“ยโสธรถูกวางให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ เรื่องการค้าและการท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องรองในแผนพัฒนาจังหวัด”
พล-ทวีพล พวงแก้ว กล่าวกับเรา ท่ามกลางวงสนทนากับผองเพื่อนร่วมทีมอีก 7 คน ทั้ง เอ็ม-กนกวรรณ พวงแก้ว ภรรยาคู่ชีวิตของพล จุ๊บ-กัมทร พรจิรเวช สัตวแพทย์ นุ๊กเกอร์-ธีรวิชญ์ ฝูงดี และ แดน-กรีติกร มาตย์เหลือง ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีและการจัดเทศกาลดนตรี มี้จุ๊บ-ณัฐสุภี ปัญญานุภาพ แห่ง Little BB Co Cooking Studio ครูแต้ม-วศิน สนสายสิงห์ ครูสอนบัลเลต์ และ โอม-เมธี จันทร์หอม ออร์แกไนเซอร์
ต่างคน ต่างอาชีพ แต่มีจุดหมายเดียวกันคืออยากพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญไปในทิศทางสร้างสรรค์ทัดเทียมจังหวัดใหญ่ ๆ จึงร่วมกันแฮ็กระบบการพัฒนาเมือง ดึงศักยภาพที่แท้จริงอีกด้านหนึ่งของเมืองอย่างเรื่องการท่องเที่ยวมายกระดับด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการจัดกิจกรรมฟื้นฟูย่านสิงห์ท่า โซนเมืองเก่าของจังหวัดยโสธรซึ่งกำลังหายใจรวยรินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเปิดอาคารที่เคยปิดตายของยโสธรภาพยนตร์ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ ‘สิงห์ท่าเธียเตอร์’ สร้างอาร์ตสเปซเชื่อมโยงความสุขของผู้คนทุกเพศทุกวัย และกลายเป็น Talk of the Town ของยโสธรหลังงานเสร็จสิ้น แถมโครงการนี้ยังติดอันดับ 1 ใน 12 ผู้เข้ารอบชิงทุนสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ TCDC ในโครงการ Creative Cultural District 2025 อีกด้วย
อาคารโรงหนังเก่าสีโอลด์โรส ก่อสร้างด้วยคอนกรีต สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญของย่านสิงห์ท่าในวันวาน ครั้งหนึ่งสถานที่นี้เคยเป็นพื้นที่เติมเต็มความสุขให้ผู้คนในจังหวัดยโสธร พลและผองเพื่อนรวมตัวกันในจุดนัดฝันนี้ ตามคำนัดหมายของเรา ซึ่งตอนนี้ด้านล่างของอาคารเปิดเป็นร้านกาแฟสโลว์บาร์ ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศด้วยกลิ่นอายคาเฟอีนให้เข้ามาเยือนย่านเก่าแห่งนี้แบบประจำวัน
“นาน ๆ จะได้รวมตัวกันครบ ๆ แบบนี้สักที ต้องถ่ายภาพเก็บไว้หน่อย” พลบอกกับเรา
ก่อนที่เพื่อน ๆ ที่เหลือจะร่วมแลกเปลี่ยน บอกเล่าถึงจุดมุ่งหมายการทำงานของพวกเขาแต่ละคน เป็นต้นว่า

“วัตถุประสงค์ของเรา คืออยากให้คนในพื้นที่เห็นความสำคัญและคุณค่าของอัตลักษณ์ของเมือง”
“บางคนเคยชินกับสิ่งที่เห็น เพราะเกิดมาก็เห็นอย่างนี้ และมองว่าเป็นของเก่า ทั้งที่เดี๋ยวนี้หลายแห่งยกย่องความเก่าเหล่านี้เป็นของมีคุณค่า และของเก่าเหล่านี้เข้าถึงทุกเพศทุกวัยได้ง่าย”
“ยโสธรไม่ได้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว แต่เป็นจุดแวะพักหรือกลับบ้านมาเยี่ยมญาติ เราใช้เมืองนี้แค่ทำงานและพักอาศัย แต่ถ้าจะเที่ยว เราจะไปที่อื่น เช่น จังหวัดรอบข้าง ไปเดินห้างสรรพสินค้า”
“จุดที่ทำให้เรามาทำสิงห์ท่าเธียเตอร์ เพราะพอเราออกไปใช้ชีวิตที่อื่นมามากแล้ว พบว่าจังหวัดเราก็มีดีเหมือนกัน แค่ไม่มีใครเริ่มต้นทำ”
“เหมือนคิดมุมกลับว่า ในเมื่อเราออกไป แล้วจะทำยังไงให้คนที่เหลือเข้ามา”
“มีอาจารย์ที่ทำเรื่องท่องเที่ยว เขาแนะนำว่า อยากให้เราทำเหมือน Airbnb เพราะละแวกนี้ไม่มีที่พัก บางคนอยากดูมิวเซียมด้วย อยากพักด้วย”
“สมัยเด็ก ๆ ที่เราจำได้ชัด ๆ กับย่านนี้ก็คืองานศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เรามานั่งดูเขาเล่นงิ้ว มานั่งกินตังเม”
“เมื่อก่อนตอนอยู่ยโสธร ความเคยชินทำให้เรามองเห็นสิ่งที่มีว่าเป็นสิ่งธรรมดา แต่พอได้ไปเห็นที่อื่นมาบ้างแล้ว เคยไปเที่ยวภูเก็ตบ้าง สงขลาบ้าง ถึงได้รู้ว่าเหมือนกันเลย มีตึกชิโน-โคโลเนียล เหมือนกัน ทำไมบ้านเขาถึงพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ทำไมบ้านเราไม่มีใครมาทำอะไรกับตรงนี้เลย”
จากที่ฟังพวกเขาเล่า เราสัมผัสได้ถึงทิศทางของเจตนารมณ์อันดีที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือต้องการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ทว่าเมื่อฝันใหญ่กันแล้ว วิธีไปถึงฝันของพวกเขานั้นทำได้อย่างไร พลซึ่งเป็น Key Person ของโครงการช่วยบอกเล่าประเด็นนี้ให้เราฟัง ผ่านการเดินเมืองเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ อันเปี่ยมเสน่ห์ของย่านสิงห์ท่า

เมืองนอกมี Public Space แต่บ้านเรายังไม่มี
พลพาเราเดินออกจากโรงหนังยโสธรภาพยนตร์ เพื่อพาไปชมจุดต่าง ๆ ในย่านที่น่าสนใจ และเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นงานเทศกาลสิงห์ท่าเธียเตอร์ให้เราฟังว่า
“สมัยเรียน ผมชอบการออกแบบ แต่ด้วยครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับคอนกรีตผสมเสร็จ เขายังไม่เห็นด้วยนักที่จะเรียนด้านนี้โดยตรง ผมจึงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แต่ก็เรียนในสายคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เรียนตรงกับธุรกิจที่บ้าน ตอนเรียนผมไปอยู่กับทีมทำละครของคณะ ไปทำงานเบื้องหลัง เป็นคนออกแบบโบรชัวร์ โปสเตอร์ เพราะชอบ

“พอจบปริญญาตรีก็ไปต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ที่นั่นทำให้เราเห็นว่าเมืองที่เจริญแล้วทั้งเรื่องการเรียนการสอนและไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร เสน่ห์อย่างหนึ่งที่สัมผัสได้คือ ในวันสุดสัปดาห์ ผู้คนจะออกไปใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเมืองก็มีไว้รองรับ คนจึงมารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้
“ผมเลยทำโปรเจกต์จบกับเพื่อน ๆ เกี่ยวกับ Interactive Design โดยเลือกย่าน Downtown ของที่นั่น คือย่าน Queen Street Mall ซึ่งเป็นย่านคนเดิน ทำแผนที่ที่เป็น Interactive ว่า โซนต่าง ๆ ตรงนั้นมีอะไรบ้าง เพราะเราเห็นว่ามีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้ง Live Performance ศิลปิน นักดนตรี งานศิลปะ ย่านช้อปปิ้ง อาหาร ทุกอย่างรวมอยู่ตรงนั้น
“ในใจลึก ๆ ตอนนั้นอยากให้บ้านเราที่เมืองไทยมีแบบนี้บ้าง ตอนนั้นแม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็ยังไม่มีคนที่โฟกัสอะไรแบบนี้”

MissAree the Garden จุดประกายพื้นที่สาธารณะของทุกครอบครัวในยโสธร
“พอเรียนจบผมก็กลับเมืองไทยและทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ พอดีว่าพี่สาวกำลังจะแต่งงาน พ่อจึงถามว่าจะกลับบ้านไหม ถ้าไม่กลับก็จะเลิกทำกิจการที่ทำอยู่ เพราะไม่มีใครช่วยดูแล ผมเลยตัดสินใจกลับยโสธร ช่วงแรกพ่อแม่ยังเป็นผู้ดูแลกิจการเป็นหลัก ผมค่อย ๆ เรียนรู้ และก่อนหน้านั้นแม่มีธุรกิจร้านขายของฝากและมีคาเฟ่ในร้านด้วย ซึ่งพี่สาวผมช่วยดูแลอยู่ ผมจึงดูแลส่วนนี้แทน
“ตอนนั้นผมยังชอบเรื่องงานศิลปะ และมองว่าเวลาที่คนมาเที่ยวยโสธร ยังไม่มีของฝากที่บ่งบอกถึงการมาเยือนเมืองนี้ เลยคิดจะทำเสื้อสกรีนลายที่สื่อสารความเป็นยโสธรขายในร้านขายของฝากของคุณแม่ ซึ่งขายดีมาก

“จากนั้นผมก็แต่งงานมีครอบครัวและมีลูก ระหว่างนั้นเกิดสถานการณ์โควิด-19 ตอนที่ผมมีลูกสาวคนที่ 2 ทำให้ไม่ได้พาเขาไปพบเจอผู้คน มีวันหนึ่งลูกสาวคนที่ 2 ของผมพูดขึ้นมาว่า หนูอยู่แต่บ้านจนเบื่อแล้ว อยากออกไปข้างนอก อยากออกไปเล่น คำพูดนี้จุดประกายให้เราสร้างร้าน MissAree the Garden ขึ้น
“ตอนนั้นเรามีที่ริมน้ำอยู่แปลงหนึ่ง เลยคุยกับภรรยาว่าจะทำพื้นที่เป็นสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น มีของเล่นชุดหนึ่ง มีกระต๊อบไม้เล็ก ๆ เผื่ออากงอาม่าอยากไปนอนกลางวัน เด็ก ๆ ไปวิ่งเล่น ปลูกผักอะไรก็แล้วแต่ เริ่มต้นคุยกันอย่างนั้น พอทำไปทำมาเริ่มมีของเล่นไม้ที่คุณแม่ผมให้มา คุณพ่อของภรรยาก็ทำสระว่ายน้ำให้หลาน ๆ เล่นด้วย เลยกลายเป็นว่าไหน ๆ มีของเล่นแล้ว มีพื้นที่แล้ว มีคาเฟ่แล้ว งั้นเปิดพื้นที่ให้คนอื่น มาช่วยเราใช้ด้วยดีกว่า
“เราตั้งใจให้เป็นพื้นที่โล่งมากที่สุด ให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นสนุกเต็มที่ที่สุด โดยไม่ต้องมีการตีกรอบ เป้าหมายของเราคือทำยังไงก็ได้ให้เด็กพัฒนา EQ พัฒนากล้ามเนื้อ และพัฒนาการทักษะเข้าสังคมของเด็ก ดึงเด็กออกมาจากหน้าจอ ส่วนตัวผมกับภรรยาเราไม่ได้โฟกัสว่าต้องให้เด็กเรียนพิเศษเพื่อให้ได้คะแนนดี ๆ แต่เน้นให้เขาใช้ชีวิต ให้เขาวิ่งเล่น ให้เขาพัฒนาร่างกายและสติปัญญาผ่านการเล่นตรงนั้น


“พอทำตรงนี้ขึ้นมา ทำให้เรานึกย้อนกลับไปถึงเรื่องพื้นที่สาธารณะตอนที่อยู่ออสเตรเลีย ตอนนี้เรามีพื้นที่แล้ว จึงทดลองทำดนตรีในสวน จนได้รู้จักกับนุ๊กเกอร์ เขาเป็นนักดนตรีที่หนีโควิด-19 จากเมืองกรุงกลับบ้านที่ยโสธร มาเปิดสโลว์บาร์ เลยชวนน้องว่ามาลองเล่นดนตรีในสวนดูไหม น้องเขาก็โอเค
“เลยกลายเป็นว่านอกจากทำร้านเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัวแล้ว ยังมีกิจกรรมดนตรีในสวนเพื่อให้เด็กเล่น ส่วนพ่อแม่ก็ได้พักผ่อนหย่อนใจ ฟังดนตรีในสวน กินอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม คุยกับเพื่อน พอเริ่มมีดนตรีในสวน เราก็เริ่มนำกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัวมาลง เช่น เชิญรถนิทานเครือข่ายของ ครูชีวัน คล้าย ๆ ห้องสมุดเคลื่อนที่มาให้เด็ก ๆ อ่าน แต่กิจกรรมที่ทำแล้วเห็นผลคือตลาดนัดเด็ก จัดช่วงคริสต์มาส ให้เด็ก ๆ นำของมาขาย แล้วให้คุณหมอเด็กจากโรงพยาบาลยโสธรมาให้ความรู้ มีดนตรีให้คุณพ่อคุณแม่นั่งฟัง เด็ก ๆ ได้มาฝึกขายของ
“จากการทำ MissAree the Garden และจัดกิจกรรมเรื่อย ๆ ทำให้เราได้รู้จักคนที่อยู่ในวงการศิลปะและดนตรีมากขึ้น พอร่วมงานกันมาเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นทีมงานที่ร่วมกันทำสิงห์ท่าเธียเตอร์กันในวันนี้”

จากถนนคนเดินยโสธรที่ไม่เคยสำเร็จ สู่ Sandbox ฟื้นฟูย่านสิงห์ท่า
ย่านสิงห์ท่ามีผังเมืองที่ดี เดินเชื่อมต่อชมความงามของเมืองได้แบบไม่เหนื่อย ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า ออกแบบโดยคนเดียวกับที่ออกแบบมิวเซียมสยาม เป็นจุดรับรองแขกและส่งต่อเรื่องราวของย่านได้อย่างทันสมัยน่าสนใจ แต่เหตุผลอะไรที่การจัดกิจกรรมในย่านนี้อย่างเช่นถนนคนเดินจึงไม่สำเร็จสักที พลเล่าว่า
“ใน พ.ศ. 2555 เริ่มมีถนนคนเดินตรงโซนเมืองเก่าเกิดขึ้นมา มันก็ไปเรื่อย ๆ ทำแล้วทำอีก เริ่มนับหนึ่งใหม่ไม่น้อยกว่า 5 รอบ พอเปลี่ยนหน่วยงานที่ดูแลใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ เราเลยเห็นปัญหาว่าที่ทำไม่สำเร็จเพราะเป็นการที่คนจากข้างนอกเอาอะไรก็ไม่รู้มาใส่ลงไป เพื่อให้เกิดคำว่าถนนคนเดินเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า แต่ไม่ได้สอดคล้องกับผู้คนและย่านเมืองเลยสักนิด

“ช่วงหนึ่งมีโครงการ YEC ซึ่งเป็นโครงการรวมกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าจังหวัด ผมก็ไปทำ YEC กับเพื่อน พวกเราพยายามผลักดันให้จังหวัดเห็นคุณค่าของย่านเมืองเก่า ใช้เวทีของราชการเข้าไปพูดว่า เมืองยโสธรมีสถาปัตยกรรมที่สวยและเก่าจริง มันคือเอกลักษณ์ของย่านและของจังหวัด ซึ่งไม่ใช่ทุกจังหวัดจะมี ควรชูขึ้นมาเป็นจุดเด่น
“ประเด็นที่ 2 คือเรื่องศาลหลักเมืองจังหวัดยโสธร ซึ่งตั้งอยู่ในย่านนี้ ผู้คนไปไหว้ตลอด แต่ไม่เคยมีใครสังเกตว่าจังหวัดยโสธรมีหลักเมืองอยู่ 3 หลัก มันอยู่ในประวัติของการสร้างบ้านสิงห์ท่า แต่ไม่เคยมีใครหยิบยกขึ้นมาว่านี่แหละคือสิ่งพิเศษไม่เหมือนใคร แถมศาลหลักเมืองที่บูรณะใน พ.ศ. 2531 เป็นการร่วมมือของพ่อค้าชาวจีนและคนในพื้นที่ ตัวอาคารจึงเกิดการผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่างไทย จีน ลาว ซึ่งไม่มีที่ไหนเป็นแบบนี้ เราผลักดันไปให้จังหวัดช่วยกระจายข่าว ควรมาช่วยดูและทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

“หลังจากนั้น ผมมีโอกาสเข้าคอร์สสมาร์ตซิตี้กับทางเทศบาลยโสธร ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น การเข้าเวิร์กช็อปทำให้ได้รู้จักกับ อาจารย์รวี หาญเผชิญ ซึ่งมาเป็นโค้ชให้เราทำสมาร์ตซิตี้เรื่อง Mapping โดยเรายกตัวอย่างย่านเมืองเก่าขึ้นมาเป็น Sandbox สมาร์ตซิตี้ หลังเวิร์กช็อปเสร็จ ผมชวนอาจารย์ไปเดินเล่นย่านเมืองเก่า จนไปหยุดอยู่ที่โรงหนังเก่าของยโสธรภาพยนตร์ เพื่อนผมเป็นหลานเจ้าของโรงหนัง ถามกันว่าอยากทำอะไรกับอาคารนี้ไหม เลยถามความเห็นอาจารย์รวีว่า ถ้าทำเป็นอาร์ตสเปซได้ไหม อาจารย์ก็บอกว่าน่าสนใจ
“ยังมี อาจารย์ทอมมี่ และ อาจารย์ฝ้าย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่พานักศึกษามาสำรวจพื้นที่ทำโปรเจกต์ในย่านนี้ เขาเคยใช้โรงหนังเก่าเป็นกรณีศึกษา รวมถึงอาคารในย่านว่า หากต้องการฟื้นฟูอาคารจะทำในรูปแบบไหนได้บ้าง ผมไปปรึกษากับอาจารย์ทั้ง 2 ท่านว่าทำในรูปแบบไหนได้บ้าง พร้อมหาแนวร่วมจากคนรู้จักในช่วงที่ทำ MissAree the Garden ว่า ถ้าจะพัฒนาโรงหนังเก่าเป็นอาร์ตสเปซ สนใจจะมาร่วมด้วยไหม ทุกคนพูดเหมือนกันว่าอยากลองสักตั้ง เพราะมีจุดร่วมเดียวกัน คืออยากทำอะไรสักอย่างกับพื้นที่ตรงนี้”


ลงพื้นที่ พูดคุย หาจุดร่วมความต้องการของในชุมชน
“พอได้คำตอบว่า จะตั้งต้นใช้โรงหนังยโสธรภาพยนตร์ พัฒนาให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมด้านดนตรีและศิลปะ พวกเราก็ตั้งชื่อกิจกรรมกันว่า ‘สิงห์ท่าเธียเตอร์’ เพื่อเชื่อมโยงทั้งความเป็นย่านและโรงหนังเก่า สื่อสารให้ผู้คนได้เข้าใจ สิ่งแรกที่ทีมงานทำคือลงไปหาคนในพื้นที่เพื่อขอความคิดเห็นว่า สิงห์ท่าเธียเตอร์ควรจะเป็นไปในรูปแบบไหน
“กลุ่มแรกที่เราเข้าไปหาคือรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่เขามีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ เขาบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของเด็กในยุคนั้น ตอนเด็ก ๆ เขาอาจจะเข้าไปในโรงหนังไม่ได้ แต่ก็มาวิ่งเล่นกันหน้าโรงหนัง ตกเย็นมาหน้าโรงหนังก็จะมีขนม มีของกินมาขาย คนในชุมชนจะมารวมกัน มันคือพื้นที่ความทรงจำที่เขามีความสุขในวัยเด็ก ทุกคนมารวมกันเล่นกันตรงนี้ ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ เวลาที่เขาเล่าถึง ดวงตาเขาเป็นประกาย เราเลยจับประเด็นได้ว่า สิ่งที่เขาผูกพันในความทรงจำคือความสุข ความสนุก มีแต่ความสุขในพื้นที่ตรงนี้

“อีกรอบหนึ่งเราถามคนรุ่นใหม่ เด็กและเยาวชนอายุ 20 – 35 ปี เราชวนคุยว่าเขาอยากให้เกิดอะไรขึ้นที่นี่ เพราะเด็กรุ่นนี้ไม่ทันในยุคเฟื่องฟูของโรงหนัง พวกเขาเห็นภาพโรงหนังที่ปิดร้าง และพูดไปในทางเดียวกันว่า อยากได้พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ของการแสดงออก พื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมด้านศิลปะ งานดนตรี มีเวิร์กช็อปให้คนมาแลกเปลี่ยนกัน ด้วยตัวเมืองมันสเกลแบบนี้ คนอยู่ร่วมกันแบบนี้ พวกเขาอยากให้เมืองมีชีวิตชีวาด้วยสิ่งที่มีอยู่
“การพูดคุยทำให้เรามีข้อมูลความต้องการของคนทั้ง 2 รุ่น แล้วหาตรงกลางว่าควรจะทำอะไร จึงออกมาเป็นคอนเซปต์ว่า ต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ โดยใช้คำว่า ‘ความทรงจำร่วม’ เรานำความสุขของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่มาผนวกกับความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน จึงตกผลึกว่าจะทำอาร์ตสเปซ โดยใช้พื้นที่โรงหนังเก่าตรงนี้แหละ และเลือกใช้คำว่า ‘สิงห์ท่าเธียเตอร์’ เพื่อให้คำว่าเธียเตอร์ล้อกับโรงหนัง ในส่วนของงานศิลปะไม่ได้มีแค่หนัง แต่มีทั้งงาน Perform อาหารก็ใช่ และเครื่องดื่ม ทำให้เป็นศิลปะทั้งหมด

“คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เราไปคุยก็คือพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ตรงนั้น เราลงไปถามว่าสิ่งที่เขาไม่อยากให้เราทำคืออะไร เขาพูดว่าไม่อยากให้ทำ ๆ หยุด ๆ อยากให้ทำแบบต่อเนื่อง เพราะถ้ามีความต่อเนื่อง จะมีคนเข้ามามากขึ้น ร้านค้าของเขาก็จะขายของได้มากขึ้น เลยเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่สิงห์ท่าเธียเตอร์จะทำ คือจะไม่เข้าไปเบียดชุมชน ถ้าเขาเคยขายอะไร เราจะไม่เอามาขาย อะไรที่ชุมชนมีอยู่ จะพยายามบอกให้คนที่มาไปอุดหนุนชุมชนต่อ การจัดกิจกรรมอาจจะต้องมีการขายเครื่องดื่ม ขายอาหาร แต่เราบอกเสมอว่าเดินออกไปซื้ออาหารในชุมชนได้
“ทำให้เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้เข้ามากอบโกย แต่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แล้วจะพากันไปทั้งหมด ทุกคนต้องได้ประโยชน์ พอเขาเห็นว่าทำแบบนี้ได้ หวังว่าคนอื่น ๆ ที่มีอาคารเก่า หากเล็งเห็นถึงประโยชน์ต่อชุมชน และยินดีเปิดบ้านร่วมพัฒนาย่านไปด้วยกัน
“ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่อปัญหาของทีมงานที่มีต่อพื้นที่ อย่างผมเองรู้สึกว่ายโสธรไม่มีพื้นที่ให้เด็ก ๆ เลย ลูกผม ลูกเพื่อน ต้องไปเรียนดนตรีที่อุบลราชธานีหรือร้อยเอ็ด เราไม่มีบุคลากรในพื้นที่ เด็ก ๆ ไม่มีเวทีให้แสดงออก เพื่อนร่วมทีมอีกคนหนึ่งก็มองว่า เขารู้จักศิลปินของยโสธรเยอะแยะ ทั้งศิลปิน นักวาด ช่างสัก ฯลฯ ทุกคนเอาผลงานตัวเองไปโชว์ตามเมืองใหญ่ ๆ แต่ไม่เคยได้เอาผลงานตัวเองมาโชว์ที่ยโสธร
“คนในทีมอีกคนแลกเปลี่ยนว่า ตอนเป็นเด็กเขาได้ร่วมประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ การที่เขาได้ไปอยู่ตรงนั้นทำให้รู้สึกว่าได้รับการสนใจจากผู้ใหญ่ จังหวะหนึ่งจังหวัดยโสธรก็ไม่มีกิจกรรมอะไรแบบนี้อีกเลย จนวันที่เขากลับมาอยู่ยโสธร เขาอยากให้มีกิจกรรมแบบนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ว่ายังมีผู้ใหญ่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของงานสร้างสรรค์ ยังเล็งเห็นถึงการแสดงออกของเด็กและเยาวชน เพื่อที่ว่าจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะได้ส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป”

สิงห์ท่าเธียเตอร์ Art Space เชื่อมโยงความสุขของทุกวัยในยโสธร
“พอแต่ละคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว เรามองว่าพื้นที่นี้ใช้เป็นศูนย์กลางทำในสิ่งที่อยากทำให้เห็นผลได้ ทุกคนเลยบอกว่า โอเค งั้นเรามาทำโดยเราทำในแบบของเรา ไม่ทำในแบบที่ถนนคนเดินทำแล้วล่ม แต่จะเริ่มต้นจากเรา จากคนให้พื้นที่ แล้วค่อยให้สเกลใหญ่ขึ้น ไปหาจังหวัด เทศบาล หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เล็งเห็น
“พวกเราร่วมหุ้นกันเปิดบริษัท ได้เงินทุนก้อนแรกมา นำมารีโนเวตส่วนหน้าโรงหนังเพื่อให้ใช้งานได้บางส่วนก่อน เราคุยกันว่าสิงห์ท่าเธียเตอร์เองน่าจะรีโนเวตเสร็จเบื้องต้นใช้งานได้ช่วงสงกรานต์ จึงคิดว่าจะเปิดตึก เปิดตัวในช่วงบุญบั้งไฟ โดยทำอีเวนต์ในเทศกาลบุญบั้งไฟประจำจังหวัดยโสธร 4 วัน วันพฤหัสบดี-อาทิตย์ พร้อมกับจัดกิจกรรมที่สิงห์ท่าเธียเตอร์ขึ้นมา และได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเป็นคนมาเปิดงานให้
“ในงานวันแรก เราประกวดคัฟเวอร์แดนซ์ ยกเวทีให้เยาวชนเลย วันที่ 2 ประกวด Miss LGBT เพราะเราอยากให้คุณค่าของคนกลุ่มนี้ ไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งก็คือเราจัดขบวนไพรด์ในขบวนแห่งบุญบั้งไฟ เพราะยโสธรมีขบวนนางรำที่ทั้งขบวนเป็น LGBT และยังมีน้อง ๆ ที่แข่งคัฟเวอร์แดนซ์ในวันพฤหัสบดีไปร่วมโชว์ในขบวนบุญบั้งไฟ มีขบวนนางงามที่ประกวดในคืนวันศุกร์ มีขบวนนางรำ มีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด มีผู้พิการมาร่วมขบวน กลายเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มารวมกันตรงนี้ได้หมด

“พอวันเสาร์-อาทิตย์ ข้างในสถานที่นี้เราปรับใหม่หมด เป็นแกลเลอรี เป็นเวิร์กช็อป แล้วข้างนอกแสดงดนตรี คนที่เป็นเฮดหลักตอนนั้นมองว่า ไหน ๆ จะทำเรื่องความหลากหลายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นดนตรีก็ต้องหลากหลาย ใช้ดนตรีแนวเดียวไม่ได้ มีตั้งแต่โฟล์ก สตริง แจ๊ส เฮฟวี่เมทอล มีดีเจที่ดีดพิณไปด้วย สแครชแผ่นไปด้วย มันเลยมีความหลากหลายให้คนเสพ พอโปรเจกต์นี้เสร็จ ทุกคนได้รับรู้ว่า สิงห์ท่าเธียเตอร์คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง และกลายเป็นที่พูดถึง”

เพื่อนคือพลัง
หลังจากจัดงานครั้งแรกสำเร็จ พลและทีมก็จัดงานในพื้นที่เดิมซ้ำอีก 2 หน ในคอนเซปต์ที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อฟังเขาเล่าถึงตรงนี้ก็คือ อะไรขับเคลื่อนให้เขาและทีมทำสิ่งนี้กันต่อเนื่อง ระหว่างทำงานมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และพวกเขามีวิธีข้ามผ่านความท้าทายนั้นไปได้อย่างไร พลตอบกับเราว่า
“ตอนนี้การทำงานของพวกเราเป็นลักษณะของจิตอาสา พูดได้เลยว่า ทุกคนที่มาร่วมกันจัดงาน 3 ครั้งที่ผ่านมามาด้วยใจ ไม่มีค่าตัว เลยเป็นคอนเซปต์ว่า เวลามีคนมาถามว่าจะจัดอีเวนต์อีกเมื่อไร เราก็จะตอบว่า ช่วงที่ทีมงานสะดวก เพราะแต่ละคนมีภารกิจไม่เหมือนกัน จึงต้องรอให้ทุกคนว่างตรงกัน ถึงจะจิ้มว่าจัดงานในช่วงนั้นได้ เพราะทุกคนว่าง ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะต้องจัดวันนั้นวันนี้ เพราะมีคนบอกให้จัด

“งานแรก เราวางแผนงานและประเมินงบโดยมองเป็นค่าเวที ค่าสตาฟ ค่าผลรับรองร้านค้าหรือเวิร์กช็อป ค่าที่พักสำหรับศิลปิน พ่อค้าแม่ขายที่เดินทางมาร่วมงานกับเรา พอเราได้งบคร่าว ๆ เราไปขอการสนับสนุนจากห้างร้านในพื้นที่ ได้มาคนละเล็กคนละน้อย แต่ทำให้เราเห็นว่าคนในพื้นที่ให้ความสนับสนุนกิจกรรมของลูกหลาน เขายังเล็งเห็นการทำกิจกรรมของเราอยู่ มีคนที่สนับสนุนเราเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า ตอนที่ไปของบสนับสนุน เขายังนึกภาพไม่ออก แต่เดี๋ยวปีหน้าว่ากันใหม่ เพราะเขารู้แล้วว่าพวกเราจะทำอะไร
“ผู้ใหญ่บางท่านก็ถามว่า ตั้งงบไว้เท่าไร เรตแพงสุดคืออะไร เขาจะช่วยเท่านั้น มีมุมมองจากผู้ใหญ่ที่เราเข้าไปขอรับการสนับสนุนและนำมาใช้เป็นข้อคิดในการจัดงานครั้งต่อ ๆ ไป แต่เราคุยกันไว้แล้วว่า การจัดงานแต่ละครั้งขอสปอนเซอร์แบบนี้ทั้งปีไม่ได้ มันต้องมีกิจกรรมที่เลี้ยงตัวเองได้ด้วย
“ตอนนี้ยังไม่ได้มีรายได้หลักเข้ามา แต่มีการให้ใช้พื้นที่ มีน้องที่ทำสโลว์บาร์มาขอเช่าพื้นที่และจ่ายค่าเช่า แต่ก็ยังไม่ได้มาก ใช้เป็นลักษณะว่า เขามาช่วยเปิด-ปิดอาคารให้ ช่วยทำความสะอาดให้ มีค่าน้ำ-ค่าไฟให้นิดหน่อย มันส่งเสริมกันว่าแทนที่จะใช้พื้นที่แค่ในช่วงที่มีกิจกรรม กลายเป็นว่าอาคารได้เปิดใช้ทุกวัน พอจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เราเริ่มมีการเก็บค่าบูทเหมือนเป็นค่าพื้นที่ และจำหน่ายเครื่องดื่ม ของที่ระลึก ของสิงห์ท่าเธียเตอร์เอง เลยมีรายได้เข้ามา แต่ไม่ได้เหลือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จะนำมาใช้รีโนเวตอาคารต่อได้ เราเลยต้องหาช่องทางอื่น

“เรามองไปถึงการขอรับการสนับสนุนคู่ขนานกัน อยากทำเพิ่มเพื่อให้อาคารใช้งานได้มากกว่านี้ อย่างในส่วนของพื้นและห้องน้ำ ตอนนี้อาคารไม่มีห้องน้ำ เราส่งโครงการเข้าประกวด Creative Cultural District ซึ่งเข้ารอบ 1 ใน 3 จังหวัดเขตภาคอีสาน และติด 1 ใน 12 พื้นที่ของประเทศ กำลังลุ้นอยู่ว่าผลจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้อาจจะมีการจัดขายโต๊ะหรือขายบัตรในราคาสูงกว่าปกติ เพื่อนำมาใช้ระดมทุนในการต่อเติมอาคาร สุดท้ายแล้ว เมื่ออาคารเสร็จทั้งหมด มันจะใช้ประโยชน์ในการเช่าพื้นที่จัดกิจกรรม จัดอีเวนต์ได้ มีร้านค้าของเราเองที่ขายของที่ระลึกหรือขายเครื่องดื่ม และมีนิทรรศการที่จะหมุนเวียนไป ตามตารางที่เราวางไว้ใน Year Plan
“ระหว่างการทำงาน เรายอมรับว่าอาจจะมีการขุ่นมัวในช่วงเหนื่อย ๆ กันบ้าง พอแต่ละคนมองหน้ากัน แล้วเห็นเพื่อนเราอยู่ตรงนั้น ทุกคนบอกแค่เห็นเพื่อนมาอยู่ด้วยกัน เห็นทีมงานมาอยู่ด้วยกัน ใจมันก็ชื้น พร้อมที่จะทำต่อ อะไรที่ไม่เป็นไปตามแผน พอมีเพื่อนอยู่ตรงนั้นก็ช่วยกันปรับได้หมด
“ข้อดีอีกอย่างของทีมก็คือเวลามีอะไร เราพูดกันตรง ๆ ทะเลาะกันในงานแล้วจบ เข้าใจว่าเกิดปัญหาแบบนี้ ครั้งต่อไปวิธีที่จะไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดจะต้องทำยังไง พวกผมใช้คำว่า ‘หยุมหัวกัน’ แต่จบแล้วก็คือจบแล้วไปกันต่อ ไม่ปล่อยให้คาราคาซัง หรือค้างคาใจกัน เหมือนได้คนที่มีสไตล์การทำงานคล้ายกันมาอยู่ด้วยกัน จึงมีความเข้าใจในบริบทของการทำงาน ความจริงจัง ความกังวลเวลางานไม่เป็นไปตามแผน แต่พวกเราก็พร้อมสนับสนุนกันเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราก็คือเพื่อนกัน”

ฝันไกล ๆ ในแบบสิงห์ท่าเธียเตอร์ และ Key of Success ที่แท้จริงคือผู้คนในย่าน
หลังจากเดินชมเมืองเคล้าบทสนทนากับพลมาเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็เดินย้อนกลับมาถึงหน้าโรงหนังยโสธรภาพยนตร์อีกครั้ง เราถามพลว่า ฝันไกล ๆ ของพวกเขาในตอนนี้กับโปรเจกต์สิงห์ท่าเธียเตอร์คืออะไร และเขาคิดว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ไปถึงยังฝันนั้น พลนิ่งคิดสักครู่ ก่อนบอกกับเราว่า
“เราแค่อยากทำอะไรกับตรงนี้ อยากให้ยโสธรมีอะไรขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่แค่เป็นเมืองผ่าน ทีมงานนั่งคุยกัน เราเริ่มต้นโปรเจกต์สิงห์ท่าเธียเตอร์ตอนเดือนกรกฎาคมที่จุดประกายว่าอยากทำ และเริ่มคุยกันตอนสิงหาคม อีเวนต์แรกคือพฤษภาคม และวันนี้เรามีชื่อติด 1 ใน 12 ของ CCD ถือว่าพวกเรามาค่อนข้างไกล และเร็วเกินที่คาดไว้เยอะมาก
“สิ่งที่อยากให้สิงห์ท่าเธียเตอร์เป็น เราอยากให้เวลาที่คนนึกถึงยโสธร ให้นึกถึงเรา มาหาเรา และเราเป็นตัวเชื่อมไปสู่สิ่งอื่น ๆ ในยโสธร เราอยากจะลิงก์ไปถึงตัวย่านเอง ตัวชุมชนเอง อาหาร ประเพณี หรืออะไรอีกมากมาย เราอยากให้เกิดความสร้างสรรค์และพื้นที่สร้างสรรค์ที่เป็น Public Space ให้คนมีเวที ให้ได้มาเจอกัน เพราะการมี Public Space หมายถึงการที่คนในพื้นที่จะออกมาใช้ เขาจะได้เจอกัน พอได้เจอกันก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนจนกลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ต่อยอดได้มากมายให้กับยโสธร

“เราแค่อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านมาทำอะไร ให้เห็นว่าพวกเรากลับมาแล้วรวมตัวกันทำบางอย่างได้ ไม่ใช่แค่ต้องรอจากภาครัฐโยนลงมา ถ้าวันหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีเปลี่ยน นโยบายก็จะเปลี่ยน แต่ถ้าเรารวมกลุ่มกัน เราทำพื้นที่ตรงนี้ได้ ไม่ว่าส่วนราชการ การเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ตรงนี้จะยังเป็นแกนให้ชุมชนไปต่อได้
“สิ่งที่เราอยากให้สิงห์ท่าเธียเตอร์เป็น คือพื้นที่ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจ ให้คนมองเห็นว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พร้อมให้โอกาสกับเด็กและเยาวชนเสมอ มีพื้นที่ให้คุณแสดงศักยภาพโดยไม่ถูกตัดสินว่าไม่ดี ผิด หรือไม่เหมาะสม คุณใช้พื้นที่ตรงนี้ได้โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยงในการรังสรรค์สิ่งสร้างสรรค์และดึงคนออกจากหน้าจอ ออกจากยาเสพติด ให้มาทำกิจกรรมนอกบ้านที่สร้างสรรค์ และทำให้เขาเกิดความภูมิใจในตัวเอง เมื่อเขาภาคภูมิใจในตัวเองแล้ว เขาจะไม่ทำผิด ช่วยลดปัญหาสังคมได้ในระดับหนึ่ง

“เป้าหมายที่เรามองมันเรียบง่าย เราไม่ได้มาทำตรงนี้เพราะอยากรวย คุยกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า สุดท้ายถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ ไปต่อได้ รายได้ที่งอกเงยก็จะกลายเป็นจุดตั้งต้นให้ทำพื้นที่อื่นต่อไป อาคารหลังใหม่ ย่านใหม่ เพื่อทำให้มีการออกแบบเมืองที่สร้างสรรค์สำหรับคนในพื้นที่และคนในชุมชน
“สิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายต่าง ๆ ที่กล่าวมา สุดท้ายแล้วก็คือคน คนที่อยู่ตรงนั้น คนที่อยู่ในชุมชน คนที่อยู่ในพื้นที่ ว่าจะมองเห็นสิ่งที่เราทำและกล้าเข้ามาร่วมไหม ต่อให้ตั้งใจทำแค่ไหน แต่ถ้าชุมชนหรือคนในพื้นที่ไม่ได้มองเห็นความสำคัญของการทำพื้นที่แบบนี้หรือการมีอยู่แบบนี้มันก็ไปต่อไม่ได้ คนแค่กลุ่มเดียวยากที่จะเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไร แต่ก็คาดหวังว่าเราจะเป็นหัวเชื้อในการเปลี่ยน เพื่อทำให้เห็นว่า การที่เรามารวมกลุ่มกันอย่างตั้งใจทำจริงมันทำได้
“พวกเราคุยกันว่า ถ้าเราไม่ทำ ใครจะทำ ทุกคนเหมือนมีสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ คือทำไมทำถนนคนเดินให้เกิดไม่ได้ เพราะทำไม่เต็มที่ หรือเพราะศักยภาพของพื้นที่ไม่เอื้อ สิ่งที่ในทีมคุยกันคือ ถ้าพวกเรารวมตัวกัน ทำเต็มที่แล้วแต่ไปต่อไม่ได้ อย่างน้อยพวกเราจะไม่มีอะไรติดค้างในใจ”

ทุกคนในบ้านคือ End Credit ที่ต้องขอบคุณ
เหมือนกับว่าบทสนทนาจะปิดจบลงอย่างงดงามแล้ว แต่พลก็เติมความสมบูรณ์ให้กับเรื่องราวที่เขาเล่ามาทั้งหมดเป็น End Credit ว่า
“อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงก็คือ สุดท้ายแล้วสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นแบบนี้ ต้องยกเครดิตให้คุณพ่อคุณแม่ผม ด้วยพื้นฐานครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างทำเพื่อสังคม เขามีธุรกิจ แต่มีความสุขที่ได้ทำให้สังคม อย่างตอนนี้คุณแม่เกษียณจากงานประจำแล้ว ก็ยังไปร่วมงานกับกาชาด เขามีความสุขที่ได้ออกไปช่วยเหลืองานคนอื่น เราเลยซึมซับมา และเข้าใจว่าธุรกิจก็ส่วนหนึ่ง สิ่งที่เราทำก็ส่วนหนึ่ง แม้จะไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ครอบครัววางรากฐานทางธุรกิจไว้ให้หล่อเลี้ยงและเรามาสานต่อได้ เพื่อให้เรามีสภาพคล่องในการปลีกตัวมาทำงานเพื่อสังคม
“อย่างครอบครัวผม ภรรยาก็เป็น Back up ให้ตลอด เขารู้ว่าเราอยากทำ เขาพร้อมสนับสนุน ถ้าพ่อแม่และครอบครัวไม่ได้หล่อหลอมหรือสนับสนุน เราคงมาไม่ได้ไกลถึงขนาดนี้”

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Facebook : สิงห์ท่าเธียเตอร์ – Singh Tha Theatre
