ต่างหากที่จะช่วยให้เขารู้สึกรู้สากับชุมชน ไม่ใช่เรียนแค่จากวิชาหน้าที่พลเมืองในห้องเรียนเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เราเชื่อและให้คุณค่า แต่โรงเรียนในระบบยิ่งพาให้นักเรียนห่างออกไปไกลจากความเชื่อของเรา เพราะเขาเองก็มีหลักสูตรของเขา
“ขณะเดียวกัน การที่เราเป็นครูในระบบแล้วออกแบบการสอนแต่พาเด็กออกไปชุมชนข้างนอก มันก็อาจจะไม่ดีกับเด็กที่เรียนในระบบนัก เพราะลึก ๆ ส่วนหนึ่ง เด็ก ๆ อยากเรียนสิ่งที่เขาเอาไปสอบได้ด้วย แต่ที่ผมยังคงทำการศึกษานอกระบบควบคู่ในช่วงแรกก่อนลาออก เพราะอยากชวนครูในระบบมาเชื่อ มาพบเจอว่าสิ่งที่อยู่นอกระบบมีความดีมีความงามอยู่เยอะมาก เราหยิบมันไปออกแบบการเรียนการสอนได้ไหม หยิบไปทำเป็นวิชาบ้างได้ไหม หรือว่ามาสนุกกับเรื่องใกล้ตัวบ้างได้ไหม เลยกลายเป็นเหมือนทดลองด้วย ชวนด้วย ทำงานฝั่งนี้ไปด้วย
“ท้ายที่สุดผมก็เลยตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำสิ่งที่เชื่อมั่น ออกมาทำท่องเที่ยวชุมชนและมหา’ลัยไทบ้าน เต็มตัว มันช่วยเคลียร์ภาพในใจเราให้ชัดขึ้นมากว่า นี่แหละ ที่เราอยากทำคือภาพนี้เลย ภาพที่เราเป็นนักพัฒนาบ้านตัวเอง กลับมาอยู่บ้านแล้วได้ทำประโยชน์อะไรเพื่อบ้าน ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราใช้ มันพาเรามาได้ไกลกว่าที่คิด และมีเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เข้ามาเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้สิ่งที่เราทำตอบโจทย์ยิ่งขึ้น”


การพัฒนาคนและชุมชนผ่านอิสระแห่งการเรียนรู้ด้วยห้องเรียน 5 ไท
“ช่วงแรกเราทำงานท่องเที่ยวชุมชนก่อน แต่พอทำเรื่องท่องเที่ยวไปสักพัก เราได้บทเรียนอย่างหนึ่ง
“เรื่องท่องเที่ยวจะมาแล้วก็ไป อย่างที่ 2 คือถึงจะทำท่องเที่ยวแล้วรู้สึกฟิน มีรายได้ มีอะไร ๆ เข้ามา แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงแก่นของคนจริง ๆ มันก็ถึงแค่กับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับหน้างาน เช่น ชาวบ้านมาทำอาหารขาย มาขับรถอีแต๊ก มาทำโฮมสเตย์ แต่ลึก ๆ แล้วผมอยากทำงานพัฒนา
“จึงตกตะกอนได้ว่า งานการศึกษานี่แหละคือหัวใจ คนนอกมาออนซอนบ้านเรา มาชื่นชอบบ้านเราแล้ว แต่คนในไม่ได้รู้สึกแบบนั้นนะ แล้วเราจะทำยังไง ผมเลยต้องการชวนให้คนในพื้นที่ออกไปรู้ว่าบ้านตัวเองมีดีอะไร หรือรู้ว่าบ้านเขามีความจริงอะไรที่เขาไม่โอเค แล้วจะมีทางออกหรือจะมีทางที่ทำให้คนโอเคได้ยังไง
“ผมคิดว่าการศึกษาคือคำตอบ และเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทำงานกับคนในพื้นที่ได้มากกว่าการท่องเที่ยว คนพื้นที่อาจไม่ได้รู้สึกอยากท่องเที่ยวบ้านตัวเอง เพราะเขาอยู่กับมัน จะทำยังให้เขาออนซอน ภูมิใจในบ้านเกิดและอยากจะทำอะไรบางอย่างเพื่อบ้านของเขา
“มหา’ลัยไทบ้าน จึงเกิดขึ้น ตอนแรกเป็นแค่งานอีเวนต์ เราซื้อคอนเซปต์ของ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร กลุ่มมะขามป้อม แกมี ‘มหาลัย’เถื่อน’ ผมก็ไปเป็นนักเรียน เพราะตอนนั้นโครงการก่อการครูที่ผมร่วมอยู่เองก็มีทุนเล็ก ๆ ให้ไปทำงาน เขาเชื่อว่าถ้าเกิดจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ ต้องเปลี่ยนแปลงกับครูก่อน แล้วครูก็จะไปเปลี่ยนแปลงนักเรียนที่เขาสอนอีกที แล้วครูพวกนี้แหละจะไปเปลี่ยนแปลงสังคมต่อ ซึ่งผมเองก็เชื่อแบบนั้น
“พอเชื่อแบบนั้นปุ๊บ เราเลยเริ่มต้นจากการทำงานกับเพื่อน แล้วก็ชวนครูในชุมชนมาทำงานร่วมกัน พาคนมาปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ทั้งความดี ความงาม ความจริง แล้วมันจะพาให้ครูและเด็กสนุก ให้เด็กได้ยึดโยงกับชุมชน พอทำไปทำมามันก็เกาะเกี่ยวกัน

“ทีนี้ พี่เก๋-สุวิมล มีแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ภาคอีสาน เขาเห็นสิ่งที่เราทำ เลยชวนว่า งั้นมาถอดบทเรียนกันหน่อยไหม ผมไม่อยากให้เป็นแค่วงถอดบทเรียนเฉย ๆ แต่ต้องการชวนให้เพื่อนที่ทำงานด้วยในปีสองปีนี้มาแลกเปลี่ยนกัน ผลัดกันเรียน เปลี่ยนกันสอน ได้มาทอล์ก จึงเริ่มวางรูปแบบกิจกรรมว่า ขอให้ผู้ร่วมกิจกรรมครึ่งหนึ่งเป็นคนในพื้นที่ อีกครึ่งหนึ่งขอให้เป็นเพื่อนซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ เพื่อคนในก็จะได้เรียนรู้กับคนนอก คนนอกก็จะได้เรียนรู้จากคนใน เกิดการแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็น ‘ไททอล์ก’
“อันที่ 2 ก็คือ ‘ไททำ’ เราก็มาดูว่า ชุมชนเรามีคนทำอะไรที่น่าสนใจบ้าง เช่น เรามีคนทำสาโท เราชวนคนมาหาปลา เก็บผัก เก็บหน่อไม้ ทำอาหารพื้นบ้านกินกัน ครึ่งหนึ่งของเพื่อนข้างนอกมีวิชาอะไรก็เอามาสอนด้วย ก็เลยเกิดไททำขึ้นมา ไหน ๆ มาบ้านเราแล้วอยากพาเที่ยวจังเลย งั้นพาเที่ยวพื้นที่ที่เราทำงานร่วมกันกับเพื่อนใน อำเภอภูผาม่าน อำเภอภูกระดึง ของเครือข่ายครูที่เราทำงานด้วย และ อำเภอสีชมพู ของทีมเที่ยววิถีสีชมพู ก็เลยเกิดเป็น ‘ไททริป’
“เสร็จปุ๊บอันสุดท้ายที่สำคัญคือต้องมี ‘ไททวน’ ด้วยนะ ว่าที่เราชวนคนข้างนอกและคนในพื้นที่มาทำกิจกรรมร่วมกันแล้วเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ก่อนที่จะไปจบลงตรงงานรื่นเริงหลังเสร็จกิจกรรมยามเย็นในนาม ‘ไทเสรี’
“ปรากฏว่าพอทำแล้วก็ไม่อยากให้เป็นแค่เทศกาลและอีเวนต์ อยากให้เป็นหลักสูตรและองค์กรได้ไหม อยากเอาวันที่ถอดบทเรียนกันไปขยายต่อ เพื่อที่จะมันอยู่ยาว ๆ ซึ่งก็เริ่มมีหลักสูตรศิลปะถ้ำกับชุมชน หรือห้องเรียนธรรมชาติและชุมชน ชวนคนไปเรียนเรื่องนิเวศเขาหินปูน หรือห้องเรียนเรื่องสิทธิพลเมืองสำหรับชาวบ้าน เป็นเรื่องการต่อสู้ของชุมชนกับชาวบ้านเป็นการทำงานร่วมกัน หรืออย่างของ กุล-กุลชาติ เค้นา เขาก็ทำเรื่องห้องเรียนชนบทดิจิทัล หรือ เทคไทบ้าน ก็เอาสิ่งที่เพื่อนเขามีทุนเรื่องเทคโนโลยีมาร่วมกัน
“มันกลายเป็นกิจกรรม ซึ่งไม่ได้เปิดแค่เฉพาะคนที่อยากมาเรียน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจด้วย ให้นักท่องเที่ยวเป็นเหมือนนักเรียน เด็ก ๆ ในชุมชน ในพื้นที่ยังไม่สนใจ มีโน่นหนะ เด็ก ๆ สาธิต แก่นนครฯ ขอนแก่นวิทย์ฯ อะไรพวกนี้มาสนใจ คนในพื้นที่เองพอมาเห็นว่าคนนอกมาออนซอนอะไรในพื้นที่ตรงนี้หนอ ก็เริ่มเห็นความสำคัญตามหลังมา
“เพราะเราไม่ได้ออกแบบแค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่เราเติมคอนเทนต์ เติมการต่อสู้ของชุมชน เติมปัญหาบางอย่างที่เรากำลังเผชิญอยู่ การมาของคุณจะเป็นการช่วยให้ปัญหาเหล่านั้นมีทางออก ก็เลยกลายเป็นหลักสูตร”

สปอยล์หลักสูตร มหา’ลัยไทบ้านปีที่ 5 เมื่อซุมหัวหมอมาพ่อกัน
ครูสอญอบอกกับเราว่า แต่ละปีที่ผ่านมาของมหา’ลัยไทบ้านนั้นมีความแตกต่างและผ่านการผจญภัยกันมาไม่น้อย
อย่างเช่นปีแรกความยากคือไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาจะทำ เพราะกิจกรรมยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องใช้พลังอย่างมากในการทำให้ทุกคนเชื่อและมาร่วมกิจกรรม
พอถึงปีที่ 2 คนเริ่มเข้าใจและบอกต่อปากต่อปาก มีคนนอกสมัครเข้ามาเรียนมากขึ้น เริ่มมีคนในพื้นที่เข้ามาเรียนด้วย หลังจากเห็นคนนอกเข้ามาเรียนและมีการเปิดวิชาของไทบ้านในพื้นที่
ถัดมาคือปีที่ 3 ซึ่งยากเย็นที่สุด แม้จะเป็นปีที่มีคนในพื้นที่มาร่วมมากกว่าปีก่อนหน้า แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่มีเงินทำงาน จนกระทั่งเดือนสุดท้ายก่อนจัดงานก็ยังไม่มี แต่เขาก็ยังเชื่อในสัญชาตญาณและจัดต่อ เพราะเห็นว่าโครงการกำลังไปได้ดีหากล้มเลิกตอนนี้ก็น่าเสียดาย
ปีที่ 4 เป็นปีที่มหา’ลัยไทบ้านแบ่งบานที่สุด ได้รับผลตอบรับดี อีกทั้งในปีดังกล่าวมีสถานการณ์ในพื้นที่เกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิพลเมืองและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งคนในพื้นที่และคนนอกจึงเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมดังกล่าวเพื่อสะท้อนพลังกันอย่างคับคั่ง
ครานี้มาถึงมหา’ลัยไทบ้านปีที่ 5 กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในคอนเซปต์ ‘ซุมหัวหมอ มาพ่อกัน’ ซึ่งจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ท่านอธิการบดีสอญอแห่งมหา’ลัยไทบ้าน ขอสปอยล์ดังนี้
“ปีที่ 5 จากเดิมที่มหา’ลัยไทบ้านเป็นแค่อีเวนต์ มันเลยกลายเป็นแบบโอเพนเฮาส์ไปในตัว และเป็นการถอดบทเรียนเรื่องการทำงานของเรากับเพื่อน ๆ และชุมชน ปีนี้ผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้มีประเด็นอะไรที่ชัดเจน แต่เป็นปีที่เราอยากชวนเพื่อน ๆ ที่ทำงานร่วมกันมาเจอกัน มาแลกเปลี่ยนกัน ยังเป็นคอนเซปต์เดิม
“คำว่า ‘ซุมหัวหมอ’ เป็นคำภาษาอีสาน ชาวบ้านชอบแซวพวกเราว่า ‘เป็นพวกหัวดื้อ’ เราก็เลยตกลงกันว่างั้นเอาคำนี้ไหม แต่จะเปลี่ยนความหมาย คำว่า ‘หมอ’ ในภาษาอีสานหมายถึง Expert ก็ได้ ก็คือพวกเก่ง ‘มาพ่อกัน’ หมายถึงมาพบกัน งานนี้จะเป็นการรวมคนเก่ง คนดื้อ ที่อยากทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมร่วมกัน
“ไททริป ในปีที่ 5 นี้เราจะชวนให้คนมีประสบการณ์เรื่องด้านในจิตใจมากขึ้น มีทั้งทริปแบบแอดเวนเจอร์และไปดื่มด่ำธรรมชาติผ่านการอาบป่า แล้วก็ได้กลับมาเยียวยาหรือเห็นตัวเอง ฟื้นฟูพลังภายใน
“ไททอล์ก ปีนี้สปีกเกอร์มีทั้งคนรุ่นใหม่ที่ได้ไปทำปฏิบัติการกับบ้านตัวเอง เช่น น้องเบียร์-สุภกฤต กาแก้วมิตะมาน จาก เครือข่ายจากจุ้มบ้านเชียง น้องนันพันเจีย-จีรนันท์ บุญครอง ที่กลับบ้านโยนำองค์ความรู้เรื่องการทำเกษตร ทำเมล็ดพันธุ์ ไปทำงานกับชุมชน หรือ พี่ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ ที่ถือว่าเป็นตัวพ่อเรื่องการกลับบ้าน ที่เขาทำสกลเฮ็ด กลับมาดูซิว่าการทำอีเวนต์เป็นการปลุกพลังของพื้นที่ ให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์บ้านเกิดตัวเองยังไง
“ถ้าฝั่งเป็นจิตวิญญาณ ปีนี้จะมีพระด้วยนะครับ เป็นนิมิตหมายใหม่ เรามีพระรุ่นใหม่คือ หลวงพี่ภูมิ แกเป็นทันตแพทย์แต่ลาออกมาบวชเป็นพระ เพราะให้คุณค่าเรื่องการเรียนรู้ภายใน และปรารถนาจะให้โลกดีงาม ก็เอาเรื่องการเดินทางของตัวเองมาแบ่งปัน และพยายามทำงานกับคนรุ่นใหม่ผ่านด้านจิตวิญญาณ หรือ พี่เปา-พิชัย เอื้อมธุรพจน์ ที่ทำเรื่องอาบป่าในเมืองไทย ถือว่าเป็นทีมแรก ๆ ของประเทศไทย แกจะเอาประสบการณ์นี้มาแบ่งปันและพาคนเดินป่าด้วย อีกฝั่งหนึ่งก็มีคนในชุมชน

“เรามีเพื่อนเป็น ผู้ใหญ่บ้านคมสันต์ ทุมโคตร เขารวมเยาวชนในพื้นที่เป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังช้างป่า ทำงานแบบจิตอาสาทั้งผลักดันนโยบายกับรัฐ แต่ที่สำคัญคือเขาทำงานร่วมกับเยาวชน และเรื่องการผลักดันเรื่องช้างป่าเป็นแค่หนึ่งกิจกรรม แต่เขาพาเด็กไปช่วยเหลือสุนัข ไปช่วยเหลืองานวัด มันน่าสนใจ
“นอกจากนี้ มีเพื่อนครูของเราที่อกหักจากระบบและลาออกมา แต่เขาอินกับเรื่องดนตรีอีสาน เขาก็เอาความรักในดนตรีอีสาน ชื่อ ครูเบียร์-วิจิตร บุญมี เป็นผู้ผลิตพิณ ผมเพิ่งรู้ว่าพิณของศิลปินดัง ๆ มาจากอำเภอสีชมพู เขาผลิตให้วงนักดนตรีอีสานดัง ๆ ในเมืองไทยและเมืองนอก และเป็นคนอำเภอสีชมพูด้วย ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่อยากให้เขามา ปกติเขามาเล่นพิณอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราชวนเขามาเล่าในฐานะผู้ประกอบการ แล้วก็ยังยึดโยงกับความรักความชอบของเขาแล้ว
“ห้องเรียนเวิร์กช็อปที่เราเรียกว่า ‘ไททำ’ เราจะมีห้องเรียนหัวกลอย คือเราจะพาไปเรียนรู้การขุดหัวกลอย คือนิเวศเขาหินปูนกับธรรมชาติทางสีชมพูมีพืชชนิดหนึ่งคือกลอย เป็นอาหารชั้นสูงเพราะมันขึ้นกับภูเขา และมีชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าของเขา เพราะเขารู้สึกว่าป่าคือซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารของพวกเขา และหนึ่งในนั้นคือกลอย ซึ่งต่อให้ไม่มีข้าว เจอภัยสงคราม ไอ้พวกนี้มันจะเป็นพืชหัว เขาก็เลยอยากพาคนไปขุดกลอยและทำกลอยกินกัน
“แน่นอนไฮไลต์ของทุกปีที่ทุกคนชอบก็คือห้องเรียนสาโทตาหนั่น อันนี้ก็เป็นข้าวในชุมชนที่พ่อแกเก็บแล้วแกก็จะพาทุกคนไปทำน้ำหมักและทำเหล้าสาโท เป็นพ่อของเพื่อนชื่อตาหนั่น อันนี้ก็เป็นห้องเรียนในชุมชน
“มีห้องเรียนเข้มข้นหน่อย เช่นเรื่องสิทธิมนุษยชน จากเพื่อน ๆ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและประเด็นเรื่องอำนาจจากอาสาคืนถิ่น มอส. และ ActLab
“มากกว่านั้นก็มีเครือข่ายมาแบ่งปันห้องเรียน มีห้องเรียนหมอดู สำหรับคนที่ต้องการใช้โหราศาสตร์กลับไปพัฒนาตัวเอง และมีเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณที่จะชวนมาเยียวยาและรู้จักตัวเอง ของทีม ALT7 จากอาศรมวงศ์สนิท

“ที่สำคัญก็คือ ‘ไททวน’ ทุก ๆ คืนที่เรากินข้าวกินปลากันแล้ว จะมีวงสนทนาแลกเปลี่ยนกัน มีกระบวนการให้ทุกคนได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกันทุกวัน ถอดบทเรียน แชร์ประสบการณ์ พอไททวนเสร็จปุ๊บก็ค่อยจะเข้าสู่กิจกรรมไทเสรี คือดนตรีบางส่วน แต่เราทำบางอย่างให้ด้วย เช่น สอญออยากชวนคุยเรื่องภาพเขียนสี หรือคนที่มาร่วมงานอยากชวนคุยเรื่องที่เขาถนัด เราจะขึ้นกระดานไว้ เปิดเป็นห้องเรียน คนที่มาร่วมงานสนใจห้องเรียนไหน ไปตั้งวงคุยกัน เราอยากให้เกิดบรรยากาศให้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน หรือคนไหนไม่สนใจ อยากแค่ฟังดนตรีก็ฟังดนตรีไป อะไรแบบนี้ครับ
“ไทเสรี หลังจากที่เราไปเรียน ไปเที่ยวด้วยกัน ภาคกลางคืนก็จะมีเหมือนไปเฉลิมฉลอง ไปผ่อนคลาย มีทั้งหมอพิณ หมอลำ หมอแคน มาเล่นดนตรี แล้วก็มีเพื่อนจากวงสมจริงจากขอนแก่น หรือ ดาว The COJON จากเชียงใหม่ ก็มาร่วมเล่นดนตรีด้วยกัน หรือ เอฟ-ภักดี ไชยหัด นักดนตรีอิสระในพื้นที่ และมีหนังสารคดีกลางแปลงเล็ก ๆ ของเพื่อน Thai PBS ที่เขามาเก็บสารคดีในพื้นที่จะนำมาฉายให้ดู
“ปีนี้พิเศษนิดหนึ่ง มีละครเรื่อง แพรวพราย ของนักเรียนจากโรงเรียนหนองตาไก้ศึกษา โรงเรียนเครือข่ายที่เราทำงานร่วมกัน เขาเคยพาเด็กมาลงพื้นที่ช่วงที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์เรื่องทรัพยากร เขาได้แรงบันดาลใจจากชาวบ้านแล้วเอามาทำเป็นละครเวทีเล็ก ๆ นำไปแสดงและได้รางวัลจากเวทีแก่นอีสานวัฒน์ปีที่ 7 ด้วย ครั้งนี้เราเลยชวนเขามาเล่น เพื่อให้ชาวบ้านได้ดูละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคนในพื้นที่”
แค่ฟังจากที่ครูสอญอสปอย์มา ก็รู้สึกแล้วว่าถ้าไม่ได้มาร่วมกิจกรรมคงพลาดอย่างมาก
มาไกลกว่าฝัน มาพ่อกัน มาร่วมเติมพลังให้กันและกัน
เราถามกับครูสอญอไปว่า สำหรับมหา’ลัยไทบ้าน อะไรที่จะวัดว่านักศึกษาเรียนจบ และอะไรคือเกณฑ์ที่จะบอกว่าเราสอบไม่ผ่าน ครูสอญอหัวเราะและตอบกับเราว่า
“ปริญญาของมหาลัย’ไทบ้าน น่าจะเป็นคำว่า ‘ความสุข’ ที่ทุกคนได้มาใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน ปีที่ 2 และ 3 เรามีสัญญะที่ส่งมอบให้คือปริญญาถุงปุ๋ย แต่ครานี้คนเยอะ ใครอยากได้ Certificate ก็ไปดาวน์โหลดเอาได้ แต่ผมคิดว่าแค่คุณได้มาให้เวลากับการเรียนรู้กันและกัน มา Empower ชุมชน ก็คือปริญญาที่มีความหมายแล้ว
“เราไม่ได้ออกแบบให้มหา’ลัยไทบ้าน จะมีการผ่านหรือไม่ผ่าน เลยเป็นมหาลัยที่ไม่มีการสอบ ไม่มีการวัดผล แต่เป็นอิสระมากที่คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวของตัวเองได้เลย สิ่งที่คุณจะไม่ผ่านก็คือการที่คุณไม่อนุญาตให้คุณมามีประสบการณ์ร่วมกับเรา
“มหา’ลัยไทบ้าน มาไกลเกินกว่าที่เราคาดฝันไว้มาก เรารู้สึกว่าสำเร็จตั้งแต่คิดและได้ลงมือทำ เรามีเพื่อนร่วมทางมาจนถึงปีที่ 5 เราฝันว่าจะชวนชุมชนให้มาเห็นคุณค่าของการรวมกลุ่ม เห็นพลังของการทำการศึกษาที่เราเป็นเจ้าของจริง ๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ 3 แล้ว

“มากกว่านั้นคือการมีอยู่ของมหา’ลัยไทบ้าน ยังช่วยให้เยาวชนมีวุฒิการศึกษา ช่วยให้ชาวบ้านตระหนักถึงสิทธิ์ของตัวเอง ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรของชุมชน ช่วยให้คนที่ไม่รู้จักกันเดินทางมาหาเรา มาใช้พื้นที่ของเราเป็นห้องเรียน ผมว่ามันมาไกลมากแล้ว ถ้ามันจะไปต่อก็อยากเห็นคนใหม่มาต่อยอด มาเป็นเจ้าของมันจริง ๆ
“อีกเรื่องคือการปลั๊กอินกับการศึกษาในระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในความฝัน ลึก ๆ เราก็รู้สึกว่าจะทำให้ดีกว่าในระบบ แต่ผมก็คิดว่ามันแข่งกันไม่ได้ เพราะต่างมีความงามและคุณค่าในทางของมัน คงจะดีกว่านี้ถ้าเดินทางมาด้วยกัน ตอนนี้ผมดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่ที่เขาไม่พอดีกับระบบการศึกษาเยอะมาก แต่เขาไม่ไป กศน. เขาเลือกที่จะเข้าหาโรงเรียนมือถือ ซึ่งเรามีพื้นที่รองรับพวกเขา เรากลายเป็นพื้นที่ที่ 3 ที่ 4 ให้กับเขา ทำให้ผมรู้สึกว่าโคตรดีเลย
“ตอนนี้ยิ่งไปไกลกว่าเดิม เพราะมหาวิทยาลัยมหาสารคามชวนทำ Pilot Project ด้วยกัน จะเปิดหลักสูตรปริญญาตรียืดหยุ่น โดยใช้มหา’ลัยไทบ้านเป็น Social Lab ไม่ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัย หน่วยกิตบางตัวเทียบโอนได้ บางตัวบุคลากรจะมาสอนพวกคุณที่นี่ จะปั้นพวกคุณให้เป็นนักพัฒนาที่ยึดโยงกับชุมชน ใช้พื้นที่นี้เป็นสนามทดลอง ปริญญาอาจจะเป็นเป้าหมายรอง ส่วนเป้าหมายลึก ๆ คือต้องการสร้างการพัฒนาที่ยืดหยุ่นกับชุมชนและอยู่ต่อได้ มีโอกาสทั้งเศรษฐกิจ อาชีพ และช่วยเหลือชุมชนด้วย แล้วปริญญาจะมาหนุนพวกคุณ
“ผมหวังเสมอว่าการศึกษาจะพัฒนาเพื่อให้เราเป็นอิสระจากทุกสิ่ง โดยเฉพาะเรื่องอิสระจากความทุกข์ภายใน จิตวิญญาณมีเวลาและมีปลายทางอยู่ สุดท้ายแล้วการพัฒนาที่ผมหมายถึงก็คือการพัฒนาคนให้กลับมาอยู่กับชุมชนได้ อยู่กับสังคมได้ แต่ก็ต้องกลับมาดูว่าเป้าหมายของแต่ละคน ภารกิจ ลึก ๆ ของแต่ละคน เราอยากพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งไหน เป้าหมายของแต่ละคนคงจะไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผม ผมต้องการพัฒนาไปสู่การพ้นทุกข์นั่นแหละครับ” (หัวเราะ)
ครูสอญอฝากบอกว่า การมาของคุณคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กำลังใจและช่วยหนุนให้การเดินทางของมหา’ลัยไทบ้าน และชุมชนเดินต่อไปได้ยาว ๆ

งานมหา’ลัยไทบ้าน ปี 5 จัดขึ้น ณ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เข้าชมรายละเอียดกิจกรรมและการสมัครมหา’ลัยไทบ้านปี 5 ได้ที่ Facebook : มหา’ลัยไทบ้าน หรือ thaibanuniversity.com หมดเขตรับสมัครวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568

