“ในฐานะดีไซเนอร์ บางครั้งเราไม่ได้ออกแบบสิ่งที่สวยที่สุด แต่เราออกแบบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตรงนั้น หลังจากออกแบบโรงพยาบาลบางปลาม้าที่สุพรรณบุรีแล้ว คุณหมอที่ดูแลโปรเจกต์ฟีดแบ็กว่า พอเข้ามาที่โรงพยาบาลแล้วรู้สึกสดชื่น คนไข้มาก็คงจะรู้สึกชื่นใจ แค่นี้เขาก็คงจะหายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ตรงนี้แหละที่สะท้อนว่าเราประสบความสำเร็จในฐานะนักออกแบบแล้ว”
แอน-นาถฤดี ตงศิริ Interior Designer ชาวบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น กล่าวกับเรา ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของ ‘โรงแรมอินภาวา บูติค โฮเทล’ สถานที่ที่เธอนัดเราไว้เพื่อพูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว และยังเป็นหนึ่งในผลงานออกแบบร่วมระหว่างเธอและ ก้อง-อานุภาพ อ่อนสะอาด มัณฑนากรนักออกแบบชื่อดัง ทั้งความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งานของโรงแรมนี้คือเครื่องการันตีฝีมือด้านการออกแบบของเธอได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากเป็นจังหวะที่แอนกลับบ้านเกิดที่อำเภอบ้านไผ่พอดี ผู้เขียนซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันจึงมีโอกาสพูดคุยถึงผลงานการออกแบบโรงพยาบาลรัฐ ทั้งโรงพยาบาลบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงพยาบาลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งทำให้โรงพยาบาลรัฐทั้ง 2 แห่งกลายเป็นที่กล่าวถึง มีโรงพยาบาลรัฐจากทั่วประเทศมาเรียนรู้ดูงาน พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลที่อาจไม่มีงบประมาณมากนัก ก็ใช้ทักษะการออกแบบและหลักจิตวิทยาของมนุษย์มาช่วยแก้ไขปัญหาและส่งเสริมประสิทธิภาพของโรงพยาบาลได้เช่นกัน

จากบัณทิตจิตวิทยาสู่ชีวิตนักออกแบบภายใน
“ยุคของพี่ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นระบบสอบเอ็นทรานซ์ ผู้สอบมีโอกาสแค่รอบเดียว จริง ๆ พี่ชอบวาดรูป ที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือชื่อ ‘ศิริบุ๊คสโตร์’ ตอนเด็กชอบหยิบนิตยสาร บ้านและสวน มาดูรูปแปลนบ้านแล้วก็ฝึกวาดตาม จนกระทั่งพี่สาว (ออน-ดุษฎี ฉัตรวนิชเสถียร) บอกว่า ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีคณะมัณฑนศิลป์ น่าจะเหมาะกับเรา เราก็เริ่มคิดถึงตั้งแต่วันนั้น
“แต่พอ ม.6 คะแนนสอบเข้าคณะนั้นสูงมาก ทักษะวาดภาพเราก็ยังไม่เก่ง แต่อยากสอบติดเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก จึงเลือกสอบเข้าคณะจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“เรียนจนจบก็ลองทำงานด้าน HR อยู่ 2 ปี แต่เหมือนมีอะไรคาใจ ถามใจตัวเองอยู่ตลอดว่าถ้าชอบงานดีไซน์จริง ๆ จะทำมันได้ไหม โชคดีที่ครอบครัวสนับสนุน เขาถามเราว่าลองไปทำตามฝันดูไหม ก็เลยส่งเราไปเรียนต่อที่อังกฤษ เราเลือกวิชา Interior Design สำหรับ Diploma ซึ่งคนที่เรียนจบปริญญาแล้วไปเรียนเพื่อรับประกาศนียบัตรชั้นสูงในสาขานั้นได้ และเรียนต่อปริญญาโทโดยเลือกสาขาที่คิดว่าตัวเองน่าจะได้นำมาใช้ ก็คือ Computer Imagine in Architecture คือการใช้คอมพิวเตอร์ในการทำศิลปะและ ออกแบบภายใน
“หลังจากนั้นพี่สาวคนเดิมก็แนะนำว่าให้ลองไปทำงานกับ ก้อง-อานุภาพ อ่อนสะอาด เพราะเขาคือผู้ออกแบบร้านศิริบุ๊คสโตร์ให้ที่บ้าน ก็เลยลองไปสมัคร ตอนนั้นคุณก้องออกมาเปิดบริษัทของตัวเองพอดี เราเลยเป็นลูกน้องคนแรก โดยมีโรงแรมอินภาวา บูติค โฮเทล อำเภอบ้านไผ่ เป็นโปรเจกต์สำคัญ เพราะเป็นการมาโชว์ฝีมือที่บ้านเกิดของตัวเอง
“ทำงานกับพี่ก้องอยู่ 5 ปี ถึงจุดอิ่มตัวจึงออกมาตั้งบริษัทของตัวเองกับพาร์ตเนอร์ช่ื่อ กฤษดา เตชะภูวภัทร ชื่อบริษัท Platonic หมายถึงลักษณะความสัมพันธ์ที่ดีแต่ไม่ใช่เชิงชู้สาว พวกเรามีความสัมพันธ์แบบนั้น เป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกัน มีความจริงใจต่อกัน และคิดไปถึงลูกค้า เวลาทำงานก็อยากให้ลูกค้าเหมือนเพื่อนที่เราจริงใจและปรารถนาดีต่อกัน
เล่าถึงตรงนี้ เราถามแอนไปว่าได้ใช้วิชาจิตวิทยาที่เรียนมากับงานออกแบบอย่างไร แอนตอบเราว่า
“การเรียนจิตวิทยาคือการเรียนที่ทำให้เข้าใจมนุษย์มากขึ้น หรือที่แนวคิดเรื่องการออกแบบให้ความสำคัญเรื่อง Empathy ซึ่งดี เราได้นำมาปรับใช้ บางครั้งเวลาที่คุยกับลูกค้า เราไม่ได้คุยแค่เรื่องงานออกแบบอย่างเดียว แต่ทำความเข้าใจเรื่องพื้นฐานของเขาด้วย เราจะทำอย่างไรให้ดึงความต้องการของเจ้าของบ้านออกมาให้มากที่สุด เราจึงใช้จิตวิทยามาจับว่าจะทำยังไงให้เขาชอบสถานที่นั้น อยากกลับมาใช้อีก ช่วยเสริมให้เขารู้สึกอยากกลับมา รู้สึกดีเวลามาใช้งาน”

โจทย์แรก โรงพยาบาลบางปลาม้า แบบที่ได้ไม่สอดคล้องกับการใช้งาน
แอนเล่าถึงการทำงานในฐานะผู้ออกแบบโรงพยาบาลแห่งแรกของเธอ
“งานของออฟฟิศพี่ส่วนใหญ่เป็นงานแบบปากต่อปาก ไม่ค่อยมีการโฆษณาแบบสาธารณะ ช่วง พ.ศ. 2563 วันหนึ่งมีน้องสถาปนิกที่ทำงานด้วยกันเดินมาบอกว่า มีโปรเจกต์โรงพยาบาลรัฐ งบประมาณไม่มาก แต่อยากทำตกแต่งภายใน คุณหมอที่โรงพยาบาลอยากได้โรงพยาบาลสวย ๆ สนใจไหม
“เราสนใจจึงเข้าไปพูดคุย โดยขอแค่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายให้เรา เพราะโรงพยาบาลรัฐมีงบประมาณจำกัด เขาบอกเราแต่แรกว่าได้จากรัฐมาเท่าไหร มาจากงบบริจาคเท่าไหร่
“โรงพยาบาลที่ว่าก็คือโรงพยาบาลบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก เน้นตรวจ OPD คนไข้มาหาหมอแล้วก็กลับ ไม่มีผู้ป่วยพักค้าง ไม่มีการผ่าตัด ไม่มีห้องฉุกเฉิน หากมีเคสใหญ่ก็จะส่งต่อที่โรงพยาบาลสุพรรณบุรี เขาได้งบประมาณและแบบอาคารจากส่วนกลางเป็นโรงพยาบาล 3 ชั้น มีห้องผ่าตัด ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะการใช้งานจริง จึงให้เราออกแบบใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น นพ.อนวัชช์ รักษ์วรรณวงศ์ ผอ. โรงพยาบาลในตอนนั้นบอกกับพี่ว่า
“ผมคิดไม่ออกหรอกว่าต้องปรับอย่างไร แต่แบบที่ได้มามีห้องผ่าตัดบนชั้น 3 ซึ่งโรงพยาบาลเราไม่ทำการผ่าตัดแล้ว ผมอยากเปลี่ยนบางส่วนเป็นห้องประชุมและห้องบุคลากร เพราะไม่มีห้องให้บุคลากรทำงานเลย
“ฟังแล้วเราเข้าใจ โดยโปรเจกต์นี้มี สุรศักดิ์ เหลืองศิริธัญญะ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้ดูแล ด้วยงบประมาณที่จำกัด
“คำว่า ‘สวย’ โดยส่วนตัวพี่คิดว่าเมื่อมีดีไซเนอร์เข้ามางานจะดูดีอยู่แล้ว จึงเอาความสวยไว้เป็นเรื่องรอง เพราะกว่าที่โรงพยาบาลจะได้งบประมาณต้องรอ 30 ปีจะได้ทีหนึ่ง ดังนั้น โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้ใช้งานและอยู่ร่วมสมัยได้นานที่สุด ตอบโจทย์มากที่สุด แล้วค่อยเอาความสวยงามเข้ามาจับตอนท้าย เพราะในฐานะดีไซเนอร์ บางครั้งเราไม่ได้ออกแบบสิ่งที่สวยที่สุด แต่ออกแบบสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตรงนั้น จากนั้นเราก็มานั่งคิดว่าทำไมคนจึงชอบไปโรงพยาบาลเอกชน คำตอบคือสวย สะอาด บริการดี ซึ่งเรื่องการบริการดีอาจจะต้องวางไว้ก่อน เพราะเราควบคุมตรงนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้เราก็จัดการไป”


สนทนาหา Pain Point จากผู้ใช้จริง ฟังก์ชันต้องได้ ดีไซน์ต้องดี
“สิ่งแรกที่เราต้องการก่อนออกแบบ คือข้อมูลจากคนที่จะใช้ชีวิตในโรงพยาบาลว่ามีใครบ้าง แต่
ละคนทำหน้าที่อะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคน
“เริ่มต้นจากการพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ว่าอยากได้อะไร ตรงนี้แหละที่เราใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนจิตวิทยามา คุยเสร็จก็ค่อย ๆ นำพาเขาไปว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากรู้สิ่งที่เขาต้องการ แต่อยากรู้ฟังก์ชันที่เขาใช้ เพื่อให้เราในฐานะดีไซเนอร์เข้าไปช่วยจัดการให้ใช้งานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น คนไข้มาหาก็รู้สึกดีขึ้น อาจจะมองไม่เห็นด้วยตา แต่จะมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่ามาที่นี่แล้วรู้สึกดี
“อีกส่วนคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยคิดในฐานะคนไข้เวลาไปหาหมอ เราอยากได้อะไร ควรมีฟังก์ชันอะไรบ้าง แต่ละฟังก์ชันควรเป็นอย่างไร เริ่มคิดแทนเขา คำตอบก็คือเวลาป่วย เราไม่ได้อยากเข้าโรงพยาบาลไปแล้วรู้สึกซึมเศร้าเพราะป่วยอยู่แล้ว อยากเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่น สดใส ซึ่งเห็นตรงกับคุณหมอที่เล่าให้ฟังว่า โรงพยาบาลเดิมที่เปิดมา 30 ปีบรรยากาศซึม ๆ เก่า ๆ แฉะ ๆ มืด ๆ เขาอยากเปลี่ยน ซึ่งตรงใจเรา”
ถ้ามีสตางค์ ทุกคนก็อยากไปโรงพยาบาลเอกชน – นอกจากความรู้ บริการ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น
“เรานำคำถามนี้มาหาคำตอบ และพบว่าปัจจัยที่มีส่วนคือแสง ความสะดวกสบาย และความสะอาด”
เติมแสงสว่างและรายละเอียดที่จำเป็นให้โรงพยาบาลรัฐ
“เดิมโรงพยาบาลบางปลาม้ามีปัญหาเรื่องการออกแบบแสงสว่าง ดูทึม ๆ ไม่ค่อยดีนัก โรงพยาบาลใหม่จึงควรออกแบบแสงให้เพียงพอ เราเติมแสงในจุดที่ต้องการให้เกิดความงามและโดดเด่น เช่น เติมแสงดาวน์ไลต์ตรงล็อบบี้ต้อนรับหรือจุดที่ต้องการเน้นความสำคัญ เช่น ตัวเลขบอกลำดับห้องตรวจ จุดรับยา เพื่อช่วยให้คนไข้เห็นง่ายขึ้น
“อีกหนึ่งงานออกแบบที่จำเป็นต้องมีในโรงพยาบาลรัฐในไทยก็คือพื้นที่สำหรับจัดวางพระบรมฉายาลักษณ์ในวาระสำคัญต่าง ๆ โดยปกติบุคลากรจะช่วยกันจัดผลัดเปลี่ยนไป ซึ่งทุกคนมีงานล้นมือและมีรสนิยมแตกต่างกัน ผอ. โรงพยาบาลต้องการแก้ปัญหานี้ เราจึงออกแบบพื้นที่เพื่อใช้งานดังกล่าวให้เรียบ แต่ดูสวยงามเหมาะสม วางแบ็กดร็อป โต๊ะหมู่บูชา เมื่อเปลี่ยนวาระก็เปลี่ยนแค่รูป สะดวกต่อการทำงานของบุคลากรและมีรูปแบบเดียวกัน
“อีกจุดคือบอร์ดรายชื่อผู้บริจาคและยอดบริจาค สิ่งนี้ในโรงพยาบาลเอกชนไม่มีนะคะ และเป็นปัญหาของนักออกแบบอย่างดิฉันด้วย (หัวเราะ) แต่ถ้ามันต้องมี เราก็จะออกแบบให้สวยงามที่สุดเท่าที่ทำได้ จึงหาสเปซที่ดีและออกแบบการจัดวางพร้อม กำหนดฟอนต์ ขนาดอักษร วัสดุที่ใช้ ให้สั่งพิมพ์มาติดเติมได้เรื่อย ๆ โดยยังกลมกลืนกัน
“รายชื่อผู้บริจาคที่ติดตามห้องตรวจ เราก็ออกแบบให้ติดถาวรไม่ต้องปรับเปลี่ยน ให้หน้าห้องตรวจเปลี่ยนแต่ป้ายชื่อคุณหมอประจำวันเท่านั้น เรานำดีไซน์เข้าไปจับนิดหน่อยให้สวยขึ้น เอากราฟิกมาช่วยนิดหนึ่ง ไม่ใช่ป้ายเขียวตัวหนังสือขาวทำจากอะคริลิกเหมือนก่อน ตอนแรกก็กังวลใจเหมือนกันว่าจะทำได้ไหม เพราะมีข้อจำกัดของสถานพยาบาลกำกับ แต่ทางโรงพยาบาลก็ช่วยตรวจสอบให้เรียบร้อย และบอกเราว่าส่วนไหนทำได้หรือทำไม่ได้”

ล็อบบี้สวย ช่วยให้คนทำงานยิ้มแย้ม ผู้ป่วยรู้สึกดีเมื่อมาโรงพยาบาล
“เราอยากเจออะไรเป็นสิ่งแรกตอนไปโรงพยาบาล
“คำตอบคืออยากเจอคนที่คอยแนะนำตั้งแต่ต้น จึงออกแบบให้มีจุดต้อนรับตั้งแต่ด้านหน้า เหมือนล็อบบี้โรงแรม นับว่าคือสเตชันที่ 1 เมื่อคนป่วยมาถึง เขาจะเจอกับล็อบบี้ที่สวยงาม เจอคนต้อนรับ ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะเป็นพยาบาล แต่ในเมื่อสร้างสเปซให้สวยงาม เวลาประจำสเตชัน คนที่ยืนตรงนั้นจะเกิดความรู้สึกว่า นี่ฉันไม่ใช่แค่พยาบาลแล้วนะ ฉันจะต้องมีความอ่อนโยนลง และจะรู้สึกเป็นเจ้าของโรงพยาบาล เป็นหน้าเป็นตา เป็นการนำงานออกแบบกับหลักจิตวิทยามาใช้ร่วมกัน เมื่อคนไข้เข้ามาเจอพนักงานต้อนรับที่ยิ้มแย้มเป็นด่านแรก เขาก็จะรู้สึกดีตั้งเริ่มต้น”
เพิ่มความไหลลื่นในการใช้บริการ ด้วยตัวเลขและจอแสดงลำดับคิวแบบธนาคาร
“ปัญหาหนึ่งที่เรามักเจอเวลาไปโรงพยาบาล คือสับสน ไม่รู้จะเดินไปทางไหน เราจึงขอเก็บข้อมูลจากพยาบาลว่า หลังจากคนไข้ตรวจกับคุณหมอแล้วต้องไปไหนต่อ เพื่อออกแบบลำดับเส้นทางการใช้บริการที่ไหลลื่น
“เราแก้ไขเรื่องนี้โดยออกแบบให้ง่ายที่สุด โดยนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ วางลำดับใส่เลขตามลำดับที่บอกเส้นทางการใช้บริการของคนป่วย ทำให้รู้เลยว่าจะต้องเดินจากไหนไปไหนบ้าง
“โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แล้ว เช่น ระบบตรวจคัดกรองก่อนด้วยตัวเอง เช่น วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ฯลฯ คนไข้ทำด้วยตัวเอง เสร็จแล้วจะมีใบรายงานผลพร้อมบัตรคิว ใจพี่ก็คิดว่าหากคิดต่ออีกนิด น่าจะดีต่อคนไข้ จึงเสนอเรื่องจอแสดงลำดับคิวแบบธนาคาร พอดีว่าโรงพยาบาลมีทีมไอที จึงปรับตามที่แนะนำ
“ผู้มาใช้งานโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุ จึงออกแบบตัวเลขให้มีขนาดใหญ่ในทุกจุด เพื่อให้มองเห็นชัด จริง ๆ แล้วขัดกับงานดีไซน์นิดหน่อย แต่ก็เข้าใจว่าฟังก์ชันต้องมาก่อนความสวยงาม จึงออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการที่สุด และยังสวยงามอยู่ประมาณหนึ่งที่เรารับได้ เรานึกถึงผู้สูงอายุเสมอว่าเวลามาใช้บริการแล้วเขาต้องใช้งานง่าย กล้านั่ง จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่มาใช้บริการโรงพยาบาลรัฐไม่เคอะเขินและสะดวกสบายที่สุด
“เมื่อปรับตามนี้ ร่วมกับการแนะนำของพยาบาล ผลที่ได้คือการใช้บริการของคนไข้เรียงลำดับถูกต้องไปโดยปริยาย”

ทั้งบุคลากร ผู้ป่วย และผู้ติดตาม ต่างต้องการสเปซ
“อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือพื้นที่รองรับการทำงานและการใช้ชีวิตในโรงพยาบาลของทุกคน ข้อมูลที่รับทราบจากหมอ คือคนไข้มักจะมาพร้อมญาติ และนำอาหารมารับประทานเอง เพราะเขารู้ว่าอาจจะต้องรอนาน จึงต้องเตรียมพื้นที่สำหรับญาติผู้ป่วย มีจุดนั่งรอและพักรับประทานอาหาร
“อีกส่วนคือห้องจ่ายยา ปกติต้องมีการเคลื่อนย้ายข้าวของอยู่เสมอ ทำให้รกและไม่สวย ระดับความสูงของเคาน์เตอร์ตามแบบกลางก็ไม่เหมาะสม เราจึงปรับระดับความสูงเคาน์เตอร์เป็น 85 เซนติเมตร เพื่อให้ตอนยืนจ่ายยาจะได้ไม่ต้องก้มมากเกินไป ช่องจัดยาทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เปิดโล่ง ไม่มีประตูเปิด-ปิด จะได้หยิบใช้ง่าย และมีพื้นที่สต็อกยาอีกที่หนึ่ง ส่วนของบางอย่างที่ฟรีฟอร์ม ทำให้รก เช่น น้ำเกลือ ก็มีที่เก็บต่างหาก เวลาจะใช้ค่อยไปหยิบ ยาบางชนิดต้องแช่ในตู้เย็นก็ปรับที่วางตู้เย็นให้หยิบง่ายขึ้น ช่วยให้การจ่ายรวดเร็วและไหลลื่นมากขึ้น
“แบบอาคารกลางจากสาธารณสุขที่ออกแบบมา มักจะลืมออกแบบพื้นที่กินข้าวของบุคลากรและ
ที่พักของบุคลากรที่ไม่ใช่พยาบาลหรือแพทย์ หรือแม้แต่ที่นอนพักของหมอเวร ถ้าเขามีประชุมสัมมนาวิชาการ จะอยู่ที่ไหนกัน ส่วนหลังนี้ไม่ว่ากันเพราะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต้องการ
“พอดีว่าโรงพยาบาลบางปลาม้าได้อาคารที่มีพื้นที่สำหรับผ่าตัดทั้งที่ไม่มีการผ่าตัด จึงมีพื้นที่เหลือและอยากปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ในฐานะดีไซเนอร์ เราคิดให้ทั้งหมดว่ามีอะไรบ้างที่คนต้องการใช้และหลงลืมไป เราจึงเสนอให้เพิ่มโรงอาหารเล็ก ๆ ขึ้นมา เพื่อรับรองเวลาเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเวรมาพัก และควรมีห้องพักสำหรับแพทย์และพยาบาลในช่วงกลางวัน เพราะพวกเขาทำงานเหนื่อยกันมาก


“อีกพื้นที่หนึ่งคือพนักงานบัญชีที่ไม่มีที่นั่งทำบัญชี หน้าที่ของพวกเขาต้องเก็บเอกสารย้อนหลัง 5 ปี เอกสารจึงเยอะมาก จนต้องไปหาที่ทำงานอยู่ในสักมุมหนึ่งของโรงพยาบาล ตอนแรกโรงพยาบาลจะให้พนักงานบัญชีนั่งด้านล่างกับคนไข้ แต่เราเสนอว่าควรให้พื้นที่ทั้งหมดกับคนไข้เป็นหลัก หากมองในเชิงธุรกิจ คนไข้ก็เหมือนลูกค้า ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขาก่อน ส่วน Back of the House คนไข้ไม่จำเป็นต้องเห็น ให้ขึ้นไปอยู่ข้างบนก็ได้
“ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบอกกับเราอีกเรื่องว่า ทางโรงพยาบาลจัดประชุมบ่อย ๆ และต้องไปใช้สถานที่ข้างนอก ถ้าพอเป็นไปได้ อยากให้ทำห้องประชุมในโรงพยาบาล เผื่อโรงพยาบาลอื่นที่ไม่มีห้องประชุมจะได้มาใช้ด้วย เพราะแต่ละอำเภอในสุพรรณบุรีค่อนข้างใกล้กัน เราเล็งเห็นว่ามันมีพื้นที่ที่ทำห้องประชุมได้ จึงออกแบบส่วนนี้เพิ่ม”
นี่คือเรื่องราวของโรงพยาบาลบางปลาม้า โรงพยาบาลแห่งแรกที่แอนออกแบบ หลังแล้วเสร็จและเปิดใช้งานจริง ผลตอบกลับจากผู้ใช้งานทั้งผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลล้วนมีแต่แง่บวก ทำให้โรงพยาบาลรัฐบาลขนาดเล็กประจำอำเภอแห่งนี้มีโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญและท้ายทายของแอน
โรงพยาบาลดอนตูม โรงพยาบาลรัฐที่นำระบบห้องตรวจพาสปอร์ตมาใช้ และนำลายผ้าพื้นเมืองมาสร้างอัตลักษณ์ชวนจดจำ
โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งที่ 2 ที่แอนออกแบบ คือโรงพยาบาลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ซึ่งผู้อำนวยการของโรงพยาบาลมาดูงานที่โรงพยาบาลบางปลาม้าและชื่นชอบ ประกอบกับ ณ เวลานั้น โรงพยาบาลดอนตูมได้รับงบประมาณมาพอดี จึงติดต่อให้แอนมาดูแลเรื่องการออกแบบตกแต่งภายใน
“นพ.มนะชัย อิงสุรารักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอนตูม ณ เวลานั้นเรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบก็มาเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลดอนตูมและทำงานเรื่อยมาจนกระทั่งได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและกำลังจะเกษียณอายุ
“ท่านมีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ ท่านให้โจทย์กับเราอย่างละเอียดว่า อยากปรับพื้นที่ห้องตรวจรักษาคนไข้เป็นล็อกเหมือนเวลาไปทำพาสปอร์ต และบอกว่าอยากให้ออกแบบโรงพยาบาลให้มีความสวยงาม เป็นที่จดจำ ให้คนเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นโรงบาลดอนตูม

“เรื่องแรกที่คุณหมออยากได้ คือเรื่องห้องตรวจที่เป็นล็อก ๆ เหมือนห้องทำพาสปอร์ต เพราะโรงพยาบาลดอนตูมมีขนาดใหญ่ คนป่วยต่อวันมีจำนวนมาก คนไข้บางคนไม่จำเป็นต้องนอนตรวจ การออกแบบห้องตรวจเป็นล็อก ๆ จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนการตรวจที่เร็วขึ้น
“เราคำนวณพื้นที่แล้วเห็นว่าทำได้จริง จึงแบ่งพื้นที่ห้องตรวจออกเป็น 2 ส่วน คือแบบที่เป็นช่อง ๆ สำหรับคนไข้นั่งตรวจ และเพื่อความเป็นส่วนตัวก็ใช้การติดม่านทั้งด้านหน้าและด้านหลังห้องตรวจที่เชื่อมต่อกัน สำหรับพยาบาลจะใช้เข็นรถเข็นใส่อุปกรณ์เข้ามาใช้ในห้องตรวจ จึงเข้า-ออกได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังออกแบบห้องตรวจสำหรับคนไข้ที่ต้องนอนตรวจเอาไว้อีกส่วนหนึ่ง


“เมื่อห้องตรวจออกแบบเป็นล็อก ๆ จึงมีพื้นที่ห้องตรวจจากแบบกลางเหลือ ผอ. ขอว่าอยากให้ปรับพื้นที่ห้องตรวจที่เหลือเป็นห้องสำหรับดูแลเรื่องความงามและผิว เหตุผลเพราะโรงพยาบาลดอนตูมกำลังจะออกนอกระบบ ขณะเดียวกัน ผอ. กำลังจะเกษียณ จึงบอกกับเราว่า แต่ละเดือนโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง ท่านต้องคิดหาวิธีหารายได้ให้โรงพยาบาล หากออกนอกระบบจะได้ดูแลตัวเองได้ ซึ่งทางโรงพยาบาลมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามอยู่แล้ว จึงคิดว่านี่คือจุดแข็งที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับโรงพยาบาล

“นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจของการออกแบบโรงพยาบาลดอนตูมก็คือผู้อำนวยการยอมลงทุนยกแล็บที่เคยอยู่โซนนอกให้มาอยู่บนชั้น 2 ของโรงพยาบาล ลงทุนทำท่อเชื่อมต่อระหว่างห้องเก็บตัวอย่างเลือดกับแล็บ เพื่อเวลาที่เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดแล้ว ก็ส่งผ่านท่อรับส่งนี้ไปยังแล็บโดยตรงทันทีเพื่อทำการตรวจได้เลย ไม่ต้องรอพยาบาลเข็นรถเข็นมารับเหมือนสมัยก่อน จึงช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานและการใช้บริการของผู้ป่วย”
การออกแบบห้องฉุกเฉิน ฟังก์ชันจำเป็นต้องมาก่อน
“อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับโรงพยาบาลดอนตูม คือการจัดสรรพื้นที่สำหรับห้องฉุกเฉิน และอยากให้ออกแบบห้องคลอดอยู่ในพื้นที่ห้องฉุกเฉินด้วย
“ปัญหาคลาสสิกของแบบกลางของโรงพยาบาลรัฐในไทยคือมักจะวางเส้นทางของการรับส่งผู้ป่วย OPD และผู้ป่วยฉุกเฉินให้ใช้เส้นทางร่วมกัน ให้จุดรับ-ส่งผู้ป่วยทั่วไปอยู่ก่อนแผนกฉุกเฉิน จึงมักเกิดปัญหาเพราะผู้ป่วย OPD ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ เวลาขึ้นลงรถใช้เวลานาน ขณะที่เคสฉุกเฉินเวลาเพียงเสี้ยวนาทีก็ชี้เป็นชี้ตายได้
“กรณีของโรงพยาบาลดอนตูมยังมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นอีก คือฝั่งหนึ่งของถนนที่ใช้รับส่งผู้ป่วยติดกับถนนสาธารณะสายหลัก พี่จึงแก้ปัญหาโดยออกแบบให้พื้นที่จุดรับส่งผู้ป่วย OPD เว้าเข้ามาด้านในโรงพยาบาลเล็กน้อย เวลารถเข้ามาจอดรับส่งผู้ป่วย ก็ยังจะเหลือพื้นที่ด้านหลังพอให้รถฉุกเฉินวิ่งผ่านได้ในเวลาเดียวกัน
“การออกแบบห้องฉุกเฉินต้องนึงถึงเรื่องฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก เช่น ประตูทางเข้าห้องฉุกเฉิน ต้องออกแบบให้กว้างขึ้นจาก 1 เป็น 1.5 เมตร เวลาเข็นเตียงผู้ป่วยเจ้าหน้าที่จะได้หมุนเตียงขณะเข็นเข้าออกได้เลย หรือเคาน์เตอร์พยาบาลในห้องฉุกเฉินจำเป็นต้องหันหลังให้ประตู หันหน้าเข้าด้านในห้องผู้ป่วย เรื่องนี้ต้องยอมฟังก์ชัน เพราะสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ในเสี้ยววินาทีอะไรก็เกิดขึ้นได้ พยาบาลต้องมองเห็นคนไข้ได้ชัดเจนทุกคน หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นต้องแก้ไขสถานการณ์ทันที เราในฐานะดีไซเนอร์ ได้เรียนรู้ว่าบางกรณีฟังก์ชันต้องมาก่อน
“กรณีห้องคลอดที่ทางโรงพยาบาลขอให้ออกแบบ พยาบาลให้ข้อมูลว่าต้องการเห็นเด็กที่พักในห้องพักทันที และเสนอว่าอาจจะทำเป็นช่องกระจกขนาด 60 x 60 ตารางเซนติเมตร ให้ส่องดูก็ได้
“ในฐานะนักออกแบบ เมื่อคีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่า ‘เห็น’ พี่ก็ตีความต่อไปว่า การเห็นต้องเห็นแบบไหน คำตอบคือพยาบาลทุกคนในสเตชันต้องเห็นทันที เพราะบางครั้งมีเคสเด็กคลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบ ขณะที่พยาบาลในจุดนั้นอาจต้องทำงานอื่น ๆ ควบคู่ด้วย หากออกแบบให้พยาบาลทุกคนเห็นเด็ก ก็จะช่วยให้เข้าไปดูแลทารกได้เร็วขึ้นถ้าเกิดปัญหา พี่จึงออกแบบเป็นกระจกบานใสยาวที่พยาบาลทุกคนมองเห็นเด็กทารกในห้องพักได้จากทุกมุม พอออกแบบอย่างนี้ พยาบาลก็บอกกับเราว่าดีมาก เขาคิดไม่ถึงมาก่อน”

สร้างอัตลักษณ์น่าจดจำจากลายผ้าไทดำดอนตูม และจอแสดงรายนามผู้บริจาคแบบดิจิทัล
“ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอนตูมให้โจทย์ว่า จะทำยังไงให้ถ่ายรูปแล้วรู้เลยว่าเป็นโรงพยาบาลของเรา เหมือนเวลาถ่ายรูปร้านกาแฟ เราก็คิดในใจว่าจำเป็นต้องถ่ายรูปแล้วรู้เลยเหรอ (หัวเราะ) ใครจะมาถ่ายรูปที่โรงพยาบาลนะ แต่ก็โอเค เราเริ่มมาออกแบบคอนเซปต์ ได้ข้อมูลว่าดอนตูมมีผ้าทอของชุมชนไทยดำ จึงหยิบเอาลายผ้าของชุมชนมาลดทอนฟอร์มให้เบาลง เลือกสีที่เหมาะสมมาใช้เป็นกราฟิก ช่วยสร้างความสวยงามและอัตลักษณ์ของโรงพยาบาล
“ที่โรงพยาบาลดอนตูมก็เหมือนกับทางบางปลาม้า คือต้องมีที่วางพระบรมฉายาลักษณ์ คุณหมอที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านละเอียด บอกว่าชอบงานสไตล์โมเดิร์น บอกกับเราว่าทำแนวคลีน ๆ ได้เลย ใช้ฟอนต์ภาษาอังกฤษก็ได้ แต่ชื่อโรงพยาบาลอยู่ต่ำ ๆ ไม่ได้ เพราะเวลาถ่ายรูปแล้วคนจะบังป้าย คุณหมอให้รายละเอียดเยอะมาก ซึ่งดีต่อการออกแบบดีไซน์ เราในฐานะนักออกแบบจะได้ทำอย่างถูกต้อง
“พี่กับทีมคำนึงถึงเสมอว่า กว่าโรงพยาบาลจะได้งบประมาณต้องรอมานาน ควรเลือกใช้วัสดุที่ทนทาน อยู่ได้นาน เช่น เคาน์เตอร์โต๊ะต้องเป็นหิน เราช่วยบริหารงบประมาณในการออกแบบให้ด้วย อีกอย่างคือวัสดุต้องหาง่าย ผนังต้องทาสีทับได้ เวลาปรับปรุงก็เพียงแค่ทาสี
“อีกอย่างที่แตกต่างคือเรื่องรายนามและยอดผู้บริจาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดอนตูมขอใช้เป็นจอทีวีและให้ฝ่ายไอทีขึ้นตัวอักษรรันไปตลอด ใช้ได้ทั้งการแสดงรายชื่อผู้สนับสนุนและใช้ประชาสัมพันธ์ ซึ่งเปิดได้ทั้งวัน เพราะใช้ไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์”
หลังจากโรงพยาบาลดอนตูมออกแบบ ปรับปรุง และก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็กลายเป็นโรงพยาบาลรัฐอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่เกิดความแตกต่างจากเดิม ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ตอบรับกับความต้องการทั้งบุคลากรในโรงพยาบาลและผู้ป่วยที่มาใช้บริการ อีกทั้งยังเป็นโรงพยาบาลที่มีความสวยงามโดดเด่น
Key of Success และ Unsuccess ในการออกแบบโรงพยาบาลรัฐ
เราถามแอนว่า สำหรับเธอ อะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจากเดิม และอะไรคือสิ่งที่ขัดขวางให้รูปแบบโรงพยาบาลพัฒนาต่อไปไม่ได้
“ขอพูดถึงอุปสรรคก่อนค่ะ ค่อนข้างลำบากใจนะคะ ออกตัวก่อนว่าสิ่งที่นำมาพูดเป็นปัญหาที่เคยพบจากการเข้าไปพูดคุยกับโรงพยาบาลอื่น เรื่องแรกคือมุมมอง ทุกคนอยากได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่ทุกคนมองความสวยไม่เหมือนกัน มันจึงเกิดความขัดแย้งขององค์กร บางทีอาจมีงบประมาณเยอะ แต่กลุ่มที่มาทำงานมองเห็นเป้าหมายคนละอย่างก็ไปต่อไม่ได้ อาจจะบอกว่าปัจจุบันก็ดีอยู่แล้ว จะออกแบบเพิ่มทำไม เพราะเขายังไม่รู้ว่าอาจจะมีสิ่งที่ดีกว่าก็ได้
“อีกเรื่องคืองบประมาณและการเบิกจ่ายที่โรงพยาบาลต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งเขาเป็นคุณหมอโดยเนื้องานก็ต้องแบกรับภาระอยู่แล้ว ทำไมต้องมารับภาระเรื่องนี้ด้วย จุดนี้เราก็เห็นใจ เพราะบางคนไม่ได้พร้อมเสี่ยงที่จะมาบริหารจัดการงบประมาณ ถ้าผิดกฎข้อใดข้อหนึ่งหรือเขาต้องรับผิดชอบ เราเข้าใจคุณหมอหรือผู้นำองค์กร
“ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐทั้ง 2 แห่งที่พี่ออกแบบประสบความสำเร็จ อย่างแรกพี่คิดคือวิสัยทัศน์ของคนทำโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้นำ โรงพยาบาล 2 แห่งนี้มีผู้นำที่มีทัศนวิสัยอยากทำให้โรงพยาบาลดีขึ้น ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ อย่าง ผอ. โรงพยาบาลดอนตูม คิดถึงอนาคตของโรงพยาบาลและบุคลากรเมื่อต้องออกนอกระบบเผื่อไว้ด้วย อันนี้น่าชื่นชม
“ทั้งที่รู้ว่าได้แบบอาคารตามแบบกลางมา มีกฎข้อบังคับต่าง ๆ ที่ต้องทำตามเต็มไปหมด และรู้ว่าความฝันที่อยากทำให้โรงพยาบาลรัฐเป็นเหมือนโรงพยาบาลเอกชนคงทำไม่ได้ แต่เขาพยายามและทุกคนในองคาพยพของเขามีแนวคิดและความเชื่อไปในแนวเดียวกัน สามัคคี เห็นเป้าหมายเดียวกัน แล้วเขาก็ทำไปด้วยกัน
“ความเสียสละเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ต้องอธิบายก่อนว่าที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลอื่นไม่เสียสละนะคะ แต่ที่ต้องการสื่อสารก็คือการทำงานแบบนี้ต้องใช้พลังก๊อก 2 ทำงานทั้งวันตามหน้าที่แล้ว จริง ๆ ไม่ต้องมารับผิดชอบงานนี้เพิ่มก็ได้ การก่อสร้างทำกันเป็นปีสองปี ซึ่งบุคลากรที่มาทำงานมีความเสียสละ ยอมเปลี่ยนชีวิตประจำวันมารับทำงานนี้ ทุกคนงานล้นมือ แต่ทุกคนก็ทำให้เราทำเต็มที่และเห็นภาพเดียวกัน
“เรื่องกฎและข้อบังคับเรื่องการเบิกจ่ายที่มีข้อจำกัดเยอะมาก เรารู้ว่าหลังบ้านเขาพยายามอย่างมาก เหล่านี้คืองานที่เพิ่มขึ้นของพวกเขา ซึ่งจริง ๆ ถ้ามีงบประมาณและให้เขาบริหารจัดการเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเยอะมาก จะทำให้การทำงานเร็วขึ้น”

ส่วนกลางควรเข้าใจบริบทที่แตกต่างกัน จัดสรรงบและออกแบบให้สอดคล้อง
ช่วงท้ายของบทสนทนา พี่แอนบอกกับเราว่า อยากฝากคำแนะนำบางประการถึงส่วนกลาง ในฐานะนักออกแบบที่ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง เผื่อจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้การพัฒนาโรงพยาบาลรัฐของไทยดีขึ้น
“อยากฝากถึงส่วนกลางที่ดูแลเรื่องนี้ค่ะว่า หากจะจัดสรรงบประมาณหรือสร้างโรงพยาบาลให้ท้องถิ่น ช่วยลงมาคุยกับท้องถิ่นหน่อยว่าต้องการอะไร บางทีสิ่งที่จัดมาให้เขาก็ไม่ได้ต้องการ เหมือนกรณีที่เล่าไปว่าโรงพยาบาลได้แบบอาคารและงบประมาณสำหรับทำห้องผ่าตัด ทั้งที่ไม่ได้ทำการผ่าตัดแล้ว เพราะเขาไม่มีหมอผ่าตัดประจำ ผ่าตัดไม่ได้ และใช้วิธีส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่ เป็นต้น
“ถ้าทุกโรงพยาบาลได้แบบอาคารแบบเดียวกันจากส่วนกลาง แล้วบริหารจัดการพื้นที่ไม่ได้ เพราะขนาดของโรงพยาบาลไม่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งานจริง บางที่ได้โรงพยาบาลขนาดเล็ก แต่เล็กแล้วก็ไม่ได้มีฟังก์ชันที่จำเป็น บางที่ได้โรงพยาบาลขนาดใหญ่เกินฟังก์ชัน จึงเกิดปัญหา
“ทั้งหมดที่เล่ามาทำให้เกิดปัญหาด้านการออกแบบ เพราะส่วนกลางไม่ได้ลงมาคุยกับคนที่ใช้งานจริง ๆ จึงออกแบบอาคารมาแบบกลาง ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ผิดนะคะ ถามว่าใช้งานได้ไหม ตอบว่าได้ ตอบโจทย์พื้นฐานได้ แต่เมื่อไม่ได้ลงในรายละเอียดมันก็ไม่ตอบโจทย์ที่แท้จริงของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ที่พูดมาทุกอย่างนี้ไม่ได้ใช้เงินเยอะนะคะ แต่ก็ทำได้ในแบบของมัน”
การออกแบบสำคัญต่อชีวิต และทุกชีวิตออกแบบได้
เราปิดท้ายการสนทนาด้วยคำถามว่า การออกแบบสำคัญต่อชีวิตอย่างไร แอนกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ทุกคนมีความเป็นนักออกแบบอยู่ในตัว อย่างเช่นบ้านเรา การจะวางโต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว จริง ๆ ก็คือการออกแบบแล้ว มันคือการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเรา
“การออกแบบไม่ใช่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่จากประสบการณ์การทำงานของพี่ ค้นพบว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหา แก้ปัญหาพื้นที่ ปัญหาการใช้งาน แก้ปัญหาชีวิตเราให้ดีขึ้น บ้านของเราเหมาะกับเราเพราะเราได้ออกแบบในแบบของเรา แม้คนจะมองว่างานออกแบบคือความสวยงาม แต่สำหรับพี่ พี่มองว่าความสวยงามคือสิ่งสุดท้าย ความสวยงามขึ้นอยู่กับรสนิยม ซึ่งงานออกแบบโรงพยาบาลรัฐที่เล่ามาสะท้อนสิ่งที่พี่พูดได้ชัดเจน ทุกคนมีความสวยงามในใจอยู่แล้ว ดังนั้น พี่เชื่อว่าแก้ปัญหาก่อน ท้ายที่สุดความสวยงามจะตามมาเอง ตามรสนิยมที่เป็นปัจเจกของแต่ละคนค่ะ”

Instagram : platonic.gang
ขอบคุณ
โรงแรมอินภาวา บูติค โฮเทล อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เอื้อเฟื้อพื้นที่ถ่ายทำ
บริษัท Platonic เอื้อเฟื้อภาพงานออกแบบ
