“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แม่หมอของชาวญัฮกุร (อ่านออกเสียงว่า ยัก-กรุ้น) ทำนายไว้ว่า จะมีกลุ่มคนแปลกหน้าจากแดนไกลเข้ามายังชุมชน พวกเขาจะช่วยพัฒนาให้ญัฮกุรลืมตาอ้าปากได้ บริเวณน้ำตกจะน่าท่องเที่ยวมากขึ้น และเมื่อทำสำเร็จสายน้ำตรงก้อนหินใหญ่ก็จะเปลี่ยนทิศทางการไหลริน”
เก๋-สุรดา บัวเปีย เล่าให้เราฟังถึงตำนานเก่าแก่ของชนเผ่า ก่อนที่ เต้าหู้-ณฤต เลิศอุตสาหกูล ผู้ก่อตั้งสู่ขวัญสเปส จะกล่าวขึ้นว่า “พี่มาไกลนะ มาจากกรุงเทพฯ เป็นคนจีนแต้จิ๋ว เชื้อสายมาจากซัวเถาโน่น” ทันใดเสียงหัวเราะของผู้ร่วมสนทนาก็ดังร่วนขึ้น เป็นบรรยากาศการพูดคุยกันของคนต่างถิ่นและชนเผ่าเจ้าบ้านที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
(คำว่า ‘สู่ขวัญสเปส’ เป็นชื่อเฉพาะ จึงเขียนไม่ตรงตามหลักการทับศัพท์ที่ต้องสะกดด้วยตัวอักษร ซ โซ่)


เพราะขวัญของมนุษย์สูญหาย จึงต้องตามหาและสู่ขวัญ
ราชบัณฑิตยสภาให้ความหมายคำว่า ‘ขวัญ’ ไว้ว่า หมายถึง สติและความมีชีวิตชีวา เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เชื่อว่ามีอยู่ประจำชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิด ถ้าขวัญดี ขวัญอยู่กับตัวคน ก็จะปกติสุข ถ้าตกใจมาก ๆ เกิดอาการขวัญหนี ขวัญแขวน ขวัญบิน หรือเสียขวัญ เวลาเด็กตกใจ ผู้ใหญ่จึงมักจะปลอบและเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว
เต้าหู้บอกกับเราว่า ความวุ่นวายของวิถีชีวิตมนุษย์ปัจจุบันทำให้คนห่างเหินกับธรรมชาติ นั่นทำให้ขวัญของผู้คนสูญหายไปด้วย และอาจเป็นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ เขาและ เดียร์-ธารนิธิ พยัคฆราชศักดิ์ คู่ชีวิต พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คนที่รู้จักกันแบบธรรมะจัดสรร ทั้ง เจด เภกะนันทน์ และ ยูกิ คูมาไก ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยด้วยศาสตร์ธรรมชาติและการอาบป่าแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงจับมือกันก่อตั้ง ‘สู่ขวัญสเปส’ หรือ ‘SOUL CURE space’ ขึ้น เพื่อตามหาขวัญที่หายไปก่อนส่งคืนสู่ผู้คนด้วยกิจกรรมท่องเที่ยว
เรื่องขวัญอาจฟังดูเป็นนามธรรมอยู่สักหน่อย แต่ผลพลอยได้จากกิจกรรมของพวกเขานั้นมีคุณค่าเป็นรูปธรรมใช่น้อย เพราะกิจกรรมท่องเที่ยวที่ออกแบบขึ้น นำไปสู่การอนุรักษ์ธรรมชาติ สร้างความภูมิใจในวัฒนธรรมให้ผู้คนในชนเผ่า ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก และมีโอกาสสร้างรายได้ผ่านกิจกรรมหรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์ซึ่งออกแบบอย่างตั้งใจ

การมาเจอกันของทีมสู่ขวัญสเปสและชนเผ่าญัฮกุร
บ่ายแก่ ๆ ทีมงาน The Cloud เดินทางมาถึงชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมญัฮกุร ที่ตำบลบ้านไร่ จังหวัดชัยภูมิ ตามนัดหมายของเต้าหู้ ผู้ก่อตั้งสู่ขวัญสเปส คนพื้นที่เรียกที่นี่ว่า ‘โดงคะม่ะ’ ตามภาษาถิ่นของชนเผ่า แปลว่า บ้านไร่ บ้านเรือนของชาวญัฮกุรล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่ซีก ตัวบ้านเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงมีใต้ถุนไว้วางแคร่หรือเก็บอุปกรณ์การเกษตร บ้างก็แขวนหน่อไม้ป่าเผาต้มบรรจุใส่ถุงถนอมไว้กิน ทั้งยังเป็นสเปซที่ชาวญัฮกุรหลายวัยได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
“พี่เรียนจบด้านการออกแบบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารมาโดยตลอด และมีความสนใจส่วนตัวคือเรื่องวิถีของชนเผ่า จิตวิญญาณที่ผูกพันกับธรรมชาติของผู้คน พอแต่งงานกับเดียร์ซึ่งเป็นคนชัยภูมิ จึงย้ายมาอยู่ที่นี่ และค้นเจอข้อมูลของชาวญัฮกุร กลุ่มคนมอญโบราณที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคทวารวดี พวกเขายังพูดภาษาดั้งเดิมที่มีรากฐานมาจากภาษามอญโบราณ และยังคงวิถีชีวิตชาวป่าเอาไว้อย่างน่าสนใจ”

เต้าหู้เปิดบทสนทนา และยังเล่าไปถึงการได้พบปะกับเจดและยูกิในงานของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเหมือนธรรมะจัดสรร เพราะทางยูกิเองก็มีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์การชะลอวัยด้วยการเชื่อมโยงจิตใจกับธรรมชาติ และเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้เรื่องการอาบป่าแบบญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งให้ความเคารพจิตวิญญาณแห่งป่าเช่นเดียวกับชนเผ่าต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พวกเขาทั้ง 4 คนคลิกในความคิดซึ่งกันและกัน
นั่นจึงทำให้สู่ขวัญสเปสถือกำเนิดขึ้น โดยเลือกชนเผ่าญัฮกุรเป็นชนเผ่าแรกเพื่อริเริ่มเดินตามแนวคิดที่ปักธงไว้ นั่นก็คือการศึกษาวิถีแห่งจิตจากชนเผ่าซึ่งเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ตลอดจนการเรียนรู้ และนำเอาภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณี และศิลปะเฉพาะตัวของชนเผ่านั้น ๆ มาผสานทักษะด้านการออกแบบที่มี ก่อนคลี่คลายเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยววิถีชุมชน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้าง Storytelling และเป็นกระบอกเสียงให้กับชนเผ่า เพื่อช่วยบอกเล่าเรื่องราวและส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จัก ทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ


ตำนานผู้คนจากแดนไกลและความในใจชาวญัฮกุร
ตกเย็น พวกเรามีนัดหมายล้อมวงกินข้าว สิ่งที่ออกรสออกชาติมากกว่าอาหาร คือบทสนทนาที่เกิดขึ้น โดย เก๋-สุรดา บัวเปีย รองประธานวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนชาวญัฮกุร บ้านไร่ โดงคะม่ะ และผู้นำกลุ่มสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เครือข่ายชาวญัฮกุร คือผู้เปิดบทสนทนา
“เก๋เป็นคนกรุงเทพฯ มาอยู่ที่ชัยภูมิ พอได้ยินว่ามีชนเผ่าญัฮกุรซึ่งมีประวัติยาวนานก็อยากรู้จัก จึงมาฝังตัวอยู่ราว ๆ 2 ปี และไม่คิดว่าจะกลายเป็นทั้งชีวิต (ยิ้ม) เพราะเรารู้สึกว่าต้องช่วยพวกเขาให้เป็นที่รู้จักของผู้คนให้ได้
“ต่อมาเก๋และ พี่พนม ซึ่งเป็นชาวญัฮกุรตัดสินใจแต่งงานกัน พวกเราพยายามผลักดันความเป็นญัฮกุรให้เป็นที่รู้จัก ไปพร้อมกับเหล่านักวิชาการจากหลายสถานศึกษาที่เข้ามาช่วย เราลุยงานทุกอย่างเพื่อผลักดันชุมชนให้เกิดการท่องเที่ยว แต่พอช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทุกอย่างที่เหมือนกำลังจะไปได้สวยก็ล้มครืนลง
“ตอนนั้นเองที่สู่ขวัญสเปสโดยพี่เต้าหู้เข้ามาในชุมชนพอดี พี่เต้าหู้ถามเราว่า มีอะไรให้ช่วยไหม มันเป็นคำที่ทัชใจ เพราะเขาเป็นคนนอกแต่ไถ่ถามเรา สัมผัสได้ถึงความจริงใจในน้ำเสียงและแววตาของพี่เขา
“ชาวญัฮกุรมีตำนานเล่าขานว่า วันหนึ่งจะมีคนแดนไกลเข้ามาช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้ ตอนแรกเก๋ก็เป็นคนแดนไกล แต่ตอนนี้ดันแต่งงานมาเป็นชาวญัฮกุรแล้ว คงไม่นับเป็นคนในคำทำนายแล้ว (หัวเราะ)
“คำทำนายจะจริงเท็จยังไงไม่รู้ แต่ที่รู้คือตลอด 5 ปีที่ทีมสู่ขวัญสเปสเขาทำงานกับเราเป็นแบบใจแลกใจ เก๋กับพี่พนมต้องอธิบายกับที่บ้านว่า พวกพี่เขาพร้อมจะช่วยเราว่าจะทำยังไงให้ญัฮกุก้าวต่อไปได้ เราพยายามดึงชาวบ้านขึ้นมาได้บ้างแล้ว แต่จะทำยังไงให้ดีขึ้นกว่านี้โดยไม่สูญเสียตัวตน เป้าหมายของเราตอนนี้ที่ทำร่วมกับสู่ขวัญสเปส คือจะทำยังไงให้ก้าวไปข้างหน้าและให้ชาวบ้านยอมรับว่าเราจะช่วยเขา ให้เขามีรายได้ เกิดความสามัคคี ภาคภูมิใจในตัวเอง และจะทำยังไงให้เยาวชนลุกขึ้นมายืนแล้วบอกว่าเขาคือญัฮกุรอย่างภาคภูมิใจ”
เมื่อพูดคุยมาถึงตรงนี้ เก๋กล่าวทิ้งท้ายว่า “ไม่แน่นะคะทุกคน แก๊ง The Avengers ที่นั่งอยู่ตรงนี้ อาจจะเป็นผู้ที่ทำให้ตำนานเรื่องคนแดนไกลของญัฮกุรเกิดขึ้นจริงก็เป็นได้”

ความเชื่อเรื่องป่าของคนญัฮกุร VS ศาสตร์การอาบป่าของชาวญี่ปุ่น
ไม่ใช่เพียงตำแหน่งมากมายที่ พนม จิตจำนงค์ ได้รับ เช่น ประธานวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนชาวญัฮกุร บ้านไร่ โดงคะม่ะ และผู้นำชุมชนด้านภูมิปัญญา ชนเผ่าญัฮกุร ตัวแทนสมาชิกสภาชนเผ่าพื้นเมือง แต่เพราะว่าเขาคือชาวญัฮกุรที่เห็นถึงคุณค่าของภูมิปัญญาชนเผ่า พนมจึงพยายามส่งต่อภูมิปัญญาของชนเผ่าสู่ญัฮกุรรุ่นใหม่
“อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ‘ถ้าภาษาอยู่ วัฒนธรรมก็อยู่’ ก่อนหน้านี้ผมร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน และนักภาษาศาสตร์ ทำวิจัยภาษาถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วยืมตัวอักษรไทย 29 ตัวมาเขียนเป็นภาษาญัฮกุร และได้ทางราชบัณฑิตฯ มาช่วยทำเป็นพจนานุกรมท้องถิ่นของชาวญัฮกุรเพื่อจะได้อนุรักษ์เอาไว้ ทำให้ชุมชนได้ศึกษาและมีความรู้ในวัฒนธรรมของตัวเอง และรักในท้องถิ่นของตัวเองด้วย
“นอกจากนี้ เราได้รื้อฟื้นชุดการแต่งกายของชาวญัฮกุรให้กลับคืนมา จากเสื้อของคุณทวดที่ยายผมเก็บเอาไว้ที่ได้นำมาใช้เป็นต้นแบบ โดยได้ อิ๋ว-ลักษณาวิไล คำไหล หนึ่งในทีมสู่ขวัญสเปส ผู้ที่เคยศึกษาเรื่องการออกแบบแฟชั่นมาช่วยดูแลอีกด้วย และมีเรื่องข้อมูลพรรณพืชพื้นถิ่นที่ทำร่วมกับศูนย์ศึกษาแม่ริมเชียงใหม่ เป็นการวิจัยร่วมกัน”
อีกเรื่องหนึ่งที่ชาวญัฮกุรมีอยู่ในสายเลือด นั่นก็คือวิถีแห่งพงไพร ความเชื่อ ภูมิปัญญาของพราน พนมเล่าว่า
“คนญัฮกุรเชื่อว่าในป่ามีเจ้าป่าเจ้าเขาเป็นเจ้าของและคอยปกปักรักษา เวลาจะเข้าป่าเพื่อไปหาของป่ามาประทังชีวิต ต้องขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาบริเวณก้อนหินใหญ่ที่น้ำตก เพราะเชื่อว่านั่นคือเขตแดนประตูทางเข้าป่า จะเข้าป่าไปทำอะไรต้องแจ้งให้เจ้าป่าเจ้าเขารู้ และต้องกล่าวสัจจะวาจาแห่งป่าเขา เมื่อเข้าป่าแล้วก็ต้องทำแค่เพียงที่แจ้งไว้ ห้ามทำเกินกว่านั้น ไม่อย่างนั้นจะถือว่า ‘ผิดป่า’ และทำให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น”

เจดซึ่งคอยแปลบทสนทนาเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ยูกิที่นั่งร่วมวงอยู่ด้วยฟัง จึงเริ่มแลกเปลี่ยนสิ่งที่ยูกิสะท้อนออกมาว่า วิถีแห่งป่าของชาวญัฮกุรนั้น มีความคล้ายคลึงกับวิถีของคนญี่ปุ่นไม่น้อย
ยูกิศึกษาและมีความเชี่ยวชาญด้านความงามและการชะลอวัยโดยวิถีธรรมชาติ ทั้งในแบบของญี่ปุ่น อายุรเวทอินเดีย และยุโรป ซึ่งวิถีธรรมชาติจะเน้นการบำบัดฟื้นฟูจากภายในทั้งร่างกายภายในและจิตวิญญาณภายใน พอได้ลงมาเรียนรู้วิถีของชาวญัฮกุร เธอค้นพบว่าพวกเขาอยู่กับป่าแต่เจ็บป่วยน้อยมาก อย่างคนที่ดื่มน้ำก็ไม่เป็นไข้ป่า ไม่เป็นมาลาเรีย ทำให้ยูกิรู้สึกทึ่ง และคิดว่าน่าจะมาจากการใช้องค์ความรู้การอยู่ร่วมกับป่าที่ชาวญัฮกุรมี และมนุษย์ที่อยู่ในปัจจุบันก็น่าจะนำมาปรับใช้ได้ จึงจุดประกายถึงเรื่องการเรียนรู้ในวิถีของชาวญัฮกุรขึ้นมา
ยูกิยังอธิบายถึงกิจกรรมที่เรียกว่า ‘การอาบป่า’ ให้ฟังอีกว่า มันคือการอยู่ร่วมกับป่า เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ให้มนุษย์ปัจจุบันได้ไปสัมผัสกับป่า โดยใช้สัมผัสทั้ง 5 เข้าไปสัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และเพิ่มสัมผัสที่ 6 ขึ้นมา ก็คือจิตวิญญาณ การเปิดสัมผัสทั้ง 6 จะช่วยให้มองเห็นอะไรที่ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะตัวตนภายในที่แท้จริงของบุคคลนั้นจะสะท้อนผ่านป่าออกมา
“คนญี่ปุ่นสมัยโบราณใช้การอาบป่าเพื่อฟื้นสัญชาตญาณพิเศษ ในสมัยที่มีซามูไรก็มีวิถีนี้ ซึ่งเขาจะเพิ่มศักยภาพสัญชาตญาณของมนุษย์เหมือนที่นินจาฝึกกัน รวมทั้งพระด้วย เพื่อให้ประสาทสัมผัสดีขึ้น
“อีกเป้าหมายหนึ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น คือญี่ปุ่นมีวิถีอาบป่าในวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การเข้าไปในป่าและเก็บของป่ามากินเป็นอาหารหรือนำมาหมักเป็นอาหารและเครื่องดื่ม คนที่มีพื้นที่หรือมีภูเขาจะต้องทำหน้าที่ดูแลภูเขานั้นให้ดี แล้วปลูกพืชบางชนิดบนเขา เช่น ไม้ไผ่ จะต้องดูแลอย่างดี ก่อนตัดมาใช้ในวิถีชีวิต ของใช้ที่ผลิตขึ้นจากต้นไผ่ปลูกบนเขานั้นจะใช้เป็นภาชนะเพื่อดีท็อกซ์พลังงานลบในชีวิต ดังนั้น คำว่า ‘อาบป่า’ ในญี่ปุ่น จึงหมายถึงการอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกัน พึ่งพากัน ให้มีป่าต่อไป นี่คือคำจำกัดความ”
ยูกิยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เราอาบป่าเพื่อพัฒนาความรู้สึกตระหนักรู้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้ถึงการติดต่อกับป่ามากขึ้น เราไม่ได้ทำเพื่อควบคุมอะไร แต่เพื่อเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างไร ใจเรากับร่างกายจะร่วมมือกันด้วยดีได้อย่างไร การอาบป่าอาจทำให้เราก้าวข้ามกำแพงภายในบางอย่างที่ปิดกั้นอยู่ หรือฟื้นฟูพรสวรรค์ที่หลบซ่อนให้ตื่นจากการหลับใหลได้ ขณะเดียวกันเราก็จะตอบแทนป่าได้ด้วย มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง จึงอยากให้ทุกคนมาลอง โดยเฉพาะใครที่เคยใช้ชีวิตบากบั่นและอยากค้นพบชีวิตของตัวเอง


ภูมิปัญญาวิถีพงไพรแห่งญัฮกุร
หลังจากยูกิได้เล่าถึงวิถีและเจตนารมณ์ในการอาบป่าของญี่ปุ่นให้ฟังแล้ว ประเด็นหนึ่งที่สนุกมาก คือวิถีแห่งพงไพรของชาวญัฮกุร ซึ่งพี่พนมพยายามรวบรวมภูมิปัญญาที่เคยถูกส่งทอดจากบรรพบุรุษ นำมาบอกเล่าให้ลูกหลานฟังเพื่อไม่ให้สูญหายไป มีหลาย ๆ ภูมิปัญญาน่าสนใจ เราจึงรวบรวมเก็บมาฝากเป็นเกร็ดความรู้กันดังนี้
การปลูกน้ำซับ
เป็นภูมิปัญญาที่น่าเสียดายเพราะเหลือไว้เพียงเรื่องเล่า ชาวญัฮกุรรุ่นปัจจุบันทำไม่ได้แล้ว การปลูกน้ำซับคือการสร้างแหล่งน้ำผุดแห่งใหม่ เริ่มจากมองหาทำเลพื้นที่ที่น่าจะปลูกน้ำซับได้ ใช้กระบอกไม้ไผ่ไปตักเอาน้ำซับบนภูเขามาจาก 7 แหล่ง พร้อมหา ‘ปลากั้ง’ ซึ่งเป็นปลาช่อนภูเขามา 1 ตัว จากนั้นขุดดินบริเวณที่จะปลูกน้ำซับ ใส่น้ำซับจากตาน้ำ 7 แหล่งลงไป ใส่ปลากั้งลงไปในบ่อนั้น แล้วหาต้นบอน เฟิร์น มาปลูกรอบ ๆ บ่อน้ำซับที่เพิ่งปลูก ก่อนทำพิธีร่ายมนต์ ไม่นานบ่อที่ปลูกน้ำซับก็จะมีน้ำซึมออกมาตลอดให้ใช้ได้ทั้งปี


อดน้ำให้ขึ้นเขา อดข้าวให้ลงทุ่ง
เป็นสำนวนของชาวญัฮกุรที่สอนให้ลูกหลานรู้ว่า แหล่งน้ำดื่มนั้นอยู่บนภูเขา แต่หากจะหาข้าวกิน ให้ลงไปยังทุ่ง ซึ่งมีผู้คนปลูกข้าว โดยพวกเขาจะเก็บของป่านำไปแลกเปลี่ยน
สัจจะวาจาแห่งป่าเขา
คนญัฮกุรเชื่อว่า มีเจ้าป่าเจ้าเขาคอยปกปักรักษาธรรมชาติ หากจะเข้าไปเก็บของป่าเพื่อนำมาดำรงชีวิต ต้องทำพิธีตั้งสัจจะวาจากับป่าเขาว่าจะเข้าป่าเพื่อทำอะไร และไปเก็บสิ่งใดออกมา เมื่อเข้าไปก็ให้เก็บเอาเฉพาะสิ่งที่แจ้งไว้ หากทำเกินกว่านั้นจะถือว่า ‘ทำผิดป่า’ และอาจเกิดอันตรายขึ้นกับผู้นั้นได้


เดินขึ้นและลงเขาเพื่อป้องกันการหลงทิศ
จะกำหนดทิศเดินทางเก็บของป่าหรือล่าสัตว์ คือให้เดินจากตีนเขา ขึ้นไปพักบนยอดเขา และเวลาจะหาของป่าก็ให้เดินหาลงเขาเท่านั้น ก่อนจะเดินกลับขึ้นเขา จะได้ไม่หลงทิศ
ดูทิศจากดาว
หากหลงทิศทางในป่า ดวงดาวช่วยระบุทิศทางได้ เช่น ตอนเช้าตรู่จะมีดาวรุ่ง (ดาวศุกร์) ขึ้นทางทิศตะวันออก ตอนกลางคืนให้ดูกลุ่มดาวไถและดาวลูกไก่ เพราะจะขึ้นทางทิศตะวันออกใกล้มืด และจะเคลื่อนไปตกทางทิศตะวันตกในตอนเข้า ดาวศุกร์นี้ยังมีอีกชื่อคือ ‘ดาวหมูซัง’ พรานเชื่อกันว่า หากดาวนี้ขึ้นและสุกสว่างหมูป่าจะไม่ออกมาหากิน เพราะมันกลัวนายพรานเห็น จึงต้องอดอาหารอยู่ในถ้ำ คำว่า หมูซัง แปลว่า หมูเกลียดนั่นเอง
ตามหาลำห้วย จากการสัมผัสอากาศแวดล้อม
หากเดินในป่าท่ามกลางบรรยากาศรอบ ๆ ที่มีอุณหภูมิอุ่น ๆ แต่เกิดสัมผัสได้ถึงไอเย็น ๆ ที่แทรกมา ให้รู้ว่ากำลังจะถึงแหล่งน้ำแล้ว


กลางลำธารฟ้าครึ้มให้ระวังน้ำป่า
หากเดินอยู่ในลำธารให้แหงนมองฟ้า หากมีเมฆครึ้ม ให้รีบออกห่างจากลำธาร เพราะอาจมีฝนตกและเกิดน้ำป่าไหลหลาก นอกจากนี้การเข้าป่าตามวิถีพรานของชาวญัฮกุรมักเดินทางกลางคืน ซึ่งต้องแหงนมองฟ้าก่อนเข้าป่า หากมีเดือนมีดาวฟ้าโปร่งค่อยออกไป เพราะแสดงว่าปลอดภัย
หาน้ำดื่มจากพืชในธรรมชาติ
เวลาเข้าป่าและไม่มีแหล่งน้ำดื่ม ให้หาน้ำดื่มจากหน่อไม้นำมาเผาไฟแล้วคั้นกิน หรือตัดหยวกมาย่างไฟแล้วแกะกินแต่แก่นตรงกลางจะมีน้ำชุ่มคอ หากเจอแหล่งน้ำซับในป่าเวลากินให้แค่จิบ ๆ


คลายเหนื่อยล้าแก้ร้อนปรับสมดุล ด้วยเมี่ยงญัฮกุร
คนญัฮกุรมีวัฒนธรรมการกินเมี่ยงเป็นของตัวเอง โดยเมี่ยงที่ว่าประกอบด้วยเครื่องหลายอย่าง ประกอบด้วย กล้วยน้ำว้าดิบ ตะไคร้ซอย มะอึก พริกขี้หนู เกลือ ก้านต้นทูน ใบทูน และใบกุยช่าย เวลากินก็นำเครื่องมาห่อรวมกันในใบทูนที่ฉีกเป็นแผ่นพอห่อได้ พันด้วยใบกุยช่ายแล้วเคี้ยวกิน (ไม่มีน้ำเมี่ยงหวาน ๆ อย่างเมี่ยงคำ) ก็จะช่วยเติมพลังคลายเหนื่อยล้าและปรับสมดุลได้แล้ว


วิถีการเอาตัวรอดจากพงไพรในแบบญัฮกุรยังมีอีกมากมาย รอให้ชาวญัฮกุรและทีมสู่ขวัญสเปส นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมอาบป่าตามวิถีญัฮกุรในอนาคต แต่วันนี้ดาวหมูซังขึ้นฟ้าแล้ว วงเสวนาจึงจบลง พรุ่งนี้ทั้งทีมสู่ขวัญสเปสและชาวญัฮกุรนำโดยพนมและเก๋ก็จะพาเราเข้าไปสัมผัสกับการอาบป่าแบบวิถีชุมชน

ทดลองอาบป่าตามวิธีผสมผสานของญี่ปุ่นและชาวญัฮกุร
เช้าตรู่ พวกเรามุ่งหน้าเข้าป่าเพื่อสัมผัสกิจกรรมการอาบป่าที่พวกเขาออกแบบขึ้น เมื่อเดินทางเข้าไปถึงก้อนหินใหญ่บริเวณน้ำตก พนมและเก๋ช่วยกันเก็บใบไม้-ดอกไม้บางส่วนมากองรวมกันหน้าก้อนหิน เพื่อทำพิธีแจ้งแก่เจ้าป่าเจ้าเขาถึงกิจกรรมวันนี้ที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ป่าตามความเชื่อของชาวญัฮกุร
จากนั้นยูกิและผู้ร่วมกิจกรรมก็จะนำเถาไม้ที่พนมเก็บมามาม้วนเป็นมงกุฎจากธรรมชาติและมอบให้กันเพื่อสวมบนศีรษะ ยูกิบอกว่าต้นไม้ใบไม้เหล่านี้ รวมถึงเส้นใยผ้าจากธรรมชาติ เช่นผ้าขาวม้าที่กลุ่มผู้ชายใช้โพกศีรษะเข้ามา จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติได้มากขึ้น ก่อนจะอธิบายถึงเป้าหมายการอาบป่าที่ออกแบบไว้ครั้งนี้ว่า เป็นการฝึกฝนสัญชาตญาณและสัมผัสทั้ง 5 ให้ชัดเจนขึ้น โดยอาศัยกิจกรรมและพื้นที่ธรรมชาติป่าของชาวญัฮกุรช่วยเป็นครู
ยูกิให้พวกเรานั่งล้อมวงกันและเริ่มฝึกฝนทีละสัมผัส โดยเริ่มจากสร้างเสียงที่สื่อถึงเสียงภายในความรู้สึกเพื่อแนะนำตัวเอง โดยใช้เครื่องดนตรีของชาวญัฮกุรทำให้เกิดเสียง เมื่อรวมกันแล้วเกิดเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะชวนฟัง


จากนั้นก็มาถึงการฝึกสัมผัสเรื่องรส พนมซึ่งเชี่ยวชาญกับผืนป่าทำหน้าที่ไปเก็บเอาสมุนไพรกินได้มาให้ทดลองชิม นี่คือข้อดีของการมีคนในพื้นที่ที่มีความรู้เรื่องป่า พนมเก็บยอดผักเม็กมาให้ชิม แต่ละคนก็จะสัมผัสรสได้แตกต่างกันไป บ้างได้รสฝาดเจือเปรี้ยว บางคนสัมผัสได้ถึงรสขม ผักป่าเหล่านี้เป็นรสชาติที่คนเมืองหลายคนหลงลืมหรือไม่เคยได้สัมผัส การฝึกรับรสที่แปลกออกไปเป็นเหมือนการปลุกประสาทรับรสด้านรสชาติให้ทำงานดีขึ้น
ด้วยมีเวลาไม่มากนั้น การฝึกการมองเห็นและสัมผัสจึงถูกรวบไว้ด้วยกัน ยูกิบอกให้เราเลือกมองสิ่งที่สะดุดตาในธรรมชาติรอบตัวและรู้สึกอยากไปสัมผัส จากนั้นทดลองไปสัมผัสด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน เพื่อรับรู้ว่าธรรมชาติที่สัมผัสอยู่นั้นกำลังส่งเสียงสะท้อนอะไรมาถึงเราบ้าง เรื่องนี้มีทั้งแบบสัมผัสที่ตรงไปตรงมา เช่น ร้อน เย็น อุ่น รวมถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งแต่ละคนจะนำมาสะท้อนในวงสนทนาหลังฝึกสัมผัสครบทั้ง 5 สัมผัส


เมื่อจบกิจกรรมอาบป่า จะมีการเฉลิมฉลองเล็ก ๆ โดยยูกิใช้น้ำหมักจากผลไม้ในท้องถิ่น ซึ่งก็คือมะขามป้อมที่เกิดขึ้นในชายป่าของชุมชน เพราะเธอให้แนวคิดว่า ป่านั้นมี 2 ชนิด คือ ‘ป่าภายนอก’ ก็คือป่าเขาลำเนาไพรที่พวกเรากำลังสัมผัส และ ‘ป่าภายใน’ ซึ่งหมายถึงระบบการทำงานภายในร่างกาย จุลินทรีย์ตัวดีหรือร้ายในร่างกาย
การที่เรานำวัตถุดิบจากธรรมชาติในบริเวณใกล้พื้นที่ที่เราเกิดหรืออาศัยอยู่ซึ่งมีความบริสุทธิ์มาบริโภค จะช่วยพาสมดุลจากป่าจากภายนอกเข้าไปเติมเต็มสมดุลให้กับป่าภายใน และกระบวนการทำน้ำหมักเพื่อสุขภาพจะช่วยสร้างจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เมื่อเราบริโภคเขาไปก็จะช่วยให้ระบบการทำงานภายในดีขึ้นนั่นเอง
ปิดท้ายการเฉลิมฉลองด้วยการจุดใบไม้หอมให้เกิดควัน เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยช่วยเติมเต็มสัมผัสแห่งกลิ่นและยังช่วยสะสางพลังงานด้านลบออกจากจิตใจ เป็นอันเสร็จสิ้นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชนด้วยการอาบป่า


เมื่อถึงเวลา คนแปลกหน้าคงต้องลาจาก
ระหว่างเดินออกจากป่ากลับสู่หมู่บ้าน เราถามเต้าหู้ว่าด้วยเป้าหมายที่สู่ขวัญสเปสต้องการออกไปเรียนรู้ภูมิปัญญาและร่วมพัฒนาชุมชนกับชนเผ่าอีกมากมายหลายแห่ง แล้ววันไหนคือเวลาเหมาะสมที่พวกเขาและชาวญัฮกุรจะต้องจากลา เต้าหู้บอกกับเราว่า
“พี่ก็คิดตรงนี้เหมือนกัน เพราะเราต้องไปทำงานต่ออีกหลายที่ตามเป้าหมายที่วางไว้ ตอนนี้ทีมสู่ขวัญสเปสเลยเริ่มฝึกให้เยาวชนญัฮกุรเป็นครูอาบป่ากับเรา ตั้งแต่รุ่นเยาวชนเลย ตั้งแต่ ป.1 ไปถึง ม.6 ให้เขาได้มาร่วมซึมซับไปกับเรา โดยให้พี่พนมเป็นหลักในการนำและสอนให้ชุมชนทำกิจกรรมเหล่านี้ ซึ่งคิดว่าจะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ
“สู่ขวัญเองเป็นเพียงไกด์นำทางให้พวกเขาและเชื่อมให้คนในเมืองหรือชาวต่างชาติมาเข้าใจเรื่องการอาบป่าตามวิถีชนเผ่าของชาวญัฮกุร เมื่อไหร่ที่ชาวญัฮกุรเริ่มมองเห็นแก่นแท้ของการอาบป่าแบบบรรพบุรุษของเขา และรู้จักนำวิถีของคนรุ่นใหม่เข้ามาปรับให้เข้ากับวิถีของเขาจริง ๆ นั่นแหละถึงแสดงว่าพวกเขาสำเร็จการศึกษา วันนั้นคงเป็นวันที่เราจะต้องบอกลากันเพื่อไปร่วมงานกับชนเผ่าใหม่ เพราะยังมีจิตวิญญาณและขวัญอีกมากมายรอให้ทีมสู่ขวัญของเราออกไปช่วยพากลับสู่ชุมชนและผู้คนในโลกที่วุ่นวาย ความหวังของเราก็คือแบบนั้น”
เรามาถึงหมู่บ้านและเก็บกระเป๋าขึ้นรถเตรียมตัวกลับ ทีมสู่ขวัญสเปสและชาวญัฮกุรมารอส่งพร้อมกล่าวคำอำลาด้วยภาษาพื้นเมืองญัฮกุรว่า ‘โจวเอย’ ที่แปลว่า ลาก่อน ส่วนเราก็โบกมืออำลาพร้อมคำขอบคุณจากใจที่พวกเขาช่วยเติมเต็มความรู้สึกดี ๆ ให้ด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนที่จริงใจ และงดงาม
ไม่แน่ว่าความอิ่มใจและมวลความสุขที่เกิดขึ้นภายในยามนี้ อาจเป็นเพราะขวัญที่เคยสูญหายไป ได้กลับคืนมาอยู่กับเนื้อกับตัวเราแล้วก็เป็นได้

ขอบคุณ
- วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนชาวญัฮกุร บ้านไร่ โดงคะม่ะ ที่อำนวยความสะดวก
- ติดตามรายละเอียดกิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนชาวญัฮกุร และอุดหนุนสินค้าชนเผ่าญัฮกุรได้ที่ Facebook : Made in Nyah Kur ญัฮกุร ทำของ ヤッグン製 หรือ Facebook : ญัฮกุร ชัยภูมิ Nyah Kur Chaiyaphum
- ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสู่ขวัญสเปส ได้ที่ Facebook : SOUL CURE space สู่ขวัญ สเปส 癒し空間
