“เราจะทำยังไงให้ 60 กิโลเมตรจากในเมืองขอนแก่น 15 กิโลเมตรจากถนนมิตรภาพ คุ้มค่ากับการมาที่สุด ไม่ใช่แค่กินกาแฟ แต่ได้มาสัมผัสกับคาแรกเตอร์ของเมืองแห่งผ้าไหมที่สอดแทรกอยู่ในทุกอณู พื้นที่เรามีของดีอยู่แล้ว เรามีวัฒนธรรม มีวิถีการกิน มีเมนูง่าย ๆ ที่คนที่นี่กินไม่เหมือนคนในเมือง”
ไอซ์-ธนดล หินเธาว์ เจ้าของร้าน Laimai – home brewer แห่งอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงสิ่งที่เขากำลังทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน โดยมีคาเฟอีน ผ้าไหม และความจริงใจเป็นเครื่องมือ

อำเภอชนบทคือ 1 ใน 26 อำเภอของขอนแก่น ด้วยชื่ออำเภอ ชวนให้หลายคนนึกถึงบ้านนอกคอกนาที่ห่างไกลความเจริญ แต่สำหรับคนขอนแก่น เรารู้ดีว่าชนบทคือเมืองศิลปะแห่งผ้าไหมมัดหมี่ที่ทำให้ขอนแก่นได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้าไหมมัดหมี่ (WCC-World Craft City for Ikat (Mudmee))
และแม้ว่าเมืองขอนแก่นจะมีการจัดเทศกาลงานไหมทุกปี ทว่าความนิยมในผ้าไหมกลับค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ มูลค่าของผ้าไหมตกต่ำลง สวนทางกับวัสดุที่ใช้ผลิตที่แพงขึ้น ร้านขายผ้าไหมจากชนบทก็ไปร่วมออกงานน้อยลงเรื่อย ๆ วิถีการค้าขายในโลกออนไลน์ทำให้ถนนสายผ้าไหมของอำเภอชนบทเงียบเชียบต่างจากเมื่อก่อน คนต่างถิ่นเข้ามาอาศัย ผู้คนเก่าแก่ล้มหายตายจาก หลังบ้านที่เคยมีโรงทอผ้าปิดร้าง คนรุ่นใหม่หนีหายจากเมืองไปแสวงหาโอกาส
นี่คือเรื่องที่ไอซ์เกริ่นให้เราฟัง เขาเองก็เคยจากเมืองนี้ไปเช่นกัน ก่อนจะกลับมาอยู่บ้านเดิมท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เพื่อเรียนรู้ตัวเองและพื้นที่บ้านเกิดอีกครั้ง จนตระหนักได้ว่าต้องทำบางอย่างเพื่อคืนความอบอุ่นของผู้คนบนถนนสายนี้ให้กลับคืนมา

ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่หลอมรวมแพสชันนามว่า ‘ลายไหม โฮมบรูว์เวอร์’ (Laimai – home brewer) จึงเปิดขึ้นมาติดกับร้านขายผ้าไหมของที่บ้าน เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารความเป็นชนบทกับผู้มาเยือน ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสผ้าไหม สินค้าที่เป็นหัวใจหลักของเมือง ผ่านการสั่งเครื่องดื่มที่คิดค้นขึ้นโดยมีผ้าไหมมัดหมี่ชนบทเป็นแรงบันดาลใจ และมากไปกว่านั้นคือการเติมเต็มความสุขให้ผู้คนผ่านแก้วกาแฟแบบคนชนบทของทางร้าน
นี่คือเรื่องราวของร้านกาแฟเล็ก ๆ ย่านชานเมืองในขอนแก่นที่มีฝันใหญ่ อยากสร้างสรรค์บ้านเกิดผ่านกลิ่นอายคาเฟอีน และเลื่อมลายเงาวับของผ้าไหมมัดหมี่ชนบทที่คอลัมน์ อีสาน Lifehacker อยากชวนคุณไปรู้จัก

เด็กชนบทผู้หลงใหลในคาเฟอีน
“ผมเกิดและเติบโตที่อำเภอชนบท ที่บ้านทำผ้าไหม เปิดร้านขายผ้าไหมมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า อยู่บนถนนผ้าไหมมาแต่แรก หลังร้านผ้าไหมของคุณปู่เมื่อก่อนเป็นโรงทอผ้า มัดหมี่ ย้อมผ้า ทำทุกกระบวนการของการทำผ้าไหมมัดหมี่แบบชนบท และมีช่างฝีมือในพื้นที่มารวมตัวกันผลิตผลงานเต็มไปหมด
“ตอนเป็นเด็ก เช้า ๆ ผมจะมาวิ่งเล่นที่นี่ มากินข้าวเช้า พี่ ๆ ที่มาทอผ้าก็ช่วยปู่กับย่าเลี้ยง ทำกับข้าวให้เรากิน รู้จักกันหมด บรรยากาศอบอุ่นครับ ผมได้เห็นทุกกระบวนการของการทำผ้าไหมมัดหมี่จนชินตา ทำให้เข้าใจกระบวนการทำผ้าและดูผ้าเป็นว่าผืนไหนสวย-ไม่สวยไปโดยปริยาย
“พอเรียนจบชั้น ป.6 ผมย้ายไปอยู่ในเมืองขอนแก่น ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เรียนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนต่อทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท รวม ๆ เวลาแล้วก็ 10 กว่าปีที่ไม่ได้กลับมาที่ชนบท
“ผมเริ่มหลงใหลในโลกของกาแฟตอนเรียนมหาวิทยาลัยครับ การเรียนที่หนักหน่วงผ่านไปได้ง่ายขึ้นเมื่อได้จิบกาแฟ คาเฟอีนทำให้เราไปต่อได้ในแต่ละวัน ตอนเรียนปริญญาโทจบและรอรับปริญญา ช่วงนั้นมีเวลาว่างจึงลองไปสมัครเป็นพนักงานในร้านกาแฟสเปเชียลตี้แห่งหนึ่งในขอนแก่น ทำให้ได้เข้าสู่โลกของกาแฟอย่างแท้จริง ได้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกาแฟ ตั้งแต่คั่วเมล็ด การชง การชิม และผมเริ่มหลงใหลในกาแฟ จึงเก็บความรู้ต่อเนื่อง ศึกษาเกี่ยวกับกาแฟมากขึ้น และค้นพบว่านี่แหละคือแพสชันของเรา
“หลังเรียนจบปริญญาโท รับปริญญาเสร็จ ผมมีโอกาสเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนในมหาวิทยาลัย แต่ผมได้คำตอบว่า ชีวิตตรงนั้นไม่มีความสุข จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อำเภอชนบท มาช่วยคุณพ่อทำธุรกิจขายผ้าไหม และขอมุมหนึ่งในบ้านนำเครื่องชงกาแฟมาตั้งและชงกินเองเพราะเราชอบกาแฟมากจริง ๆ พักหลังเลยเริ่มชงขาย ก่อนจะขยับขยายมาเปิดเป็นร้านจริงจังขึ้น ตอนนั้นคิดว่าอยากทำกาแฟพิเศษให้คนในชนบทลิ้มลองกัน และอีกใจหนึ่งก็คือ อยากลองทำธุรกิจด้วยตัวเองที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจผ้าไหมของที่บ้าน อยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าเรายืนได้ด้วยตัวเอง”
ในที่สุดไอซ์ก็ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟพิเศษในอำเภอชนบท ซึ่ง ณ ตอนนั้น เริ่มเงียบเชียบลงเรื่อย ๆ

ถนนผ้าไหมที่เงียบเหงา ผ้าไหมผืนงามที่ไร้การจดจำ
“เมื่อก่อนบนถนนผ้าไหมมีรถทัวร์มาจอดทีละ 2 – 3 คัน ผ้าไหมมีราคา ขายดี ต่างจากทุกวันนี้ที่เงียบเหงามาก คนมาเดินบนถนนผ้าไหมน้อยลงทุกที เดี๋ยวนี้เลยไม่ค่อยมีใครอยากทอผ้าไหมแบบครบวงจร เพราะวัสดุราคาสูง แต่คุณค่าและมูลค่าของผ้าไหมไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อน”
ไอซ์เริ่มฉายภาพความทรงจำในอดีตของเขาให้เราฟัง

“ผมมองว่าอำเภอชนบทคือเมืองเก่าแต่โตใหม่ บนถนนผ้าไหมแห่งนี้มีแค่ร้านผม ร้านฝั่งตรงข้าม และร้านข้าง ๆ ที่ยังเป็นร้านรูปแบบดั้งเดิม ที่เหลือเป็นคนรุ่นใหม่บ้าง คนจากที่อื่นแล้วอยากมาเติบโตที่เมืองนี้บ้าง ตัวผมเองก็นับรวมอยู่ในอย่างหลัง เพราะไปเติบโตในตัวเมืองขอนแก่นมานาน แต่ผมเติบโตมากับโรงทอ เป็นสมบัติที่อยู่ในความทรงจำ เมื่อ 5 ปีก่อนนี้เองที่ช่างคนสุดท้ายของบ้านเราเขากลับไปอยู่บ้าน เพราะอายุมากทำต่อไม่ไหว โรงทอบ้านเราจึงปิดตัวลง เหลือแค่หน้าร้านที่จำหน่ายผ้า ช่างรุ่นใหม่ ๆ ก็น้อยลงทุกที ช่างบางคนก็เปลี่ยนจากอาชีพมัดหมี่ไปรับจ้างมัดหม่ำ เพราะรายได้ดีกว่า
“ตอนคุณย่าเสีย คนที่อยู่ในถนนสายนี้ทั้งหมดมารวมตัวกันที่งานคุณย่า เพราะทุกคนรู้จักคุณย่าว่าเป็นคนสูงวัยบนถนนผ้าไหม และคนสุดท้ายก็คือคุณปู่ของผม บรรยากาศเดิม ๆ เรื่องราวเก่า ๆ ความอบอุ่นของชุมชนค่อย ๆ หายไป ทั้งที่ย่านนี้เป็นย่านการค้า แต่บรรยากาศเดิม ๆ ที่ผู้คนได้มาพบปะกันไม่ค่อยมีแล้ว
“นอกจากบุคลากรที่ทำผ้าไหมเริ่มลดลง ผ้าไหมชนบทที่ออกไปสู่สายตาคนทั้งประเทศ หรืออาจจะไปทั้งโลก ก็ไม่ได้วนกลับมาถึงบ้านเราเลย เพราะช่างทอหลายคนขายงานผ่านพ่อค้าคนกลาง หนึ่งในนั้นคือคุณแม่ผมเอง ท่านเคยมัดหมี่เองเพราะท่านชอบ เมื่อก่อนที่ยังทำไหวคุณแม่จะมัดหมี่ลวดลายของแกเองและส่งไปที่ร้านแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าผ้าผืนนั้นได้ใช้ตัดชุดให้ แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ ใส่ถ่ายภาพที่อินเดีย

“เรายังมีผ้าพับเดียวกันที่คุณแม่ยังเก็บเอาไว้ เพราะท่านปลื้มใจที่ดีไซเนอร์ชื่อดังนำไปใช้งาน มันออกมาดูคลาสสิกมากและทำให้มูลค่าของผ้าสูงขึ้น ทว่ามูลค่านั้นไม่ได้หวนกลับมาสู่ต้นน้ำ เพราะเราขายผ่านคนกลางไป
“เรื่องนี้สอนใจผมว่า พวกเราต้องโตด้วยตัวเอง ต้องพัฒนาไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ต้นน้ำที่ส่งผ้าให้ร้านในเมือง แต่ต้นน้ำจริง ๆ กลับซบเซาลงเรื่อย ๆ การที่เราทอผ้าส่งขาย มันคือเส้นทางหนึ่งของอาชีพช่างทอผ้าก็จริง แต่ถ้าไม่ทำให้เราโตได้ด้วยตัวเอง มูลค่าของเราจะหมดลง
“หากเทียบกับเมื่อก่อน ตอนนี้ราคาผ้าไหมบ้านเราถูกลง สวนทางกับราคาวัตถุดิบตั้งต้นที่สูงขึ้น ผ้าไหมต้องมาดูด้วยตาตัวเองจึงจะเข้าใจถึงคุณค่า การได้เลือกผ้าด้วยตัวเองคือเสน่ห์ แม้กระทั่งกลิ่นของผ้า บางร้านเก็บผ้าไว้ในตู้ไม้ ผมชอบมากเวลาได้กลิ่นผ้าที่เก็บอย่างนี้ มันรู้สึกถึงคุณค่าของชิ้นงานที่เก็บรักษาไว้อย่างดี ซึ่งการซื้อ-ขายออนไลน์ให้ไม่ได้
“รู้ไหมครับว่างานไหมที่เป็นงานประจำปีของขอนแก่น มีร้านผ้าไหมจากอำเภอชนบทไปร่วมงานน้อยลงทุก ๆ ปี เรากลายเป็นแค่คนที่ทำผ้าไปส่ง พอเปลี่ยนรุ่น มุมมองอาจจะต่างออกไป คนที่เข้ามาอยู่ใหม่ไม่ได้เติบโตที่นี่ เขาอาจจะไม่ได้รู้จักหรือผูกพันกับที่นี่ 100% ก็ไม่ได้ผิดนะ เขาอาจจะมาช่วยพัฒนาในมุมมองของเขา แต่อีกมุมหนึ่ง เมื่อเขามาเพื่อทำธุรกิจ ต้องมองเรื่องจุดคุ้มทุน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเติบโตไปกับพื้นที่ด้วย ถ้ามีเงินก้อนใหญ่สักก้อน เขาอาจจะเลือกไปเปิดร้านในเมืองใหญ่ก็ได้ แล้วอย่างนี้ชนบทจะเป็นอย่างไรต่อไป”


ร้านกาแฟสเปเชียลตี้ที่ไม่เข้ากับเมือง
แพสชันและความเชื่อมั่นที่แรงกล้า ทำให้ไอซ์ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟสเปเชียลตี้ขึ้นบนถนนสายผ้าไหมที่เงียบเชียบลงทุกวัน
นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาเกิดการเปลี่ยนแปลงและคลี่คลายมาเป็นร้านกาแฟ Laimai – home brewer แห่งอำเภอชนบทที่หลายคนตกหลุมรัก
“เป้าหมายตอนนั้นแค่ต้องการเปิดร้านกาแฟสนองนี้ด เพราะไม่รู้ว่าจะกินกาแฟที่ไหนในบ้านเรา อำเภอใกล้เรามีร้านกาแฟดี ๆ แต่เราไปไม่ได้เพราะต้องเฝ้าร้านขายผ้า เรามีอุปกรณ์ที่ซื้อเก็บไว้ เลยหอบเอามาชงที่ร้านผ้าไหม ทำขายไปด้วย ปรากฏว่าเริ่มมีคนมาซื้อ เห็นว่าน่าจะเติบโตได้ จึงตัดสินใจเปิดคาเฟ่สเปเชียลตี้จริงจัง
“ตอนนั้นเราอยากให้เมืองชนบทศิวิไล เราไปอยู่ในเมืองมานาน มีภาพจำในหัวว่า กาแฟดี ๆ ต้องเป็นแบบไหน จึงต้องการขายสิ่งที่มีในเมืองให้คนบ้านเราลองกิน เอาตัวเองเป็นไม้บรรทัดวัดคนอื่น จะทำให้คนในเมืองเข้าใจกาแฟที่เราทำในตอนนั้น

“ขายไปสักพัก เริ่มสังเกตว่าคนมาซื้อกาแฟน้อยลง คนกินก็หน้าเดิม ๆ ไม่ก็เป็นคนที่มาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ คนรู้จักบางคนยังไม่มาเลย ในอำเภอเรามีโรงงานทำพรมนะ พนักงานเป็นวัยรุ่นด้วย แต่ทำไมเขาไม่มา ทำไมคนที่เรียนมหาวิทยาลัยในเมืองมา บางคนมาจากกรุงเทพฯ มาได้งานเป็นผู้จัดการ เขาต้องกินกาแฟสเปเชียลตี้ที่เราทำไว้สิ แต่ทำไมเขาไม่กิน
“ปณิธานของผมในตอนนั้น คือจะเป็นกาแฟสเปเชียลตี้แบบในเมืองใหญ่ จะขายให้คนที่เคยอยู่ในเมือง ตลกมากครับที่คิดและตั้งปณิธานแปลก ๆ แบบนั้น”
สายโทรศัพท์ปริศนาที่นำพาสู่การเปลี่ยนแปลง
“มีเหตุการณ์หนึ่งสะเทือนใจผมมาก (เสียงสั่น น้ำตาคลอ) มีสายปริศนาโทรมาบอกว่า ‘ขายกาแฟแบบนี้ ไม่ได้ขายหรอก ปิดไปเถอะ’ ฟังแล้วอึ้งไปเลย นี่เราทำกาแฟดีขนาดนี้ ทำไมถึงได้รับฟีดแบ็กแบบนี้
“เราเลยคุยกันกับแม่ แม่ก็ถามว่าแล้วจะขายให้ใคร แขกไม่ได้มาที่อำเภอเราเหมือนเดิมแล้วนะ จะหวังขายให้คนจากในเมืองมากินเหรอ คนที่มาซื้อผ้าไหมเหรอ ใครจะมาเดิน ถนนมันเงียบเหงาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แล้วคนแถวนี้ล่ะ ไม่เอาเขาเลยเหรอ หรือจะปิดร้านแล้วกลับไปเป็นอาจารย์เหมือนเดิม
“คำถามของแม่ทำให้เรากลับไปตกผลึกว่า อย่างแรกเราจะไม่กลับไปเป็นอาจารย์แน่นอน เราเคยทำและรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา อย่างที่ 2 คือเราต้องเติบโตไปกับคนในเมือง ไม่ใช่ดึงอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวตนของเมืองเข้ามา แล้วไปบังคับให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของพวกเขา
“ผมรื้อระบบทั้งหมดเลย ปรับ Mindset ว่า คนที่นี่ต้องได้กินของดี ในมุมมองที่เขาคิดว่าดีด้วย ไม่ใช่ว่าของดีแต่เขาไม่เข้าใจ ต้องรู้ว่าสิ่งที่เขากินคืออะไร ชอบหรือไม่ชอบ บางทีเขากินไปแล้วอยากอธิบายแต่อธิบายไม่ได้ เราต้องพยายามเรียนรู้ ไม่ใช่ปล่อยเขาไว้กับความรู้สึกสับสนตรงนั้น
“ผมเอาเงินที่เก็บมาตั้งแต่เด็กซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายไปซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ปรับร้านใหม่ เทหมดหน้าตัก คิดในใจว่าลองดูอีกสักตั้งกับสิ่งที่เราตกผลึกทางความคิด ถ้าครั้งนี้ไม่รอด ก็แค่กลับไปขายผ้าไหมกับครอบครัว ล้มบนฟูกไม่เจ็บหรอก แต่คงไม่มีใครอยากล้ม
“ผมกลับมาโฟกัสมากขึ้นว่าคนแถวนี้อยากกินอะไร ลูกค้าบนถนนสายนี้ต้องการอะไร เวลาที่ร้านห้องเสื้อสั่งกาแฟ เขาอยากกินอะไร ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานกินเมนูอะไรได้บ้าง หรือบุคลากรในโรงพยาบาลประจำอำเภอซึ่งต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นชาวบ้าน เขาจะค่อนข้างรีบร้อน เราต้องเข้าใจเขา ถามเขาว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง อยากกินกาแฟแบบไหน ไม่ยัดเยียดกาแฟแบบคนเมืองให้คนในพื้นที่

“ผมออกไปชิมร้านกาแฟที่เปิดเป็นแฟรนไชส์และคนพื้นที่ชอบ ซึ่งเมื่อก่อนผมว่านั่นไม่ใช่กาแฟที่ดี พอได้ชิม อ้าว มันก็ไม่ได้แย่นี่นา ที่ผ่านมาเรากินกาแฟของตัวเองมากเกินไปจนขาดการทำความเข้าใจและเรียนรู้ความต้องการของคนในพื้นที่ พอเริ่มเข้าใจแล้วก็กลับมาตีโจทย์ว่า แล้วกาแฟที่จะได้ใจคนในพื้นที่ควรเป็นแบบไหน พวกเขาต้องการอะไรกันแน่ จากนั้นก็เริ่มปรับเปลี่ยนเมนูและวิธีการสั่งให้ง่ายขึ้น แต่ยังคงคุณภาพที่ดีเอาไว้
“จริงอยู่ว่าผมไปเรียนเทคนิควิธีทำกาแฟพิเศษต่าง ๆ มา ทำกาแฟสเปเชียลตี้เหมือนในเมืองได้เลย แต่โจทย์ใหม่ของผม ผมเลือกหยิบเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่จะเข้าใจได้ง่ายมาใช้ แล้วทำให้มันพิเศษ ทั้งคนทำกาแฟและคนกินจะค่อย ๆ เติบโตไปด้วยกัน วันหนึ่งประสบการณ์ด้านกาแฟของพวกเขาอาจจะไปถึงจุดนั้น อะไรที่เข้าใจยาก ๆ ผมตัดออก หาวิธีสื่อสารให้ง่ายขึ้น อย่างเช่นชื่อเมนู ผมเขียนง่าย ๆ ด้วยภาษาไทยเลยครับ เช่น กาแฟบวกน้ำมะพร้าว กาแฟบวกนม


“คนจากเมืองใหญ่มาเห็นอาจจะมองว่าตลกหรือเทอะทะที่ร้านมีเมนูภาษาไทย ใช้ฟอนต์ตัวโต ๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะมันตอบโจทย์คนในพื้นที่ ผมได้ข้อมูลจากลูกค้ามาว่า บางทีเขาอยากอุดหนุนเรา แต่เขาสั่งไม่เป็น เขาอยากกินกาแฟดำ เขาสั่งไม่เป็นว่าต้องสั่งแบบไหน เมื่อเข้าใจปัญหาผมก็ปรับเลยครับ เลือกใช้วิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดและช่วยให้ลูกค้าได้ในสิ่งที่ต้องการ
“สีสันของร้านก็เปลี่ยนใหม่ เมื่อก่อนเป็นร้านสีโทนเทาดำ ทึม ๆ เท่ ๆ มีวันหนึ่งเด็กอนุบาลเดินพาเหรดผ่านหน้าร้าน ชี้ให้เพื่อนดูและพูดขึ้นมาว่า ‘นี่น่ะเหรอที่เรียกว่าคาเฟ่’ เราได้ยินแล้วสะดุดใจว่า คนในพื้นที่ยังไม่เข้าใจจริง ๆ และเรากำลังพยายามยัดเยียดให้เยาวชน จากวันนั้นผมทาสีร้านใหม่เลย ให้เป็นโทนสว่าง ปรับให้มีความอบอุ่นและเป็นมิตร สบายใจที่จะมานั่ง และใช้ชื่อร้านเป็น Laimai – home brewer เพื่อให้รู้ว่าร้านเราทำกาแฟที่เหมือนทำกินในบ้าน ทำให้คนที่บ้านกิน

“เป้าหมายในวันนี้จึงเปลี่ยนไปโฟกัสที่การเติบโตไปกับพื้นที่นี้ คนที่นี่ชอบแบบไหน เราทำแบบนั้น คนจากที่อื่นที่เข้ามาก็อยากให้เขามาเรียนรู้กับสิ่งที่คนที่ชนบทเป็น ผ่านกาแฟที่ออกแบบโดยคลี่คลายมาจากความต้องการของคนในชนบทที่เราเรียนรู้มา ไม่ใช่ขายกาแฟที่พยายามฝืนตัวเป็นแบบในเมือง เพราะถ้าลูกค้าต้องการแบบนั้น แค่ขับรถไปกินในเมืองดีกว่าไหม ทำไมต้องดั้นด้นมาถึงเรา ดังนั้น คนที่มาที่นี่ต้องได้กินในสิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไปจากาคาแรกเตอร์ของบ้านเรา”
แม้ว่าเมนูเครื่องดื่มที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้คนในพื้นที่ อาจจะมีระยะห่างจากคำว่าสเปเชียลตี้ในโลกของกาแฟอยู่พอตัว แต่นั่นก็ใช่ว่าไอซ์จะหยุดการเรียนรู้อยู่แค่นั้น เขายังคงออกไปเติมความรู้เรื่องกาแฟอยู่เสมอ และออกไปแข่งขันเพื่อให้เท่าทันโลกกาแฟที่เปลี่ยนแปลงไป

แพสชันบวกความตั้งใจของไอซ์ ทำให้ล่าสุดเขาคว้ารางวัลแชมป์ดริปกาแฟจากการแข่งขัน Korat Cup Brewer GP 2025 สำเร็จ ได้รับทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อในด้านการเป็น Q Grader หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการชิมและประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟอาราบิก้าตามมาตรฐานสากลอีกด้วย
“ผมออกไปเรียน ออกไปแข่งขัน เพื่อนำความรู้กลับมาใช้ แต่การใช้ความรู้ของผมเป็นการปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ของร้านเรา”
ไอซ์กล่าวอย่างหนักแน่นถึงความภาคภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งของเขา อีกความภาคภูมิใจก็คือ หลังจากปรับเปลี่ยนแนวคิดของร้านกาแฟ ทุกวันนี้ ร้าน Laimai – home brewer คือหนึ่งในร้านกาแฟในดวงใจของคนรักกาแฟทั้งในอำเภอชนบทและในขอนแก่น เป็นที่รู้จักในแวดวงคนทำกาแฟ ที่สำคัญ เจ้าของสายปริศนาที่สร้างจุดเปลี่ยนให้กับเขาก็คือหนึ่งในลูกค้าประจำที่มาอุดหนุนทุกวัน รวมถึงคนในอำเภอชนบทที่แวะเวียนมาไม่ขาดสาย
เบลนด์ความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีผ้าไหมเป็นแรงบันดาลใจ
นอกจากปรับกาแฟให้เข้ากับความต้องการของคนในพื้นที่แล้ว ไอซ์ยังนำทักษะด้านการชงและออกแบบกาแฟมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านผ้าไหม สิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาขึ้นมา
“ผมได้ข้อคิดจากบุคคลคนหนึ่ง เขาเป็นผู้จัดงานแข่งขันกาแฟและเขาเก่งมาก เปิดร้านกาแฟใหญ่ แต่ร้านเขาธรรมดามาก ไม่ได้ตกแต่งอะไร ไม่ได้ขายแพง เขาบอกผมว่า
“ถ้ากลับไปที่ร้านหลังจากนี้ หาคำตอบให้ได้ว่า คนมากินกาแฟร้านเราเขามาเพื่ออะไร เขาต้องการอะไร เขามาแล้วอยากเห็นอะไร ตรงไหนที่เราช่วยให้เขาได้รับสิ่งนั้น
“จึงเริ่มนึกถึงประสบการณ์จากการเรียนรู้กับคนเก่ง ๆ การออกไปแข่งขัน ออกไปกิน ไปดูว่าเมนูไหนของที่อื่นขายดีบ้าง พบว่าร้านกาแฟตามชานเมืองที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเขามีตัวตนชัดเจนและเบลนด์เข้ากับคนในพื้นที่ได้อย่างแนบเนียน อย่างเช่นที่สุโขทัย เขาก็กินกาแฟแบบไทย ๆ ทำกาแฟด้วยเครื่องที่ทันสมัยให้ออกมาโบราณที่สุด หรือที่พระนครศรีอยุธยา หยิบสายไหมมาวางบนกาแฟ เพิ่มมูลค่าแล้วดันอร่อยด้วย
“ผมจึงคลี่คลายมาเป็นการนำผ้าไหมมาเป็นตัวสื่อสารและแรงบันดาลใจ เราฝืนความเป็นตัวเองไม่ได้หรอกครับ (ยิ้ม) ผมเองก็เคยฝืนจะไม่เป็นคนขายผ้าไหมอยู่ช่วงหนึ่ง แต่มันคือตัวตนเรา เราเติบโตมาแบบนี้ มาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า แม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็เคยจะล้มเลิกการขายผ้าไหม ทดลองขายของชำ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาขายผ้าไหมเหมือนเดิม จะดีกว่าไหมถ้ายอมรับในสิ่งที่เราเป็นและเราชอบจริง ๆ


“เรื่องตลกก็คือเวลาผมเห็นผ้า ผมจะดูละเอียดโดยอัตโนมัติ นี่แหละคือสิ่งที่เราเป็น เราอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นเขาทำผ้าไหมกันทุกวัน โทนสีที่ย้อมไหมเราก็รู้ว่าถ้าเป็นผู้สูงอายุชอบสีเม็ดมะขาม สีแก่ ๆ เข้ม ๆ วัยรุ่นมาชอบสีพาสเทล เรารู้โดยอัตโนมัติทั้งที่หนีมาขายกาแฟและพยายามจะแยกมันออก
“ดังนั้น แทนที่จะผลักไสตัวตน ทำไมไม่ลองเบลนด์เข้าด้วยกันดูล่ะ เครื่องดื่มของเรามีคาแรกเตอร์ของผ้าไหมด้วยจะดีไหม หรือแม้กระทั่งการอ่านใจลูกค้าว่า ถ้าคนบุคลิกแบบนี้ วัยนี้ น่าจะชอบแบบนี้ เราพยายามสื่อสารกับลูกค้าเพื่อค้นหาความต้องการ ซึ่งเป็นทักษะที่ได้มาจากการขายผ้าไหม พอได้ลองเบลนด์ความชอบกับตัวตนที่เป็นอยู่เดิมเข้าด้วยกัน ผมรู้สึกว่ามีความสุขจัง
“ผมไม่ได้ทำเวอร์วังหรอกนะ เอาเศษผ้าไหมที่สะสมไว้มาแปะการ์ดไว้ให้คนดูว่า ผ้าลายนี้ เนื้อสัมผัสอย่างนี้ สีนี้ สื่อถึงเครื่องดื่มแบบไหน ปรากฏว่ามีน้องที่มาจากกรุงเทพฯ ซึ่งร่วมแข่งด้วยกันมาเห็นแล้วชื่นชมมาก บอกเราว่าตัวตนชัดมาก สิ่งที่เขาชมย้อนกลับมาให้เราค้นพบว่า นี่ไงตัวตนของเราที่ค้นพบเสียที ทั้งที่จริง ๆ แล้วอยู่ใต้จมูกเรานี่เอง แต่เมื่อก่อนหาไม่เจอเพราะเราฝืนตัวเอง สิ่งที่เราควรจะเป็นมันอาจจะหนีไม่ได้ เราอยากเป็นคนในเมือง แต่จริง ๆ แล้วการเป็นคนที่นี่ ขายของให้คนที่นี่ และคนที่มาเยือนที่นี่ได้สบายใจ คือตัวตนของเรา

“คนชนบททำผ้าไหมแต่ก็ใช่ว่าจะได้ใส่ผ้าไหม น้อยคน น้อยอาชีพ มีไม่กี่วาระที่จะได้ใช้ผ้าไหม แต่พวกเรารู้สึกกันอยู่ลึก ๆ ว่า ผ้าไหมมัดหมี่เป็นของที่มีคุณค่า การที่ผมนำผ้าไหมชนบทมาเป็นตัวสื่อสารบุคลิกของกาแฟจนเริ่มมีคนรู้จักและสั่งดื่ม ช่วยสะท้อนตัวตนความเป็นคนชนบทของพวกเรา
“เรื่องตลกคือตอนกลับมาอยู่ชนบทใหม่ ๆ มองว่าเดี๋ยวคนมาซื้อผ้าไหมแล้วจะมากินกาแฟร้านเรา แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า ถ้าคนมากินกาแฟ คนนั้นต้องมาดูผ้าไหม อย่างน้อยที่สุดก็จากผ้าไหมบนเมนูเครื่องดื่มที่ร้าน ซึ่งเขาอาจจะเริ่มสนใจผ้าไหมขึ้นมา เริ่มเดินไปชมผ้าไหมตามร้านต่าง ๆ หรือปรึกษาเราว่าอยากได้เสื้อหรือเครื่องแต่งกายจากผ้าไหมสไตล์ไหน เราอยากแบ่งปันและทำควบคู่ไปกับชุมชน เพื่อทำให้เมืองน่าอยู่ คนที่เข้ามาสัมผัสได้ เขาก็จะอยากเข้ามาเยี่ยมเยือนเอง”
Signature Drink เปี่ยมแรงบันดาลใจ
เล่าถึงตรงนี้ ไอซ์ไม่ปล่อยให้เราแค่จินตนาการ แต่เขานำผืนผ้าหน้านางไหมมัดหมี่ผืนงาม สีแดงก่ำแทรกสลับสีน้ำเงินและเหลือง ลวดลายขันหมากเบ็ง มาให้ชม เราเข้าใจแล้วว่า ที่ไอซ์บอกให้ดูผ้าไหมกับตาจริง ๆ แล้วจะสัมผัสถึงความงามมันเป็นอย่างไร ชื่นชมความงามของผ้าไหมสักพัก เครื่องดื่มที่ออกแบบจากผ้าผืนดังกล่าวก็มาเสิร์ฟ
ในแก้วที่ประทับโลโก้ Laimai – home brewer สีทอง มีเครื่องดื่มแยกชั้นเป็น 2 สี ด้านล่างคือสีน้ำตาลแดงก่ำเหมือนสีผ้าไหม ชั้นด้านบนเป็นฟองครีมนุ่ม ๆ ไอซ์เล่าถึงแนวคิดในการออกแบบเครื่องดื่มแก้วนี้ว่า
“สำหรับแก้วนี้ ผ้าที่เรานำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจคือ ‘ผ้าหน้านาง’ เป็นผ้าไหมทอสามตะกรออย่างดี ลวดลายขันหมากเบ็ง การจะสื่อสารเครื่องดื่มให้ลูกค้าเข้าใจง่ายขึ้น นอกจากเรื่องราวที่มาแล้ว ผมว่าสีสันและคอนทราสต์น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย ด้านล่างของเครื่องดื่มจึงออกแบบให้มีสีสันเหมือนผ้าไหม เชื่อมโยงกับผ้าไหมโดยใช้ไซรัปจากลูกหม่อน รสชาติจะมีความดิบ ไม่หวานเกิน ซึ่งทำให้นึกถึงผ้า ใช้กาแฟคั่วเข้ม อยากให้มีรสเค็มนิดหน่อยจึงใช้ส่วนผสมของไซรัปพริกเกลือ

“เทคนิคการชงใช้การผสมให้รสชาติละลายออกมา ลายผ้านี้เป็นลายขันหมากเบ็ง บายศรีอีสาน ในพานบายศรีมีองค์ประกอบของดอกไม้ ผมจึงซ่อนกลิ่นของดอกไม้เอาไว้ ด้วยการเติมไซรัปของดอกหอมหมื่นลี้ ดอกไม้โทนสีเหลือง ส่วนครีมข้างบนเราอยากให้รู้สึกถึงขนมที่ใส่ลงในบายศรี จึงใช้กะทิที่เป็นไซรัปพิเศษของร้าน ใส่ใบเตยนิดหน่อยให้นึกถึงขนมไทย เหมือนเวลานำขนมไทยไปวางที่พานบายศรี พอดื่มคู่กัน จะมีความนุ่ม ๆ ลื่น ๆ ผ้าผืนนี้เป็นผ้าไหมสามตะกรอหน้านางอย่างดี เราอยากให้สัมผัสได้ถึงเท็กซ์เจอร์ที่ละเอียด ซับซ้อน ความนุ่ม และความงดงามของเขา”
แค่ฟังที่เขาอธิบายกรรมวิธีออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องดื่ม ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมไอซ์จึงชนะการประกวดการทำกาแฟ พอได้ลิ้มลอง บอกเลยว่าเมื่อชิมเครื่องดื่มไปพร้อมกับการชมผืนผ้าไปด้วย รสสัมผัสจากลิ้นและกลิ่นผ่านจมูก ทำให้นึกไปถึงผืนผ้าไหมผืนงามตรงหน้าได้อย่างชัดเจน สะท้อนว่าความสามารถของผู้รังสรรค์นั้นหาตัวจับได้ยาก และสิ่งที่ไอซ์พยายามทำมันได้ผลจริง

ความประทับใจยังไม่ทันคลาย เครื่องดื่มแก้วที่ 2 ซึ่งไอซ์ทำขึ้นมาจากแสงพระอาทิตย์ตกยามเย็น ณ หนองกองแก้ว สีเข้มดุจวิสกี้ออนเดอะร็อก ก็วางลงตรงหน้าเราอีกแก้ว
“ผมตั้งชื่อเครื่องดื่มแก้วนี้ว่า ‘หนองกองแก้วซันเซต’ ได้แรงบันดาลใจจากตอนที่กลับมาอยู่บ้านช่วงแรก ๆ ผมออกไปวิ่งที่ริมหนองกองแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งชุ่มน้ำธรรมชาติกลางเมืองชนบท ผมเห็นวิถีชีวิตของผู้คน สัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติ ให้ความรู้สึกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินเกิด ได้กลิ่นดินสดใหม่และแสงที่สะท้อนน้ำซึ่งไม่ได้ใสมาก แต่พอแสงตกกระทบ มันก็ดูสวยไปอีกแบบไม่แพ้พระอาทิตย์ตกที่ทะเลสาบไหน ๆ
“ผมนำความรู้สึกผ่อนคลายนั้นมาออกแบบเป็นเครื่องดื่ม ให้เป็นโทนที่มีรสขมสูงขึ้นมาหน่อย ด้านล่างเป็นนมกะทิผสมน้ำแอปเปิล เติมน้ำแช่ดอกเก๊กฮวยนิดหน่อย ส่วนด้านบนใช้กาแฟ Cold Brew ที่ให้สีสันเหมือนอำพัน แต่รสชาติเข้มข้น ทุกคำที่จิบจะสัมผัสได้ถึงกาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่สวยงามแต่อยู่ในโลกของความเป็นจริง”
ไม่จำเป็นต้องโตแบบในเมือง มาชนบทต้องได้สัมผัสชนบท
ระหว่างจิบกาแฟ ไอซ์เล่าให้เราฟังถึงแนวคิดในแวดวงคนทำกาแฟตามชานเมืองที่เขาได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อน และแนวคิดส่วนตัวของเขาว่าข้อดีของการอยู่ชานเมืองคืออะไร
“คนทำธุรกิจร้านกาแฟในชานเมืองไปสักระยะหนึ่งจะรู้ดีว่า พอทำไปถึงจุดหนึ่งจะเจอทางตัน จะมีกำแพงว่า คนแถวนี้ก็กินแบบนี้ มีไม่กี่ทางเลือกว่าเราจะไปต่อไหม ไม่ว่าร้านกาแฟไหน ๆ ที่อยู่ในอำเภอเล็กเวลาแวะมาหากัน พอคุยเรื่องนี้ก็จะรู้สึกเหมือนกันว่า การอยู่ในท้องถิ่นมันเหนื่อย

“แต่ผมมองว่าเราขายความเป็นบ้านเป็นเมืองของเราได้ ขายตัวตนของเราได้ ไม่จำเป็นต้องโตแบบในเมือง บางอย่างอาจจะช้าหน่อย คนในเมืองอาจจะมองว่าเราเงอะงะ ดูตลกบ้าง อย่างเช่นจุดเช็กอินที่เอาชื่อเมืองมาทำเป็นสีตัวอักษรสลับกัน บางคนอาจมองว่าตลก แต่ผมมองว่านั่นคือความน่ารัก
“เมืองมันยังอยู่ตรงนี้ เราก็ค่อย ๆ โตไปกับมันสิ เราจะไปเร่งทำไม ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ต้องการความเป็นเมือง แล้วคุณจะออกจากเมืองเพื่อมาที่นี่ทำไม ถ้าเราปลอมตัวเองมากไป พยายามเป็นคนในเมืองมากไป ซึ่งเราเคยแล้ว เราพยายามแล้ว คนที่นี่ไม่ได้อะไร และตัวเราก็ไม่ได้อะไรด้วย
“เราขายของให้คนที่นี่กินนี่นา เราขายให้คนที่อำเภอชนบทหรือคนที่อยากจะมาดูผ้าไหม อยากจะมาเรียนรู้เรื่องราวความเป็นชนบทของเรา ไม่ได้หมายความว่าคนในเมืองมากินไม่ได้ แต่เพียงแค่คาแรกเตอร์ของเราก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งในแบบของเรา
“ในเดือนมีนาคมจะมีงานไหมของอำเภอชนบท มีการเดินแบบบนถนนสายนี้ทั้งเส้น เราว่าน่าจะดี เป็นครั้งแรกเลยที่เขาจะเดินตอนเย็น แล้วเราก็จะเปิดช่วงค่ำ ให้คนได้มาดูบรรยากาศ แล้วก็จะทำเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากผ้าไหมอย่างจริงจัง
“กาแฟซิกเนเจอร์ลายผ้าไหม ตอนนี้เราวางเป็นเหมือนแค็ตตาล็อกเล็ก ๆ จากผ้าไหมที่เราสะสมมา ตอนนี้มีคนเริ่มหยิบ มีคนอยากลอง แขกบ้านแขกเมืองมาถึง เราอธิบายให้เขาฟัง เขาตกใจมากว่าหยิบแผ่นผ้าไหมนี้ขึ้นมาแล้วออกแบบเป็นเครื่องดื่มได้เลยเหรอ แล้วมันสื่อถึงอย่างไร กลับกัน เราไม่ใช่คนทื่อ ๆ ที่จะบอกตรง ๆ ว่าเมนูนี้ใส่อันนั้นอันนี้ เราจะเรียนรู้กับลูกค้าไม่ว่าคนท้องถิ่นหรือคนที่มาว่า นี่คือเป้าหมายของเราจริง ๆ คนที่มาที่นี่จะต้องรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความเป็นอำเภอชนบท เข้ามาแล้วจะต้องเข้าใจเลยว่าคนชนบทมีนิสัยใจคออย่างไร เราอยากให้เข้าถึงจุดนั้นว่าทุกคนที่นี่รอต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเต็มใจ”

หัวใจ 3 ข้อของการเปิดร้านกาแฟในชานเมืองให้ได้ใจคนในพื้นที่
ฟังเรื่องราวการเดินทางของร้าน Laimai – home brewer มาถึงตรงนี้ เราจึงขอให้เขาช่วยเผยวิธีเปิดร้านกาแฟในชานเมืองให้ได้ใจคน
“ข้อแรกคือมีตัวตน ทุกวันนี้แบรนดิ้งต้องชัดเจน ไม่ชัดเจนก็อาจจะอยู่ลำบาก เมื่อหาตัวเองเจอแล้ว ต้องหาความต้องการของลูกค้าให้เจอด้วย เมื่อเจอแล้วก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมและชัดเจนกับตัวตนที่แท้จริงของเราและลูกค้าในพื้นที่
“มีน้องเปิดร้านสมจิตร คอฟฟี่เฮ้าส์ อยู่ที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เขาให้ข้อคิดผมว่า อยากจะเป็นแบบไหน คำตอบของคำถามนี้จะส่งผลกับทุกอย่าง แม้แต่การซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ด้วยราคาเดียวกัน คุณอยากได้เครื่องทำกาแฟที่เป็นงานคราฟต์ ทำแบบใส่ใจ หรืออยากได้เครื่องที่ชงเชิงปริมาณ นิ่ง แม่น แต่ไม่ยืดหยุ่น ถ้าคุณวางตัวเป็นแบรนดิ้ง แต่คุณไม่อยากอยู่ร้าน ทำเป็นนักธุรกิจ คุณก็จะเลือกเครื่องอย่างหลัง
“เราเคยเหยียบเรือ 2 ฝั่งเพราะลังเล สุดท้ายผมเลือกเครื่องหัวเดียวที่ทำแบบคราฟต์หน่อย อาจจะชงช้าหน่อย ใช้เวลา 20 วินาทีต่อแก้ว แต่เราคิดว่าเวลาที่รอตรงนั้น เราได้ใช้สื่อสารกับลูกค้า ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่คิด แต่ผมคิดว่าเวลานั้น เราจะได้ฟังลูกค้ามากขึ้น

“มีผู้ใหญ่ในวงการกาแฟของขอนแก่นแวะมาเยือนร้านเรา เขาบอกว่าขายแก้วละ 50 บาท ใช้เครื่องชงกาแฟราคาเท่านี้ที่ไม่ทำเชิงปริมาณ ขายแบบนี้เหนื่อยนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่กำไรในเชิงตัวเงิน มันคือความสุข เราเฉือนเงินกำไรออกสักนิด อาจจะเหนื่อยขึ้นแหละ ปวดหลัง วันนี้ต้องกินยาแก้ปวดอีกแล้ว แต่วันนี้เราได้ลองทำเครื่องดื่มนี้ให้ลูกค้ากิน เขาชอบและบอกว่าอร่อย มันเป็นความสุขอีกด้านหนึ่งที่แลกมา
“ข้อที่ 2 คือเรื่องพื้นที่ ผมมองว่าถ้าเข้าใจพื้นที่ อยู่ที่ไหนก็ขายได้ ถ้าไปอยู่ในหลืบกว่านี้ ผมก็จะปรับตัวเองไปขายกึ่งกาแฟโบราณ ไม่ต้องลงทุนมาก ข้อมูลของพื้นที่ไม่ใช่แค่จำนวนประชากร นั่งกางแผนที่ คนเท่านี้ รายได้เฉลี่ยเท่านี้ แต่คุณอาจลืมไปศึกษาคนในพื้นที่ว่า เขากินยังไง เขานอนกี่โมง ถ้าเขานอนทุ่มหนึ่ง คุณตอบได้ไหมว่าในพื้นที่นั้นควรขายกาแฟตอนกี่โมง เขาทำงานตั้งแต่เช้า งั้นร้านกาแฟของเราควรต้องขายกี่โมง ถึงจะตอบโจทย์ความต้องการของคนเหล่านั้น และถ้าเขานอนดึก กาแฟอะไรที่จะทำให้เขาอยู่ได้ทั้งวัน หรือถ้าเขาไม่ว่าง เราส่งกาแฟให้เขาได้ไหม
“ข้อสุดท้ายที่ผมคิดออกก็คือ ลองมองอย่างอื่นเป็นกำไรบ้างก็ได้ ผมเคยผ่านจุดที่ไม่อยากอยู่ ไปหาหมอกินยาวันละ 8 เม็ด ชีวิตไม่มีความสุขเลย กาแฟก็เอาไม่อยู่ สิ่งที่ทำให้เราคิดได้ก็คือความสุขที่คนได้รับ ที่เราได้รับ ถ้ามองเงินอย่างเดียวก็ไม่ผิด แต่ต้องเข้าใจว่าทุก ๆ อย่างมันไม่ใช่เงิน 5 บาทแลกกับรอยยิ้ม คุ้มมั้ย บางคนอาจจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันต้องเอาตัวเองให้รอด แต่ส่วนตัวผม ผมว่าคุ้ม
“เมื่อวานลูกค้ามากินเครื่องดื่มร้านเรา เขาบอกว่าไม่กินหวานเลย แต่ซอสช็อกโกแลตที่ใส่ในมอคค่ามันหวาน ถ้าเป็นร้านอื่นอาจจะบอกว่า ลูกค้าไม่ได้แจ้งไว้ ต้องสั่งใหม่ แต่สำหรับเรา ผมบอกลูกค้าไปว่า ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้ใหม่ เดี๋ยวแก้วนี้ผมให้น้อง ๆ ช่วยกันกิน แค่นั้นเองครับ แล้วเครื่องดื่มแก้วที่ว่า เราได้แบ่งกันเรียนรู้ แบ่งกันชิมกันกับน้อง ๆ พนักงานตั้ง 3 – 4 คน เป็นต้นทุนของการเรียนรู้ไงครับ
“ธุรกิจคือทุกอย่างของบางคน แต่ไม่ใช่ทุกอย่างของบางคนเหมือนกัน นี่เป็น 3 ประเด็นหลักในมุมมองของผมถ้าอยากจะเปิดร้านกาแฟในเมืองเล็กให้ประสบความสำเร็จ”
มากกว่ารสชาติกาแฟ คือพื้นที่แห่งความสุขของทุกคน
“มีคำพูดของนักการเมืองคนหนึ่ง อ่านเจอในเฟซบุ๊ก ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่อ่านแล้วประทับใจในช่วงที่เรากำลังสับสนกับการค้นหาตัวตน
“ถ้ามองเงินเป็นกำไร ถ้ามีความสุขก็โอเค แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมองเงินเป็นกำไรแล้วคุณไม่มีความสุข คุณอาจจะต้องเปลี่ยนกำไรให้เป็นอย่างอื่นด้วย
“ผมกลับมามองตัวเองว่า ถ้าความสุขคือการที่คนมาสั่งกาแฟและเราตั้งใจทำให้เขากิน แต่ละวันคนเราเจอเรื่องราวมาต่างกัน ถ้ากาแฟเราดึงลูกค้าเข้าสู่ความสบายใจได้หรือมีคนถามไถ่เขาในพื้นที่ที่เขาไม่คุ้นชิน คงดีกับเขาไม่น้อย
“ผมเรียนรู้จากร้านค้าใกล้ตัวอย่างร้านขายข้าว ทำไมคุณยายแก่ ๆ ถึงมีคนอยากมาเฮฮาด้วย หรือตัวแปรสำคัญที่สุดอาจจะไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร ลูกค้าต้องรู้ด้วยว่าในแก้วนั้นเราใส่อะไรบ้างและเราอยากสื่อสารอะไร
“ที่ผ่านมาเราไม่เคยเชื่อเรื่องนี้ เราเคยไปทำงานในร้านคาเฟ่ในเมือง เป็นคนทำกาแฟและทำงานกับเครื่องจักร มีช่วงเดือนสุดท้ายที่รู้สึกว่าแค่นี้เหรอ เวลามีคนมาสั่ง ก็แค่บอกเขาว่า นั่งรอสักครู่ครับ ด้วยความที่บ้านเราขายผ้าไหม เราเคยคุยกับลูกค้ามากกว่านั้น ผมปรับตัวเอง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกค้าก่อนเสิร์ฟ ซึ่งเรื่องที่คุยอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับกาแฟแก้วนั้น แต่มันคือการสร้างความสบายใจ
“ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเมืองจะน่าอยู่ขึ้นด้วยสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ และดึงดูดให้คนอยากเข้ามาอยู่ ถ้าถึงวันนั้น มันจะต่อเติมความสุขกลับมาสู่ใจเรา
“ความสุขอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็คือเราได้อธิบายให้เขาฟังว่า นี่คือเครื่องดื่มที่เราตั้งใจทำให้เหมือนลายผ้าไหม หรือบางคนไม่ได้ดูลวดลายแต่บอกว่าอร่อย รสชาติดี ราคาก็ดี รสชาติไม่ต่างจากในเมืองแต่ว่าได้ดูผ้าไหมด้วย เดี๋ยวสั่งเครื่องดื่มแล้วฝากไว้ก่อนนะ ขอดูผ้าร้านนั้นร้านนี้ก่อนนะ ได้ยินแบบนี้ผมก็มีความสุข”
เย็นย่ำ ไอซ์ชวนเราไปชมพระอาทิตย์ตกที่หนองกองแก้ว เพื่อจะได้สัมผัสกับภาพและบรรยากาศที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบหนองกองแก้วซันเซต ระหว่างชมพระอาทิตย์ตกสู่ผืนน้ำ เราถามไอซ์ว่าสำหรับเขา คิดว่าหน้าที่ของร้าน Laimai – home brewer ในวันนี้คืออะไร
“ถ้าพูดถึงร้านกาแฟ ผมนึกถึงร้านที่ทำเครื่องดื่ม สำหรับผมก็คือบริการที่ดี แต่สำหรับร้าน Laimai – home brewer ไม่ต้องกินเครื่องดื่มก็ได้ หน้าที่สำคัญของมันคือการรับฟังสารทุกข์สุกดิบ คาเฟอีนช่วยให้ร่างกายไปต่อได้ระหว่างวัน แต่การมีคนถามไถ่และรับฟังทุกข์สุขของชีวิต อาจจะช่วยเติมเต็มจิตใจ จิตวิญญาณให้คุณเดินต่อไปได้ และนั่นคือหน้าที่ของผม”

