25 มิถุนายน 2024
2 K

ระหว่างเส้นทางของการพัฒนา มักจะมีบางอย่างถูกทิ้ง หลงลืม ตกหล่น หรือถูกทำลายให้สูญหาย อยู่เสมอ

ตั้ม-มนพร รอบรู้ ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งหอศิลป์ร่วมสมัยแห่งภาคอีสาน KULTX Collaborative Space ก็รู้สึกเช่นกันว่า ท่ามกลางการพัฒนาเมืองขอนแก่นสู่ความศิวิไลซ์ ยังมีบางย่านในเมืองที่ถูกหลงลืม มีกลุ่มคนพลัดถิ่นผู้เข้ามาหาโอกาสในขอนแก่นที่เหมือนคนไร้ตัวตน และยังไม่ได้รู้สึกผูกพันกับพื้นที่ รวมไปถึงการขาดหายไปของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีต 

เขาและเพื่อนศิลปินจึงคิดอยากปลุกชีวิตให้ย่านเก่าเหล่านั้นกลับมา พร้อมใช้เวทีนี้บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นนอกตำราที่พวกเขาออกตามหา ค้นคว้า และค้นพบ ให้ทั้งผู้คนในย่านและคนภายนอกได้เข้ามาร่วมรับรู้ไปพร้อมกัน ผ่านเครื่องมือคือชิ้นงานศิลปะร่วมสมัย จัดแสดงไว้อย่างกลมกลืนตามบ้านช่องห้องหับ ตรอกซอกซอย ทั้งในย่านเมืองเก่าและย่านเศรษฐกิจเดิมของจังหวัด ภายใต้ชื่อนิทรรศการสุดเท่อย่าง ‘แก่น เก่า เก๋า’ S.O.E Our City Old Town 2021 (ตั้มเรียกชื่อนิทรรศการนี้ว่า ‘โซอี้’ โดย S ย่อมาจาก Solid, O ย่อมาจาก Original และ E ย่อมาจาก Excellent) และ S.O.E We Trade Everything ในช่วงปี 2023 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ล่าสุดตั้มและทีมงานยังต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะเชิงเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดของศิลปิน ด้วยการจัดกิจกรรม Art Fair ขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคอีสาน ภายใต้ชื่อกิจกรรม Kupper Art Fes 2024 ‘เปิดผ้าม่านกั้ง ฟ้าแจ้งจ่างป่าง’ ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2567 ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

เรียกได้ว่าการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ สะท้อน ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ของเขาช่างน่าสนใจ อีสาน Lifehacker จึงชวนตั้มมาพูดคุยในประเด็นดังกล่าว พร้อมกับการเดินเที่ยวย่านเมืองเก่าของจังหวัดขอนแก่น สัมผัสเรื่องราวเคล้าประวัติศาสตร์ที่ขาดหายของเมืองที่ไม่มีคำว่าบังเอิญแห่งนี้ ผ่านคำบอกเล่าของเขา 

S.O.E นิทรรศการศิลปะที่พาไปพบ
ประวัติศาสตร์ขอนแก่น (โดยบังเอิญ) 

เรานัดกันกับตั้มที่ KULTX Collaborative Space ซึ่งเขาว่าโลเคชันของ Art Space แห่งนี้เป็นความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ เพราะเป็นจุดเชื่อมตรงกลางระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ในย่านตลาด

ตั้มเริ่มเปิดประเด็นถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ S.O.E ที่เขาเคยจัดขึ้น 2 หน ซึ่งพาให้เขาได้ลงไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ขอนแก่นอย่างจริงจัง จนรู้สึกอินจัดและนำมาถ่ายทอดผ่านชิ้นงานศิลปะ

“ตอนแรกผมไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนี้เลย ส่วนใหญ่เวลาสร้างสรรค์งาน เรามักจะหยิบยกประเด็นเรื่องผู้คนและสังคมเป็นหลัก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนจะจัดงานนิทรรศการ S.O.E ครั้งแรกเมื่อปี 2021 ผมกับเพื่อนคุยกันว่าจะใช้พื้นที่อำเภอเมืองเก่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดผมเองเป็นโลเคชันหลัก เพราะอยู่ในเมือง สะดวก พื้นที่ไม่ใหญ่ เราจัดการได้แน่ ๆ และเราต้องการทำเทศกาลที่มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนให้เขามีส่วนร่วมกับงานศิลปะ  

“ผมเป็นคนเมืองเก่า จึงคิดว่ารู้จักพื้นที่นี้ดีกว่าใคร แต่กลายเป็นว่าพอสืบหาข้อมูลเรื่องราวของพื้นที่เพื่อส่งให้ศิลปิน กลับตกใจว่าทำไมมีข้อมูลอยู่น้อยมาก เราไปค้นคว้าตามพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งในขอนแก่น ข้อมูลที่มีก็กระจิริดมาก ไม่สมกับเมืองใหญ่ขนาดนี้ เกิดเป็นคำถามในใจว่าทำไม เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น 

“ผมกับทีมเลยตั้งใจว่า เราต้องรู้เรื่องนี้ให้ได้ จึงเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูล ตามเส้นทางการย้ายเมือง ย้ายถิ่นฐานของขอนแก่นในแต่ละครั้ง (ในช่วงตั้งเมืองขอนแก่น มีการย้ายเมืองทั้งหมด 10 ครั้ง นับรวมการอพยพมาจากเวียงจันทน์ด้วย) ประกอบกับการสัมภาษณ์ผู้คน ผู้รู้ในหมูบ้าน ได้ข้อมูลมาปะติดปะต่อกับข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ ที่รวบรวมข้อมูลไว้บ้าง ประกอบกับตระกูลของผมตั้งรกรากอยู่ในเมืองเก่า ถือเป็นคนเก่าคนแก่ในพื้นที่ คุณยายของผมท่านก็เป็นผู้ใหญ่ที่คนในชุมชนรู้จักกันดี และท่านเป็นคุณครูมาก่อน จึงรู้จักคนและมีลูกศิษย์เยอะ ตอนที่ทำหนังสือท่านอายุ 92 ปีแล้ว แต่ความทรงจำยังดีอยู่ ก็ได้อาศัยแกะร่องรอยของขอนแก่นจากคำบอกเล่าของท่าน

“อีกหนึ่งแหล่งข้อมูลสำคัญ คือหนังสือที่ระลึกงานศพ ซึ่งคุณยายเก็บเอาไว้เยอะมาก เป็นของคนในชุมชนกับคนในขอนแก่น จึงมีข้อมูลซุกซ่อนอยู่ในนั้น ทั้งประวัติศาสตร์เมืองจากมุมมองของผู้เขียน ทำให้ได้ข้อมูลจากตรงนี้ค่อนข้างมาก และค้นพบว่าประวัติศาสตร์ของขอนแก่นนั้นบางเรื่องเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เขียนขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี่เอง ยิ่งค้นเข้าไปก็ยิ่งทำให้เห็นโครงสร้างของระบบบางอย่างที่ทำให้ขอนแก่นก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้” 

เมื่อได้ทราบถึงข้อมูลเหล่านี้แล้ว ตั้มก็จัดส่งให้ศิลปินเพื่อให้พวกเขานำไปเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของเมืองขอนแก่น และนำไปใช้สร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อบอกเล่าและสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาผ่านชิ้นงานศิลปะ และทำเป็นหนังสือบันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์เมืองกึ่งสูจิบัตรรวบรวมผลงานศิลปะในนิทรรศการ S.O.E ครั้งที่ 1 ที่พวกเขาจัดขึ้น

ตามรอยลาวล้านช้างที่หลงเหลือในขอนแก่น
และคนพลัดถิ่นในเมืองเก่าที่ไร้ตัวตน

เพื่อให้เห็นภาพสิ่งที่เล่ามาชัดขึ้น ตั้มพาเราตามรอยการเก็บข้อมูลในย่านอำเภอเมืองเก่า โดยเราจอดรถไว้ตรงริมบึงแก่นนคร แล้วเดินข้ามถนนตามตั้มเข้าสู่ตรอกเล็ก ๆ ติดศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ เพื่อไปดู ‘บือบ้าน’ หรือเสาหลักบ้านเก่าแก่ของอำเภอเมืองเก่า ซึ่งเชื่อมโยงกับการตั้งเมืองขอนแก่นครั้งแรก โดย เพียเมืองแพน ขุนนางเชื้อพระวงศ์กษัตริย์นครเวียงจันทน์ ผู้อพยพพร้อมไพร่พลจากบ้านชีโหล่นมาตั้งบ้านเมือง ซึ่งก็คือบริเวณ อ.บ.ต.บ้านเมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น ในปัจจุบัน  

‘บือบ้าน’ หรือหลักกลางบ้าน เป็นคติความเชื่อของคนลาวในเขตอาณาจักรล้านช้าง เสมือนการปักหมุดหมายจับจองถิ่นฐาน ขออนุญาตเจ้าที่และอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาปกปักคุ้มครองผู้อยู่อาศัย ตั้มเริ่มต้นให้เรามาชมในจุดนี้ก่อน เพื่อจะทราบว่านี่คือหนึ่งในหลักฐานเชื่อมโยงถึงอดีตของการตั้งบ้านตั้งเมืองขอนแก่นในอดีต

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแบบแผนการสร้างเมืองตามคตินิยมของการปกครองแบบราชอาณาจักรล้านช้าง และเห็นได้ในขอนแก่น คือการสร้างวัด 4 วัดขึ้นในเขตปักหลักตั้งบ้านเมือง ได้แก่ วัดเหนือ วัดกลาง วัดใต้ และวัดท่าแขก  

วัดเหนือ เป็นวัดสำหรับชุมนุมเจ้าเมืองสมัยก่อน ปัจจุบันคือวัดธาตุ พระอารามหลวง ถัดมาคือวัดกลาง เป็นพื้นที่สำหรับทำบุญของประชาชน ปัจจุบันยังใช้ชื่อวัดกลางเช่นเดิม ส่วนวัดใต้ ปัจจุบันคือวัดหนองแวง พระอารามหลวง กลายเป็นสระน้ำของสวนสาธารณะไป และสุดท้ายคือวัดท่าแขก เป็นวัดสำหรับพระภิกษุอาคันตุกะจากถิ่นอื่นมาพำนัก (ตั้มเล่าให้ฟังว่าเขาเคยมีโอกาสเข้าไปในสิมโบราณของของวัดโพธิ์ ซึ่งอยู่ใกล้กันกับบริเวณวัดท่าแขกเดิมนี้ที่เปิดให้เฉพาะบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ทำให้ได้เห็นพระพุทธรูปล้านช้างเก่าแก่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการตั้งบ้านตั้งเมืองขอนแก่นจากคนลาวในยุคแรก)  

ตั้มชี้ให้เราเห็นว่า แบบแผนการสร้างวัดทั้ง 4 วัดนี้อยู่ในเขตเมืองเก่านี้ทั้งสิ้น และตอนที่เขาตามรอยประวัติศาสตร์การย้ายเมืองขอนแก่นไปยัง ‘บ้านดงพันชาติ’ (ต่อมาเพี้ยนชื่อเป็นดอนพันชาติ) ซึ่งปัจจุบัน พื้นที่นี้ตั้งอยู่ในเขตบ้านโนนเมือง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ก็ยังปรากฏหลักฐานการตั้งวัด 3 วัด คือวัดเหนือ วัดกลาง วัดใต้ (ไม่ได้พูดถึงวัดท่าแขก) เช่นเดียวกัน อีกอย่างที่ได้รับรู้คือความรู้สึกของผู้คนรุ่นเก่าตรงนั้น ซึ่งยังรู้สึกว่าเป็นคนขอนแก่นดังเดิม

นอกจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อีกประเด็นน่าสนใจคือวิถีชีวิตของผู้คนในย่านเมืองเก่า ซึ่งปลูกบ้านอยู่ติด ๆ กันจนเกือบเรียกได้ว่าแออัด สะท้อนให้เห็นถึงย่านเมืองเดิมที่ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ บ้านส่วนใหญ่เปิดเป็นบ้านพักราคาถูก ผู้มาเช่าส่วนมากเป็นคนพลัดถิ่นหรือผู้มีรายได้น้อยที่เข้ามาหาโอกาสในเมืองขอนแก่น กลุ่มคนเหล่านี้อาจไม่ได้ผูกพันหรือรับรู้ถึงความสำคัญของย่านนี้ เพราะลำพังชีวิตต้องปากกัดตีนถีบก็เหนื่อยหนักมากแล้ว รวมไปถึงสภาพของพื้นที่ที่แม้จะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ก็เหมือนไม่ได้รับการพัฒนาจากภาครัฐ ห้องเช่าจึงกลายเป็นเพียงจุดพักหลับนอนก่อนจะตื่นและออกไปทำงาน ศิลปินบางคนจึงหยิบยกแง่มุมดังกล่าวมาสะท้อนผ่านงานศิลปะ

“ตอนจัดงาน S.O.E ครั้งแรก ผมกับเพื่อนศิลปินมาเช่าพื้นที่หอพักหรือบ้านเก่าในย่านนี้เพื่อจัดแสดงงาน แรก ๆ คนในพื้นที่ก็ไม่เข้าใจว่าเรามาทำอะไร แต่เราพยายามอธิบายให้เขาฟังและดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย คือให้ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนและผู้ที่ดูแลพิพิธภัณฑ์เมืองอย่าง ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ มาเจอกัน พูดคุยรับฟังถึงประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในเมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะการพูดคุยครั้งนั้นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล พอโฮงมูนมังเมืองขอนแก่นจะรีโนเวตใหม่ ก็ได้ติดต่อขอข้อมูลกับคนในชุมชนที่เคยพูดคุยกันเพื่อนำไปใช้ ผมว่าดีมากที่เรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชนจากคนในย่านได้บอกเล่าและสื่อสารออกไป 

“ผมยังจัดนิทรรศการในบ้านหลังหนึ่งในย่านนี้ด้วย เพื่อแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของย่านเมืองเก่า ประวัติศาสตร์การตั้งเมืองขอนแก่นที่เราไปค้นพบ ให้คนในย่านได้เข้ามาเรียนรู้ เสียดายที่ตอนนี้บ้านหลังนั้นทุบทิ้งไปแล้ว นอกจากนี้ศิลปินคนอื่น ๆ ยังได้สะท้อนเรื่องราวของผู้คนพลัดถิ่นในย่านเมืองเก่า ผ่านผลงานศิลปะบนพื้นที่ของย่าน น่าเสียดายที่ในช่วงจัดนิทรรศการครั้งแรกเป็นช่วงระบาดของโควิด-19 คนจึงไม่คึกคักเท่าที่ควร”

ตึกอนุสรณ์ พระยานครศรีบริรักษ์ (อู๋) พ.ศ. ๒๕๐๙
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อาจถูกรื้อถอน

ถัดจากการเดินชมตรอกในย่านเมืองเก่า ตั้มพาเราติดตามร่องรอยประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นไปยังวัดใต้ หรือ วัดหนองแวง พระอารามหลวง จุดเช็กอินของหลายคนที่มาเยือนขอนแก่น โดยนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่คนขอนแก่นเองอาจไม่เคยรู้เลยว่าวัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์การตั้งเมืองขอนแก่น นั่นคือตึกอนุสรณ์ พระยานครศรีบริรักษ์ (อู๋) พ.ศ. ๒๕๐๙ และที่บรรจุอัฐิของท่านไว้ให้สักการะ

อาคารชั้นเดียวสีขาว ประตูหน้าชำรุดและมีเพียงผ้าม่านปิดไว้ให้เราเดินทะลุเข้าไปได้ เมื่อย่างกรายเข้าไปจะเห็นตัวอักษรนูนต่ำเขียนระบุชื่อตึกเอาไว้เหนือบานประตูด้านใน และมีแผ่นหินอ่อนสลักจารึกความเป็นมาที่เลือนราง

ตั้มได้นัด พระปรีชา ปริวันตะวิญญู ไว้ พระรูปนี้สนใจและศึกษาประวัติศาสตร์การตั้งเมืองและย้ายเมืองขอนแก่น ซึ่งท่านให้ข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับการย้ายเมืองแต่ละครั้งให้ฟังอย่างชัดเจน ทั้งเหตุผลของการย้ายแต่ละครั้ง สถานที่ ผู้คน และเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง โดยเรื่องราวต่าง ๆ อ้างอิงจากหลักฐานทางเอกสารที่ท่านศึกษามา

ข้อมูลหนึ่งน่าสนใจ คือเรื่องชื่อจังหวัดขอนแก่น มาจากชื่อ ‘บึงบอน’ ซึ่งเป็นจุดตั้งเมืองในช่วงแรก ๆ (ปัจจุบันคือบึงแก่นนคร) ไม่ได้เพี้ยนมาจากพระธาตุขามแก่น ซึ่งสร้างครอบทับตอมะขามฟื้นคืนชีพตามที่บอกเล่ากันมา โดยพระปรีชาบอกว่าเรื่องนี้มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุ พูดถึง พระยานครราชสีมา มีใบบอกทูลเกล้าฯ ไปยังพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ของราชวงศ์จักรี ขอให้ยกบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่น ใน พ.ศ. 2340 ขณะที่ตำนานเรื่องการบูรณะพระธาตุขามแก่นและการเพี้ยนของชื่อขามแก่นมาเป็นขอนแก่นนั้นเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2493 – 2494 เท่านั้นเอง เรื่องนี้นับว่าน่าสนใจมาก ควรมีการสืบหาความให้ชัดเจนและบอกเล่าข้อเท็จจริงให้ผู้คนได้รับรู้ 

อีกเรื่องน่าตกใจ คือพระครูปรีชาบอกว่า ตึกอนุสรณ์ พระยานครศรีบริรักษ์ (อู๋) พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่เราเข้าชมในช่วงแรก กำลังจะถูกรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารแห่งใหม่ขึ้น ทำไมหนอสิ่งปลูกสร้างทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเช่นนี้จึงไม่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ ทั้งยังจะถูกทำลายทิ้ง ซึ่งไม่ต่างกับการทำลายประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดให้หมดไป 

“นี่แหละคือสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกตอนเก็บข้อมูล ว่าบางครั้งเหมือนมีการพยายามลบเรื่องราวจุดกำเนิดของความเป็นคนเชื้อสายล้านช้างที่สร้างเมืองขอนแก่นขึ้นมาให้หายไป” ตั้มกล่าวเสริมในประเด็นนี้ 

พวกเราจึงเสนอกับพระปรีชาว่า น่าจะทำเรื่องขอให้อนุรักษ์อาคารนี้ไว้ และอาจเปิดเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์เมืองเพื่อแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์การตั้งบ้านเมืองในอาคารแห่งนี้ให้คนที่มาเยือนวัดเข้าชม เพราะใกล้ ๆ กันยังมีที่บรรจุอัฐิของ พระยานครศรีบริรักษ์ (อู๋) อยู่ใกล้ ๆ จึงควรอนุรักษ์ไว้

ระหว่างเดินกลับไปยังจุดจอดรถ ตั้มบอกกับเราว่า หากเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองเก่าที่เขาพาเราไปสัมผัสเหล่านี้ได้รับความสำคัญ ประกอบกับย่านเมืองเก่าได้รับการบูรณะดูแลอย่างใส่ใจ ด้วยศักยภาพน่าจะพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้ และจะก่อเกิดประโยชน์ทั้งต่อจังหวัด คือจะมีแหล่งอ้างอิงรากฐานทางวัฒนธรรม และต่อผู้คนในย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา และทำมาหากินเลี้ยงตัวได้โดยไม่ต้องเดินทางออกจากย่านของตน

แผนพัฒนาเมืองขอนแก่นที่ไม่มีคำว่าบังเอิญ
ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เราเดินจากวัดหนองแวงมาถึงจุดจอดรถที่ริมบึงแก่นนคร ก่อนขึ้นรถตั้มชี้ให้เราดูเกาะกลางบึงแก่นนคร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านอาหารชื่อภัตตาคารบัวหลวง  

“ตรงนั้นคือจุดที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มากางเต็นท์และร่างแบบแผนพัฒนาเมืองขอนแก่นกัน ไม่ใช่ตรงบ้านพักจอมพลสฤษดิ์ที่ทุกวันนี้ข้าราชการยังไปวางพวงมาลา ที่ผมรู้ก็เพราะว่าช่วงเวลานั้นคุณตาของผมท่านเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรจังหวัดขอนแก่น และได้ไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ผมจึงมักจะคุยกับเพื่อน ๆ ศิลปินเสมอว่าการเมืองและอำนาจในขอนแก่นเริ่มต้นจากกลางบึงแก่นนครนี่แหละ ส่วนบ้านพักที่ว่านั้นสร้างไว้เพื่อเตรียมรับรอง แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่ได้ไปพัก”

เมื่อกล่าวถึงบุคคลในประวัติศาสตร์อย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้มอธิบายให้เราฟังว่า ถัดจากการตั้งบ้านตั้งเมืองในยุคแรกของขอนแก่น ก็มาถึงอีกยุคหนึ่งที่ขอนแก่นพัฒนาและเกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดอีกครั้ง นั่นก็คือช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีนโยบายพัฒนาเมืองตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 1 ว่าด้วยการวางแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ เป็นแนวคิดการพัฒนาแบบสมัยใหม่ (ในยุคนั้น) โดยว่ากันว่าไทยได้รับการสนับสนุนเงินทุนการพัฒนาจากชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา

“พอค้นถึงตรงนี้ผมเลยเริ่มเข้าใจแล้วว่าขอนแก่นเป็นเมืองที่ไม่มีคำว่าบังเอิญจริง ๆ ตามแฮชแท็กยอดฮิตของจังหวัด เพราะว่าบ้านเมืองออกแบบไว้อย่างเป็นระบบว่ามหาวิทยาลัยต้องตั้งตรงไหน ถนนสายมิตรภาพต้องตัดไปทางไหน สนามบินต้องตั้งไว้ตรงไหน เขื่อนต้องสร้างตรงไหน ผังเมืองออกแบบมาเพื่อให้สอดรับกับแผนพัฒนา”

ปลุกย่านเศรษฐกิจเก่าให้คึกคัก
ด้วยนิทรรศการศิลปะ S.O.E ธีมนายฮ้อย We Tread Everything

จากย่านเมืองเก่า ตั้มพาเราเดินทางสู่ถนนศรีจันทร์ ย่านเศรษฐกิจเก่าแก่อีกแห่งของเมือง ซึ่งปัจจุบันกำลังประสบวิกฤตพื้นเมืองร้าง จึงเป็นจุดที่เขาและเพื่อนศิลปินเลือกใช้งานศิลปะมาปลุกสีสัน

“นิทรรศการ S.O.E ครั้งที่ 2 เราต้องการนำเสนอว่าขอนแก่นเป็นเมืองเศรษฐกิจ รวมผู้คนที่มาค้าขายสินค้า จึงคิดธีมชื่อ ‘นายฮ้อย’ ขึ้น เพราะนายฮ้อยคือคนอีสานที่ค้าขายวัวควาย ขอนแก่นก็เหมือนกับตลาดค้าวัวที่พ่อค้าและผู้ซื้อมาพบปะแลกเปลี่ยนกัน เพียงแต่ครั้งนี้เราเปลี่ยนสินค้าเป็นผลงานศิลปะ และชักชวนศิลปินจากหลากหลายภูมิภาคมาร่วมแสดงงาน เสมือนนายฮ้อยจากหลากหลายที่ที่มารวมตัวแลกเปลี่ยนค้าขายกันนั่นเอง

“นิทรรการครั้งที่ 2 นี้เราจัดขึ้นเมื่อปีก่อน ประสบความสำเร็จมาก เพราะโควิดซาแล้ว และเราจัดทัวร์กันอย่างจริงจัง โดยเช่ารถสองแถวนำเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ให้ผู้มาชมงานศิลปะเดินทางไปรอบ ๆ เมือง ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แต่จุดเด่น ๆ ที่ผมจะพามาชมมีอยู่ 3 จุด เริ่มต้นจาก KULTX Collaborative Space ความสำคัญของจุดนี้คือเป็นตะเข็บเชื่อมต่อระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ มีงานศิลปะแบบ VR (Virtual Reality) ล้ำ ๆ หน่อย คนก็ชอบกัน

“อีกจุดคือคือแถวโรงหนังขอนแก่น ผมเลือกจุดนี้เพราะถนนศรีจันทร์เป็นย่านการค้าและเศรษฐกิจที่เคยคึกคัก และเวิ้งตรงนี้ยังเคยเป็นตลาดสดเทศบาล 1 ของขอนแก่นมาก่อน เราเลยออกแบบงานให้ศิลปินชาวปักษ์ใต้มาจัดแสดงงานศิลปะในธีมตลาด แล้วก็แก๊งศิลปินจากปัตตานีเขาก็มาทำพื้นที่เป็นตลาดรูสะมิแล ยกชื่อตลาดประจำจังหวัดเขามา แต่ว่าขายงานศิลปะ จุดนี้ก็มีคนให้ความสนใจเยอะ

“จุดสุดท้ายหลังจากชมงานศิลปะรอบเมืองเสร็จ ผมเลือกจัดนิทรรศการขึ้นในอาคาร บริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด หรือบริษัทของจิมทอมป์สัน ซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณ บ.ข.ส. เก่าขอนแก่น ให้เป็นจุดรวมตัวกันของคนชมงานศิลปะ เพราะจุดพักรถ เปรียบเหมือนจุดรวมของผู้คนที่มาเยือนขอนแก่น มาถึงก็ต้องลง บ.ข.ส. ก่อน เราเอาพื้นที่นี้มาทำเป็น Archive ของ S.O.E 2 โดยปูผ้าใบสกรีนลายตารางเกมเศรษฐีบนพื้น มีช่องทางเดินแบ่งเป็นล็อกตามพื้นที่เมืองขอนแก่น 

“ผู้เยี่ยมชมจุดแสดงงานแต่ละจุดเมื่อมาถึงตรงนี้ก็จะเข้าใจบทสรุปว่าแต่ละโซนที่เลือกจัดงาน เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของขอนแก่นอย่างไร แล้วข้างบนก็มีแสดงงาน Performance เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่ทุกคนดูงานเสร็จทุกที่แล้วก็จะมานั่งย่อยกันตรงนี้ แล้วพอคนมาดูสรุป Archive เขาก็จะเข้าใจว่าตรงที่ไปเที่ยวชมงานในช่วงแรกก็คือตรงนี้ ๆ นะ”

แม้นิทรรศการศิลปะทั้งสองจะจบลงไปแล้ว แต่การเดินทางไปตามจุดต่าง ๆ ของเมืองขอนแก่น ผ่านการบอกเล่าของตั้ม ก็ทำให้เราอินกับเรื่องราวการใช้ศิลปะมาสื่อสารสะท้อนเรื่องราวของเมืองแห่งนี้ 

ศิลปะคือเครื่องมือสะท้อนสุนทรียศาสตร์ที่มีหลากแง่มุม
แต่ไม่บังคับคนดู

เราวนกลับมาที่ KULTX Collaborative Space อีกครั้ง เพื่อสรุปเรื่องราวของวันนี้ และฉายภาพบทบาทของศิลปินผู้ใช้ผลงานศิลปะสะท้อนแง่มุมของสังคม ข้อสงสัยหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง คือผลงานศิลปะร่วมสมัยเชิงสะท้อนสังคมเช่นนี้ ทำให้ชิ้นงานศิลปะขาดสุนทรียภาพไป หรือเกินขอบเขตหน้าที่ในฐานะศิลปินหรือไม่ ตั้มตอบกับเราว่า

“ผมว่าสุนทรียภาพมีหลากหลายแง่มุม บางครั้งสภาพเศรษฐกิจและสังคมแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็อาจมีผลต่อการหยิบยกประเด็นการนำเสนอหรือสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะของศิลปิน แต่ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เรื่องราวใด ในเมื่อพวกเรายังตั้งใจสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่ ทุกชิ้นงานศิลปะย่อมมีสุนทรียภาพในตัวเอง 

“ระหว่างเก็บข้อมูลเราได้เห็นกลุ่มคนชายขอบของเมืองที่มีชีวิตรันทดน่าเห็นใจ บางทีรู้สึกอยากลงไปช่วยเขามาก แต่ต้องเตือนสติตัวเองไว้ว่าเราไม่ใช่ NGO หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่ในบทบาทศิลปินที่จะช่วยได้คือการใช้งานศิลปะเป็นเครื่องสะท้อนและขับเคลื่อนให้เกิดบางอย่างทางความรู้สึกของผู้ชมงานศิลปะ โดยอาจหยิบยกเอาเรื่องราวของผู้คน สังคม หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์มานำเสนอ แต่เมื่อมาชมมาสัมผัสแล้วเขาจะรู้สึกอย่างไร นำไปสู่การปฏิบัติต่อสังคมอย่างไร ถือเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะมีพื้นที่อิสระทางความคิดและความรู้สึก เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับ”

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสำคัญ
และประวัติศาสตร์ที่ดีทุกคนควรมีส่วนร่วม

จากมุมมองเรื่องบทบาทของศิลปินและหน้าที่ของศิลปะ ตั้มยังสะท้อนความรู้สึกถึงเรื่องราวความสำคัญของประวัติศาสตร์ต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า 

“ผมคิดว่าการรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์นั้นสำคัญ เพราะเราสร้างสรรค์หรือเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้เยอะแยะเลยจากประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของบ้านเราเอง หรือของที่อื่นที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน แต่ประวัติศาสตร์ไม่ควรเขียนขึ้นหรือผลักดันให้เป็นเรื่องราวของใครคนใดคนหนึ่ง ควรเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันของคนในพื้นที่รู้สึกมีส่วนร่วม

“ประวัติศาสตร์ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ควรสร้างขึ้นเพื่อการชักจูงหรือตีกรอบความคิดของผู้คน โดยเฉพาะในมุมของของศิลปิน ผมเคยเห็นชิ้นงานศิลปะของเพื่อนศิลปินต่างชาติบางคนที่ดูกล้า ๆ กลัว ๆ พอพูดคุยในรายละเอียด จึงรู้ว่ามีเหตุมาจากความไม่กล้าก้าวออกจากกรอบความคิดที่ประวัติศาสตร์ของชาตินั้น ๆ ครอบเอาไว้ ทำให้การสร้างสรรค์งานศิลปะของเขาไม่เป็นอิสระ 

“ต่างกับศิลปินบางชนชาติที่ถูกล้มล้างวัฒนธรรมธรรมจนรากเก่าเลือนหาย กลายเป็นว่าพวกเขาสร้างสรรค์งานเฉพาะตน ชิ้นงานไร้ขีดจำกัดมาก เพราะไม่ต้องติดกรอบทางความคิด แต่ในอีกมุมหนึ่ง การไม่มีรากฐานทางวัฒนธรรมก็ย่อมมีข้อเสีย เพราะในวันที่ถามหาอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของชนชาติ เมื่อไม่มีวัฒนธรรมหลงเหลืออยู่ มันจะบอกไม่ได้ว่ารากเหง้าความเป็นเราอยู่ตรงไหนกันแน่

“ในมุมมองส่วนตัวผม ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ทุกคนกลับมาสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรียนรู้และตั้งคำถามกับมัน อาจทำให้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและสังคมได้ไม่มากก็น้อย เหมือนที่ผมเองได้สัมผัสรับรู้เรื่องราวของขอนแก่น เข้าใจบริบทของพื้นที่ผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเช่นกัน”

‘Kupper Art Fes 2024’ Art Fair
ครั้งแรกในภาคอีสานเพื่อทางรอดของศิลปิน

ก่อนปิดจบบทสนทนา ตั้มเล่าให้เราฟังถึงโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น นั่นคือการจัด Art Fair ขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคอีสาน ภายใต้ความร่วมมือของ KULTX Collaborative Space และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2567 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) 

“โปรเจกต์ล่าสุดคือผมจะทำ Art Fair เพราะมันไม่เคยมาก่อน เราไปนั่งฟังการบรรยายที่ Art Lane แล้วมีประเด็นเรื่องปัญหาของนักศึกษาศิลปะ คือเขาไม่รู้จะขายงานศิลปะยังไง ขายให้ใคร ผมเลยคิดว่า งั้นเราเปิดตลาดศิลปะ เปิดขายจริงจัง ไม่เอาตลาดนัด จริง ๆ เราควรดึงการซื้อขายออกมาจากกรุงเทพฯ บ้าง เลยคิดคอนเซปต์ว่า ไปทำ Motel Art Fair ไหม ไปเปิดห้องโรงแรมทั้งชั้นแล้วชวนศิลปินไปปาร์ตี้กัน แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เลยว่าจะไปทำที่ม่านรูด แล้วม่านรูดเขาไม่เข้าใจว่าเราจะไปทำอะไรกัน พอเราไปขอเช่า เขาบอกว่า รายชั่วโมงได้เยอะกว่า (หัวเราะ) เลยได้ไปทำที่ Ad Lib Khon Kaen ผมก็มองว่าครั้งแรกอาจไม่สำเร็จหรอก (อีกแล้ว) แต่จะเป็นการเปิดตัวว่ามีการจัดงาน Art Fair ที่ต่างจังหวัด คงจะฮือฮาน่าดู แล้วเราก็เชิญแกลเลอรีมาจากทั่วประเทศด้วย”  

เขายังเสริมอีกว่างานนี้คือการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนซื้อขายผลงานศิลปะของคนในภาคอีสานและภูมิภาคอื่น ๆ ให้ศิลปินนำผลงานของตัวเองมาเสนอโดยไม่ปิดกั้น ทั้งยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด บทสนทนาทั้งเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และมีเวิร์กช็อปทางศิลปะให้ต่อยอดความรู้และทักษะ เพื่อให้ผู้ร่วมงานนำแรงบันดาลใจไปต่อยอดไอเดีย 

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ชื่องานว่า Kupper Art Fes 2024 ‘เปิดผ้าม่านกั้ง ฟ้าแจ้งจ่างป่าง’ ที่ต้องการสื่อสารว่า การเปิดม่านออกให้กว้างจะทำให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังหรืออยู่ภายในได้กระจ่างชัด ราวกับท้องฟ้าที่สดใสไร้เมฆบดบัง เสมือนการเปิดเผยความจริงหรือข้อมูลที่เคยปิดบังไว้ให้เห็นอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น 

โดย Art Fair ครั้งแรกในภาคอีสานนี้จะจัดขึ้น 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ Glowfish อาคาร Khon Kaen Innovation Centre (ตึกแก่น) ชั้น G, M, 12 และ 12A ท่านใดสนใจก็เข้าไปชมรายละเอียดหรือลงทะเบียนได้ทาง Facebook : Kupper Art Fes 

แค่ฟังคอนเซปต์งานนี้ที่ตั้มเล่ามาก็มั่นใจเลยว่า Art Fair ครั้งนี้ต้องสร้างปรากฏการณ์ให้วงการศิลปะเป็นแน่

คำถามสุดท้ายที่เราถาม คือในฐานะที่เขาเป็นศิลปิน ผู้ใช้งานศิลปะสะท้อนแง่มุมทางความคิดและความรู้สึกให้ผู้คนมาโดยตลอด แล้วในมุมส่วนตัวล่ะ ศิลปะให้อะไรกับเขาบ้าง 

“เมื่อผมทำงานศิลปะหรือดูงานศิลปะ ได้ใช้เวลากับมัน ผมรู้สึกไม่ตกยุค ได้เห็นและเข้าใจมุมมองของยุคสมัย บริบทสังคมของชีวิตกว้างขึ้น เข้าใจความหลากหลายของผู้คน เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น หลายคนอาจมองว่าศิลปินเป็นพวกเพ้อฝันไร้ระเบียบ แต่สำหรับผม ศิลปะทำให้เรามีระเบียบวินัยอยู่เหมือนกัน ไม่เชิงว่าระเบียบจัด แต่หมายถึงเราต้องจริงจังกับสิ่งที่ทำ ยอมรับและเคารพต่อสิ่งที่ทำ สอนให้เรารู้จักให้เกียรติและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และสิ่งสำคัญที่สุด คือศิลปะทำให้มองเห็นความงามที่อยู่รอบตัวเรา”

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล