28 พฤษภาคม 2025
2 K

“แรก ๆ ที่เห็นลวดลายของลาว ผมรู้สึกว่ามันดูไม่สวยไม่งามเหมือนลายไทยที่มีกนก 3 ตัว ตอนแรกต่อต้านมาก แต่พอศึกษางานของลาวลึกลงไปเรื่อย ๆ สัมผัสได้ว่าลวดลายลาวมีอิสระสูง เขาออกแบบลวดลายเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ กล่าวคือ ลวดลายต่อกันไปแบบหนึ่ง แต่พอมีพื้นที่จำกัด ก็จะปรับเปลี่ยนลายให้สอดคล้องกับพื้นที่อย่างลงตัว เขาแก้ปัญหาได้ดี สนุก ไม่ซ้ำ และไม่เป็นแพตเทิร์นเดิม” ช่างรอนกล่าวกับเรา

เส้นทางชีวิตมนุษย์แต่ละคนนั้น แม้จะมีแพตเทิร์นเดียวกัน คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรม หากรายละเอียดยามที่ยังมีลมหายใจนั้นเป็นปัจเจก ตามการกระทำ เหตุ ปัจจัย ลิขิต และวาสนา

รอน-พสิษฐ์ แสงโสดา คืออดีตเด็กบ้านนอกที่เกิดในอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู อำเภอเล็ก ๆ เงียบ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านแทบจะร้อยละ 90 ทำอาชีพเกษตรกรรม ห่างไกลและแทบเป็นไปไม่ได้เลยกับการที่ใครสักคนในหมู่บ้านลับหลืบเขาจะก้าวสู่การเป็นอดีตเจ้าหน้าที่โครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้งานลงยาสี สถาบันกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง

อย่างไรก็ดี หลังชะตาชีวิตจับเขาเหวี่ยงให้ห่างจากบ้านเกิด แต่ท้ายที่สุดรอนเลือกที่จะเดินทางกลับบ้าน

นับจากวินาทีนั้น แสงแห่งความรู้ความสามารถชั้นครูศิลป์ระดับช่างทองหลวงที่รอนมีก็เริ่มส่องแสงทอประกายขึ้นบนอำเภอเล็ก ๆ ก่อเกิดความหวังทางอาชีพให้กับผู้คนในพื้นที่ ช่างรอนจึงเปรียบประดุจเพชรเม็ดเอกของจังหวัด ผู้ช่วยสร้างสรรค์สังคมด้วยแนวคิดอันดีงาม ผ่าน ‘แหล่งเรียนรู้โฮงคำสุวรรณเชษฐา’ ที่เขาก่อสร้างขึ้น และผ่านผลงานศิลปะเชิงช่างชั้นครูของเขา ทำให้จังหวัดหนองบัวลำภูมีอัตลักษณ์ทางศิลปะเป็นของตัวเองมาจนวันนี้

ท่ามกลางอาคารที่สวยงามตามแบบศิลปะล้านช้างของแหล่งเรียนรู้โฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ ของว่างและเครื่องดื่มรับรองเป็นข้าวต้มมัดจัดใส่ชะลอมไม้ไผ่สานทรงกลม เหน็บฝาด้วยปิ่นดอกรัก พร้อมน้ำเก๊กฮวยที่มีปลาตะเพียนสานใบเตยวางไว้ด้านบนน้ำแข็ง ก็วางลงเบื้องหน้าทีมงาน The Cloud สะท้อนถึงความสุนทรีย์และละเมียดละไมของผู้เป็นเจ้าบ้านที่ยินดีต้อนรับผู้มาเยือน

ไม่นานจากนั้นบทสนทนาจึงเริ่มขึ้น เรื่องราวลวดลายแห่งชีวิตของช่างรอน ผู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดอย่างมีศิลปะก็เริ่มร้อยเรียงรจนาสู่เรา

จากเด็กที่วิ่งเล่นในวัดบ้านนอก สู่การเป็นครูช่างทองหลวง

“สมัยเด็ก ประมาณ ป.4 – ป.5 ผมชอบไปวิ่งเล่นที่วัดกับเพื่อน ใจจริงคือไปรอกินน้ำใบเตยที่แม่ต้มถวายพระ เป็นเด็กก็คิดได้เท่านั้น พอเรียนจบ ป.6 ขอแม่บวชเป็นเณรและไปบวชเรียนที่กรุงเทพฯ กับหลวงตาพร้อมเพื่อน

“ผมบวชเรียนอยู่ที่วัดอินทารามวรวิหาร ฝั่งธนบุรี จนจบเปรียญธรรม 3 ประโยค พออายุ 18 มีศิษย์วัดคนหนึ่งที่ไปเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ วิทยาลัยในวังชาย มาแลกเปลี่ยนว่าเรียนที่นั่นดี ผมซึ่งอยากเรียนศิลปะอยู่แล้วจึงไปสมัคร ตอนไปเรียนยังเป็นเณรอยู่เลย เป็นหลักสูตร 1 ปี สอนเกี่ยวกับช่างสิบหมู่โดยตรง ผมเรียนช่างเขียน พอเรียนจบก็ได้รับพระราชทานเกียรติบัตรจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันนั้นมีสถานศึกษาในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระองค์มาจัดแสดงนิทรรศการ เราไปเห็นผลงานของกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวงแล้วสนใจ จึงสมัครและเรียนจนจบปริญญาตรี

“กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง เป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดใหม่ จึงต้องการบุคลากรมาช่วยสอนรุ่นต่อ ๆ ไป ผมคือ 1 ใน 3 คนในรุ่นที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นครู แต่ต้องเรียนต่อปริญญาโทควบคู่ไปกับการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โครงงานวิจัยพัฒนาองค์ความรู้งานลงยาสีร้อน (Enameling Project Research) ซึ่งไปเก็บข้อมูลทั่วประเทศเลยนะ

“ผมทำงานอยู่ตรงนั้น 5 ปี กระทั่งเชี่ยวชาญการทำงานทอง เพราะกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง เป็นสถาบันที่รวบรวมช่างทองจากทั่วประเทศ ด้วยความที่เป็นสถาบันเปิดใหม่จึงเชิญครูมาจากหลายที่ เช่น ภาคใต้ เชิญครูช่างที่เชี่ยวชาญด้านงานถมเงินถมทอง ครูช่างทองเพชรบุรี ครูช่างทองสุโขทัย และบริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด เข้ามาช่วยกันเขียนหลักสูตร นี่คือเส้นทางชีวิตของผมจากวัยเด็กจนถึงการทำงานเป็นครูสอนช่างทองหลวง”

ลาออกมาเปิดบ้านนายช่างทอง และเป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืน

“ทำงานมา 5 ปี ถึงรู้ว่าไม่ชอบระบบราชการที่ต้องตื่นเช้า เข้างานกี่โมง ออกกี่โมง ถ้ารับราชการเราคงเอาตัวรอดแค่คนเดียว แต่ยังมีน้องอีก 2 คนที่เรียนจบ ม.6 แล้วไม่ได้เรียนต่อที่เราเป็นห่วง คิดว่าลาออกจากงานมาเปิดแบรนด์ของตัวเองดีกว่า ไปขอลาออกอยู่ 3 ครั้งอาจารย์ถึงยอม

“ผมเปิดร้านชื่อ ‘บ้านนายช่างทอง’ ที่สี่แยกคอกวัว เพราะอยากให้คนเข้ามารู้สึกเหมือนมาบ้านเพื่อน ไม่จำเป็นต้องมาซื้อสินค้า แค่มานั่งคุยกันก็ได้ และอีกอย่างเพราะเราเป็นช่างทอง ปีแรกทำงานตามออร์เดอร์ กระทั่ง พ.ศ. 2556 พี่สาวแต่งงาน เลยคิดทำเครื่องประดับขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญ ทำตั้งแต่ทับทรวง พาหุรัด ปั้นเหน่ง แหวนรอบ แหวนตั้ง ลูกไม้ปลายมือ ลูกสน ปะวะหล่ำ กำไล ใส่เครื่องแบบเต็มยศเลย

“พอพี่สาวแต่งงานเสร็จ พอดีไปรู้จักน้องเจ้าของร้านชุดแต่งงานที่ขอนแก่น เลยให้เขาเอาเครื่องประดับให้ดาราใส่ถ่ายรูปลงนิตยสาร I Do พอถ่ายเสร็จโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กแล้วดังในชั่วข้ามคืน คนโทรมาสั่งจองเยอะมาก

“ด้วยกำลังการผลิตน้อยแต่ออร์เดอร์เยอะเกินกำลัง ทำให้ความรู้สึกที่อยากจะสร้างสรรค์งานหมด ไม่สนุกแล้ว ผมเลยออกกฎใหม่ว่า เครื่องประดับแต่ละชุดจะตั้งชื่อตามคนที่สวมใส่คนแรก แต่ละชุดจะทำแค่ 10 เซต และไม่กลับไปทำงานเซตก่อน ๆ ด้วยเกณฑ์นี้ทำให้งานเราขายหมดในระยะเวลาอันสั้น ส่วนเราก็สนุกกับการทำงาน บอกได้เลยว่าผมเป็นคนแรกและแบรนด์แรกที่นำทองโบราณมาทำผ่านทองเหลืองให้คนจับต้องได้”

กลับบ้านเพราะพ่อชวนกินข้าว

จากที่ช่างรอนเล่ามา ชีวิตในกรุงเทพฯ ของเขาก็น่าจะสนุกกับการสร้างสรรค์ชิ้นงาน แต่อะไรพาเขากลับบ้าน

“ด้วยความที่เราโตที่กรุงเทพฯ ไม่มีความผูกพันกับหนองบัวลำภูเลย พอ พ.ศ. 2560 ผมกลับบ้านช่วงเดือนพฤษภาคมและไปนากับพ่อ นอนดูพ่อทำงาน เห็นว่าพอเขาดำนาเสร็จแล้วก็เดินไปเดินมาเพื่อเก็บผักมาทำต้มปลา ทำเสร็จพ่อก็เอาพาข้าวมาวางแล้วบอกว่า ‘หำกินข้าว’ คำที่พ่อเอิ้นเรากินข้าวมันตำหัวใจเลย ทำนาก็เหนื่อยแล้ว พ่อยังจะทำกับข้าวให้กินอีก

“ตรงนั้นแหละที่เสียงในใจดังก้องขึ้นมาว่า ‘กลับบ้านเถอะ’ แต่ก็มีคำถามต่อนะว่าจะกลับมาทำไม เราก็ตอบคำถามนั้นว่า กลับมาสร้างบ้านก็แล้วกัน”

ปล่อยแสงแสดงความสามารถ สอดแทรกงานศิลป์ผ่านพิธีกรรมและงานประเพณี

“ปีแรกที่กลับมาบ้านได้ 7 วัน หลวงพ่อเจ้าอาวาสมรณภาพ ผมเลยมีเวทีให้แสดงศักยภาพ โดยเลือกนำงานศิลปะมาสอดแทรกในงานหลวงพ่อเจ้าอาวาสนี่แหละ จากที่ชาวบ้านมีงบอยู่แค่ 15,000 บาท เราบอกว่าไม่เป็นไร แต่มีชาวบ้านเยอะแค่ไหนให้ไปเกณฑ์มาช่วยกันลงแรง

“ผมเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยจัดงาน เริ่มตั้งแต่คั่วข้าวตอก 10 กระสอบ เอามาร้อยเป็นพวง ทำเป็นม่าน ทำดอกผึ้ง เอาเทียน เอาขี้ผึ้งมาตุ๋นแล้วทำเป็นดอกเทียนเป็นหมื่น ๆ ดอก ใช้เวลาเตรียมงาน 49 วัน จนถึงวันงาน 100 วัน พอจัดงานเสร็จชาวบ้านก็ทึ่งว่าจัดงานออกมาได้อย่างไร และเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมทำมากขึ้น ทำให้ผมเป็นที่รู้จักในอำเภอ

“จากงานครั้งนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของงานศิลปะ คือการสอดแทรกงานศิลป์ผ่านประเพณี พอคิดได้ก็เริ่มทำมาเรื่อย ๆ จนทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเห็น เขาถามเราว่าทำไมถึงเอาลวดลายเหล่านี้มาใช้ เอามาจากไหน เราก็บอกว่า เอามาจากวัดถ้ำสุวรรณคูหา เป็นลายที่ประดับบนเจดีย์ แต่ด้วยความที่คนอีสานมีข้อห้ามเรียกว่า ‘ขะลำ’ คือการเอาลวดลายบนเจดีย์มาใส่ลงบนผ้าแล้วนำมานุ่งห่มบนตัวนั้นเป็นบาป

“เราค่อย ๆ สอดแทรกไปทีละน้อย เริ่มจากนำลายไปอยู่บนตุงที่ใช้ประดับงานก่อน แล้วขยับมาบนเสื้อยืด ทำไปเรื่อย ๆ จนชาวบ้านเริ่มคุ้น และผลงานเหล่านี้ก็เริ่มมีชื่อเสียงในระดับจังหวัด”

จากบ้าน สู่แหล่งเรียนรู้โฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ

“อย่างที่เล่าไปว่าตั้งใจกลับบ้านมาสร้างบ้าน ผมประทับใจ ‘บ้านจิม ทอมป์สัน’ แถวมาบุญครอง อยากได้มาเป็นแบบบ้าน จ้างช่างเขียนแบบแล้ว ปรากฏว่าน้องที่เขียนแบบหายไป เราเลยหานักออกแบบคนใหม่และได้ไปเจอกับ กรรณ สุวรรณโณ

“ด้วยฤกษ์ที่วางไว้ เหลือเวลาในการออกแบบอีกแค่เดือนเดียว น้องกรรณบอกว่า ถ้าให้ออกแบบเรือนไทยให้พี่ที่อีสาน ผมไม่ทำนะ แต่ถ้าทำเป็นสถาปัตยกรรมลาวเป็นล้านช้าง ผมจะทำให้ เราเลยตอบตกลงทั้งที่ไม่มีความรู้

“ทีนี้จึงเริ่มศึกษาว่าล้านช้างคืออะไร ที่อำเภอสุวรรณคูหามี ‘วัดถ้ำสุวรรณคูหา’ สร้างในสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ราว พ.ศ. 2106 พอเริ่มศึกษาก็เริ่มชอบความเป็นล้านช้าง แต่ทีนี้อาคารที่สร้างมีข้อจำกัดก็คือเราดันไปใส่ช่อฟ้า-ใบระกาที่เกินกว่าขนบการสร้างบ้าน จึงไปสอบถามพระอาจารย์ว่าทำบ้านในรูปแบบนี้ได้ไหม พระอาจารย์ตอบกลับมาว่า ทำเป็นบ้านไม่ได้ แต่ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ได้

“คำว่าแหล่งเรียนรู้นี้มีที่มา ระหว่าง พ.ศ. 2556 เรื่อยมา ผมเปิด ‘โครงการต้นกล้าช่างทอง’ เพราะอยากส่งต่อองค์ความรู้ที่มีให้ผู้คน ครั้งแรกเปิดสอนฟรี แต่คนที่มาเรียนไม่ค่อยใส่ใจ ขาดบ่อย อ้างติดธุระโน่นนี่ เหมือนว่าพอเป็นของฟรีแล้วไม่มีคุณค่า เลยปรับเป็นหลักสูตรแบบเก็บค่าเรียน หลักสูตรแรก 3 วัน 7,500 บาท และถัดจากนั้นเป็น 10 วัน 30,000 บาท จนถึงวันนี้เปิดสอนมาได้ 27 รุ่น พอเปิดรับสมัครก็มีนักเรียนลงเต็มทุกรุ่น เดี๋ยวนี้หากเห็นงานทองโบราณปรากฏอยู่ตามร้านชุดแต่งงานหรือร้านทองในปัจจุบัน ส่วนมากก็เป็นผลงานของลูกศิษย์ในโครงการนี้

“พอสร้างอาคารเสร็จหลังหนึ่ง เราก็เริ่มทำโปรเจกต์การเรียนรู้ในพื้นที่ ทำอยู่ 2 – 3 ปี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมาเห็น จึงตั้งให้เป็นบ้านศิลปินก่อนใน พ.ศ. 2563 จากนั้นพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ โดยผมตั้งชื่อว่า ‘โฮงคำสุวรรณเชษฐา’ แปลว่า ‘พี่ชายที่เป็นช่างทองทำโรงทำทองแห่งนี้’ แล้วก็ขยับขึ้นมาเป็นวิชชาลัยแห่งที่ 4 ของจังหวัด”

แรงบันดาลใจจากศิลป์สมบัติในวัดถ้ำสุวรรณคูหา

“วัดถ้ำสุวรรณคูหากับผมผูกพันกัน เพราะเป็นวัดประจำหมู่บ้าน เดิมทีผมอยู่อีกหมู่บ้านชื่อ บ้านนาสี ซึ่งเป็นหมู่บ้านของข้าโอกาสของวัดถ้ำสุวรรณคูหาตามข้อมูลในจารึก คำว่า ‘ข้าโอกาส’ หมายถึง กลุ่มคนที่กษัตริย์ล้านช้างถวายไว้ให้ทำหน้าที่ปรนนิบัติพระสงฆ์และคอยดูแลความเรียบร้อยของวัด ในหมู่บ้านผมมีเฒ่าจ้ำ มีหมอผี คอยนำชาวบ้านจัดพิธีกรรมและอุปัฏฐากวัด

“การที่ผมเรียนช่างเขียนมาก่อน ก็เลยดูลวดลายงานปั้น-ลายคำต่าง ๆ เป็น สมัยก่อนลวดลายที่วัดถ้ำสุวรรณคูหายังปรากฏไม่ชัด แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า ปูนขาวที่มีคนนำมาฉาบทับของเดิมไว้ร่อนออก เผยให้เห็นลวดลายเดิมที่มีทั้งการแต้มสีด้วยชาดและลงรักปิดทอง จนรู้ว่าศิลปะในวัดแห่งนี้เป็นฝีมือช่างหลวงแน่นอน จึงไปคัดลอกไว้

“พวกผมคือกลุ่มคนที่เก็บรวบรวมข้อมูลลวดลายเชิงศิลปะที่วัดถ้ำสุวรรณคูหาเอาไว้เยอะที่สุด ทั้งภาพถ่ายและการคัดลอกลาย ปัจจุบันบางอย่างหายไปเพราะโดนอากาศหรือความชื้น แต่พวกผมเก็บบันทึกไว้ทัน

“นอกจากนี้ จากประสบการณ์การเรียนและทำงานเป็นครูช่างทองหลวง ทำให้ทราบถึงขนบปฏิบัติของคนสมัยก่อนว่า หากสร้างวัดโดยกษัตริย์ จะถวายศาสตราวุธเพื่อเป็นพุทธบูชา จึงเริ่มสืบว่ามีจริงไหม ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตอน พ.ศ. 2538 มีเครื่องสัมฤทธิ์แตกอยู่ที่วัด เราเข้าไปดูและเจอพานที่รูปทรงมีลักษณะไวยากรณ์ของพานแบบลาว ผมไปถ่ายรูปและเก็บข้อมูลไว้แล้วก็สืบถามต่อไปว่า ถ้ามีเครื่องใช้พวกนี้จะต้องมีอาวุธด้วย ปรากฏว่ามีจริง ๆ อยู่กับหมอธรรมประจำหมู่บ้าน

“พอเจอชิ้นงานเก่าพวกนี้ เราเลยเริ่มศึกษาไวยากรณ์ของชิ้นงาน ถ่ายรูปและคัดลอกลวดลายของลาวเอาไว้ และไปศึกษาเพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในแต่ละยุคสมัย เมื่อข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ตกผลึก ผมก็ดึงเอาลวดลายที่คัดลอกไว้มาเป็นแรงบันดาลใจสร้างสตอรีในการทำงาน แต่ยังยึดของเดิมไว้ก่อน เพื่อให้ไม่ลืมรากว่ามาจากไหน”

จากลายคำในวัดถ้ำสุวรรณคูหา สู่ผ้าจ้ำคำ สินค้าประจำจังหวัดหนองบัวลำภู

“เมื่อก่อนโฮงคำทำลวดลายบนผนังด้วยเทคนิคจ้ำคำ ใช้ทองคำเปลวทำเลย พอมีแขกหรือมีคนมาชมก็บอกว่า คุณก็ทำได้สิ เพราะคุณเป็นคนมีเงิน แล้วชาวบ้านจะทำได้ยังไง

“คำว่า ‘จ้ำคำ’ หมายถึงการนำสีทองมาจิ้มลงบนพิมพ์ฉลุเพื่อให้เกิดลวดลาย คำว่า ‘จ้ำ’ แปลว่า จิ้ม ในอาคารหอสุธามาลัย ซึ่งก่อสร้างโดย ดร.สุธาสิณี นิติสาครินทร์ ผู้ให้ทุนในการก่อสร้างเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่งานช่างสิบหมู่ให้เยาวชน พวกผมประดับด้วยลายจ้ำคำทั้งหมด โดยใช้สีทาบ้านทำ

“วันหนึ่ง บังเอิญมีผ้าขาวม้าผืนหนึ่งที่ผมใช้แล้วเป็นสีดำกับสีแดง น้องที่อยู่ด้วยกันเห็นเลยทดลองใช้เทคนิคจ้ำคำทำทับลงบนผ้าขาวม้า พอทำเสร็จก็ถ่ายภาพแล้วโพสต์เล่น ๆ ปรากฏว่ามีลูกค้าในเฟซบุ๊กขอซื้อ จากผ้าขาวม้าผืนละ 150 บาท ขายได้ผืนละ 1,000 บาท ลูกค้าสั่งเยอะมาก แล้วก็ลองจ้ำคำลงบนเสื้อยืด

“ทางจังหวัดมาเห็น เขาก็ถามว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เราอธิบายว่ามาจากลวดลายที่วัดถ้ำสุวรรณคูหา จากนั้นเขาก็ช่วยผลักดันลายจ้ำคำจนกระทั่งได้รางวัล Seaport ของกระทรวงวัฒนธรรม และประกาศให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาดั้งเดิมประจำจังหวัดหนองบัวลำภู ประจำ พ.ศ. 2566

“มาปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันเลยบอกว่า ควรโปรโมตเรื่องลายจ้ำคำให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดเพราะเพิ่มมูลค่าได้จริง แล้วขั้นตอนการทำงานนะ ง้าย ง่าย (เน้นเสียง) อย่างสีที่ใช้ก็ใช้สีอะคริลิกทาบ้าน ผมเลือกใช้สีอะคริลิกยี่ห้อ Hato เพราะให้สีทองที่ไม่หลอกตา ชาวบ้านก็ถามว่าสีจะไม่หลุดเหรอ เราก็ตอบไปว่าไม่หลุด ขนาดทาบ้านสียังไม่หลุดเลย ลวดลายผ้าที่จ้ำลงไปจะไม่แตกด้วย ไม่เหมือนสีสกรีน 

“วิธีการจ้ำคำ คือใช้แผ่นใสที่ใช้ทำปกรายงานมาแกะเป็นลวดลายด้วยมีดคัตเตอร์ เสร็จแล้วใช้บรัชออนปัดแก้มเก่าจุ่มสีแล้วจ้ำลงบนพิมพ์ฉลุที่วางทับลงบนผ้าอีกที เราคิดวิธีที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าลงทุนน้อย ลงทุนครั้งเดียวจบ และทำง่าย จนปัจจุบันผ้าจ้ำคำเป็นสัญลักษณ์ของหนองบัวลำภูในที่สุด”

สุวรรณพัตร เทคนิคทำลวดลายผ้าไหมโดยไม่สูญเสียคุณค่าของผืนผ้า

“มีครั้งหนึ่งเรานำเทคนิคจ้ำคำไปทำลงบนผ้าไหม มีคนบอกว่าเป็นการทำลายคุณค่าของผ้า เราเลยหาทางพัฒนาต่อยอด นั่นก็คือการทำ ‘ผ้าสุวรรณพัตร’ ซึ่งเทคนิคลักษณะนี้มีแค่ 4 แบรนด์ในประเทศไทยที่ทำ ได้แก่ กูยมะไฮ คำปุน ลายขอ และโฮงคำสุวรรณเชษฐาฯ แต่ละแบรนด์ก็จะต่างกันไปในรายละเอียด

“วิธีทำผ้าสุวรรณพัตรของโฮงคำ คือแกะพิมพ์เป็นลวดลายบนแผ่นพลาสติกแล้วนำไปวางทาบบนผ้าไหม จากนั้นทำกาวธรรมชาติจากธัญพืชที่มีลักษณะข้น ๆ ปาดลงบนพิมพ์ฉลุด้วยเกรียง ให้กาวเคลือบเป็นลวดลายบนผืนผ้า พอกาวแห้งแล้วก็นำผ้าไปย้อมเย็น โดยใช้สีย้อมผ้าใส่ลงในฟ็อกซี่แล้วพ่นลงบนผ้า ส่วนที่ถูกกาวเคลือบไว้จะไม่ติดสี จากนั้นพอผ้าแห้งก็นำไปซักกาวออก เกิดเป็นลวดลายที่ต่างสีสันกันของผ้า

“รูปแบบการทำงานจ้ำคำของเรา หากเป็นผ้าซิ่น ผ้าผวย ผ้าห่มกาย จะมีการวางระบบลายตามขนบไวยากรณ์เดิมของการวางลายผ้าว่า ลวดลายต้องมีตีนซิ่น มีเชิงกี่ชั้น มีลายขอบ มีลายแทงท้อง ให้ครบการทำลวดลายบนผืนผ้าของเราคือการสอดแทรกขนบดั้งเดิมของวัฒนธรรมการวางลายผ้าลงไป”

งานทองคำของโฮงคำสุวรรณเชษฐาฯ

“มีปีหนึ่งที่เราทดลองนำลวดลายบนวัดถ้ำสุวรรณคูหามาทำเป็นเครื่องประดับ ยอมรับตามตรงว่าแรก ๆ ที่เห็นลวดลายของลาว ผมรู้สึกว่ามันดูไม่สวยไม่งามเหมือนลายไทยที่มีกนก 3 ตัว ตอนแรกต่อต้านมาก แต่พอศึกษางานของลาวลึกลงไปเรื่อย ๆ สัมผัสได้ว่าลวดลายลาวมีอิสระสูง เขาออกแบบลวดลายเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ กล่าวคือลวดลายต่อกันไปแบบหนึ่ง แต่พอมีพื้นที่จำกัด ก็จะปรับเปลี่ยนลายให้สอดคล้องกับพื้นที่อย่างลงตัว เขาแก้ปัญหาได้ดี สนุก ไม่ซ้ำ และไม่เป็นแพตเทิร์นเดิม” ช่างรอนกล่าวกับเรา

งานทองของโฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ ทำอยู่ทั้งหมด 3 หัวข้อหลัก ๆ ก็คือ

  1. ศาสนา เช่น เครื่องทรงพระ โดยพิจาณาว่าพระพุทธรูปที่ได้มาทำเป็นศิลปะแบบไหน การออกแบบลวดลายจะเป็นไปตามขนบที่เหมาะสมกับที่มาของพระพุทธรูปองค์นั้น ๆ
  2. ศาสตรา คือดาบ อาวุธโบราณ โดยเอาลายจากอาวุธโบราณมาทำ โดยมีข้อกำหนดว่า จะไม่ออกแบบใหม่ หมายถึงถ้าดาบยศนี้ ไวยากรณ์เป็นแบบนี้ ต้องทำแบบนี้เท่านั้น อาจจะออกแบบลวดลายใหม่ได้บ้าง แต่แพตเทิร์นลวดลายต้องตรงตามขนบเดิม ไม่ลดหรือเพิ่ม เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังรู้ว่าดาบหรือศาสตราวุธแต่ละชนิดมีขนบเดิมและชั้นยศอย่างไร
  3. อาภรณ์ คือเครื่องประดับทั้งที่ใช้ในงานแต่งและใช้ในชีวิตจริง เช่น ทองคำ กระดุมเสื้อ แต่ลวดลายจะเริ่มเป็นอีสานหรือลาว เพราะโฮงคำสุวรรณเชษฐากำลังเริ่มหาตัวตน อย่างสกุลช่างทองต่าง ๆ ยังจำแนกกันได้เป็นช่างทองสุโขทัย ช่างทองเพชรบุรี ช่างทองนครราชสีมา แล้วงานทองแบบโฮงคำสุวรรณฯ ล่ะ จะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ยังมีการออกแบบงานร่วมสมัย เช่นที่ผ่านทำจี้รูปไดโนเสาร์วายุแรปเตอร์ หนองบัวลำภูเอนซิส ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ตัวที่ 11 ของไทยและค้นพบในหนองบัวลำภู เป็นงานลงรักปิดทองให้เด็ก ๆ ทดลองทำในกิจกรรมงานวันเด็ก เป็นต้น

บันทึกลวดลายลาวล้านช้างผ่านปูนปั้นและจิตรกรรมฝาผนัง

นอกจากชิ้นงานที่กล่าวมา อีกส่วนสำคัญที่สอดแทรกศิลปวัฒนธรรมเอาไว้ให้เห็นเชิงประจักษ์ คือรูปแบบสถาปัตยกรรมและรายละเอียดการตกแต่งของโฮงคำสุวรรณเชษฐาฯ

“จิตรกรรมฝาผนังที่เราวาดลงไป คัดเลือกจากลายลาวล้านช้างที่ศึกษาหาข้อมูลไว้ มาต่อเป็นลวดลายให้เกิดความสวยงาม หรือใช้เทคนิคจ้ำคำ รวมถึงงานปูนปั้นสดนี้ พวกผมช่วยกันปั้นเอง ทำจากปูน ทราย น้ำมันพืช ผสมกัน จะได้วัสดุเนื้อนิ่มเหมือนดินน้ำมัน ติดด้วยกาวอีพ็อกซี่ A+B ลงบนอาคาร ถ้าเป็นเทคนิคดั้งเดิมติดด้วยยางรัก

“งานปูนปั้นแต่ละหน้าบันเป็นลวดลายลาวที่แตกต่างกัน ทั้งจากวัดถ้ำสุวรรณคูหา ลวดลายของลาวพวน ลาวเวียงจันทน์ ลาวหลวงพระบาง แต่ส่วนใหญ่เป็นลาวพวน เพราะเป็นยุคที่อาณาจักรล้านช้างรุ่งเรืองที่สุด 

“ผมต้องการสร้างสถานที่เพื่อเลี้ยงคน จะไม่ให้คนเลี้ยงสถานที่ ให้สถานที่ขายตัวเอง ให้เป็นมากกว่าอาคารที่ตั้งอยู่ ต้องมีความสวยงาม มีคุณค่า ให้คนเข้ามาศึกษามาเรียนรู้ มาเรียนรู้งานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม งานปูนปั้น ต้องเรียนรู้ถึงศาสตร์และศิลป์ของท้องถิ่นนั้น ๆ จริง ๆ อยู่ลาวก็ต้องเป็นลาว เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ถ้าไม่สร้างความแตกต่างหรือหาตัวตนที่ชัดเจน เขาก็ไม่อยากมาหรอก ดูที่กรุงเทพฯ ก็ได้ เขาต้องนั่งรถไกล ๆ มาดูที่นี่เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราเป็นตัวของเรานี่แหละ”

บ้าน วัด โรงเรียน คือโครงสร้างสำคัญในการส่งต่อศิลปวัฒนธรรม

การถ่ายทอดศิลปะและองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมของช่างรอนนั้นน่าสนใจมาก เพราะเลือกใช้พลังแห่ง ‘บวร’

“ผมตั้งใจว่าถ้าโรงเรียนไหนก็ตามในอำเภอสุวรรณคูหาอยากเรียนรู้งานช่างสิบหมู่หรืองานใบตอง งานดนตรีไทย แค่ทำหนังสือมา เราสอนให้ฟรี ผมต้องการเพาะเมล็ดพันธุ์นี้ไว้กับเยาวชน ดีไม่ดีเราจะได้พบกับช้างเผือก

“แต่ละปีมีนักเรียนนักศึกษามาดูงานที่โฮงคำฯ ราว 2,000 คน ซึ่งเรายินดี ขอให้ทำเรื่องมาก่อนจะได้จัดเตรียมข้าวของสำหรับการเรียนการสอนให้พร้อม หรือเตรียมวิทยากรเฉพาะทางมาให้ อย่างเช่นถ้าอยากทำขันหมากเบ็ง ผมก็โทรมาเรียกแม่ ๆ ที่มีความชำนาญมาสอน อาจจะมีสินน้ำใจให้เขาบ้าง เขาก็เต็มใจมา เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาอยากมาพบเด็ก ๆ ทำให้ชาวบ้านและโรงเรียนได้เชื่อมโยงกัน

“ผมใช้พลังบวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน บ้านคือผมทำกิจกรรมประเพณีประจำหมู่บ้าน ส่วนวัดก็ทำประเพณีกฐินทาน ผมเป็นที่ปรึกษาในการสร้างวัด 3 – 4 แห่ง ซึ่งสร้างเป็นศิลปะแบบลาวหรือสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างเหมือนที่โฮงคำฯ เลย

“นอกจากในพื้นที่อำเภอแล้ว หากอยากมาเรียนก็จะมีค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้มีกติกาตายตัวนะว่ามากี่คนต้องเก็บเงินเท่าไหร่ เราจะถามว่าคุณมีงบเท่าไหร่ เพราะไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ทางโรงเรียน ต่างคนต่างช่วยกัน”

เป็นแก้วเป็นแสงแห่งหนองบัวลำภู

เราถามช่างรอนว่า คิดว่าการกลับมาอยู่บ้านของเขา มีความหมายต่อพื้นที่อย่างไร ช่างรอนตอบเราว่า

“วันแรกที่มา สุวรรณคูหายังเป็นป่าอยู่เลย ไม่มีอะไร ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จักใคร คนในพื้นที่ต่างทำนาทำไร่ และไม่รู้ว่าความรู้ของตัวเองที่มีจะมีบทบาทกับชุมชนได้อย่างไร

“วันนี้ผมเริ่มมีบทบาทในการขับเคลื่อนจากระดับหมู่บ้าน กลายเป็นอำเภอ เป็นระดับจังหวัด อย่างการที่ผมได้เป็นผู้ตัดสินใจเลือกแบบการก่อสร้างศาลหลักเมือง ด้วยความที่เป็นเมืองล้านช้างในอดีต สถาปัตยกรรมจึงควรมีอัตลักษณ์ชัดเจน ไม่เป็นพหุวัฒนธรรม นี่คือความคิดของผม

“ผมทำให้จังหวัดเห็นคุณค่าของลวดลายบนผนังถ้ำหรือบนเจดีย์ นำมาอยู่บนผืนผ้าและผลักดันให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญา ถือว่า 7 ปีที่ผ่านคุ้มแล้ว ผมจัดงานกฐินทานขึ้นเป็นปีแรก ดึงคหบดีในอำเภอมาร่วมงาน ออกมาร่วมเดินแห่องค์กฐินด้วยได้ถึง 500 คน และบอกกับเราว่า นี่แหละคือสิ่งที่เขาอยากเห็น ได้มีส่วนร่วมงานประเพณี ทุกคนอยากมีพื้นที่แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขาต่างหาก พอมีพื้นที่แล้วคนก็อยากมามีส่วนร่วม 

“นอกจากนี้ พื้นที่ของผมยังมีส่วนร่วมกับโครงการ 1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์ วิธีคิดก็คือสมมติมีงบ 50,000 บาทจะจัดอย่างเต็มงบประมาณ เลือกกิจกรรมนำเด็กมาละเล่นแบบไทย ๆ พอเด็กมา ผู้ปกครองก็ต้องมา ยิ่งเด็กเยอะ ตลาดก็ยิ่งครึกครื้น แล้วก็ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น แม่ ๆ ยาย ๆ ที่มีฝีมือทำอาหาร ก็ตั้งงบสนับสนุนให้ตามสมควร ต้องดึงให้ชุมชนมีส่วนร่วมก่อน เขาจะได้เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจงานที่เราทำ

“สิ่งที่เราสอดแทรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงไป อย่างการจ้ำคำหรือการสานปลาตะเพียน เพราะอยากให้คนมาช่วยงาน หาเรื่องให้มามีส่วนร่วมและอยากมาเล่นกับเรา ทำให้ศักยภาพในการพัฒนาเกิดขึ้นได้

“สิ่งสำคัญที่ครูต้องสอนศิษย์ให้เติบโตไปในวันข้างหน้าก็คือต้องสอนให้ศิษย์รู้จักคิด มองความงามและคุณค่าของงานที่ทำให้ออก ต่อยอดชิ้นงานพัฒนาต่อให้เป็น ซึ่งหลักการนี้นำไปใช้พัฒนาชุมชนให้เกิดศักยภาพได้เช่นเดียวกัน ผมเชื่ออย่างนั้น”

ฟังจากสิ่งที่ช่างรอนริเริ่มมา หากจะนิยามว่าเขาคือบุคคลผู้เป็นแก้วเป็นแสงแห่งจังหวัดหนองบัวลำภู ก็นับว่าไม่เกินกว่าความจริง

ปกิณกะ ความรู้ชั้นครูจากช่างรอน

เกรงว่าลำพังนั่งคุยกันอย่างเดียวอาจมองเห็นภาพที่เล่ามาไม่ชัดเจนนัก ช่างรอนในฐานะเจ้าของแหล่งเรียนรู้โฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ จึงพาเราเดินชมส่วนต่าง ๆ ของสถานที่แสนงดงามนี้ พร้อมด้วยองค์ความรู้ที่เขาเล่าสอดแทรกให้ฟัง เราจึงเก็บมาฝากคุณผู้อ่านไว้เป็นกำไรทางปัญญา

เราเดินเข้าสู่อาคารหลังแรกขึ้นบันไดไปไม่กี่ขั้น จะมีโถงพักที่จัดเอาไว้สะอาดสะอ้านเรียบร้อย มีป้ายไม้เขียนสีเลียนแบบลวดลายทองลงยาสี 3 สี น้ำเงิน เขียว แดง บนพื้นทอง ตามรูปแบบขนบทองลงยาสีในสมัย ร.3 ระบุข้อความว่า ‘บ้านนายช่างทอง’ แขวนอยู่ด้านบน ข้าง ๆ กันมีกรอบรูปที่ด้านในเป็นธงมหาราช ใช้ติดรถพระที่นั่งของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุญตาที่เราได้เห็นใกล้ ๆ เมื่อแหงนมองดูธงในกรอบ เห็นว่าลวดลายฝ้าเพดานด้านบนนั้นวาดเอาไว้อย่างวิจิตรบรรจง พอลดสายตาลงมาก็พบกับตู้ที่ประดับปีกแมลงทับสีเขียววับวาว บอกได้เลยว่าทุกรายละเอียดมีแต่งานศิลปะชั้นครูทั้งนั้น

เราก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่โถงห้องพระที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณไว้ ช่างรอนให้ความรู้กับเราว่า

พระเนตรของพระสำคัญในประเทศเราอย่างพระมณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระบุษยรัตน์จักรพรรดิพิมลมณีมัย ประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน จะต้องทำจากทองคำลงยา เพราะมีคติความเชื่อว่า วัสดุที่ใช้ทำพระเนตรต้องไม่มาจากสัตว์ จึงไม่ใช้เปลือกหอยอย่างพระพุทธรูปทั่วไป 

ถัดจากห้องพระ เดินเชื่อมสู่ห้องทำงานของช่างรอน ณ จุดนี้ เราได้เห็นดาบโบราณและมีน้องฝึกงานจากมหาวิทยาลัยโชติเวช กำลังนั่งถักถุงทองอยู่ พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ทำงานในหมวดต่าง ๆ ดังที่เล่าไปว่า งานทำทองหรือเงินของช่างรอนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือศาสนา ศาสตรา และอาภรณ์

ช่างรอนให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยศของศาสตราวุธดูได้จากลวดลายและไวยากรณ์ของชิ้นงาน เช่น ยอดมณฑปที่เป็นชั้น ถ้ามีหลายชั้นก็ยิ่งยศสูง ด้ามของศาสตรวุธหากมีลวดลายคมชัดจะเป็นชั้นเจ้านาย แต่ถ้าเป็นทหารทั่วไป เป็นพระยา หัวหน้านายกอง จะสลักพอเป็นลาย แต่ไม่ดุนลายให้นูนออกมา

ด้ามดาบหากเป็นปลายตัดเฉย ๆ แสดงว่าเป็นของทหารทั่วไป หากมียอดบัวรับที่ด้ามดาบด้านล่าง เจ้าของดาบเป็นชั้นเจ้านาย หากยอดบัวมีความวิจิตรมาก ใช้วัสดุชั้นดี สะท้อนว่าเจ้าของดาบมียศศักดิ์ที่สูงมากขึ้นไปอีก

ตัวรับข้อดาบสะท้อนว่าเป็นดาบของคนชั้นสูง ด้านล่างของใบดาบหากมีรอยการต่อตัวรับข้อดาบ สะท้อนว่าเจ้าของดาบนั้นเป็นคนชั้นสูง เพราะวิธีต่อดาบแบบมีตัวรับข้อเป็นเทคนิคญี่ปุ่น เรียกว่า ‘ฮามากิ’ ซึ่งนิยมกันใช้ในการทำดาบเจ้านายชั้นสูง เพื่อความสวยงามและบ่งบอกชั้นยศ

ลักษณะของดาบลาวพวน มีไวยากรณ์การแบ่งด้ามออกเป็น 8 ข้อ ได้แก่ ข้อจากฐานรองรับใบมีด 3 ข้อ ข้อกลาง 1 ข้อ ข้อล่าง 2 ข้อ ตามด้วยกลีบท้ายและคอบัว ลวดลายของดาบลาวพวนเล่มตัวอย่างที่ช่างรอนนำมาให้ชมมีการดุนลายที่คมชัด ลวดลายละเอียด แสดงว่าเจ้าของเป็นชั้นเจ้าฟ้า และเมื่อพิจารณาพบว่าลวดผักกูด (ลายก้านขด) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศิลปะของลาวพวน

ใบดาบไทย-ใบดาบลาว ไม่เหมือนกัน ดาบของกรุงศรีอยุธยาปลายดาบจะโค้งและเชิดขึ้น มีคมดาบด้านเดียว หากเป็นดาบของลาว ดาบจะงอนขึ้น ช่วงปลายดาบหักลงและมีคม 2 ด้าน ทั้งฝั่งสันและคมดาบด้านล่าง แต่ถ้าเป็นดาบไทลื้อลำพูน ปลายดาบไม่หักช่วงปลายลง จะเชิดขึ้นอย่างเดียว

เอกลักษณ์งานทองคำลงยาสีแบบยุคสมัยรัชกาลที่ 3 ช่างทองหลวงนิยมลวดลายใบเทศ (ใบดอกพุดตาน) และปลายใบจะพลิ้ว หรือที่เรียกว่า ‘ใบพลิก’ สีที่ใช้ลงยามี 3 สี คือน้ำเงิน แดง เขียว ซึ่งมีไวยากรณ์ว่า ก้านสีเขียว ใบสีเขียว สอดไส้สีแดง หากฝังพลอยช่วงก้านจะเป็นสีน้ำเงิน การลงยาสีน้ำเงินนี้เองที่บ่งชี้ชัดว่าเป็นงานสมัยรัชกาลที่ 3 หากมีสีเขียวไข่กาเป็นงานสมัยรัชกาลที่ 1 หากลงยาขยับเป็น 5 สีก็เป็นงานในสมัยรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีกฎมณเฑียรบาลว่า ช่างชาวบ้านห้ามทำลงยาสี ได้แค่สีแดงบนทองเท่านั้น

การลงยาสีราชาวดี คือการนำแก้วเนื้ออ่อนที่มีจุดหลอมเหลวที่ 650 – 900 องศาเซลเซียส มาทำให้ละลายและเคลือบบนชิ้นงานที่เป็นเงินหรือทองซึ่งมีจุดหลอมเหลวงสูงกว่า (เงินมีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ 950 องศาเซลเซียส ทองมีจุดหลอมเหลวที่ 1,000 องศาเซลเซียส) แก้วที่ใช้ทำงานลงยาราชาวดีมาจากการนำทรายมาผสมเคมี เช่น โครเมียม คาร์บอนหรือทองคำเปลว ก่อนนำไปหลอม แร่ธาตุพวกนี้จะเปลี่ยนให้เกิดแก้วสีต่าง ๆ เช่น ถ้าผสมทองเปลวพอหลอมแล้วได้สีแดง แต่ถ้าใช้โครเมียมเกิดสีเขียวหรือสีน้ำเงิน เป็นเทคนิคเชิงช่างแบบช่างทองหลวง

การฝังพลอยแบบช่างทองหลวงต้องมีการรองซับ ช่างชาวบ้านเมื่อสร้างฐานกระเปาะรองรับพลอยแล้วจะฝังพลอยลงไปเลย แต่ช่างทองหลวงต้องรองสีซับด้านล่างฐานกระเปาะพลอย เพื่อให้พลอยทุกเม็ดที่นำไปฝังลงมีสีสะท้อนออกมาเสมอกัน ซึ่งใช้ในงานที่ฝังเพชรและทับทิมเท่านั้น ยกเว้นนพเก้าที่ไม่จำเป็นต้องรองซับพลอย

สนิมทองเป็นสีแดง ‘เงินต้องดำ คำต้องแดง’ ทองคำก็มีการขึ้นสนิมเช่นเดียวกับเงิน เกิดจากการออกซิเดชันกับออกซิเจนในอากาศ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่าจะเกิด ทองที่ขึ้นสนิมสีแดงสะท้อนว่าเป็นทองเนื้อดี สมัยก่อนเครื่องทองที่เป็นหมวดเครื่องใช้ของกษัตริย์จะย้อมสีแดงด้วยดอกคำแสด ซึ่งช่างรอนเป็นผู้เริ่มนำกลับมาใช้อีกครั้ง

“ผมเป็นคนแรกเลยนะที่เอาดอกคำแสดย้อมทองกลับมาใช้งาน ยุคหลังก่อนที่ผมจะค้นพบวิธีย้อมด้วยคำแสดแบบดั้งเดิม การย้อมสีทองใช้วิธีเอาสีฝุ่นอินเดียผสมน้ำมันแล้วมาทาแทนคำแสด ผมคาใจก็เลยศึกษาเพิ่มเติม เพราะสงสัยว่าทำไมชิ้นงานทองสมัยก่อนมีสีแดงแบบนี้ อ่านพบในหนังสือจดหมายเหตุการบูรณะวัดพระแก้ว ไปเดินดูและเห็นหลักฐานปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว เขาเขียนว่า ‘โถคำแสดใช้ย้อม’ เราเลยถึงบางอ้อ และไปหาคำแสดมาทดลอง

“วิธีคือต้มน้ำคำแสดจนออกสีส้มแดง แล้วนำชิ้นงานทองคำจุ่มลงไป จากนั้นนำขึ้นมาพักก็ใช้ได้แล้ว ทำออกมาแล้วใช่เลย สีเหมือนกัน แล้วติดนานด้วยนะ ไม่ลอก 

“ส่วนเหตุผลที่เครื่องทองของใช้พระมหากษัตริย์ต้องย้อมแดง เพราะไม่ต้องการให้แสงของทองเรืองรองแข่งกับองค์พระมหากษัตริย์เวลาประทับนั่นเอง”

ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ดอกพิกุลทอง ที่ใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการต้องมีกลิ่นหอม เป็นขนบธรรมเนียมว่า เครื่องราชบรรณาการ เช่น ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ดอกพิกุลทอง ต้องมีกลิ่นหอม กลิ่นหอมนี้มาจากไม้จันทน์แดง (Rose Wood) นำมาแช่กับน้ำมันจันทน์แล้วใส่ลงเป็นแก่นด้านใน หรือใส่ลงตรงใจกลางเกสรดอกพิกุล

ที่มาของสำนวน ‘กลัวดอกพิกุลจะร่วง’ เกิดจากเวลางานราชาภิเษกหรือพิธีเฉลิมพระมณเฑียร กษัตริย์จะพระราชทานโปรยดอกพิกุลเงิน พิกุลทอง (ดอกพิกุลนี้ไม่ได้ใส่ไม้จันทน์ ไม่มีกลิ่นหอม) ข้าราชบริพารที่หมอบกราบอยู่ เมื่อดอกพิกุลโปรยมาตกตรงหน้าก็จะรีบเก็บแล้วอมใส่ปากไว้ เผื่อว่าหากต้องลุกไปถวายงานต่อจะได้ทำทันที ดังนั้น เมื่อดอกพิกุลอยู่ในปาก เวลาใครถามก็พูดไม่ได้เพราะกลัวดอกพิกุลที่อมไว้จะร่วงนั่นเอง

ถัดจากห้องทำทอง เดินต่อออกไปยังระเบียงผ่านสระน้ำ จะถึงหอสุธามาลัยซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างผสานล้านนาในบางจุด เพราะพระไชยเชษฐาธิราช เป็นกษัตริย์ล้านช้างที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอาณาจักรล้านนาด้วย เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างที่นำมาใช้ เช่น การวางหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น หรือลวดลายหน้าบัน การย่อมุมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือลายปูนปั้นสด ช่างรอนรวบรวมเอาลวดลายลาวต่าง ๆ มาออกแบบร้อยเรียงเอาไว้ที่หน้าบันให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้

ความอ่อนช้อยคือลูกเล่นเชิงช่างของลวดลายจากช่างล้านช้าง สังเกตได้จากช่วงปลายของลวดลายจะมีการพลิ้วและตวัดกลับเป็นตะขอ พบได้ที่ศิลปะในวัดหลวงพ่อพระใส หลวงพ่อองค์ตื้อ วัดโพนชัย หรือพบในลวดลายบนพระบุเงิน พระบุทอง ของล้านช้าง

กระจกที่ประดับตามลวดลายปูนปั้นเรียกว่า ‘แก้วจืน’ เป็นเทคนิคโบราณ ใช้การเทแก้วเนื้ออ่อนบนตะกั่วเพื่อให้ตัดแต่งเป็นรูปทรงด้วยกรรไกรได้ ต่างจากกระจกแก้วปกติที่ต้องใช้ตัวตัดกระจกที่ทำจากเพชร การตัดแก้วจืนทำให้เกิดรอยแตกร้าวตรงขอบชิ้นงาน นั่นคือเสน่ห์ที่ให้รอยร้าวเกิดเหลี่ยมมุมสะท้อนแสง หรือหักเหของแสงได้ดี เกิดเป็นประกายเมื่อกระทบกับแสง

การใช้แก้วจืนพบทั้งในเป็นศิลปะที่มีทั้งในงานแบบภาคกลางของไทย ล้านนา หรือล้านช้าง ก็มีใช้เหมือนกัน แต่จะเป็นยุคที่เก่าคือหลายร้อยปี ปัจจุบันนี้หาไม่ค่อยพบ อย่างที่เห็นในวัดหลาย ๆ วัดเดี๋ยวนี้ก็มักใช้แก้วธรรมดาในการตกแต่งลวดลาย แต่ยังพบเห็นได้ในศิลปะล้านช้างของวัดถ้ำสุวรรณคูหาซึ่งอายุ 400 กว่าปี ช่างรอนสันนิษฐานว่า รากแท้ ๆ ของแก้วจืนน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากจีน

หลังจากรับความรู้ชั้นครูจากช่างรอนอย่างอิ่มเอม และอิ่มตาอิ่มใจกับศิลปะที่ชดช้อยงดงามนานา ช่างรอนก็พาเราไปยังวัดถ้ำสุวรรณคูหา เพื่อชมศิลปวัตถุฝีมือช่างหลวงแห่งอาณาจักรล้านช้าง สถานที่ซึ่งเขาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหนองบัวลำภู นับเป็นบุญหูบุญตามาก ๆ ที่เราได้ชมโบราณศิลป์ผ่านคำอธิบายของช่างทองหลวงที่เข้าใจชิ้นงาน ซึ่งหากจะให้นำองค์ความรู้ที่ช่างศิลป์ผู้นี้มาเขียนบอกเล่าสู่คุณฟังทั้งหมด บทความคงจะยืดยาวจนเรียงร้อยออกมาเป็นเล่มหนังสือได้

จึงขอแนะนำว่า หากมีโอกาส ควรแวะมาเยือน โฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ ณ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู มาพบปะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างรอน สัมผัสกับองค์ความรู้อันเลอค่าที่เรื่อเรืองดุจประกายแสงแห่งทองคำดูสักครั้งในชีวิต รับรองว่าคุณประทับใจไม่รู้ลืม

ติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานของ โฮงคำสุวรรณเชษฐา วิชชาลัยศาสตร์ศิลป์ถิ่นสุวรรณ ได้ที่ Facebook : แหล่งเรียนรู้โฮงคำสุวรรณเชษฐา และ รอน บ้านนายช่างทอง

โครงการต้นกล้าช่างทอง (สร้างตน สร้างคน สร้างงาน) รุ่นที่ 28 หลักสูตรเชื่อมปัดกรีงานทับทรวงโบราณ เปิดสอนในวันพฤหัสบดีที่ 19 ถึงวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ โฮงคำสุวรรณเชษฐาฯ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู รับสมัครบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ ค่าสมัคร 30,000 บาท (รวมอุปกรณ์และอาหาร)

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล