…เอ้ออันนี้ขอกราบเรียนพวกพี่น้องท้องถิ่นดินอีสาน เดี๋ยวนี้มีพญามารมาลบแดนเมืองล้าง นำมาล้างมาผลาญชีวาคณาญาติ อาละวาดพี่น้อง….มารตัวนี้คือไวรัสเอดส์ฮ้ายหมายพรากชีวิต สิมาปลิดชีวาพ่อลุงเนาะอาป้า เอดส์นี้เปรียบเสมือนหัวหน้ามหาโจรปล้นจี้… โรคอื่น ๆ นอกกว่านั้นเสมอด้ามดั่งสมุน ยามเมื่อโรคเอดส์เข้ามาสู่ในกาย พวกสมุนมหาภัย มหาภัยเอ๋ย โอ้ย ซ่อยกันมารุ่มม้าง เฮาบ่มีทางสู้ขจัดมันให้หายขาด คอยแต่มรณาแม้นตายทิ่ม…

แว่วลำนำแคนเคล้าเนื้อหากลอนลำที่เหล่าศิลปินหมอลำอีสานขับขานสื่อสารถึงภัยร้ายของโรคเอดส์ให้กับชาวอีสาน คือบทบาทหนึ่งของหมอลำที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อใช้ความบันเทิงมาเป็นเครื่องมือส่งต่อความรู้โรคเอดส์ที่กำลังระบาดอย่างหนักในช่วง 20 ปีก่อน
ณ เวลานั้น หมอแป้น-นพ.สุชาติ ทองแป้น หมอจบใหม่หัวใจรักหมอลำจากรั้วมอดินแดง เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอายุรแพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลมหาสารคาม ควบกับบทบาทแพทย์ประจำคลินิกบ้านร่มเย็น ทำหน้าที่ดูแลรักษาและให้คำปรึกษากับผู้ป่วยโรคเอดส์ ด้วยเล็งเห็นว่าคนอีสานมีนิสัยสนุกสนาน จึงคิดผสมผสานเอนเตอร์เทนเมนต์แห่งที่ราบสูงอย่างหมอลำที่เขาชื่นชอบ สอดแทรกเนื้อหารณรงค์สร้างความเข้าใจด้านการป้องกันโรคเอดส์ และลงพื้นที่ทำการแสดงให้ความรู้กับประชาชนซึ่งได้ผลตอบรับดีเลิศ กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังระดับประเทศ
การรณรงค์เพื่อให้ความรู้กับประชาชนคนอีสานอย่างหนักหน่วงของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงสภาพสังคมและค่านิยมในยุคนั้น ทำให้อัตราการติดโรคเอดส์ของผู้ป่วยในพื้นที่อีสานลดน้อยลงมากทีเดียว แต่ใครจะคิดว่าพอมาวันนี้ การระบาดของผู้ป่วยโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในภาคอีสานกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มชายรักชาย และอึ้งที่สุดก็คือ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยนั้นเด็กลง
Pride Month ปีนี้ อีสาน Lifehacker จึงอยากสื่อสารถึงสถานการณ์โรคเอดส์ในอีสาน ณ ปัจจุบัน ผ่านเรื่องราวการทำงานและคำบอกเล่าของคุณหมอแป้น แพทย์หมอลำผู้เคยทำงานด้านการรณรงค์ป้องกันการติดต่อของโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในอีสานมาอย่างยาวนาน ซึ่งปัจจุบันย้ายไปรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการณ์โรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
หมอแป้นจะเล่าให้เราฟังว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง ประชาชนควรตระหนักในจุดไหนเป็นสำคัญ และน่าสนใจที่สุดก็คือ ไม่แน่ว่าเวทีหมอลำอาจเป็นโอกาสอันทรงพลังในการเผยแพร่ความรู้และรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ใน พ.ศ. นี้ก็เป็นได้

เรียนหมอตามใจแม่ แต่ไม่เคยห่างหายจากหน้าฮ้านหมอลำ
วันหนึ่งในงานโรงเรียน ด.ช.แป้น ชั้น ป.5 เดินผ่านวงดนตรีซึ่งมีรุ่นพี่ ป.6 กำลังร้องหมอลำ เขาประทับใจและคิดว่าตนเองจะต้องร้องหมอลำได้อย่างพี่ ป.6 นั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การเป็นแพทย์และหมอลำ
“ผมประทับใจตั้งแต่เห็นพี่โรงเรียนชั้น ป.6 ร้องหมอลำ เพลง ตามใจแม่เจ้าเถิด ของ คุณอาเฉลิมพล มาลาคำ ซึ่งเป็นนักร้องหมอลำที่ผมชื่นชอบ ตอนนั้นคิดในใจว่าพี่ที่ร้องหมอลำเขาอยู่ ป.6 ยังทำได้ เราเองที่อายุใกล้ ๆ กันก็ต้องทำได้ หลังจากนั้นก็ฝึกฝนด้วยตัวเองมาตลอด สมัยก่อนมีแค่วิทยุ ผมฟังและเริ่มหัดร้องหมอลำตามรายการต่าง ๆ ที่เขาเปิดมา เริ่มเรียนรู้ทำนองหมอลำต่าง ๆ ว่า อันนี้เป็นสังวาสแบบกาฬสินธุ์ (สังวาส ในภาษาหมอลำ หมายถึง ทำนอง) อันนี้เป็นสังวาสแบบขอนแก่น มหาสารคาม อุบลฯ ใช้วิธีจำเอาจากคำบอกเล่าของอาจารย์หมอลำผู้ใหญ่
“พอเรียน ม.ต้น เริ่มปีนรั้วไปดูหมอลำแล้วนะครับ (หัวเราะ) ไปเรียนรู้หมอลำจากหน้างานจริงและได้ฝึกฝนจากตรงนั้น พ่อแม่รู้นะครับแต่ท่านไม่ได้ว่าอะไร ใจจริงลึก ๆ ก็อยากเป็นหมอลำ แต่ที่ยังไม่ได้เป็นตอนนั้นเพราะบ้านเราค่อนข้างยากจน พ่อแม่จึงขอว่าให้เรียนในสิ่งที่มั่นคงก่อน ส่วนสิ่งที่ชอบค่อยว่ากันอีกที


“ผมจึงเลือกเรียนแพทย์ เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ช่วงว่างก็ไปอยู่หน้าฮ้านหมอลำครับ (หัวเราะ) แต่ไม่ให้การเรียนเสีย ต่อให้ไปดูหมอลำกลับมาดึกแค่ไหน ถ้าตอนเช้าต้องขึ้นวอร์ดก็จะไปตรงเวลาเสมอ ไม่มีนั่งหลับในห้องเรียน ย้ำกับตัวเองว่าในเมื่อชอบแบบนี้ก็ต้องแบ่งเวลาให้ถูกต้อง เพราะวิชาชีพของเรามันใหญ่หลวง ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ฉะนั้น ถ้าตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ไม่มีความรับผิดชอบ มันก็จะปลูกฝังนิสัยไปในทางที่ไม่โอเค”

นายแพทย์หมอลำชื่อดังแห่งบ้านร่มเย็น โรงพยาบาลมหาสารคาม
“ผมเริ่มทำงานตั้งแต่จบแพทย์เฉพาะทาง ใน พ.ศ. 2546 ตอนนั้นได้ตำแหน่งที่โรงพยาบาลมหาสารคาม และได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ด้วยครับ
“สมัยก่อนมีความยากลำบากหลายอย่าง ทั้งในด้านการแพทย์เอง หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เริ่มตั้งแต่การถูกตีตราหรือสมัยนี้อาจใช้คำว่า ‘บูลลี่’ การไม่สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสของผู้ป่วย ตอนนั้นเวลาเคสเคสหนึ่งจะได้กินยาไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น จังหวัดหนึ่งมีคนป่วย 40 คน แต่โควตายามีแค่ 20 คน บางทีแพทย์ต้องคัดเลือกผู้ป่วยให้ได้กินยา หรือบางครั้งก็ใช้วิธีจับสลาก ซึ่งผมยังทันยุคสมัยนั้น
“ช่วงแรก ๆ ก่อน พ.ศ. 2545 – 2546 ประเทศไทยได้รับโครงการยาจากฝรั่งเศสบ้าง จากสหรัฐอเมริกาบ้าง แต่พอเริ่ม พ.ศ. 2546 ประเทศไทยเริ่มผลิตยาเองได้ โดย อ.ดร.ภกญ.กฤษณา ไกรสินธุ์ ท่านคิดค้นผลิตยาเอง แล้วองค์การเภสัชกรรม (GPO) เราก็ผลิตเองได้ แต่ว่ายังอยู่ในวงจำกัด และการเข้าถึงก็ยังเป็นเรื่องยากครับ
“พอเคสเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ผมเลยคิดโปรเจกต์การรณรงค์เพื่อลดการตีตราผู้ป่วย และให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคเอดส์ที่ถูกต้องให้กับประชาชน ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนชอบหมอลำอยู่แล้ว เล็งเห็นว่าพื้นเพคนอีสานโดยเฉพาะอีสานตอนบนเป็นคนที่รักสนุก ผมจึงดึงเอาสิ่งที่ตัวเองชอบคือหมอลำมาผูกกับงานที่ทำ
“ผมเริ่มตั้งวงคาราโอเกะและออกไปแสดงตามพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ เช่น ตลาดนัดโคกระบือ โรงเรียน สถานศึกษา บังกะโล สื่อสารเรื่องการป้องกันการติดเชื้อไวรัส HIV ช่วงแรกใช้กลอนลำต้านเอดส์ที่มีศิลปินหมอลำขับร้อนกันอยู่แล้ว วงหมอลำของเราพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็น ‘วงหมอลำบ้านร่มเย็น’ ชื่อเดียวกันกับคลินิกสำหรับให้คำปรึกษาและรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ของทางโรงพยาบาลมหาสารคาม มีวงดนตรีสดเหมือนหมอลำวงใหญ่ และมีการต่อกลอนที่สื่อสารเรื่องโรคเอดส์ผ่านกลอนลำ ได้ แม่ครูรัญจวน ดวงเด่น ครูหมอลำชื่อดังจากจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นผู้แต่งกลอนลำล่อง ลำยาวให้ ต่อมาได้ พ่อครูบานชื่น ซึ่งเป็นปู่ของนักร้องในวงมาเป็นผู้แต่เนื้อหาลำเรื่องต่อกลอน โดยใช้สังวาสหมอลำแบบกาฬสินธุ์ที่ร้องยากและกำลังจะสูญหาย ถือเป็นการอนุรักษ์ไปในที
“สมาชิกในวงมีผมซึ่งเป็นหมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์จากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้ป่วยโรคเอดส์จากคลินิกร่วมแสดงด้วยกัน ซึ่งได้ผลดีมากในการรณรงค์ และการทำงานของพวกเราก็เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ มีรายการต่าง ๆ มาสัมภาษณ์เต็มไปหมด
“ต่อมาจากที่เราสื่อสารเรื่องเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์เพียงอย่างเดียวก็ขยายไปสุขภาพด้านอื่น ๆ มีหน่วยงานราชการเชิญไปแสดง หรือถ้าไม่ได้เชิญไป เราก็มีโปรเจกต์ที่ต้องออกไปแสดงกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว”

ลงพื้นที่เชิงรุก แสดงหมอลำรณรงค์ลดการตีตราผู้ป่วยโรคเอดส์
“โจทย์ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น คือผู้ติดเชื้อ HIV มักถูกตีตราจากคนรอบข้าง ทำให้ไม่กล้าเข้าสู่ระบบการรักษา หรือคนไข้ที่รักษาหายแล้ว พอเวลาจะกลับคืนเข้าสู่สังคมก็ยังยาก ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนบ้านคนอีสานจะมีตุ่มน้ำวางไว้หน้าบ้านให้คนที่ผ่านไปผ่านมาตักกินได้ ถ้ารู้ว่าบ้านไหนมีคนติดเชื้อ HIV เขาจะไล่ไปไม่ให้กิน ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ขายให้ ลูกของผู้ป่วยโรคเอดส์ก็ไปโรงเรียนไม่ได้ทั้งที่ไม่ได้ติดโรคเพราะคนไม่ยอมรับ
“เป็นเหตุผลให้เราต้องลงชุมชนเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง การออกไปแสดงแต่ละครั้งเหมือนเป็นการสื่อสารทางสัญลักษณ์ให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย เพราะสมาชิกในวงหมอลำก็มีผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ร่วมอยู่ด้วย บางคนเปิดเผยตัวตนบนเวที แสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ติดเชื้อได้ ซึ่งในวงหมอลำมีคนทุกวิชาชีพเลยครับ ทั้งนักโภชนาการ หมอลำ แพทย์ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ เครือข่ายครูและเยาวชน พอชาวบ้านเห็นว่าเราอยู่ร่วมกันได้จริงและนำไปเล่าสู่กันฟังว่าโรคนี้ไม่ได้ติดกันง่าย ๆ นะ
“การแสดงแต่ละครั้งเราจะมีการทำ Pre-test กับ Post-test เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจเรื่อง HIV ของชาวบ้าน ผลที่ได้คือทัศนคติที่ชาวบ้านมีต่อผู้ป่วย HIV นั้นดีขึ้นมากหลังชมการแสดงหมอลำของเรา ข้อดีของการใช้หมอลำเป็นเครื่องมือสื่อสารก็คือ นอกจากสนุก กลอนลำที่มีลักษณะร้อยกรองคล้องจองกันช่วยให้ผู้ชมจดจำได้ง่าย ถ้าประทับใจตรงไหนเขาจำติดหูเลยนะครับ ระหว่างแสดงเราจะมีช่วงเวลาให้ชาวบ้านได้ซักถามและมีกิจกรรมรณรงค์อื่น ๆ เช่น แจกถุงยางอนามัย เราเตรียมทุกอย่างที่สอดคล้องกับการรณรงค์เชิงป้องกันโรคเอดส์ไปด้วย”


หมอแป้นเล่าให้ฟังต่อไปว่า นอกจากแสดงหมอลำ ทีมแพทย์ยังทำงานเชิงรุก ลงตรวจเยี่ยมพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ
“ส่วนใหญ่คนที่ขายบริการมักจะเลี่ยง และจะไปไม่ตรงกับวันที่เราลงพื้นที่ แต่เวลาที่ลงไปเราจะตรวจเลือดให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนในบังกะโลหรือสถานบริการปีละครั้ง การเข้าถึงแต่ละคนนั้นยากแต่ก็เข้าถึงได้พอสมควร กลุ่มที่จะเข้าถึงยากที่สุดคือนักศึกษาที่แฝงขายบริการอยู่ ขณะที่กลุ่มวัยทำงานที่ขายบริการนั้นเข้าถึงง่ายกว่า กลุ่มหลังนี้จะได้รับการตรวจสุขภาพทุกปี และเราไปตรวจให้ถึงที่”
แม้สิ่งที่หมอแป้นและทีมทำอยู่จะเกิดประโยชน์อย่างมาก แต่ด้วยค่านิยมสมัยนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชม
“ยอมรับว่ามีเสียงทางลบที่บั่นทอนจิตใจสมาชิกในวง แต่เราก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเป็นคนที่ไม่ท้อ เพราะยืนหยัดว่าสิ่งที่ทำมันดีและเกิดประโยชน์ต่อสังคม ที่สำคัญเราแบ่งเวลาครับ ผมย้ำกับทุกคนว่าถ้าจะเข้าร่วมโครงการนี้ต้องแบ่งเวลาให้ถูก อย่ากระทบงานประจำ จนคนตำหนิว่าเบียดเบียนเวลางานไปทำสิ่งนี้ เวลาใครจะไปไหนก็ให้ใช้วิธีแลกเวร หรือเวลาซ้อมหมอลำก็ซ้อมหลัง 2 ทุ่ม ให้ทุกคนไปปฏิบัติภารกิจของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่กระทบกับงานและสัมพันธภาพกับครอบครัว เราย้ำเรื่องนี้มาก เพราะถ้าพลาดจุดนี้จะทำให้คนตำหนิได้”

ทำไมเชื้อ HIV กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง
“ในอดีตการติดเชื้อ HIV มาจากการขายบริการระหว่างชายหญิงครับ สมัยแรก ๆ มันติดต่อผ่านความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง มาจนถึงวันนี้การติดต่อของโรคมาจากกลุ่มชายรักชายซึ่งเยอะขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่การติดต่อในกลุ่มชายหญิงลดลง สมัยก่อนกลุ่มผู้ป่วยเป็นวัยทำงาน แต่ทุกวันนี้ไล่ไปตั้งแต่เด็ก ม.ต้น ม.ปลาย ช่วงอายุมันน้อยลงเรื่อย ๆ และเป็นวัยนักศึกษามากขึ้น กราฟมันเปลี่ยนช่วงอายุไปครับ
“สาเหตุการติดโรคในสมัยก่อนจะเป็นเรื่องของการขายบริการ ซึ่งแฝงตัวอยู่ในรูปแบบของกิจการคาราโอเกะ บังกะโล หรือตลาดนัดโคกระบือ ผู้ขายบริการจะไปฝากโปรไฟล์เอาไว้กับบังกะโล
“อีกเหตุผลที่ทำให้เชื้อ HIV กลับมาระบาดมาจากสื่อ เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันที่คนติดต่อและเข้าถึงกันง่าย ใช้ฟรีด้วย ไม่ต้องไปฝากโปรไฟล์ตามบังกะโลเหมือนก่อน แต่การตระหนักรู้ต่อโรคน้อยลง และคนกลัวการถูกตีตราหรือถูกบูลลี่น้อยลง แนวคิดคนยุคใหม่ต่อโรคติดต่อเหล่านี้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้ป่วยโรคเอดส์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้เหมือนคนไข้ทั่วไป ป่วยแล้วเข้าถึงยาได้เร็ว ประสิทธิภาพของยาดีขึ้น ป่วยแล้วไม่แสดงอาการ คนรอบข้างก็ไม่มีใครรู้
“ทุกอย่างดีขึ้นมาก ๆ ทำให้ความกลัวต่อโรคเอดส์น้อยลงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เขาคิดว่าถ้าติดเชื้อแล้วก็แค่กินยาต้านเม็ดเดียวไปตลอดชีวิต แถมทุกวันวันนี้ตรวจเจอปุ๊บ ได้กินยาเลยในวันเดียวกัน ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข จนเกิดความชะล่าใจ เป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นนั่นเอง”
HIV มีภัยแฝงระยะยาวที่ต้องกังวล
“หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าติดเชื้อ HIV แค่กินยาเม็ดเดียวไปตลอดชีวิตก็จบแล้ว แต่ความเป็นจริงคือผลในระยะยาวของผู้ป่วยที่ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเชื้อ HIV ส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น ส่งผลต่อหลอดเลือด ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคเส้นเลือดตีบแตกตันในจุดสำคัญ ๆ หรือก่อให้เกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ โดยเฉพาะผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีร่วม
“อีกสิ่งหนึ่งที่สัมพันธ์กัน คือหากคุณติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ คุณก็คือผู้เสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นด้วย เพราะโรคกลุ่มนี้ล้วนติดต่อผ่านการสัมผัส เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส หูดหงอนไก่ แล้วก็ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี หลายคนไม่ทราบว่าไวรัสตับอักเสบทั้ง 2 ชนิดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าผู้ป่วยตรวจเจอไวรัสตับอักเสบบีและซี จะต้องย้อนกลับไปตรวจ HIV และตรวจอย่างอื่นด้วย
“จำได้ว่าสมัยก่อนโรคหนองในและซิฟิลิสรักษาที่ศูนย์กามโรค ตั้งอยู่แยกกับสาธารณสุขจังหวัด พอมาถึง พ.ศ. 2546 – 2547 ศูนย์กามโรคที่ว่าเริ่มปิดตัวลง เพราะหลังจากรณรงค์เรื่องการป้องกันโรค ผู้คนก็ระมัดระวังตัวและสวมถุงยางอนามัย จนโรคซิฟิลิสหายไปจากสารบบเลยครับ
“10 ปีย้อนหลังมาถึงปัจจุบัน โรคซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เริ่มกลับมาระบาดอีก อาจเป็นเพราะหลัง ๆ มียาต้านไวรัส HIV และยาป้องกันการติดเชื้อ จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำคนไทยในยุคนี้มีความตระหนักน้อยลง ใช้ถุงยางอนามัยน้อยลง ลืมคิดไปว่ายาป้องกันได้เฉพาะเชื้อ HIV แต่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
“อีกโรคคือหูดหงอนไก่ ถ้าติดแล้วมีโอกาสเป็นมะเร็ง เช่น ฝ่ายชายที่เป็นฝ่ายรับ อาจจะเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งทวารหนัก ส่วนผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด หรือโรคหนองใน ถ้าผู้ชายเป็นบ่อย ๆ อาจเป็นหมัน ส่วนผู้หญิงก็อาจจะเกิดการท้องนอกมดลูกได้”


ชายรักชาย และความเสียงต่อการติดเชื้อ HIV ที่สูงขึ้น
ปัจจุบันกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชาย ซึ่งหมอแป้นวิเคราะห์ให้ฟังว่า
“เท่าที่คุยกับผู้ป่วยและน้อง ๆ กลุ่มชายรักชาย เราได้คำตอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายชายไม่มีอะไรผูกมัดเหมือนชายหญิง ด้วยประเพณีของบ้านเราถ้าเป็นชายหญิงต้องมีความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ระหว่างชายชายจึงฉาบฉวยกว่า ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์แบบ One Night Stand จึงเสี่ยงติดโรคง่ายขึ้น
“นอกจากนี้ ช่องทางการสอดใส่เวลามีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายชายก็เสี่ยงกว่า หากเป็นทางทวารหนัก ฝ่ายรับมีโอกาสติดเชื้อง่ายกว่าทางช่องคลอด เพราะทวารหนักเกิดการฉีกขาดเป็นบาดแผลง่ายกว่า เชื้ออาจจะแพร่เข้าไปได้ง่าย ส่วนทางช่องคลอดก็มีโอกาสติดเชื้อ แต่ไม่ได้ง่ายเท่ากับทางทวารหนัก
“การทำ Oral Sex ก็ทำให้ติดโรคได้เช่นกัน แต่โอกาสน้อย เพราะเชื้อ HIV ต้องติดผ่านบาดแผลที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ถามว่าจะไม่ติดผ่านช่องทางนี้เลยก็ไม่ใช่ครับ ติดได้ แต่เปอร์เซ็นต์น้อย
“พูดถึงตรงนี้ที่มีคำว่าเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย ผมต้องเตือนก่อนว่า ไม่อยากให้ชะล่าใจ อย่างไรก็ตามมันก็คือความเสี่ยง ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในวงการแพทย์ที่เราอยู่มานาน พวกเรารู้ดีว่าจริง ๆ ชีวิตเรามีแค่ 50 กับ 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้หรอกที่บอกว่าเสี่ยง 25 – 30 เปอร์เซ็นต์อาจจะอยู่ใน 50 เปอร์เซ็นต์ของเราก็ได้ ดังนั้น เวลาสอนหรือแนะนำคนไข้ เราจะเตือนสติเขาเสมอว่า แม้ตัวเลขจากงานวิจัยจะบอกว่ามีความเสี่ยงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์แต่ก็คือความเสี่ยง หลักคิดนี้ไม่เฉพาะผู้ติดเชื้อ HIV นะครับ รวมถึงทุกโรคเลย
“ผมจึงอยากย้ำว่าการป้องกันสำคัญที่สุด และถุงยางอนามัยคือวิธีที่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ใช้คำว่าเกือบ เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้”

ลืมหรือยัง รู้กันหรือไม่ วิธีใช้ถุงยางอนามัยและยาป้องกัน HIV
เมื่อการป้องกันสำคัญที่สุด เราจึงขอให้หมอแป้นช่วยทบทวนความรู้การป้องกันตนเอง การใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง รวมถึงหลักการใช้ยาป้องกันเชื้อ HIV ฝากไว้เตือนความจำทุกท่าน ดังนี้
ถุงยางอนามัย : ต้องเลือกขนาดให้เหมาะสม ถ้าหลวมไปอาจมีเชื้อตกหล่นเข้าไปได้ หรือทำให้หลุดและเพิ่มโอกาสเสี่ยง แต่ถ้าคับไปก็อาจแตกขณะใช้งาน
ใส่ถุงยางซ้อนหลายชั้นยิ่งเสี่ยง : ความเข้าใจผิดว่าใส่ซ้อนกันหลายชั้นจะปลอดภัย แท้จริงแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาด เพราะผิวของวัสดุจะเสียดสีกันเองขณะใช้งาน จึงเกิดการฉีกขาดได้ง่าย
ฉีกซองถุงยางผิดชีวิตเสี่ยง : ซองถุงยางอนามัยเป็นกระดาษฟอยล์ซึ่งมีความคม หากผู้ใช้เร่งรีบหรือฉีกตรงกลางซอง ขอบของซองที่คมอาจบาดผิวถุงยางอนามัยทำให้เกิดรอยรั่วและเกิดภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ วิธีที่ถูกต้องคือให้ฉีกซองด้านขอบข้างสุดเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการที่ซองจะบาดผิวถุงยาง
โรงพยาบาลรัฐมีถุงยางอนามัยให้เบิกได้ : สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนหรือประชาชน
ยาป้องกันการติดเชื้อ HIV มี 2 ชนิด ใช้ไม่เหมือนกัน : คือยา PEP และ ยา PrEP ใช้ต่างกันดังนี้
- ยา PEP (ไม่มีตัว r) ใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เร่งด่วน เช่น กรณีถูกข่มขืน ถุงยางอนามัยแตกรั่วขณะมีกิจกรรมทางเพศ หรือลืมป้องกันและทราบว่าคู่นอนติดเชื้อ ฯลฯ สิ่งสำคัญคือยานี้ต้องกินยานี้ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ และต้องกินต่อเนื่องวันละ 1 เม็ด ติดต่อกัน 28 วัน ติดต่อรับยาได้ที่โรงพยาบาลรัฐบาลเบิกจ่ายตามสิทธิ์ประกันสุขภาพที่แต่ละท่านมี ปัจจุบันยังไม่สามารถรับยาที่อนามัย และยังไม่มีวางขายในร้านขายยาทั่วไป
- ยา PrEP ใช้เมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง หากผู้ใดที่รู้ตัวว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง ให้เริ่มกินยานี้ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มเสี่ยง ไปจนถึงเวลาที่ตัดสินใจจะเลิกพฤติกรรม ซึ่งหมอแป้นให้เทคนิคง่าย ๆ ว่า ‘กินก่อนเสี่ยง เลิกเสี่ยงก็เลิกกิน’ ติดต่อรับยาได้ที่โรงพยาบาลรัฐบาลเบิกจ่ายตามสิทธิ์ประกันสุขภาพที่แต่ละท่านมี ปัจจุบันยังไม่สามารถรับยาที่อนามัยได้ และยังไม่มีวางขายในร้านขายยาทั่วไป
ยาป้องกัน HIV ทั้งยา PEP และ ยา PrEP ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ : จึงควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
เดี๋ยวนี้ตรวจวันเดียวทราบผลและได้รับยาต้านในวันเดียวกันเลย : กรณีผู้ที่สงสัยว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่ ไปเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลรัฐได้เลย ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ทราบผล พร้อมได้รับยาต้านไวรัสทันทีหากตรวจพบ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย
ทุกโรงพยาบาลรัฐมีคลินิกพิเศษสำหรับให้คำปรึกษาและรับยาต้าน : โรงพยาบาลรัฐแต่ละแห่งมีการจัดคลินิกไว้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้ติดเชื้อ HIV หรือบางแห่งก็เข้ารับการซักประวัติและรับการตรวจรักษาในจุดเดียวกันกับผู้ป่วยทั่วไปได้
ติดเชื้อ HIV แล้วต้องรีบรับยาให้เร็ว เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน : ยิ่งรับยาต้านเร็วจะช่วยกดการทำงานของไวรัสได้เร็วขึ้น ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย อย่าปล่อยให้ตัวเองป่วยค่อยมากินยา เพราะจะรักษายากมาก หากติดเชื้อแล้วก็ต้องกินยาต่อเนื่องอย่างมีวินัยเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา เพราะหลักการจ่ายยาในปัจจุบันเริ่มจ่ายยาแรงตั้งแต่ต้นเพื่อกดการทำงานของเชื้อไวรัส หากไม่กินยาสม่ำเสมอ เชื้อโรคจะดื้อยา รักษายากขึ้น
ปัจจุบันไม่มียาขนานไหนรักษาโรคเอดส์ได้หายขาด : แม้มีงานวิจัยออกมาบ้างแต่ก็ยังเฉพาะกลุ่ม ไม่ฟันธงว่าจริง

เวทีหมอลำในวันนี้อาจเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสในการป้องกันการติดเชื้อ
ช่วงท้ายของการสนทนา หมอแป้นเล่าถึงประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือพื้นที่เสี่ยงใหม่ต่อการระบาดของโรคที่เราอาจนึกไม่ถึง แต่ถ้ารู้จักปรับใช้พื้นที่นั้นให้เกิดประโยชน์ จากวิกฤตอาจกลายเป็นโอกาสในการป้องกันโรค
“ช่วงหลัง ๆ ผมได้คุยกับน้องที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีเคสผู้ติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ค่อนข้างเยอะ พบว่าพื้นที่เสี่ยงที่สำคัญก็คือหน้าเวทีหมอลำ มีผู้ที่ติดโรคจากพื้นที่นี้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้วงหมอลำมีเยอะ งานแสดงหมอลำมีให้เห็นในทุกชุมชนอีสาน เวทีหมอลำมีเป็นลักษณะเหมือนผับเอาต์ดอร์ มีทั้งแอลกอฮอล์และการระมัดระวังตัวที่น้อยลง หรือบางทีก็กลายเป็นแหล่งนัดหมาย”
จากที่หมอแป้นแลกเปลี่ยน ผู้เขียนลงไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับมิติทางเพศสัมพันธ์หน้าเวทีหมอลำ และพบข้อมูลทั้งจากคำบอกเล่าของคนที่เคยไปและงานวิจัยเชิงมนุษย์ศาสตร์ที่น่าสนใจว่า
ในงานหมอลำมีคำบัญญัติใช้ขึ้นมาจาก 2 ฝั่งคือคำว่า ‘จัดเจ้’ ผู้บ่าวไทบ้านจะใช้งานหมอลำในการแสวงหาทุนจากกะเทยเพื่อซื้อสุรามาสนุกกับเพื่อนในกลุ่ม ซึ่งการจะได้เงินมาต้องมีสิ่งแลก
ส่วนศัพท์อีกคำหนึ่งมาจากฝั่งกะเทย เรียกว่า ‘แล่นไม้’ กะเทยอีสานบัญญัติเพื่อสื่อสารกันในกลุ่ม หมายถึงการออกไปแสวงหาความสุขทางเพศกับผู้บ่าวในงานหมอลำ คำว่า แล่น หมายถึง วิ่ง ส่วนคำว่า ไม้ เป็นคำเชิงสัญลักษณ์ หมายถึง อวัยวะเพศชาย โดยรวมหมายถึงการเดินหาผู้ชายในพื้นที่งานหมอลำ เมื่อไหร่ที่ผู้ที่ต้องการจัดเจ้มาเจอกับผู้ที่มาแล่นไม้ จะเกิดการสอดรับความต้องการซึ่งกันและกันนั่นเอง
จากการสอบถามเพื่อน ๆ ที่มีประสบการณ์การไปชมหมอลำ พบว่าสัมพันธภาพเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ซึ่งประเด็นนี้ทางหมอแป้นเองเสนอไอเดียที่น่าสนใจในการพลิกวิกฤตหน้าฮ้านให้กลายเป็นโอกาส
“ทุกวันนี้หมอลำเป็นการแสดงที่นิยมมากในกลุ่มวัยรุ่นและน้อง ๆ เยาวชนแทบทุกภาค หรือแม้แต่ต่างประเทศ เวทีหมอลำไปลงที่ไหน ฝรั่งเขาก็ชื่นชมและสนุกสนาน ผมคิดว่าทำไมไม่มีใครใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์โดยนำความรู้เรื่องการรณรงค์ไปแทรกระหว่างการแสดง

“ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้ไปขึ้นเวทีร่วมกับหมอลำวงใหญ่ระดับประเทศ เราก็ไปลำรณรงค์เรื่องยาป้องกันการติดเชื้อ HIV พร้อมกับแจกถุงยางอนามัย เพราะอย่างที่บอกว่าหน้าเวทีหมอลำคือที่นัดหมาย กิจกรรมการให้ความรู้ แจกอุปกรณ์สำหรับป้องกัน จึงเกิดประสิทธิภาพมากเลยนะครับ
“ผมอยากเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเรื่องนี้ ลองไปร่วมกับวงหมอลำดีไหม เช่น ให้มีการแจกถุงยางอนามัยในงานแสดงหมอลำ เหมือนกับที่ผมเคยดีลกับทางบังกะโลเมื่อสมัยก่อน ให้ทางบังกะโลมาเบิกถุงยางอนามัยได้ เดือนละกี่กล่องก็เบิกได้ ตอนนี้โรงพยาบาลหน่วยงานรัฐก็ให้เยาวชนมาเซ็นชื่อเบิกได้ จะได้เก็บเป็นสถิติไปเบิกจ่ายจากทางกระทรวงสาธารณสุข หมอก็ได้แต่คิดครับ แต่ไม่มีพาวเวอร์พอที่จะทำอะไรได้”
แนวคิดการใช้เวทีหมอลำซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เป็นเวทีสื่อสารให้ผู้รับชมตระหนักถึงภัยของเชื้อ HIV และวิธีป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หมอแป้นนำเสนอมานับว่าเป็นไอเดียที่ดีเยี่ยมมากจริง ๆ หากหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่จะพิจารณาและทดลองนำไปปรับใช้ตามที่หมอแป้นเสนอไว้ คาดว่าน่าจะเป็นผลดีเยี่ยม เหมือนยิงปืนนัดเดียวบนเวทีหมอลำแต่ได้นกหลาย ๆ ตัวพร้อมกัน หมอแป้นย้ำกับเราทิ้งท้ายบทสนทนาว่า
“ทุกวันนี้ทุกคนมีโทรศัพท์ การใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารน่าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น แต่ก็ต้องทำให้ดูน่าสนุกสนาน เพราะคนไทยเป็นคนรักสนุก ไม่ชอบอะไรที่มันเศร้า ๆ หรือเวิ่นเว้อ อะไรที่เร้าใจและสนุกจะได้ผลดี ในการสื่อสารเราต้องใส่ข้อมูลให้พอเหมาะ คนที่มาชมก็จะได้ข้อมูลไปไม่มากก็น้อย แต่ถ้าตั้งใจไปใส่ข้อมูลมาก ๆ เขาอาจจะไม่สนใจ ผมคิดว่าปัจจุบันการใช้ช่องทางออนไลน์รณรงค์ให้ตระหนักเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์น่าจะโอเค
“ส่วนถ้าเป็นออนไซต์ จะได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราจะทำ เราจะเน้นไปที่สถานที่เสี่ยง เช่น ไปให้ความรู้กับสถานศึกษา เพราะต้องบอกว่าสถานศึกษานี่เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงมาก น้อง ๆ เขาจำเป็นต้องได้รับความรู้
“การทำงานทั้ง 2 แบบไม่ว่าออนไลน์หรือออนไซต์จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของออนไลน์คือแค่มือจิ้มก็เข้าถึงข้อมูล แต่ข้อเสียคือไม่มีใครมาช่วยบอกว่าข้อมูลที่ดูอยู่นั้นอันไหนผิดหรือถูก แต่เมื่อลงออนไซต์ เราชี้บอกได้เลยว่าอันนี้ถูก อันนี้ผิด อันไหนควรเชื่อ ไม่ควรเชื่อ ส่วนออนไลน์มีข้อเสียคือทุกวันนี้ความรู้มันเยอะ แต่ไม่รู้ว่าชุดความรู้ไหนที่จริงหรือปลอม หรือจริงกี่เปอร์เซ็นต์
“ในความคิดผมก็ยังมองว่าการแสดงหมอลำที่ให้ทั้งความบันเทิงและสอดแทรกข้อมูลเชิงสุขภาพเข้าไปอย่างพอเหมาะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง ถ้าทำดี ๆ ทำให้เหมาะสม ข้อมูลที่เคลือบด้วยความสนุกจะติดหูคนฟังนานและเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน”

ขอบคุณ โรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำ
ข้อมูลอ้างอิง
- เนื้อเพลงหมอลำช่วงเกริ่นจากส่วนหนึ่งของ ลำล่อง-ลำเต้ย รณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ โดยหมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน จัดทำโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม
- วิจัยเรื่อง เพศวิถีกะเทยอีสานในพื้นที่หมอลำ โดย พรเทพ แพรขาว, พื้นที่ขอนแก่น, พ.ศ. 2555
