“10 ปี ในชีวิตการทำงาน ผมเติบโตขึ้นมาเป็น Food & Beverage Manager ได้ ถือว่าเร็วมาก เรียกว่าเป็นจุดอิ่มตัวสำหรับวัยนั้น แล้วอีกอย่างคือสมัยก่อนผมมีอีโก้สูง พอต้องทำงานกับคนหรือระบบที่ไม่ซัพพอร์ตไอเดียของเรา เลยคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าได้กลับบ้านมาทำอะไรเป็นของตัวเองที่ใส่ไอเดีย ใส่จินตนาการ ดีไซน์รูปแบบชีวิตที่อยากให้เป็นได้”
ปิ๊ก-สุภิวัฒน์ เรืองศักดิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นชีวิต หลังจบจากรั้วตักศิลาแห่งอีสานอย่างมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม สู่ตำแหน่งซอมเมอลิเยร์ และ F&B Manager โรงแรมในเมืองภูเก็ต แล้วเลือกหวนกลับดินแดนที่ราบสูงอีกครั้งในวัย 37 ปี ที่อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เมืองเล็ก ๆ ติดถนนหมายเลข 2 ของประเทศ หรือถนนมิตรภาพ โดยที่เวลานั้นเขาก็เองก็ยังคิดไม่ถึงว่า นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิดอย่างสร้างสรรค์ที่ปิ๊กและผองเพื่อนจะได้มีโอกาสเข้าไปร่วมขับเคลื่อนพัฒนา
ต่อจากนี้คือเรื่องราวการกลับบ้านอย่างมีความหมายของผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นมากกว่าแค่การเอาชีวิตรอดในเมืองเล็ก ๆ เพราะมีบทสรุปเป็นการสร้างโอกาสให้บ้านเกิดเมืองนอน บนแนวคิดที่ว่า หากเมืองอยู่ได้และมีความหวัง คนในเมืองก็จะอยู่ได้อย่างมีความหวังเช่นกัน


กลับบ้านเหงา ๆ เราต้องหาอะไรทำ
บรรยากาศยามเช้าของบึงละเลิงหวายในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผืนน้ำสะท้อนสีครามของท้องฟ้าไร้เมฆ ทำให้ดูราวกับว่าเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นี่คือแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลาง อำเภอพล หรือที่คนทั่วไปมักเรียกเป็นภาษาปากกันว่า ‘เมืองพล’


ปิ๊กนัดหมายเราที่นี่ พร้อมเพื่อนร่วมทีมอีก 2 คน ทั้ง เล็ก-ชาญวิทย์ พงษ์ชนะ กับ กานต์เกล้า-นรวัฒน์ ชมนิรัตน์ เพราะอยากให้เราได้เห็นพื้นที่เริ่มต้นสำคัญของการใช้ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะในการพัฒนาบ้านเกิด และอีกความตั้งใจคือในฐานะเจ้าบ้าน เขาอยากพาเราไปไหว้ศาลเจ้าพ่อละเลิงหวาย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และยึดโยงจิตใจผู้คนเมืองพล


“จริง ๆ ทีมงานเรามีมากกว่านี้ครับ แต่วันนี้มีคุยงานกับทางเทศบาล จึงแบ่งงานกันไป เดี๋ยวช่วงบ่าย ๆ คงได้เจอกันทั้งหมด” ปิ๊กกล่าวก่อนที่จะพาเราเดินไปยังศาลเจ้าพ่อละเลิงหวายซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
“ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นจุดสำคัญที่เวลามีแขกมาเยือน คนเมืองพลมักจะพามาไหว้เพื่อขอพรครับ ส่วนด้านนั้นก็มีวัดไทย ทั้ง 2 ที่นี้มีความสำคัญเชิงศรัทธา ผมคิดว่าเราเชื่อมโยงความศรัทธานี้กับการท่องเที่ยวได้”


ปิ๊กเล่าถึงแผนงานบางอย่างที่คิดไว้ แล้วเริ่มย้อนอดีตถึงวันแรกที่กลับสู่เมืองพลให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นเขายังไม่ได้คิดเรื่องการขับเคลื่อนพัฒนาบ้านเกิด เพียงแต่หาอะไรทำเพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต โดยปิ๊กเลือกเปิดคาเฟ่ชื่อ ‘Pick Me Cat Cafe and Dining’ ขึ้น เขาเลือกนำเสนออาหารสไตล์ตะวันตกพร้อมกาแฟและเครื่องดื่ม ตามที่เขาและแฟนซึ่งเป็นเชฟถนัด การเปิดคาเฟ่นี้เองเป็นจุดเชื่อมโยงคนในเมืองพลให้แวะเวียนเข้ามาพูดคุยทำความรู้จัก และเป็นเหมือนสิ่วที่คอยสกัดอีโก้ของเขาออกทีละน้อย ได้รู้จักการรับฟังแนวคิดและเจตนารมณ์ที่แตกต่างของลูกค้าผู้แวะเวียนมาเยือน
ภายใต้ตัวตนที่รู้จักปล่อยวางมากขึ้น เขายังจับจุดได้ว่า หลาย ๆ คนทั้งที่อยู่ในพื้นที่เดิมและเพิ่งกลับมาอยู่บ้านเพราะสถานการณ์โควิดต่างมีใจอยากพัฒนาเมืองพลให้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น ตามแนวทางของคนรุ่นใหม่ที่ออกนอกบ้านไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจากต่างถิ่นกันมา และอยากปล่อยของ นำความรู้มาใช้สร้างเมืองให้ดีขึ้น
“พอคุยกันมากขึ้น จากลูกค้าก็เริ่มสนิทกันกลายมาเป็นเพื่อน ทุกคนพูดตรงกันว่าอยากพัฒนาบ้านเกิดของพวกเรา แต่อยากทำแบบที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน จึงเกิดการรวมกลุ่มและเริ่มระดมไอเดีย ใครเคยไปเจออะไรมาที่ประทับใจเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ก็เอามาให้เพื่อน ๆ ดู แล้วก็ถามกันว่า เอาไหม พวกเราลองทำดูบ้างไหม ก็บิลด์กันอยู่นาน
“เราเริ่มคุยกับ น้องเล็ก ซึ่งจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วกลับมาทำฟาร์มออร์แกนิกอยู่ในเมืองพล เลยลองชวนกัน และคิดว่าอยากทำคอมมูนนิตี้เล็ก ๆ แต่ไม่มีพื้นที่ เลยไปชวนเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ โจแอน-สรรทัสร์ ศรีเม้ม ศิลปินค่าย Assist Music และมือกีตาร์แบ็กอัปวงบอยสเก๊าท์ ซึ่งเป็นเจ้าของ ‘ผมไม่รู้ผมนอนนา คาเฟ่’ ก็เลยเกิดตลาดขึ้นมา ชื่อ ‘ตลาดนามอล์ล’ ขึ้น โดยทำเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่มีทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหารคัดสรร งานคราฟต์ งานศิลปะ อยู่ในพื้นที่นั้น และมีดนตรี มีกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มก่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ เราจัดงานนี้ 3 ครั้ง แต่ตอนนั้นทำแค่สนองความต้องการของตัวเองที่อยากมีกิจกรรมฮีลใจไม่ให้รู้สึกเหงาตอนกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ได้รับผลตอบรับดี”

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือพอได้กลับมาอยู่ในพื้นที่และทำธุรกิจ จึงมองเห็นปัญหาอย่างหนึ่งของเมืองพล ว่าจำนวนของผู้คนที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองแห่งนี้นั้นมีความผันผวน ตึกรามบ้านช่อง อาคารต่าง ๆ ในเมืองพลมีเยอะ ทั้งหมดมีเจ้าของ แต่เจ้าของหลายคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ อาคารถูกประกาศเช่า เมื่อยังปล่อยเช่าไม่ได้ก็ปิดเอาไว้ ไม่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ จำนวนคนในเมืองจึงมีไม่มากนัก ส่งผลต่อปริมาณการจับจ่ายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่เมือง
“ผมมองว่าทางรอดที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของเมืองพลดีขึ้นได้ ก็คือเราต้องดึงคนจากข้างนอกให้เข้ามาในเมืองพล เพราะเมื่อจำนวนคนมากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยก็จะมากขึ้น โอกาสในการขายก็มากขึ้นตามไปด้วย โชคดีที่เมืองพลเป็นเมืองที่มีศูนย์ราชการเยอะ คนส่วนใหญ่จะแวะเวียนเข้ามาเพื่อทำธุระ แต่พอช่วงวันหยุด คนจะไม่ค่อยเข้ามา เพราะศูนย์ราชการปิดทำการ จากที่ผมเรียนจบด้านการท่องเที่ยวมา จึงมองว่า ในเมื่อคนภายในเมืองมีจำนวนไม่มากพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ต้องหาวิธีเติมคนเข้ามาในเมือง และการท่องเที่ยวน่าจะเป็นกลไกที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะหากเราสร้างเมืองพลให้เป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวสำเร็จ ก็จะดึงคนจากข้างนอกให้มาเยือน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เมืองในวันที่เงียบเหงาได้เช่นกัน”
‘หลง ละ เลิง’ เมื่อเศรษฐกิจซบเซา เราอยากชวนคนมาดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่เมืองพล
จากโปรเจกต์ตลาดเล็ก ๆ กลางทุ่งนาที่ทำสนอง Need ของทีมงาน ปิ๊กและเพื่อนเริ่มเห็นว่าผู้คนให้ความสนใจ จึงคิดอยากจะจัดอีเวนต์บางอย่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองพล เขากับเพื่อนจึงเริ่มต้นปั้นโปรเจกต์ใหม่ขึ้น ณ บึงละเลิงหวาย ซึ่งเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและสวนสาธารณะของเมือง
“จุดเริ่มต้นหลัก ๆ ที่อยากเริ่มพัฒนาเมืองจริงจังเริ่มจากโปรเจกต์ ‘หลง ละ เลิง’ เมื่อสักเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจในเมืองพลค่อนข้างซบเซา เลยชวนน้องกลุ่มเดิมนี่แหละครับ คือเจ้าเล็กแล้วก็มี จูน-อภิวัฒน์ ภูมิมา อีกคนที่เข้ามาร่วมทีม ชวนกันว่าอยากจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง ตอนนั้นทางอำเภอหนองสองห้องมีกิจกรรม ชื่อ ‘เลิงเค็ง’ เขาทำเป็นคาเฟ่ที่ริมบึงแล้วตอนพระอาทิตย์ตกสวยมาก เลยเห็นว่าบ้านเราก็มีบึงนี่นา ทำไมไม่ลองสร้างมุมมองของบึงให้เป็นได้มากกว่าแค่ที่ออกกำลังกาย สร้างให้คนอื่น ๆ หันมามองความสวยงามของบึงที่บ้านเรา

“ทางทีมปรึกษากันว่า ถ้าจะเริ่มทำเป็นคาเฟ่ที่บึงละเลิงหวายคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะมันเป็นพื้นที่สาธารณะของกรมชลประทานและเทศบาล อีกอย่างคือถ้าทำเฉพาะพวกเรา จะมีประเด็นว่ากิจกรรมนี้เกิดประโยชน์แค่เฉพาะเรากลุ่มเดียว เลยเปลี่ยนแนวคิดกันว่าอย่างนั้นถ้าขยับเป้าหมายเป็นการทำเพื่อชุมชน ชวนคนในชุมชนออกมาร่วมทำกิจกรรมกับเราโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใด ๆ ลองไปขอเทศบาลดูไหม เพื่อเขาช่วยได้
“ทีนี้พอจะเข้าไปคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ พวกผมต้องจัดเตรียมเอกสาร เตรียมลำดับขั้นตอน เตรียม Presentation ไปเสนอให้ผู้ใหญ่ดู จึงนัดน้อง ๆ ไปเซต Mock-up เพื่อถ่ายรูปสถานที่จริงเพื่อให้ภาพคอนเซปต์ชัดเจนขึ้น จากนั้นก็ร่างโครงการแล้วให้โจแอนซึ่งถนัดเข้าไปคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ โดยผมบรีฟให้เขาฟังก่อนไปนำเสนอ พอผู้ใหญ่ได้รับฟังเขาก็อนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้ เราจึงทำกิจกรรมนี้ต่อเนื่องกันมา 3 ครั้ง จนเริ่มก่อเกิดความชัดเจนมากขึ้น
“พอเห็นเป็นรูปธรรม คนในพื้นที่เริ่มรู้สึกว่า กิจรรม หลง ละ เลิง ต่อเติมความหวังของคนที่หาเช้ากินค่ำได้จริง ๆ มันสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้ สเปซที่เราสร้างและตั้งใจว่าอยากทำให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเกิดประโยชน์ร่วมกันจริง ๆ มันก็ตอบคำถามในใจเราได้ว่า จริง ๆ แล้วเด็ก ๆ อย่างพวกเราก็ทำประโยชน์ในรูปแบบที่อยากให้เป็นภายใต้ความสามารถที่เรามีได้นะ ตรงนี้แหละครับที่ทำให้พวกเราเริ่มจริงจังกันว่า ถ้ามีโอกาสจะทำอะไรเพื่อชุมชนบ้างในรูปแบบที่ทำได้เราก็จะทำ มันคงจะก่อเกิดประโยชน์กับเมืองไม่มากก็น้อย พวกเราจึงเริ่มสร้างทีมกันอย่างจริงจังและเริ่มขับเคลื่อนเพื่อชุมชน”

บ้านไม้ เมืองเก่า และวิถีชีวิตสไตล์วินเทจของเมืองพล คือเสน่ห์
ปิ๊กกับเล็กพาพวกเราย้ายโลเคชัน พาเดินชมอาคารไม้เก่าสวย ๆ ในเมืองพล บนถนนเฉลิมพล ถนนสายเดิมของเมืองที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ และยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมเมืองแบบเดิมบางส่วนเอาไว้
ในฐานะสถาปนิก เล็กบอกกับเราว่าตัวเขามีความสนใจเกี่ยวกับงานฝีมือของช่างสมัยก่อนที่จะสะท้อนผ่านรูปแบบหรือรายละเอียดในอาคารไม้ ซึ่งยังคงมีรายละเอียดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในอาคารเก่า ๆ ของเมืองพล
“ผมเรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตอนเรียนปี 3 เขาให้เลือกสาย ผมก็เข้าไปทำงานเกี่ยวกับสายพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมชุมชน เพราะชอบแนวนั้น เลยได้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วความงดงามของสถาปัตยกรรมไม่จำเป็นต้องอยู่กับคนที่ร่ำรวยเท่านั้น แต่คือการตอบสนองให้วิถีชีวิตของผู้คนกับสถาปัตยกรรมให้อยู่รวมกันได้ โดยอยู่อย่างสอดคล้องและเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ


“พอเราได้เข้าใจประมาณนี้ ก็เริ่มรู้สึกว่าบ้านเรา พื้นที่ของเรา มีคุณค่าและต่อยอดทางการเรียนรู้ได้ ผมมองว่างานสถาปัตยกรรมเป็นอนุสรณ์ของกระบวนการสร้างสรรค์ในแต่ละยุค อีกอย่างคือผมรู้สึกอินกับทักษะของมนุษย์ เช่น วิธีก่อสร้าง ความงามในรายละเอียดของงานช่างโบราณ ซึ่งในเมืองพล เรายังคงเห็นสิ่งเหล่านั้นจากอาคารบ้านเก่า ในโซนสถานีรถไฟ ตลาดโต้รุ่ง และศาลเจ้า”

เล็กบอกกับเราอีกว่า ทุกวันนี้รูปแบบอาคารในเมืองพลอาจจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ก็ยังหลงเหลืออาคารดั้งเดิมเอาไว้ให้เขาและผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม ส่วนรายละเอียดเชิงลึกของบ้านไม้เก่าแต่ละหลังที่เหลืออยู่นั้น เขายังฟันธงไม่ได้ชัดเจน เพราะยังไม่ได้เข้าไปพูดคุยในระดับลึกซึ้งกับเจ้าของบ้าน เนื่องจากการประเมินยุคสมัยหรืออิทธิพลของสถาปัตยกรรมจำเป็นต้องเข้าไปชมรายละเอียดการก่อสร้างภายในร่วมด้วย แต่นั่นก็อยู่ในแผนเก็บข้อมูลของเขา
เราเดินชมอาคารไม้เก่าจนมาถึงซอยเล็ก ๆ ตรงข้ามหอจดหมายเหตุเก่า ซึ่งยกเอาสถานีรถไฟเดิมของเมืองพลมาตั้งไว้ เพื่อทะลุสู่ถนนสายเศรษฐกิจของเมืองพล ปิ๊กวาดภาพฝันผ่านคำพูดกับเราว่า


“ซอยเล็ก ๆ ตรงนี้ พวกเราตั้งใจว่าจะให้เพนต์ภาพกันเพื่อสร้างสีสันให้เมือง ตอนนี้เราขออนุญาตบ้านต่าง ๆ ไว้แล้ว ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็จะเป็นจุดเช็กอินให้คนเดินเที่ยวเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟเมืองพล ถนนเฉลิมพล ซึ่งเป็นถนนสายเก่ามายังจุดนี้ และเชื่อมเข้าสู่ถนนสายกลางซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจของเมืองพล”


กล่าวจบ เขาก็พาเราเดินเชื่อมจากซอยดังกล่าวมาถึงถนนเสริมสวาสดิ์ที่เชื่อมต่อกับหอนาฬิกาเมือง สองฝั่งถนนเป็นอาคารปูนเก่า-ใหม่คละเคล้ากับอาคารไม้ บ้างก็มีรถเข็นขายขนมไทยจอดขาย ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองพลผ่านร้านรวงต่าง ๆ ที่ยังเปิดให้บริการ อาทิ ร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ ร้านข้าวมันไก่ ร้านขายอุปกรณ์การเกษตร ร้านขายหนังสือพิมพ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ เรายังเห็นร้านบูทีกรับตัดเสื้อตัดสูต หรือร้านของคุณยายวัย 75 ปีที่นั่งถักโครเชต์ สร้างสรรค์งานคราฟต์ทั้งหมวก กระเป๋า กล่องกระดาษทิชชู ฯลฯ
บรรยากาศเหล่านั้นชวนให้รู้สึกว่าเมืองพลวันนี้ยังคงบรรยากาศวินเทจ ให้ผู้ที่โหยหาวันวานเข้ามาเติมเต็มความทรงจำกันได้ ซึ่งทั้งปิ๊กและทีมมองว่าเสน่ห์ตรงนี้ หากใส่ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และการจัดการที่ดี จะทำให้เมืองพลกลายเป็นหมุดหมายท่องเที่ยวที่น่ามาเยือนได้ไม่ยาก


ถนนคนเดินที่ชุมชนได้ประโยชน์ เป็นพื้นที่แห่งการแสดงออกและสะท้อนอัตลักษณ์เมืองพล
บ่ายคล้อยแล้ว เรานั่งพักกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อบุญชู ร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ของเมืองพลที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1976 เป็นร้านของกานต์เกล้า หนึ่งในทีมงานที่เราเจอกันตอนเช้า ในร้านมีมุมขายกาแฟ พวกเราจึงนั่งพูดคุยกันต่อถึงการพัฒนาเมืองพลอย่างสร้างสรรค์ของพวกเขา เราถามถึงจุดเริ่มต้นของถนนคนเดินเมืองพล ปิ๊กจึงส่งต่อเรื่องราวให้เราฟังว่า
“หลังจากเสร็จสิ้นโปรเจกต์ หลง ละ เลิง เรามีกิจกรรมวิ่งที่จัดขึ้นต่อ จากนั้นก็มีช่วงเวลาว่างอยู่พักหนึ่งให้ทีมเราได้คุยกัน พวกผมไปนั่งทานข้าวเย็นในตลาดโต้รุ่งตรงถนนเฉลิมพล พอ 2 ทุ่มมันก็เงียบแล้ว เลยคิดกันกับเพื่อน ๆ ว่า ทำไมบ้านเราไม่มีสเปซที่ให้รวมตัวระดมไอเดียคิดทำนู่นนี่กันตอนกลางคืนบ้าง น้องในทีมเลยบอกว่ามีตึกอยู่ตึกหนึ่งเขาเปิดให้เช่า เราลองไปคุยกับเขาดูไหม เราตั้งคำถามกลับไปว่า ถ้าเช่าเขาแล้วจะเอามาทำเป็นอะไร มีคนเสนอว่า ทำร้านนมดีไหม จึงตกลงร่วมหุ้นทำร้านนม ก่อเกิดเป็น ‘ร้านนมเฉลิมพล’ ซึ่งเป็นเหมือนพื้นที่สำหรับพวกเราและคนในเมืองพล
“อีกอย่างที่พวกเราเห็นตรงกันก็คือ ถนนเฉลิมพลเป็นถนนสายเก่าของเมืองนี้มีตึกไม้สวย ๆ อยู่มาก เราอยากทำถนนคนเดินแบบเชียงคาน น่าเสียดายที่ตึกแถวไม้บางส่วนถูกรื้อถอนไป แต่เราก็คิดว่าอย่างนั้นยิ่งต้องรีบทำ เพื่อช่วยรักษาภาพจำนี้เอาไว้คู่บ้านคู่เมือง จึงลองเสนอผู้ใหญ่ในเทศบาลดู และเขาก็อนุญาตให้จัดเป็นถนนคนเดิน

“ทางเทศบาลเขาแลกเปลี่ยนให้ฟังว่า จริง ๆ มีหลายคนที่อยากผลักดันให้เป็นถนนคนเดินหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ลงตัวกับชุมชน จึงทำไม่ได้ จากปัญหาที่รับฟังมาพวกเราจึงตั้งธงไว้ว่าการทำถนนคนเดินครั้งนี้ต้องทำให้คนในชุมชนรู้สึกว่าคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือพวกเขา และนี่คือจุดเริ่มต้นและจุดประสงค์ของถนนคนเดินเมืองพล
“เรามองว่าถนนคนเดินนี้ไม่ใช่แค่ตลาด แต่คือการนำเสนออัตลักษณ์ของเมืองพล ซึ่งไม่ใช่แค่วิถีชุมชนบนถนนสายนี้เท่านั้น แต่หมายถึงทุกส่วนของเมืองพล เพราะบ้านเรายังมีอีกเป็นสิบกว่าตำบลที่มีของดีประจำหมู่บ้านซ่อนอยู่ ผมอยากนำเสนอไว้ในพื้นที่ตรงนี้ ซึ่งพวกเรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาร่วมกันกับถนนคนเดิน

“อีกความตั้งใจหนึ่งก็คือ เราอยากให้เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงออกของเด็ก ๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่ในกรอบของการเรียนรู้ในโรงเรียนมากนัก คือทีมที่ทำงานด้วยกันส่วนใหญ่จบมาทางสายศิลปะครับ เรารู้สึกว่าการทำงานในกรอบมันดี มีกฎที่ชัดเจน มีแนวทางที่ชัดเจนก็จริง แต่การได้แตกออกมานอกกรอบดูบ้าง ก็เป็นการสร้างจิตนาการให้กับเด็ก พวกเราจึงอยากให้ถนนคนเดินนี้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน สำหรับเด็ก ๆ มาแสดงความสามารถที่ถูกปิดกั้น ผมว่าเป็นเหมือนการสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้เข้ามาใช้พื้นที่ของเรา ในรูปแบบที่ถูกต้อง เขาไม่ได้เอาเวลาว่างไปเล่นเกมหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหล้าเบียร์ ยาเสพติด อย่างน้อยก็ยังมีพื้นที่ที่ได้ทำประโยชน์กับเด็กและเยาวชนในสังคมบ้างครับ
“ด้วยจุดประสงค์ที่เล่ามา เราจึงออกแบบธีมงานให้แต่ละครั้งที่จัดงานมีความน่าสนใจและเปลี่ยนไปทุก ๆ เดือน เช่น ครั้งแรกที่จัด เราเลือกจัดในธีมงาน Pride Month สื่อสารถึงประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ เราพยายามทำในสิ่งที่ไม่เหมือนถนนคนเดินอื่น ๆ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปให้ดูแตกต่างในทุก ๆ เดือนจะมีการจัดประกวดวาดภาพหรือกิจกรรมอื่น ๆ สับเปลี่ยนกันไป ซึ่งเรากำหนดว่าจะจัดงานขึ้นทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของทุกเดือน”
ฟังถึงตรงนี้ เราสัมผัสได้ถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชันที่ดีงาม แต่แน่นอนว่ากว่าจะมาถึงจุดที่ทุกโปรเจกต์ของเขาและทีมในฐานะผู้ริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

Generation Gap กับการ Put the Right Man on the Right Job
บ่าย 3 โมงแล้ว ปิ๊กพาเราย้ายไปนั่งคุยกันต่อที่ร้านเฉลิมพลนมสด ร้านนมระดมไอเดียที่พวกเขาหุ้นกันเปิดขึ้นมาเพื่อ Shock Space และสร้างสีสันให้ย่านเมืองเก่าในวันที่ไม่มีถนนคนเดิน ยังฉายแสงแห่งสีสันและแรงบันดาลใจให้กับเมืองพลได้ ที่สำคัญ ทีมงานโปรเจกต์ หลง ละ เลิง และโปรเจกต์ถนนคนเดิน ต่างมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย เราได้เจอทั้ง เบียร์-อิทธิชัย สายศรี, จูน-อภิวัฒน์ ภูมิมา, เมย์-มณีรัตน์ แก่นภูเขียว, ตุ้มโหม่ง-พงศกร เถาว์พันธ์ และ โจอี้-จรูญวิทย์ ศาสตรวาหา ได้เห็นพวกเขาแลกอ้อมกอด เติมต่อเสียงหัวเราะและไอเดีย ในบรรยากาศการพูดคุยกันของทีมทำให้เราได้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่มาด้วยหัวใจเดียวกัน เป็นภาพการทำงานที่น่าชื่นชม
เราถามปิ๊กว่า ตั้งแต่โปรเจกต์แรกของทีมมาจนถึงวันนี้ อะไรคือจุดยากที่สุด และพวกเขาข้ามผ่านอย่างไร ปิ๊กเล่าว่า
“อย่างแรกคือการทำให้คนในชุมชนเขาเข้าใจว่า สิ่งที่เราจะทำเป็นอย่างไร มีผลกระทบแบบไหน ข้อดี-ข้อเสียเป็นยังไง การที่จะทำให้คนรุ่นเก่าเขาเข้าใจร่วมกันกับคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องของ Generation Gap ครับ ที่ต้องประสานให้อยู่กึ่งกลางพอดี ๆ ไม่ให้หนักทางเรามากเกินไป ไม่ให้หนักทางเขามากเกินไป อันนี้เป็นสิ่งที่ยาก
“อย่างที่ 2 คือการขอความร่วมมือจากภาครัฐ จริง ๆ ภาครัฐก็มีหน่วยงาน มีโปรเจกต์เยอะแยะมากมายที่ต้องขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ ส่วนของเราเป็น Side Project ที่นำไปเพิ่มเติมเข้ากับโปรเจกต์หลัก ในระหว่างกำหนดการของหน่วยงานรัฐที่เขาวางแผนกันไว้ จึงมีความยากลำบากนิดหนึ่งในการประสานงานกับส่วนงานต่าง ๆ

“อีกเรื่องคือวิธีในการเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ในทีมมีกันหลายคน แต่ละคนจะมีคาแรกเตอร์ต่างกัน ถ้าไปคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ เราก็จะเลือกน้องที่เป็นคนใจเย็น มีความอ่อนน้อม ผมจะส่งเขาเข้าไปคุยกับบ้านที่ผมเข้าไปคุยไม่ได้ เราแบ่งงานกันไป ใช้วิธีแบบ Put the Right Man on the Right Job ใช้วิธีนั้นดีกว่า ไม่ใช่การเข้าไปชนเองทุกบ้านครับ
“แต่ก็มีบางเคสนะครับที่เราไม่เข้าไปก้าวล่วงเขา อย่างมีเคสหนึ่งที่เขาอายุมากแล้วและไม่ต้องการให้ใครมาจอดรถหน้าบ้าน ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม เราจึงใช้วิธีหลีกเลี่ยงให้เยอะที่สุด และพยายามอธิบายว่าเราจะทำอะไร ใช้วิธีแบบไหน ตรงไหนที่เราใช้พื้นที่ได้หรือไม่ได้ ให้บอกกับเราเลย เราจะได้แก้ไขให้เหมาะสมกับคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน ใช้วิธีอันไหนได้ก็บอก อันไหนไม่ได้ก็บอก เราจะพยายามประนีประนอมให้ได้มากที่สุด
“ทุกวันนี้ก็ยังซื้อใจแกไม่ได้ แต่เราใช้วิธีแบบไม่รบกวนกันมาก อะไรที่เขามีข้อห้ามก็ไม่เข้าไปแตะอะไรตรงนั้น แต่ว่าอะไรที่เขาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับชุมชนส่วนใหญ่เขาก็ยังเอนจอยอยู่ วันไหนที่เขาได้ขายของกับพวกเราเยอะ ๆ เขาก็เอนจอย มันก็คงเป็นอย่างนั้นแหละครับ เราพยายามให้เขาได้มีส่วนร่วมไปกับกิจกรรมที่พวกเราทำด้วย ให้เขาได้เห็นว่าอะไรที่มันใหม่ ๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป บางอย่างอาจจะดี บางอย่างอาจจะไม่ดี คุณต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ ผมว่ามันต้องใช้เวลา”
ผลตอบรับจากการจัดถนนคนเดินเมืองพลของพวกเขาแต่ละครั้งจะมีเสียงสะท้อนทั้งแง่มุมบวกและลบ ซึ่งทางทีมกลับมองว่าเป็นข้อดี เพราะนั่นคือเสียงสะท้อนความต้องการของผู้ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม เพื่อที่พวกเขาจะได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้ตอบโจทย์กับทุก ๆ ฝ่ายมากขึ้น โดยไม่สูญเสียเจตนารมณ์อันดีที่ตั้งไว้

เมืองพลต้องไม่ใช่แค่เมืองผ่าน
บรรยากาศเย็นย่ำ ร้านรวงเริ่มเปิดไฟ ผู้คนเริ่มแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนร้านนมเฉลิมพลกันบ้างแล้ว เราถามคำถามสุดท้ายกับเขาว่า เป้าหมายในการพัฒนาเมืองพลของพวกเขาคืออะไร และจะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ปิ๊กตอบกับเราว่า
“สิ่งนี้คงไม่ใช่ความฝันของผมคนเดียว แต่เป็นภาพฝันของทีมงานทุกคน ในอนาคตเราอยากเห็นคนมาเที่ยวบ้านตัวเองเยอะ ๆ เศรษฐกิจจะได้ขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจเล็ก ๆ เศรษฐกิจย่อย ๆ ทั้งหมดจะได้ขับเคลื่อนไปได้ และผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งเราจะไปถึงฝันนั้นได้แน่นอน เพราะตอนนี้ภาพฝันตั้งแต่เมื่อ 4 – 5 ปีก่อนของพวกเราเริ่มเกิดเป็นรูปธรรมแล้ว อะไรที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะทำกิจกรรมนั้นกิจกรรมนี้ มันก็เริ่มได้ทำและทำสำเร็จแล้วบางส่วนด้วย
“ผมเชื่อว่าทุกความฝันที่เราวาดไว้ต้องไปถึงได้ หากเราไม่ยอมแพ้หรือถอดใจไปก่อน ถ้าเราอยู่กันเป็นทีม ไม่ปล่อยมือกัน และช่วยกันพัฒนาทุกภาคส่วน มีความคิดเห็นที่ตรงกัน คือต้องคิดถึงผู้อื่น คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ถ้าทำได้เช่นนี้ วันหนึ่งก็จะไปถึงเป้าหมายได้แน่ ๆ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลา
“อีกสิ่งสำคัญคือคนหลังบ้านที่คอยซัพพอร์ต ผมต้องขอบคุณแฟนผมที่ช่วยดูแลร้านให้ในเวลาที่ผมไม่อยู่หรือต้องไปคุยงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ เขายังเป็นหลังบ้านที่เข้าใจและคอยสนับสนุนเสมอ ทำให้เราอุ่นใจและเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องพะวง
“เป้าหมายสำคัญที่สุด คือที่ผ่านมาเมืองพลมักถูกมองว่าเป็นเมืองผ่าน ด้วยการที่เมืองอยู่ติดกับถนนมิตรภาพ รถราก็เลือกที่จะวิ่งผ่านไป แต่จริง ๆ แล้วอำเภอของพวกผมเป็นเมืองที่น่าอยู่ เรามีศูนย์ราชการ มีโรงเรียน สาธารณูปโภคก็ครบครัน มีของกินอร่อย ๆ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดให้คนภายนอกรู้จักอีกมาก มีวิถีชีวิตของผู้คนที่น่าค้นหาเรียนรู้อีกมากมาย เราจึงอยากเห็นคนมาท่องเที่ยวบ้านเราเยอะ ๆ เข้ามาซึมซับสิ่งดี ๆ จากเมืองพล และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น ว่า เมืองพลจะไม่เป็นเมืองผ่านอีกต่อไป พวกเราหวังกันอย่างนั้น และถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะมาทำอะไรที่เมืองพล ลองปักหมุดเอาไว้ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือนนะครับ มาเยือนถนนคนเดินเมืองพลของพวกเรา คุณอาจจะหลงเสน่ห์เมืองพลอย่างถอนตัวไม่ขึ้นก็เป็นได้”

ถนนคนเดินเมืองพล จัดขึ้นทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน โดยในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 เวลา 16.00 – 22.00 น. จะเป็นตลาดนัดครั้งสุดท้ายของปี จัดขึ้นในธีมฮัลโลวีน หรือติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นในเมืองพลได้ที่ Facebook : ถนนคนเดินเมืองพล MuangPhon Walking Street และ หลง ละ เลิง
