25 กรกฎาคม 2024
2 K

“ถ้าคุณหมอคิดว่าแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และยาสมุนไพรดี แล้วทำไมถึงไม่เอามาใช้ในโรงพยาบาลล่ะ”

ชาวบ้านคนหนึ่งยกมือถาม ในวันที่ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ คำถามดังกล่าวกระแทกใจ นพ.เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาบเชิง ณ เวลานั้นอย่างจัง จุดประกายให้เกิดการพัฒนาระบบการทำงานและการรักษาเยียวยาโรค สู่วิถีแห่งการบูรณาการศาสตร์การแพทย์ทั้งแผนปัจจุบัน แผนไทย แผนจีน และศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านอีสานเข้าด้วยกัน จนโรงพยาบาลชายขอบขนาดเล็กติดตะเข็บชายแดนในจังหวัดสุรินทร์แห่งนี้ ผงาดสู่การเป็นโรงพยาบาลรัฐต้นแบบระดับประเทศที่บูรณาการศาสตร์การแพทย์ไว้ได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพที่สุดในเมืองไทย

ตามประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย ประเทศเราเคยมีโรงเรียนสอนแพทย์ 2 แผน ทั้งแผนตะวันตกและแผนไทยขึ้นพร้อมกันที่โรงพยาบาลศิริราช ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วมายกเลิกการสอนแผนไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยผู้ดูแลหลักสูตรให้เหตุผลว่า ลักษณะการสอนไม่เข้ากัน ทำให้แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านขาดช่วงการพัฒนาต่อ 

เวลาผ่านไปนานเนิ่น ประเทศจึงเริ่มตระหนักเห็นความสำคัญของแพทย์แผนไทยขึ้นมา แต่ช่องว่างของช่วงเวลาที่ถูกทิ้งไปทำให้ศาสตร์นี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากแพทย์แผนปัจจุบันเท่าใดนัก สวนทางกับต่างประเทศอย่างเช่นจีนหรืออินเดียที่บูรณาการการแพทย์ทั้งแผนดั้งเดิมและแผนปัจจุบันร่วมกันได้ ทั้งยังได้รับการยอมรับในระดับสากล 

กระนั้น มีแสงแห่งบุญสายเล็ก ๆ ของวงการแพทย์แผนไทยส่องสว่างขึ้นตรงปลายอุโมงค์ให้พอเห็นทางออก เมื่อโรงพยาบาลรัฐระดับอำเภออย่าง ‘โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์’ เลือกบูรณาการศาสตร์การแพทย์ทุกแผนเข้าด้วยกันจนสำเร็จ บุคลากรทำงานร่วมทีมกันได้ และเกิดประสิทธิภาพความพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อวัดจากผลการรักษาของคนไข้ 

 โอ๊ค-ธนินทร อุดมสินานนท์ ตำแหน่งปัจจุบันคือเภสัชกรชำนาญการแห่งโรงพยาบาลกาบเชิง สถานที่ปฏิบัติงานนี้กลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 เพราะ 20 ปีหลังจากเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาก็เลือกฝังตัวอยู่ที่นี่ด้วยความประทับใจจากประสบการณ์ตรงที่เคยพาคุณพ่อป่วยเป็นอัมพฤกษ์มาเข้ารับการรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์ผสมผสาน ณ โรงพยาบาลแห่งนี้จนดีขึ้น 

ปัจจุบันเขาคือบุคลากรผู้เป็นแกนหลักคนหนึ่งของโรงพยาบาลกาบเชิง ช่วยพัฒนาตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านให้มีรูปแบบทันสมัยได้มาตรฐาน เพื่อให้ตำรับยาเหล่านั้นใช้ได้ง่าย และสร้างความมั่นใจทั้งต่อคนไข้และการตัดสินใจใช้ยาทดแทนจากแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากนี้เขายังอยู่เบื้องหลังการออกแบบ Pathway การทำงานร่วมกันของแต่ละส่วนงานให้สอดประสานกันอย่างเป็นมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีจุดหมายปลายทางร่วม คือคนไข้ต้องได้รับการรักษาที่เกิดประสิทธิผลมากที่สุด 

 การเดินทางสู่โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ของคอลัมน์อีสาน Lifehacker ครั้งนี้ ก็เพื่อพูดคุยกับเภสัชกรโอ๊คถึงที่มาที่ไป แนวคิด และหัวใจหลักในการทำงานที่น่าทึ่ง ซึ่งเขาเองก็เลือกใช้วิธีพาเราเข้าไปชมการทำงานของโรงพยาบาลแบบเจาะลึกแทบทุกส่วน ได้เห็นการรักษาดูแลผู้ป่วยในบางเคสกับตา ได้พูดคุยกับบุคลกากรของโรงพยาบาลอีกหลายท่าน ราวกับว่าเรากำลังเกาะติดบุคลากรทางการแพทย์มาราวนด์วอร์ด เพื่อให้เราเข้าใจเรื่องราวอย่างลึกซึ้งทุกแง่มุม แล้วนำมาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ถึงความเจ๋งของโรงพยาบาลต้นแบบแห่งการบูรณาการศาสตร์การแพทย์หลากหลายแผนเข้าไว้ด้วยกันแห่งนี้อย่างไม่ผิดเพี้ยน 

โรงบาลเล็ก พื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนยา สมุนไพรจึงเข้ามามีบทบาท

บ่ายแก่ ๆ เราเดินทางมาถึงโรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ทำเลที่ตั้งของโรงพยาบาลแห่งนี้ ถ้าขับเลยไปอีกสัก 14 กม. จะถึงตลาดช่องจอม ตลาดริมชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว 

“เดี๋ยวผมจะพาไปชมส่วนงานต่าง ๆ ของโรงพยาบาลก่อนครับ และเผื่อได้สัมภาษณ์บุคลากรหลาย ๆ ท่านในแต่ละส่วนงาน จะได้เข้าใจความเป็นโรงพยาบาลกาบเชิงดียิ่งขึ้น” 

เภสัชกรโอ๊คกล่าว พร้อมเดินนำเราไปชมยังจุดต่าง ๆ ซึ่งต้องบอกว่าก่อนหน้าที่จะมาถึง เราได้คุยกับเขามาก่อนแล้วระดับหนึ่ง จึงรับรู้ข้อมูลว่าบุคคลที่เป็นจุดเริ่มของการบูรณาการศาสตร์การแพทย์หลากหลายแผนมาใช้และทำได้สำเร็จ ก็คือ นพ.เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาบเชิง ซึ่งปัจจุบันลาออกไปแล้ว ดังนั้น หากจะสืบเสาะเรื่องราวที่มาที่ไปในจุดเริ่มต้น ก็ต้องถามจากบุคลากรรุ่นเก๋าที่เคยร่วมงานกับท่าน 

เภสัชกรโอ๊คจึงพาเรามาพบกับ เยาว์-เยาวดี อุตระศรี หัวหน้ากลุ่มงานพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่บุกเบิกเรื่องนี้ร่วมกับหมอท่านดังกล่าวมา พี่เยาว์เริ่มเผยเรื่องราวในวันวานให้ฟังว่า

“พี่มาทำงานหลังจากที่คุณหมอเอกชัยขับเคลื่อนงานไปได้ประมาณ 2 ปี ตอนนั้นเป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ ที่ห่างไกล ทำให้ขาดตัวยาสำคัญ ๆ คุณหมอเอกชัยซึ่งเป็น ผอ. จึงฉุกคิดว่า ถ้านำยาสมุนไพรในพื้นที่มาใช้รักษาคนไข้ได้ น่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงยาของผู้คนในพื้นที่ได้

“ท่านจึงเข้าชุมชนเพื่อไปเยี่ยมชาวบ้านและเรียนรู้ศาสตร์การรักษาแบบพื้นบ้านเป็นภารกิจสำคัญ ส่วนพวกเราซึ่งเป็นพยาบาล หากมีช่วงว่างก็จะติดตามคุณหมอออกหมู่บ้านไปเสมอ 

“อำเภอกาบเชิงเป็นป่า มีสัตว์มีพิษมาก จึงมีคนไข้ถูกสัตว์มีพิษกัดประจำ เช่น งู แมงมุม ฯลฯ คุณหมอเอกชัยจะออกตามหาว่าหมอพื้นบ้านท่านไหนที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาพิษบ้าง เพราะด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก อยู่ห่างไกล เวชภัณฑ์ที่มีไม่ได้ครบครันเหมือนโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ การใช้ยาสมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่ดี หมอพื้นบ้านในสุรินทร์เก่ง ๆ เยอะ แต่เขาไม่ยอมปล่อยวิชา โชคดีหน่อยที่หมอพื้นบ้านในพื้นที่ให้ความร่วมมือดี 

“ต่อมาก็เป็นเรื่องการเดินป่าหาสมุนไพร เพราะตัวยาที่แพทย์พื้นบ้านใช้มาจากส่วนต่าง ๆ ของต้นสมุนไพร หากเกิดเคสฉุกเฉิน จำเป็นต้องมียาอยู่ใกล้มือหมอ ตอนนั้นเลยแบ่งพื้นที่ทำสวนสมุนไพรขึ้น หากต้องปรุงยาใช้ด่วนก็ทำได้เลยทันที ซึ่งตอนนี้สวนดังกล่าวกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว 

“พอเกิดการบูรณาการการแพทย์แผนพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยเข้ามาแล้ว ยังมีแพทย์แผนจีนเข้ามาด้วย เพราะว่าจุดเด่นของโรงพยาบาลกาบเชิงในตอนนั้นเป็นเรื่องหัตถบำบัด มีการฝังเข็มและการใช้ยาแผนจีน ซึ่งได้ รศ.พญ.ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ แห่งโรงพยาบาลบ้านสวน มาเป็นผู้ถ่ายทอดศาสตร์นี้ให้

“อันนี้พี่มีประสบการณ์ตรง คือเราเกิดกระดูกงอกขึ้นบริเวณกระดูกคอช่วง C2-C3 และมีอาการกล้ามเนื้อซีกหนึ่งอ่อนแรง หยิบจับของก็หล่นไม่รู้ตัว พอรักษากับหมอแผนปัจจุบัน เขาให้ยาคลายกล้ามเนื้อ อาการก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ตอนนั้นเริ่มมีอาการไหล่ลู่ข้างเดียว ปวดมากจนต้องใช้มอร์ฟีน คุณหมอเอกชัยเลยพาไปรักษาที่กรุงเทพฯ จำได้ว่าเป็นโรงพยาบาลบ้านสวน โดยคุณหมอลดาวัลย์เป็นคนรักษาด้วยการจัดกระดูก แล้วกลับมาดูแลรักษาด้วยการฝังเข็มกับลูกศิษย์ของคุณหมอลดาวัลย์ต่อ ร่วมกับการนวดบำบัด การทำกายภาพบำบัด และปรับพฤติกรรม อาการพี่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นจนถึงตอนนี้

“อีกเรื่องที่ประทับใจ คือการใช้ยาสมุนไพรตำรับ ‘ปราบชมพูทวีป’ เพราะพอเรามีปัญหาเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่ตามมาคือเกิดอาการภูมิแพ้ พอกินยาไทยตำรับนี้เข้าไปแล้วดีมาก ชะงัดเลย แต่ข้อเสียคือผลข้างเคียงของยาทำให้อยากอาหาร น้ำหนักตัวขึ้นแบบไม่ลง นอกจากนี้เรายังได้เห็นเคสการรักษาหลายเคสที่ใช้ศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านมารักษาแล้วหายในเชิงประจักษ์ เช่น การใช้ตำรับโลดทะนงแดงรักษาพิษงู หรือการใช้ต้นเอื้องหมายนาตำพอกท้องในเคสของผู้ป่วยท้องมานแล้วท้องที่พองยุบลง พอได้เห็นกับตาก็เริ่มเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านมากขึ้น 

“ที่เล่ามาก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นมาจากความจำเป็น การหาทางรอดให้กับชาวบ้าน ซึ่งในช่วงแรกของโรงพยาบาล การบูรณาการไม่ได้ทำเป็นระบบชัดเจนอย่างวันนี้ มีผู้นำหลักคือคุณหมอเอกชัย มีบุคลากรบางคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปจากเคสที่ผ่านการรักษาด้วยศาสตร์ต่าง ๆ แล้วหายหรือดีขึ้น คุณหมอเอกชัยท่านเป็นทั้งนักบริหารและนักปฏิบัติ แม้ท่านจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ยินดีใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และแพทย์แผนจีนมารักษาสุขภาพด้วย จึงสร้างความเชื่อมั่นได้ดี

“มาถึงวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ความเข้มข้นในแบบเดิม ๆ อาจจางลงไปบ้าง เพราะคุณหมอเอกชัยลาออกแล้ว แต่แนวทางบางอย่างในการบูรณาการศาสตร์การแพทย์เพื่อการรักษาก็ยังคงอยู่ และบางส่วนก็ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก อย่างเช่นตำรับยาทดแทนที่พัฒนาขึ้นโดยเภสัชกร เป็นต้น”

หลังฟังเรื่องเล่าจากพี่เยาว์จบ เภสัชกรโอ๊คพาเราเดินไปยังห้องข้าง ๆ กัน เพื่อชมวิธีดูแลคุณแม่หลังคลอดด้วยการให้คำแนะนำและให้ใช้ยาสมุนไพร 2 ตำรับ ทั้งยาบำรุงน้ำนมและดูแลหลังคลอด ซึ่งยาสมุนไพรตำรับนี้ไม่มีผลข้างเคียงเชิงสุขภาพต่อคุณแม่หลังคลอดเหมือนยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่ใช้รักษาอาการเดียวกัน มีผลงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบการใช้กับไม่ใช้ พบผลทดลองในเชิงบวกที่ดีมากในกลุ่มที่ใช้ และในจังหวัดสุรินทร์มีใช้ที่โรงพยาบาลกาบเชิงที่เดียวเท่านั้น 

เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันต้องทำงานบูรณาการกับศาสตร์การแพทย์แผนไทย-แพทย์ทางเลือก

หลังคุยกับพี่เยาว์และชมการดูแลคุณแม่หลังคลอดเสร็จ เภสัชกรโอ๊คพาเราเดินต่อไปยังอาคารประชาร่วมใจที่สร้างจากเงินบริจาคของประชาชน อาคารนี้เป็นตึกผู้ป่วยพิเศษ ด้านในมีโซนหนึ่งชื่อ ‘กาบเชิงชีวาภิบาล’ เป็นโซนดูแลผู้ป่วยในกลุ่ม Palliative Care หรือกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ต้องทำการรักษาหรือดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แบบผสมผสานอย่างเข้มข้น

จังหวะเหมาะเจาะที่เราไปถึง ในแผนกกำลังทำกิจกรรมการประชุมครอบครัวเตรียมตัวกลับบ้าน หรือ Home Program ให้สมาชิกในบ้านซึ่งจะรับหน้าที่ดูแลเมื่อรับผู้ป่วยกลับบ้านไปแล้ว เพราะผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักอยู่ในกลุ่มอาการหนัก ต้องรักษาแบบประคับประคอง ผู้ดูแลจึงจำเป็นต้องรู้แนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม 

การนั่งล้อมวงประชุมอย่างอบอุ่นนี้ประกอบไปด้วยสหวิชาชีพให้คำแนะนำในแง่มุมที่ต่างกันแต่สอดคล้องกันกับผลดีต่อคนไข้ มีทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน นักกายภาพบำบัด เภสัชกร พยาบาล แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน นักโภชนาการ 

การประชุมครอบครัวแบบนี้ไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล มีเฉพาะโรงพยาบาลที่มีแพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ประจำอยู่เท่านั้น ซึ่งโรงพยาบาลกาบเชิงแห่งนี้มีแพทย์ท่านดังกล่าวประจำอยู่

หลังจากเฝ้าสังเกตการณ์การประชุมครอบครัวเสร็จ เรามีโอกาสคุยกับ นพ.ธวัชชัย ทยานรัมย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผู้นำการประชุมครอบครัวของผู้ป่วยเมื่อสักครู่ เกี่ยวกับความรู้สึกและมุมมองต่อการทำงานร่วมกันกับแพทย์หลากหลายศาสตร์ คุณหมอเผยความรู้สึกให้ฟังว่า

“ตอนมาทำงานที่นี่ เราต้องเรียนรู้เรื่องการใช้ยาสมุนไพรทดแทน แรก ๆ ก็รู้สึกขัดแย้งในใจ แต่พอถึงจุดหนึ่งก็เข้าใจเหตุผลว่า ที่ต้องใช้ยาสมุนไพรทดแทนเพราะยาขาดแคลน การใช้ยาทดแทนก็เพื่อรักษาโรคให้คนไข้ ซึ่งที่นี่ดีตรงที่เภสัชกรจะทำตำรับยาเทียบเคียงเอาไว้ว่าใช้ยาสมุนไพรตำรับไหนทดแทนยาแผนปัจจุบันที่ไม่มีได้บ้าง พอลองใช้ยาทดแทนเหล่านั้นดูก็เห็นผลจากคนไข้ว่าดีขึ้น จึงตระหนักว่ามันใช้ได้เหมือนกัน และในโรงพยาบาลนี้ยังมี KPI ในการสั่งยาสมุนไพรให้คนไข้ทดแทนยาในบัญชียาหลักในองค์กรแพทย์ด้วย จึงเป็นนโยบายที่เราต้องทำงานให้สอดคล้องไปด้วย

“อีกเรื่องคือการทำงานร่วมกันกับแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลกาบเชิงดีตรงที่ประธานองค์กรแพทย์ คนแรกที่บุกเบิกยอมรับให้แพทย์แผนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรักษา ทำให้เรามองเห็นภาพนั้นชินตา พอนานเข้าก็ยอมรับในศาสตร์ของเขา และเข้าใจว่าแพทย์แผนไทยไม่ได้มีมิติแค่การใช้ยาสมุนไพรอย่างเดียว เขามีองค์ความรู้เรื่องการดูแล เช่น การนวด ประคบ และมีกิจกรรมอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่น พูดคุยกับคนไข้ แต่ถ้าเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ก็คือคนไข้มาด้วยอาการแบบนี้ ก็ซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วก็สั่งยาตามที่วินิจฉัยโรค 

“ส่วนตัวผมคิดว่าการมีแพทย์หลาย ๆ ศาสตร์มาบูรณาการการรักษาร่วมกันดีนะครับ เพราะช่วยเติมเต็มในส่วนที่แพทย์แผนปัจจุบันขาดหรือไม่รู้ หรือส่วนที่คนไข้ยังไม่รู้ ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนไข้และผู้ดูแล สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนไหนก็ตาม ต่างมีเป้าหมายอยากให้คนไข้มีสุขภาพดีขึ้น หายจากโรคภัยไข้เจ็บเหมือนกัน โดยต่างฝ่ายต่างใช้วิธีที่ตนถนัด พอเข้าใจแบบนี้ก็เลยทำให้เราทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน”

คำบอกเล่าของเหล่าพยาบาลกับข้อดีของการดูแลผู้ป่วยด้วยสหวิชาชีพ

หลังจากคุณหมอกล่าวจบ เรายังได้ข้อมูลจากกลุ่มงานพยาบาลในแง่การทำงานร่วมกับแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านด้วย ซึ่งพวกเขานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยด้วยสหวิชาชีพที่น่าสนใจให้ฟังหลายอย่าง 

โดย พี่องอาจ สุจิตร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ดูแลผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยระยะกลาง เล่าให้ฟังว่าใน พ.ศ. 2561 มีการเปิดตึกผู้ป่วยใน (IPD) ขึ้นในโรงพยาบาลกาบเชิง ใช้ชื่ออาคารว่า ตึกสร้อยฟ้าเพื่อดูแลคนไข้ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ และบูรณาการร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือกควบคู่กันไป ซึ่งปัจจุบันย้ายโซนมาอยู่ที่อาคารประชาร่วมใจ 

“พอย้ายมาอยู่ที่อาคารประชาร่วมใจ กลุ่มคนไข้เป็นผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยระยะกลาง (Intermedia Care) เช่น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่ได้รับการส่งมาดูแลจากโรงพยาบาลแม่ข่าย ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน เพราะฉะนั้น การดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ต้องอาศัยสหวิชาชีพเข้ามาร่วม 

“เมื่อคนไข้เข้ามาเราก็จะประเมินและประเมินซ้ำว่าคนไข้ฟื้นฟูได้ไหม มีข้อจำกัดอะไรบ้าง เราจะอยู่ใกล้ชิดและสังเกตคนไข้ เมื่อแพทย์แผนไทยเข้ามาก็จะนวดรักษาคนไข้ พยาบาลก็จะแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น คนไข้นอนไม่หลับ ถ่ายไม่ออก มีไข้ ฯลฯ เราปรึกษากันเพื่อให้แพทย์แผนไทยวางแผนการรักษาได้เหมาะสม เช่น ถ้าคนไข้พักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีไข้ การรักษาด้วยการนวดอาจต้องงดเว้นไปก่อน เป็นต้น 

“นอกจากนี้ยังมีการทำหัตถการในรูปแบบแพทย์แผนไทยเพิ่มเติมเข้ามา เช่น การทำแผลด้วยน้ำผึ้งในผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ พยาบาลจะประเมินว่าแผลชนิดนี้ใช้น้ำผึ้งตามวิธีของแพทย์แผนไทยได้หรือไม่ โดยต้องเป็นแผลที่ไม่ติดเชื้อ เพื่อให้น้ำผึ้งช่วยสมานแผล ซึ่งมีการเก็บสถิติพบว่าหากใช้น้ำผึ้งที่จัดเตรียมอย่างถูกต้องจากแพทย์แผนไทยมาทำแผลที่เหมาะสม แผลจะสมานดีขึ้นและหายเร็วขึ้น 

“ในมุมมองของผมก็คือ ถ้าเทียบกันระหว่างการดูแลคนไข้ด้วยแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว กับดูแลด้วยสหวิชาชีพที่มีแพทย์แผนไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ความพึงพอใจของคนไข้จะดีกว่า อย่างเช่น หากคนไข้มีอาการปวดเมื่อย แพทย์แผนปัจจุบันจะให้แค่ยา แต่การรักษาอาจจำเป็นต้องใช้ศาสตร์อื่นเข้ามารักษาด้วย เช่น การนวด ประคบ อบสมุนไพร จะช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และคนไข้จะชอบเวลาแพทย์แผนไทยเข้ามาทำหัตถการ ได้รับผลตอบรับจากคนไข้ว่ารู้สึกพึงพอใจครับ”

พอได้รับฟังความรู้สึกและแนวคิดของทั้งแพทย์และพยาบาลแผนปัจจุบันที่มีต่อการทำงานแบบสหวิชาชีพ และได้เห็นการทำ Home Program จากบุคลากรการแพทย์หลากหลายศาสตร์กับตา เราเองในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็รู้สึกว่าประชาชนในอำเภอกาบเชิงโชคดีมากที่มีโรงพยาบาลรัฐดี ๆ ให้การดูแลรักษาสุขภาพพวกเขาอยู่ในพื้นที่

แพทย์แผนไทยไม่ใช่แค่หมอผู้รักษา แต่ยังมีหน้าที่อนุรักษ์ส่งต่อภูมิปัญญา

จากอาคารประชาร่วมใจ เราเดินต่อไปยังคลินิกเวชกรรมไทย พื้นที่ขนาดย่อมนี้สะอาดสะอ้านและจัดเป็นสัดส่วน แบ่งโซนเป็นห้องตรวจวินิจฉัยโรค ห้องสมุนไพรสำหรับจัดยาเฉพาะราย ห้องสำหรับทำหัตถการ ห้องอบไอน้ำสมุนไพร ห้องดูแลมารดาหลังคลอด และโซนนอกสำหรับเตรียมหม้อเกลือและใช้เป็นพื้นที่ทับหม้อเกลือให้กับมารดาหลังคลอด 

 ขณะที่ไปถึง มีคนไข้กำลังรับการตรวจกับคุณหมอแผนไทยอยู่ เภสัชกรโอ๊คจึงพาเราเข้าไปชมด้านในห้องสมุนไพรสำหรับจัดยาเฉพาะราย ซึ่งนอกจากโหลยาสมุนไพร ยังมีโหลดองงูชนิดต่าง ๆ วางเอาไว้ด้วย

“นี่เป็นงูจริงที่เราเก็บรักษาเอาไว้ จากเคสคนไข้ถูกกัด เพื่อใช้สอนนักศึกษาว่างูพิษและงูไม่มีพิษต่างกันอย่างไร และจะได้รู้จักชนิดของงูด้วยครับ” เภสัชกรโอ๊คเล่าให้เราฟัง ก่อนที่เขาจะหยิบซองยาโลดทะนงแดงมาให้เราชมว่า นี่คือยาสมุนไพรที่เขาและทีมแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านช่วยกันพัฒนาเพื่อให้ใช้งานสะดวกขึ้น 

สักพัก แพทย์แผนไทยดอกรัก อาจหาญ หัวหน้ากลุ่มงานแพทย์แผนไทย ซึ่งตรวจคนไข้เสร็จแล้วก็เดินมาทักทาย เราจึงได้พูดคุยถึงบทบาทหน้าที่การทำงานในลักษณบูรณาการที่โรงพยาบาลแห่งนี้

“โรงพยาบาลกาบเชิงใช้การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ส่วนงานของการแพทย์แผนไทย เรานำองค์ความรู้ในเรื่องแพทย์พื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้านเข้ามาผสมผสาน ใช้กับการรักษาของแพทย์แผนไทยด้วย การรักษาแบบแพทย์แผนไทยมีการตรวจ วินิจฉัย ก็คือเวชกรรมไทย ทั้งตรวจโรคทั่วไปและโรคเรื้อรังด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มีหลายโรคที่รู้สาเหตุและหลายโรคที่ไม่รู้สาเหตุ จึงมีเรื่องความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการถูกของ ต้องมนต์ เพราะเป็นพื้นที่ติดประเทศกัมพูชา ถ้าเป็นเรื่องศาสตร์ลี้ลับพวกนี้ เราจะให้หมอพื้นบ้านเข้ามามีบทบาทด้วย โดยเราจะติดต่อหมอพื้นบ้านมาร่วมให้คำปรึกษา ถือเป็นการเยียวยาจิตใจและความเชื่อให้ผู้ป่วย อย่างเช่น คุณพ่อชอย สุขพินิจ ผู้ได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ เพราะท่านมีความรู้ในศาสตร์นี้ รู้ตำรับยาสมุนไพรพื้นถิ่น เพราะว่าท่านเป็นคนท้องถิ่น 

“แต่ก็มีบางเคสนะคะที่เราจำเป็นต้องรักษาเอง เช่น มีคนไข้เคยประกอบอาชีพหมอไสยศาสตร์ แล้วมาด้วยอาการปวดท้อง เขาเชื่อแน่นหนักว่าตัวเองโดนของที่เคยรับจ้างทำใส่คนอื่นย้อนกลับมาเล่นงาน 

“ตอนนั้นเราไม่รู้จะทำอย่างไร มองไปบนหิ้งพระ เห็นมีท่อนยาโลดทะนงแดงวางอยู่ ก็เลยคิดว่ายานี้ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ และด้วยสรรพคุณหนึ่งคือเวลากินจะทำให้อาเจียน การที่ทำให้คนไข้อาเจียนออกมาอาจช่วยให้เขารู้สึกว่าได้ขับของเสียหรือมนต์ดำออกจากร่างกาย ก็เลยฝนยาโลดทะนงแดงให้คนไข้กิน พอกินแล้วเขาก็อาเจียน เราให้เขานอนพัก เขาบอกว่ารู้สึกดีขึ้น หลังจากนั้นก็กลับมารับการรักษาอีก เราบอกว่าจะส่งต่อเคสให้หมอที่เชี่ยวชาญต่อก็ไม่ยอม เขาจะให้รักษาด้วยวิธีเดิม ก็เลยทำการรักษาแบบเดิมอยู่ราว ๆ 3 หน จนคนไข้บอกว่าหายแล้ว มนต์ดำถูกขับออกไปหมดแล้ว ซึ่งเรามารู้ภายหลังว่าในศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน โลดทะนงแดงเองขับล้างสิ่งไม่ดี มนต์ดำต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้เช่นกัน

“ศาสตร์การแพทย์แผนไทยบูรณาการกับทุกอย่างและทุกแผนกในโรงพยาบาลกาบเชิง เริ่มตั้งแต่การเดินเข้ามาที่ห้องบัตร ทำบัตรแล้วไปพบแพทย์ พอพบแพทย์เสร็จก็จะวินิจฉัย ทำให้รู้ว่ามีกลุ่มโรคใดที่ต้องส่งต่อแพทย์แผนไทย หากต้องส่งต่อก็จะมีใบนำทางจากแพทย์แจ้งมา ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินก็จะไปที่ตึกอุบัติเหตุ เช่น สัตว์มีพิษ งูกัด กินเห็ดแล้วเมา แพทย์แผนไทยก็จะเข้าไปฝนยาสมุนไพรโลดทะนงแดงเพื่อใช้รักษา 

“หรือเรื่องการทำแผล เรามีวิธีทำแผลตามแบบแพทย์แผนไทย โดยวิเคราะห์จากชนิดแผล เช่น แผลที่มีลักษณะธาตุไฟ หรือ แผลปิตะ มักมีอาการร้อน มีขอบนูนแดง แผลกลุ่มนี้ใช้น้ำมันต้นเสลดพังพอนทำแผล แต่ถ้ามาด้วยแผลธาตุลม หรือ แผลวาตะ มีลักษณะซีด เพราะธาตุลมในร่างกายพัดพาสารอาหารมาเลี้ยงแผลไม่ได้ ก็จะใช้น้ำผึ้งที่ผ่านการสะตุแล้วมาทำแผล เพื่อช่วยให้สมานได้เร็วขึ้น 

“กรณีที่คนไข้ถูกส่งต่อมาจากแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยก็จะดำเนินตามวิธีการ 4 กระบวนการ คือหนึ่ง ตรวจวินิจฉัยด้านการแพทย์แผนไทย ตรวจหัตถการ นวดรักษา การนวดรักษาก็จะมีเรื่องนวดรักษาประคบสมุนไพร อบสมุนไพร และการดูแลมารดาหลังคลอด ตามเหมาะสม 

“ยาสมุนไพรที่เลือกใช้เป็นเรื่องของยาตำรับ ยาสามัญประจำบ้าน ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ และยาสมุนไพรปรุงเฉพาะรายสำหรับนำไปต้มดื่ม ยาต้มปรุงเฉพาะราย หมายถึง เราจะจัดยาเฉพาะบุคคลขึ้นใหม่ตามอาการที่วินิจฉัย ตามธาตุเจ้าเรือนของบุคคลนั้น ซึ่งในตำรับอาจจ่ายไปแล้วคนไข้ดีขึ้นหรือคงเดิม หากไม่ดีขึ้นก็ต้องมาปรับยาตามธาตุเจ้าเรือน วันเดือนปีเกิด น้ำหนักส่วนสูง อาการที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นในโรคกลุ่มนี้ก็จะจัดยาและปรุงยาขึ้นมาใหม่ อย่างนี้เป็นต้น 

“นอกจากนี้ เรายังดูแลในด้านจิตใจผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลกาบเชิงมีชมรมจริยธรรม จัดกิจกรรมตักบาตรเดือนละ 1 วัน ในช่วงสัปดาห์แรก เรานิมนต์พระเข้ามาและให้พระบิณฑบาตบนตึกก่อน ค่อยลงมาด้านล่าง คนไข้ที่ลุกจากเตียงไม่ได้ เมื่อได้ทำบุญก็จะรู้สึกดี ถือเป็นการรักษาเยียวยาจิตใจคนไข้ไปด้วย เพราะแพทย์แผนไทยเรารักษาแบบองค์รวม 

“โรงพยาบาลกาบเชิงมีทีมสหวิชาชีพที่เข้มแข็ง เวลาที่เกิดความเสี่ยงหรือปัญหาขึ้นกับคนไข้ จะนำมาถอดบทเรียน และนำเข้าสู่คณะกรรมการ PCT ก็คือระบบการบริหารจัดการเพื่อหารือกันว่า ควรวางแผนแนวทางหรือพัฒนาไปในทิศทางใด กรณีที่มีศาสตร์การแพทย์ใหม่ ๆ เข้ามา ต้องนำเข้าสู่กระบวนการศึกษางานวิจัยที่ทำไว้แล้ว หรือถ้ายังไม่มีคนวิจัย อย่างเช่นเรื่องนวัตกรรม ก็จะพิจารณาหลักการและเหตุผล ปรึกษากัน ถ้าคณะกรรมการเห็นด้วยและตกลงร่วมจึงนำมาใช้

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานบูรณาการร่วมกันที่ชัดเจนขึ้น เราจึงขอให้คุณหมอดอกรักยกตัวอย่างเคสให้ฟัง 

“สมมติว่ามีคนไข้มาด้วยการถูกงูกัดมาที่ตึกอุบัติเหตุ แพทย์จะตรวจวินิจฉัยและขอคำปรึกษาจากแพทย์แผนไทยทันที แพทย์แผนไทยก็จะเข้าไปที่ตึกอุบัติเหตุและใช้ตำรับยาโลดทะนงแดง ซึ่งไม่น่าจะมีโรงพยาบาลไหนได้เห็นภาพแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบันมาอยู่ที่ตึกอุบัติเหตุด้วยกัน แล้วแพทย์แผนไทยมาทำอะไรที่ตึกอุบัติเหตุนี้ อุปกรณ์ที่แพทย์แผนไทยถือมาก็คือหินลับมีดและแท่งยาสมุนไพร เอาไปฝน ในขณะที่คุณหมอแผนปัจจุบันคล้อง Stethoscope ไว้ที่คอ มันเป็น 2 ศาสตร์ที่ไปด้วยกันได้ และเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าไม่ก่ออันตรายให้คนไข้เลย”

เรื่องเล่าของคุณหมอดอกรักชี้ให้เห็นการทำงานแบบบูรณาการของโรงพยาบาลกาบเชิงให้ชัดเจนขึ้น และทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นว่า นอกจากงานรักษาคนไข้แล้ว แพทย์แผนไทยยังต้องเก็บรักษารวบรวมและศึกษาศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านอีสานในพื้นที่เอาไว้ หากมีศาสตร์ใดที่วิเคราะห์แล้วว่านำมาใช้ได้ ไม่ขัดกับการสาธารณสุข (เช่น การเป่าคาถา เลือกใช้เฉพาะการเป่าลมพร้อมท่องมนต์เท่านั้น ไม่ใช้การเป่าด้วยน้ำหมากหรือน้ำสมุนไพร เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้) ก็จะเสนอเพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วย ถือเป็นการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไปในที 

วันนี้เราเดินทางเรียนรู้เรื่องราวของโรงพยาบาลกาบเชิงจากบุคลากรท่านต่าง ๆ จนถึงเย็นย่ำ จึงต้องเข้าสู่ที่พักก่อนและกลับมาอีกครั้งในวันถัดไป เพื่อเจาะลึกถึงแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านจากเภสัชกรโอ๊ค

พัฒนายาตำรับพื้นบ้านสู่ความทันสมัย ได้มาตรฐาน และวางระบบยาสมุนไพรเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน

เช้าวันถัดมา เราติดตามคุณหมอดอกรักเพื่อไปราวนด์วอร์ดตรวจสุขภาพคนไข้ที่อาคารประชาร่วมใจ ภาพแพทย์แผนไทยเดินเยี่ยมไข้คนป่วยด้วยแววตายิ้มแย้ม เป็นภาพแปลกตาสำหรับเราเพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยแอดมิตในโรงพยาบาล เราจะมีเพียงหมอแผนปัจจุบันและพยาบาลเท่านั้นที่มาเยี่ยมไข้ 

จากนั้นไม่นาน เภสัชกรโอ๊คก็มาหาเรา เพราะวันนี้เขาจะพาเข้าชมโรงงานผลิตยาสมุนไพรภายใต้มาตรฐาน GMP ของโรงพยาบาลกาบเชิง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนายาสมุนไพรตำรับต่าง ๆ ตลอดจนการวางเส้นทางระบบทำงานของแพทย์หลากหลายศาสตร์ การจัดระบบยาสมุนไพรทดแทนตัวยาแพทย์แผนปัจจุบันที่ขาดไป

รูปทรงอาคารโรงงานผลิตยาสมุนไพรของโรงพยาบาลกาบเชิงดูคล้ายกับคลี่คลายมาจากปราสาทหิน ซึ่งช่วงนี้ปิดปรับปรุงในบางส่วนอยู่ แต่ก็ยังมีการผลิตยาให้เห็น จุดแรกที่ปะทะตาก่อน คือโซนด้านนอกโรงผลิตยา มีเจ้าหน้าที่กำลังเจียวสมุนไพรกับน้ำมันอยู่ เภสัชกรโอ๊คเล่าว่านี่คือน้ำมันสำหรับนวดรักษาอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ชื่อว่า ยากาสลัก เป็นตำรับที่ได้มาจาก หมออ่อน สิทธิไกรพงษ์ หมอพื้นบ้านในอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ตัวยามีเพียง 3 ตัว คือผลลำโพงกาสลัก ไพล และชุมเห็ดเทศ นำมาเจียวกับน้ำมันมะพร้าวผ่านความร้อน แล้วกรองเก็บนำมาใช้

เภสัชกรโอ๊คเล่าว่า ตำรับนี้คุณหมอเอกชัยท่านได้มาและเคยใช้รักษาเพื่อนของคุณหมอที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ด้วยวิธีนวดหลังแล้วลุกขึ้นเดินได้ จึงนำตำรับยานี้มาปรุงไว้เพื่อใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

ต่อมาเราก้าวเข้าสู่โซนด้านในของโรงผลิตยาตามระบบ GMP ได้เห็นระบบของการผลิตยาที่วางรูปแบบเอาไว้ แต่ด้วยโรงงานดังกล่าวเปิดใช้เป็นเวลานานแล้ว อุปกรณ์บางส่วนจึงต้องรอการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ เราได้เห็นคลังยาสมุนไพรที่ผ่านการคัดเลือกทำความสะอาดและอบแห้งแล้ว เตรียมนำไปใช้ได้ทันที มีห้องผลิตยารูปแบบต่าง ๆ และโซนสุดท้าย คือจุดเตรียมกระจายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ที่เลือกใช้ยาสมุนไพรจากโรงพยาบาลกาบเชิง

ต่อมาเราก้าวสู่ห้องจัดแสดงตำรับยาสำคัญ ๆ ที่ใช้ในโรงพยาบาล รวมถึงที่มาที่ไปว่าได้ตำรับยาเหล่านี้มาได้อย่างไร และรายงานผลว่าเมื่อนำไปใช้แล้วเกิดผลดีอย่างไรจึงคัดเลือกมาผลิตใช้ในโรงพยาบาลเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันบางตัว

เภสัชกรโอ๊คเล่าให้เราฟังว่า ในช่วงที่คุณหมอเอกชัยอยู่ รูปแบบของยาสมุนไพรจะถูกปรุงตามวิถีพื้นบ้านจริง ๆ ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันอาจไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก หรือไม่ไว้ใจที่จะใช้ ดังนั้น ในยุคที่ตัวเขามาประจำเป็นเภสัชกรจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่คิดและทำมาโดยตลอด คือจะพัฒนารูปแบบยาอย่างไรให้มีรูปลักษณ์ทันสมัย ได้มาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ เภสัชกรโอ๊คจึงเล่าถึงที่มาของการก่อตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพรภายใต้ระบบ GMP ให้เราฟังว่า

“ผมมาบรรจุเป็นเภสัชกรตั้งแต่รุ่นแรก ๆ อาจไม่ได้เป็นช่วงต้นสุด แต่ก็ทันเห็นการนำเอาศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย มาใช้ในโรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งมีมาเป็นสิบปีก่อนผมจะมาบรรจุ ตอนที่มาถึง ผมต้องมารับช่วงในการต่อยอดพัฒนาประชาสัมพันธ์มากขึ้น และเน้นเรื่องการสอดแทรกตำรับยาสมุนไพรเข้าไปในการรักษาแผนปัจจุบัน เพื่อให้คุณหมอรุ่นหลัง ๆ รู้จักและได้ใช้ และทำเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช้ในโรงพยาบาลมาจนถึงทุกวันนี้ 

“ในช่วงแรก ๆ โรงพยาบาลกาบเชิงยังมีวิชาชีพธรรมดาอยู่ คือแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาล แต่มีครั้งหนึ่งที่คุณหมอเอกชัยออกหน่วยสนับสนุนการใช้สมุนไพรกับชาวบ้าน มีชาวบ้านยกมือถามว่า ถ้ายาสมุนไพรดีจริง ทำไมคุณหมอไม่เอาไปใช้ในโรงพยาบาล กอปรกับความขาดแคลนยาแผนปัจจุบัน คุณหมอเอกชัยจึงเรียกทีมงานคุยกันว่า จะบูรณาการเอาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านเข้ามาใช้จริงจังในโรงพยาบาล หลังจากที่คุยเรื่องนี้เสร็จก็เริ่มมีการรับแพทย์แผนไทย ซึ่งสมัยนั้นบุคลากรนี้มาจาก อายุรเวทวิทยาลัย โดยบุคลากรท่านแรกที่เข้ามาก็คือ พี่หมอแทะ-ชัชวาล ชูวา ซึ่งตอนนี้ท่านลาออกไปทำธุรกิจเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยซึ่งขยายไปถึงต่างประเทศแล้ว

“ทางโรงพยาบาลทำเรื่องแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านกันอย่างจริงจัง เริ่มศึกษาองค์ความรู้จากหมอพื้นบ้าน แล้วก็คัดเอาตำรับทั้งจากตำราไทย ตำราพื้นบ้านมาใช้ ซึ่งตอนนี้ผมคือคนที่รับช่วงต่อการใช้ยาพวกนี้ ในตอนแรกจะเป็นคุณหมอเอกชัยคนเดียว แล้วท่านก็สอนน้อง ๆ แพทย์บ้าง และท่านยังเป็นอาจารย์สอนวิทยาลัยพยาบาล จึงบอกเรื่องราวตรงนี้ในวงกว้างมากขึ้น แต่ถามว่าการลงมือปฏิบัติจริง ๆ ก็ยังไม่มีที่ไหนทำเหมือนกาบเชิง 

“และมีจุดเปลี่ยน คือเราทำงานในสาขาวิชาชีพกันมาเรื่อย ๆ และจัดสรรส่วนหนึ่งของโรงพยาบาล ไปสร้างเป็นโรงงานเล็ก ๆ ในการผลิตยา เพราะสมัยนั้นยาสมุนไพรยังไม่บูม บริษัทผู้ผลิตก็ไม่มี ถ้าจะทำยาต้องทำขึ้นมาใช้เอง จากโรงงานเล็ก ๆ ด้วยความเป็นเภสัชกรของผม ผมเริ่มหาช่องทางขยายโรงงานในการพัฒนาระบบการผลิต รูปแบบบรรจุภัณฑ์ หรือว่ายาให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น สวยงามขึ้น ทีมแพทย์ยอมรับมากขึ้น นี่คือเรื่องของผลิตภัณฑ์

“ส่วนเรื่องของกระบวนการ พอคุณหมอเอกชัยจะลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาบเชิง ท่านถ่ายทอดความรู้ให้กับทีมงานได้เรียนรู้ทั้งเรื่องประสบการณ์และอะไรอีกหลายอย่าง ผมกับทีมคุณหมอรุ่นหลังก็มาคุยกันว่า ถ้าจะทำให้ยั่งยืน เราควรต้องมีแบบแผน จึงมีมติจะทำเป็นบัญชียาขึ้นมา ให้คุณหมอรุ่นใหม่ได้ใช้ มีการจัดอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นการใช้ 

“อีกขาหนึ่ง ในทีมของแพทย์แผนไทย เขาไปติดต่อกับหมอพื้นบ้านในพื้นที่เพื่อขอตำรับตำราไปเรียนรู้ อย่างเช่นมีครั้งหนึ่งเราผลิตยาเอง ก็ไปส่งเสริมให้ชาวบ้านในกลุ่มทั้งหลายปลูกพืชสมุนไพรเพื่อส่งให้โรงงานของเราเพื่อใช้ผลิตยาสมุนไพรและมีการจัดอบรมเรื่อย ๆ สมัยเมื่อ 10 ปีก่อนอบรมกันถี่ คุยกันบ่อย แต่เดี๋ยวนี้เริ่มซา ๆ ไป 

“นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชาวบ้านผู้ปลูกสมุนไพรส่งเรา เป็นผู้นำด้านการใช้ยาสมุนไพรท้องถิ่น คือให้เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน แนะนำให้คนไข้ใช้ เขาก็อยู่รอด พึ่งตัวเองได้ จากการใช้และปลูกสมุนไพรนี่แหละครับ และมีหมอพื้นบ้านในพื้นที่ที่ท่านให้ยาตำรับดี ๆ กับเรา คล้าย ๆ กับการให้คำปรึกษา เช่นโรคนี้อาการนี้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ ให้มาปรึกษากับแพทย์แผนไทย แล้วค่อยส่งต่อเชื่อมโยงไปยังการรักษาจากหมอพื้นบ้านอีกต่อหนึ่ง 

“ทุกวันนี้กาบเชิงพัฒนาไปถึงว่า เราร่วมกับนักศึกษาและกรมการแพทย์แผนไทย ทำวิจัยเชิงคลินิกในยาบางตำรับที่เราใช้ เพื่อจะได้มีผลงานทางวิชาการให้มากขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้น 

“ผมเองในฐานะเภสัชกร พอรับองค์ความรู้มาปุ๊บ ก็มาคุยกับทีมต่อยอดว่าจะทำยังไงให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์มากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น และทำยังไงให้คงอยู่ได้ต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำมาตลอด 20 ปีนี้ที่ผมอยู่ที่โรงพยาบาลกาบเชิง”

เหตุผลนี้เองที่ทำให้เราถึงบางอ้อว่า ทำไมรูปแบบยาสมุนไพรหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในโรงพยาบาลแห่งนี้จึงดูทันสมัยน่าใช้ อย่างเช่นตำรับยาโลดทะนงแดง ซึ่งเป็นตำรับยารักษาพิษงู แต่เดิมต้องฝนยากับหินลับมีด พร้อมด้วยน้ำเปล่าและเนื้อในผลหมากแห้ง แต่พัฒนามาเป็นรูปแบบยาผงบรรจุซอง เทชงกับน้ำแล้วนำไปใช้ได้เลย โดยเภสัชกรโอ๊คเล่าถึงที่มาและแนวคิดของยาตำรับนี้ให้เราฟังว่า

“จุดเริ่มต้นที่นำยาตำรับนี้เข้ามาเริ่มจากหมอพื้นบ้านท่านหนึ่ง ชื่อ พ่อหมอเอี๊ยะ สายกระสุน ซึ่งท่านไม่ได้รู้จักกับเรามาก่อน แต่จุดเริ่มต้นคือมีผู้ป่วยถูกงูกัดมาที่โรงพยาบาลกาบเชิง แล้วจะถูกตัดนิ้ว เนื่องจากเกิดเนื้อตาย (Gangrene) แล้วเขาก็หนีกลับบ้านไปเพราะไม่อยากถูกตัดนิ้ว คุณหมอเอกชัยก็คิดว่าคนไข้รายนี้ต้องเสียชีวิตแน่ ๆ 

“2 ปีผ่านไป คุณหมอเอกชัยไปลงพื้นที่แล้วเจอว่าผู้ชายคนนั้นยังรอดชีวิตอยู่ เลยสงสัยว่าทำไม่เขาถึงยังรอด จึงไถ่ถามดูว่าไปรักษาอย่างไร ได้คำตอบว่าเขาไปรักษากับพ่อหมอเอี๊ยะ คุณหมอจึงเข้าไปศึกษาองค์ความรู้กับหมอพื้นบ้านท่านนี้โดยเฉพาะ แล้วนำความรู้นี้มาใช้ที่โรงพยาบาลกาบเชิง ซึ่งช่วยรักษาชีวิตคนไข้ไปมาก

 “จากเดิมเราส่งคนไข้ไปที่สุรินทร์เพื่อทำการรักษาต่อจากอาการถูกงูกัด ปรากฏว่าเสียชีวิตแทบทุกราย แต่หลัง ๆ มาเราใช้ตำรับยานี้และการรักษาที่พ่อหมอเอี๊ยะถ่ายทอดมาให้ ไม่มีใครตายสักคน แล้วก็ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน คือเป็นยาผงที่กระจายออกไปในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. หรือที่ไหน ก็ใช้ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปนั่งฝนยาอย่างเดิม แต่จะมีเรื่องปริมาณ เพราะถ้าเป็นการฝนแบบเดิมใช้ตัวยาแค่นิดเดียว พอทำเป็นผงจำเป็นต้องใช้เนื้อสมุนไพรมากขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ได้ฤทธิ์ยาเทียบเท่ากัน เราต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นสมุนไพรชนิดนี้อาจสูญพันธุ์ได้หากผลิตเยอะ ๆ ” 

ประเด็นเรื่องการยอมรับยาสมุนไพรจากแพทย์แผนปัจจุบัน เภสัชกรโอ๊คบอกกับเราว่า

“การสร้างความยอมรับเรื่องใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาปัจจุบันต้องค่อยเป็นค่อยไป เราจะมีกระบวนการเรียกว่า พี่สอนน้อง คือรุ่นพี่บุคลากรที่มีความรู้ จะส่งต่อองค์ความรู้การใช้ยาสมุนไพรผสมผสานให้กับรุ่นน้องที่มาอยู่ใหม่ มีเคสประทับใจเคสหนึ่งครับ เป็นคุณหมอที่จบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วมาใช้ทุนที่นี่ ทีนี้ผมก็เล่าให้ฟังว่าตอนนี้โรงพยาบาลเราเพิ่งสร้างยาตำรับใหม่ขึ้นมา เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้จากหมอพื้นบ้านร่วมกับแพทย์แผนไทย สร้างตำรับซึ่งเป็นยาแก้ไอชื่อ ‘ยาแก้ไอมองคร่อ’ มีที่นี่ที่เดียว และได้เข้าบัญชียาหลักไปแล้ว มันใช้ดีมากนะ เพราะว่าตอนนั้นมีคนไข้ที่มาด้วยอาการไอเยอะมาก ไอกันระงมเลย พอทดลองใช้แล้วได้ผลดี

“ทีนี้คุณหมอท่านนั้นก็มาเบิกยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาแก้ไอนี่แหละ ซึ่งตอนนั้นยาหมด สั่งไปแล้วแต่ยังไม่เข้ามา ผมเลยบอกหมอท่านนั้นว่า ลองใช้ยาสมุนไพรแก้ไอที่เราตั้งตำรับกันขึ้นมาไหม ลองดูสิ ไม่ตายหรอก เขากินกันทั้งอำเภอแล้ว พอหมอคนนั้นลองกินก็กลับมาบอกเราว่า เฮ้ย มันดีมากเลยพี่ ทำไมผมไม่รู้ว่ามียานี้อยู่ในโรงพยาบาลเรา เราก็ตอบไปว่าเคยบอกจนไม่รู้จะบอกยังไงแล้ว คือมันต้องเป็นแบบนี้ สุดท้ายต้องลองเอง พอลองแล้วได้ผลเขาก็เปิดใจ แล้วตำรับยาแก้ไอมองคร่อของเรา มีข้อดีกว่ายาแก้ไอที่วางขายทั่วไปก็เพราะยาน้ำแก้ไอทั่วไปมีอนุพันธ์ของฝิ่น ซึ่งจัดเป็นสารเสพติด แต่ใส่ในปริมาณที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม แต่ยาน้ำแก้ไอตำรับของเราไม่ได้ใส่และใช้ได้ผลดี จึงดื่มได้อย่างปลอดภัยกว่า

“ดังนั้น กระบวนการของพี่สอนน้องต้องทำให้เกิดสตาร์ตเตอร์ก่อน จุดแรกที่ต้องทำคือทำให้หมอเข้าใจว่ายาสมุนไพรก็คือยา แพทย์แผนไทยก็คือแพทย์คนหนึ่ง เพียงแต่เขาคิดคนละแบบกับเรา แต่เราอยู่ร่วมกันได้โดยการปรึกษากัน เพราะว่าโดยปกติแพทย์แผนไทยจะทำอะไรต้องขอแพทย์แผนปัจจุบันก่อน แต่พอเขาเจอเคสที่เป็น Impression Case เขาก็จะมั่นใจ อย่างเช่นมีเคสหนึ่งที่เป็นผื่นคัน แพทย์แผนปัจจุบันรักษาเป็นปีไม่หาย แต่มารักษาที่แพทย์แผนไทยแค่สัปดาห์เดียวหายสนิท แค่เปลี่ยนคอนเซปต์ เปลี่ยนความคิด ลักษณะที่เล่ามาจะเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ แต่ปัจจุบันจะมีระบบที่ผมตั้งขึ้นไว้ ก็คือมีระบบการเตือนการใช้ยา ระบบการเทียบเคียงโรค ทำให้คุณหมอแผนปัจจุบันเขาโอเคขึ้น”

อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการยอมรับจากแพทย์แผนปัจจุบันกับยาสมุนไพรขึ้นได้เร็วที่สุด เภสัชกรโอ๊คยังเสนอว่า ควรทำงานวิจัยเชิงคลินิก (Clinical Trail) กับยาสมุนไพรในเชิงตำรับ ไม่ใช่แค่ทำกับตัวยาเดี่ยว ๆ เพราะลำพังมาตรฐานการผลิตที่บอกว่าเป็น GMP เป็นเพียงการยืนยันว่ายาล็อตนั้น ๆ ผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย แต่บอกถึงประสิทธิภาพในการรักษาไม่ได้ ดังนั้น หากมีผลงานวิจัยรองรับ จะทำให้แพทย์แผนปัจจุบันยอมรับการใช้ยาสมุนไพรง่ายขึ้นเช่นกัน และยาไทยก็จะเกิดการพัฒนาสู่สากลได้

นอกจากประเด็นเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับยาสมุนไพรด้วยงานวิจัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหา คือเรื่องต้นทุน-กำไรของการผลิตยาเองในโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลจำหน่ายยาในเชิงการค้าไม่ได้ ตามข้อกฎหมายคือผลิตยาใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น และอีกอย่างคือเรื่องต้นทุนการผลิตที่แพงกว่าเอกชน ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตยาได้

“ผู้บริหารบางท่านอาจมองว่าโรงงานผลิตยาเป็นภาระถ้าขาดทุน เพราะยังไงก็ต้องบอกว่า ขาดทุนอยู่แล้ว คำว่า ‘ทุน’ คุณหมอประเวศ วะสี เคยบอกว่า ‘ต้นทุนของข้าราชการอย่างพวกเราไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าบุญ’ แต่ถ้าเกิดผู้บริหารสมัยใหม่เขาไม่ดูเรื่องบุญ เขาดูเรื่องเงินก็จบ ยังไงก็ขาดทุน แล้วเราจะไปแข่งกับเอกชนไม่ได้ เพราะเขาใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตได้ทีละเยอะ ๆ แต่ถ้าโรงงานจะล้ม เราก็อาจจะต้องดึงตำรับเด่น ๆ เอาไว้ เพราะเราทำเองได้ ทำไว้ใช้เองในโรงพยาบาล แล้วเพิ่มเรื่องของการจัดยาเฉพาะรายเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องของการรักษาเฉพาะบุคคลไป

  “แต่ถ้าทำแบบนั้นปุ๊บ ระบบปัจจุบันที่เราทำอยู่ก็อาจจะล้มได้ เพราะเราใช้ยาเทียบเคียง สมมติยาแผนไทย ก. ใช้แทน ยา A ของยาแผนปัจจุบัน ใช้แทนกันนะ เราเทียบให้เห็นแบบนี้คุณหมอจะยอมรับมากกว่า เพราะว่าเป็นเชิงเภสัชวิทยา (Pharmacology) ถ้าจะให้คุณหมอแผนปัจจุบันเข้าใจกระบวนการคิดของแพทย์แผนไทย อาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ยาที่ตอบสนองเราอยู่แล้ว ที่ทำอยู่แล้วต้องทำต่อไป อาจไม่ได้ทำในเชิง Commercial แต่ทำใช้เฉพาะในโรงพยาบาล หากยังต้องการรักษาระบบการสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรทดแทนอยู่”

ขณะพูดคุยเรื่องนี้ เภสัชกรโอ๊คก็ส่งไฟล์ตัวอย่างตำรับยาสมุนไพรเทียบเคียงกับยาแผนปัจจุบันให้เราดูเพื่อทำความเข้าใจ เขาเผยว่าจริง ๆ หากการซ่อมแซมโรงผลิตยาแล้วเสร็จ เขาก็ตั้งใจให้โซนจัดแสดงตำรับยาเป็นพื้นที่การเรียนรู้ศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งยินดีเปิดเผยตำรับยาทั้งหมด เพราะในมุมของเขาการหวงเก็บตำรับยาพื้นบ้านเอาไว้เหมือนเป็นผีเฝ้าสมบัติ ไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และตำรับยาเหล่านี้หมอพื้นบ้านเขายินดีมอบให้ไว้เป็นวิทยาทาน ดังนั้นก็ควรให้ทุกคนได้มีสิทธิ์เข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน 

เยือนบ้านหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ไปลากไข่ตรวจสุขภาพหาคุณไสย

ไหน ๆ ก็มาเยือนและสังเกตการณ์การทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลกาบเชิงครบทุกส่วนแล้ว เภสัชกรโอ๊คและคุณหมอดอกรัก แพทย์แผนไทยประจำโรงพยาบาล จึงอาสาพาเราไปเยือนกับหมอพื้นบ้าน 2 ท่าน ซึ่งมีบทบาทอย่างมากกับการรักษาเชิงบูรณาการศาสตร์การแพทย์กับโรงพยาบาลกาบเชิง ทั้ง 2 ท่านไม่ใช่หมอพื้นบ้านธรรมดา ๆ เพราะได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นหมอไทยดีเด่นแห่งชาติทั้งคู่

ฉันกับช่างภาพขับรถติดตามไปจนถึงบ้านโคกพยุง ตำบลแนงมุด ซึ่งยังอยู่ในเขตอำเภอกาบเชิง เพื่อมาพบกับ คุณพ่อชอย สุขพินิจ หมอแผนไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2559 แพทย์พื้นบ้านท่านนี้มีความชำนาญด้านการรักษากระดูกหัก ผิดสำแดง อาการพิษ มะเร็ง ใช้สมุนไพร 5 ชนิด ช่วยถอนคุณไสย และท่านจะมีพิธีกรรมลากไข่ในการวินิจฉัยโรคและตรวจหาคุณไสยด้วย 

เมื่อไปถึง เราพบกับพ่อหมอ ซึ่งถ้าไม่รู้จักมาก่อน อาจคิดว่าท่านคือชาวบ้านธรรมดาท่านหนึ่ง พ่อหมอชอยในวัย 86 ปี ผมขาวทั้งศีรษะแต่ไรผมยังแน่นหนา แววตาของท่านเล็กหรี่แต่มั่นคง น้ำเสียงอาจสั่นเครือไปบ้างตามวัย แต่ก็นับว่าด้วยอายุขนาดนี้ท่านคือบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงท่านหนึ่งก็ว่าได้

คุณหมอดอกรักแนะนำให้เรารู้จักกับท่านว่า พ่อหมอท่านนี้คือบุคคลที่ทางโรงพยาบาลกาบเชิงขอคำปรึกษาไปรักษาคนไข้ด้านจิตใจ เช่น การเป่าคาถารักษา เราจึงได้ซักถามว่าพ่อหมอร่ำเรียนวิชามาจากไหน พ่อหมอบอกว่าสืบทอดวิชามาจากบรรพบุรุษ ร่ำเรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญ จากพระสงฆ์ผู้มีวิชา ทั้งในเขตประเทศไทยและกัมพูชาจนเชี่ยวชาญ 

เภสัชกรโอ๊คช่วยเสริมให้ฟังว่า พ่อหมอชอยมีวิธีตรวจคัดกรองโรคที่น่าสนใจ คือการลากไข่ โดยใช้ไข่ไก่ดิบ 4 ฟองลากไปตามตัวพร้อมบริกรรมคาถา หากมีสิ่งผิดปกติในร่างกายทั้งในเชิงโรคภัยไข้เจ็บ หรือ แม้แต่โดนคุณไสยกฤติยาคมใด ๆ ก็จะปรากฏให้เห็นในไข่ที่ตอกออกมา – ได้ยินอย่างนี้มีหรือเราจะไม่ลอง

เริ่มจากยกพานบูชาครูด้วยค่าบูชาครู 120 บาท จากนั้นก็นั่งเหยียดขาพนมมือ พ่อหมอจะวางไข่ไก่ไว้ที่ปลายเท้า จากนั้นหยิบไข่มาทีละ 2 ฟอง แล้วบริกรรมคาถา ก่อนจะกลิ้งไข่ไก่วนไปรอบ ๆ ตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำแบบนี้ซ้ำอีกรอบ จนครบ 4 ฟอง จากนั้นก็จะมาตอกไข่ใส่จานทีละฟองเพื่อวิเคราะห์โรค 

รพ.กาบเชิง รพ.รัฐในสุรินทร์ที่รักษาคนไข้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบัน ไทย จีน และอีสาน

ตอนนี้แหละที่รู้สึกใจเต้นสุด ๆ ว่าจะเป็นอย่างไร แท่น แทน แท้น ไข่ไก่ที่ลากตามร่างกายฉันสะอาดเกลี้ยงเกลาไร้มลทินใด ๆ 3 ฟอง จนพ่อหมอบอกว่าไข่ตอกออกมาสวยมากนะ ไม่เป็นอะไรเลย แต่พอตอกฟองที่ 4 ก็มีจุดสีดำเล็ก ๆ 1 จุด สีแดงเล็ก ๆ 1 จุด พ่อหมอชอยจึงทักว่าในร่างกายมีไฝดำ 1 จุดใหญ่ และ ไฝแดง 1 จุดใหญ่ ใช่ไหม 

ซึ่งก็จริงตามที่ท่านบอกอย่างไม่น่าเชื่อ พ่อหมอบอกว่าไม่มีผลเสียอะไรกับร่างกาย ครานี้มาถึงน้องช่างภาพบ้าง ผลปรากฏว่ามีจุดสีดำใหญ่อยู่ในไข่ใบหนึ่ง พ่อหมอชอยบอกว่านี่คือลักษณะของการโดนคุณไสย น่าจะโดนแบบไม่ใช่คนทำใส่ แต่ไปพลั้งโดนแบบไม่รู้ตัว และน่าจะโดนมานานแล้ว ต้องรักษาโดยใช้ยาสมุนไพรกลับไปต้มกิน ไม่อย่างนั้นในอนาคตจะลุกลามได้ พ่อหมอจึงจัดยาสมุนไพรให้กับน้องช่างภาพนำไปต้มดื่ม 7 วัน เสียค่ารักษาไป 200 บาท นับว่าเป็นการรักษาโรคในเชิงความเชื่อและภูมิปัญญาแบบอีสานใต้ที่น่าสนใจไม่น้อย 

รพ.กาบเชิง รพ.รัฐในสุรินทร์ที่รักษาคนไข้ด้วยศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบัน ไทย จีน และอีสาน

พ่อหมอชอยยังร่ายคาถาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดให้เราฟังด้วย เสียดายที่เสียงของท่านสั่นและเบา แถมยังเป็นภาษากัมพูชาซึ่งฉันฟังไม่ออก จึงไม่ได้ถอดความนำมาฝากคุณผู้อ่าน เราใช้เวลาอยู่กับพ่อหมอชอยราว 3 ชั่วโมงก็กราบลา แล้วล้อหมุนต่อไปยังอำเภอพนมดงรัก เพื่อไปกราบหมอไทยดีเด่นแห่งชาติอีกท่าน ผู้เป็นต้นตำรับของยาโลดทะนงแดงที่ใช้ถอนพิษงู

กระทบไหล่พ่อหมอต้นตำรับยาโลดทะนงแดงอันเลื่องชื่อ

ราว ๆ 4 โมงเย็น พวกเรามาถึงบ้านของ พ่อหมอเอี๊ยะ สายกระสุน หมอพื้นบ้านที่ช่วยรักษาคนไข้ถูกงูพิษกัดที่หนีออกจากโรงพยาบาลกาบเชิง ในยุคของคุณหมอเอกชัย และทำให้ชายคนนั้นมีชีวิตรอด

ปัจจุบันท่านได้รับการยกย่องให้เป็นหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2565 ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษหรือสัตว์พิษกัด อาการผิดสำแดง ริดสีดวงทวาร ไส้เลื่อน ไข้ทับระดู และยาต้มหลังคลอด โดยพ่อหมอเอี๊ยะมีบทบาทการร่วมรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 

วันนี้ท่านอายุ 76 ปีแล้ว ชายร่างเล็กผิวเกรียมแดด นุ่งโสร่ง น้ำเสียงยังสดใสสวนทางกับวัย หยิบแท่งไม้สีขาวขึ้นมาโชว์ และบอกกับเราว่า “นี่ไง รากโลดทะนงแดง” ก่อนจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาที่ทำให้ท่านรู้จักกับสมุนไพรต้นนี้ว่า

“ตอนอายุ 21 ปี แรกคือน้องสาวผมโดนงูกัดตาย ผมคิดว่าจะทำยังไงจึงจะได้ยาสมุนไพรดี ๆ ไว้รักษาเวลาถูกงูกัด ก็เริ่มศึกษาหาความรู้ ไปเรียนรู้กับหมอเก่ง ๆ แต่ว่าสมุนไพรแต่ละตัวจะรักษาได้เฉพาะเจาะจง เช่น บางชนิดรักษาได้แค่งูเห่า บางชนิดรักษาได้แค่พิษจากงูเขียวหางไหม้ เลยเดินทางไปเรื่อย ๆ เพื่อเสาะหา คนในหมู่บ้านถามว่าจะออกไปเสาะหาตำรับยาทำไม เราก็แจ้งไปว่าไม่อยากเห็นใครโดนงูกัดตายเหมือนน้องสาว เลยอยากหายาสมุนไพรดี ๆ ไว้ช่วยคน เขาตอบกลับมาว่า คนที่รู้วิธีรักษาก็ลุงของแกนั่นแหละ ผมก็เลยออกไปตามหาลุง แต่ลุงย้ายไปจังหวัดพิจิตร ผมตามจนไปเจอลุงกำลังรักษาช้างอยู่พอดี แต่เห็นแกใช้ยารักษาช้างแล้วหาย จึงเชื่อมั่นในวิชาของลุง และขอวิชาท่าน ลุงก็เลยสอนให้ 

“พอกลับมาบ้าน มาเจอศึกใหญ่เลย มีผู้ชายคนหนึ่งถูกงูกัดมา ไปอยู่ถึงโรงพยาบาล 8 คืนแล้ว ตัวแข็งเหมือนท่อนไม้ โรงพยาบาลก็ให้ส่งกลับบ้าน ตอนนั้นผมเรียนรู้วิชามาใหม่ ๆ ก็คิดหนักเพราะสมัยก่อน ถ้ารักษาเขาไม่หาย บางทีก็ได้เสียเงินเสียทอง แต่ก็ตัดสินใจถามเขาไปว่า ยินดีให้รักษาดูไหม แต่เราเพิ่งเรียนมานะ ถ้ายินดีให้รักษาให้เอาผู้ใหญ่บ้าน กำนันมาเป็นพยานเซ็นชื่อกันก่อนว่าคนไข้คนนี้ใกล้ตายแล้ว เกิดกินยาผมแล้วตายพอดีจะไม่เอาโทษผมนะ ผมไม่มีเงินเสียนะ ผมก็เลยฝนยาให้กิน แล้วทายาให้ สักพักจากคนไข้ตัวแข็ง ๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วอาเจียนออกมา แล้วหันมาบอกพ่อตัวเองว่า พ่อ หิวข้าว เขาก็เลยรอดชีวิต สมัยก่อนคนถูกงูกัดในสุรินทร์หรือพื้นที่ใกล้เคียงแม้แต่ที่กัมพูชา เขาจะส่งมาที่อนามัยบ้านทุน ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ มีแต่ผมนี่แหละที่รักษา 

“และมีกรณีที่คนถูกงูกัดแล้วส่งไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์ แต่พอส่งไปสมัยนั้นถ้าไม่มีตัวงูที่กัดไปด้วย ทางโรงพยาบาลจะฉีดเซรุ่มให้ไม่ได้ จึงบอกให้พาคนไข้กลับมาตายที่บ้าน แต่พอกลับบ้านมาผมไปเจอแล้วรักษาเขาก็หาย ต่อมาเห็นคุณหมอเอกชัยมาหาหมอสมุนไพร เราเลยบอกท่านไปว่าสมุนไพรของผมนี่ดีมากเลยนะ ให้เอาไปด้วย ใช้รักษาพิษงูได้ ไม่ต้องฉีดยาอะไรเลย ให้ใช้ฝนกินและทาเท่านั้นก็หาย ผมก็เลยได้ไปสอนที่โรงพยาบาลกาบเชิง 

“จากนั้นมาคุณหมอเอกชัยย้ายไปอยุธยา ผมเลยได้รับเชิญไปรักษาคนป่วยที่โรงพยาบาลพนมดงรัก ต่อมาในช่วงท้าย ๆ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งว่าสมุนไพรชนิดนี้ดีจริง ให้หมออยู่ช่วยคนเอาบุญไปนะ เพราะว่าคนถูกงูกัดสมัยนั้นถ้าไม่ตายก็แผลเปื่อย แผลเน่า แต่เรารักษาได้ เพราะสมุนไพรตัวนี้สรรพคุณดีมาก ไม่ว่าสัตว์พิษอะไรหรืองูชนิดไหนฉกกัดมาก็รักษาหายหมด ก็เลยบอกคุณหมอให้ลองนำยาไปบดแล้วอัดเม็ด แต่อัดเม็ดไม่ติด ใส่ส่วนผสมอื่นก็กลัวจะกระทบฤทธิ์ยา ทางโรงพยาบาลจึงพัฒนาต่อเป็นรูปแบบผงชงเหมือนชา ใช้ได้กับทุกพิษเลย”

พ่อหมอเอี๊ยะยังเล่าถึงวิธีสังเกตอาการผู้ป่วยเวลาไปรักษาให้ฟังด้วยว่า หากถูกงูพิษแต่ละชนิดกัดจะแสดงอาการต่างกัน หากดิ้นกระวนกระวาย เป็นงูเห่ากัดมา เราก็ไปดูที่รอยแผล แผลงูเห่ากัดจะช้ำดำ ยืนยันชัดเจนว่างูเห่าแน่นอน ท่านก็จะฝนยาให้กิน ฝนยาทาให้ และให้กลับบ้านได้เลย รุ่งเช้าค่อยมาดูใหม่ ถ้ายังมีอาการก็ฝนยาให้กินและทาอีกจนกว่าจะหาย โดยไม่ต้องใช้เซรุ่มแก้พิษงู

“ถ้างูเขียวหางไหม้กัด แผลจะบวมเยอะ ให้เอาปากกาขีดขอบรอยบวมไว้แล้วสังเกตต่อไปว่า รอยบวมเพิ่มขึ้นไหม ถ้าบวมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นพิษจากงูเขียวหางไหม้แน่ ๆ ซึ่งถ้าเป็นการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันต้องกรีดแผล แต่ของผมไม่ต้อง ใช้ฝนยาโลดทะนงแดงให้กินและทาเช่นกันจนกว่าจะดีขึ้น

“ส่วนถ้าโดนงูกะปะ งูแมวเซากัด พิษจะทำให้แผลเน่า แต่ถ้าใช้โลดทะนงแผลจะไม่เน่า มันดีมาก ๆ โลดทะนงใช้จัดการพิษจากงูกะปะได้เร็วมาก

“อีกอย่างหนึ่งที่ร้ายแรง คืองูทับสมิงคลา อันนี้ต้องซักประวัติว่าโดนกัดตรงไหน ถ้าคนไข้บอกว่า โดนกัดบนเตียง ก็จะถามว่าเตียงบนบ้านหรือเตียงข้างล่าง แล้วเราก็จับมือคนไข้ มือคนไข้จะเย็น ใกล้จะช็อกแล้ว เพราะพิษร้ายแรง เราจะทายเลยว่าเป็นงูทับสมิงคลา ต้องให้ญาติ ๆ ช่วยกันหางูตัวนั้นใกล้จุดที่คนไข้โดนกัดให้เจอ เพราะอันตรายมาก ซึ่งจะเจอเสมอ งูชนิดนี้โบราณเรียกว่า ‘ตัวซวย’ เพราะถ้าถูกฉกมักไม่ค่อยรอด ถ้าคนมีเคราะห์มันจะขึ้นไปกัด บ้าน 2 – 3 ชั้นมันก็ขึ้นไปกัดหมด แต่ที่ผมเคยรักษาพิษงูนี้ด้วยโลดทะนงแดงก็ไม่เคยเห็นตายสักคน

“งูอีกชนิด คืองูจงอาง มีเคสหนึ่งเป็นทหารโดนงูจงอางตัวใหญ่มากจนปลายหางเหมือนด้วนไม่แหลมฉกเอา ถามอาการเขาก็บอกว่าตอนนี้สมองเบลอไปหมด นี่คือฤทธิ์ของงูจงอาง พิษแรง คนถูกฉกจะตายเร็วมาก เราก็ฝนยารักษา พอตอนเช้าไปถามว่าหายหรือยัง คนไข้บอกหายปวดแล้วแต่สมองยังตื้อ ๆ และหูไม่ค่อยได้ยิน ก็ฝนยาให้กินอีก ถ้าจงอางกัดให้กินยา 2 ครั้งก็จะหาย”

พ่อหมอเอี๊ยะยังเล่าให้ฟังอีกว่า เดิมสมุนไพรชนิดนี้ไม่ได้ชื่อโลดทะนงแดง แต่เรียกว่า พระเจ้าปลูกหลง มีตำนานนิทานเล่าว่า สมุนไพรตัวนี้เทวดาผู้เป็นใหญ่ให้คนทั้งโลกไปนำยาตัวนี้มาให้ แต่ความน่ากลัวคือตัวยาเกิดระหว่างภูเขา 2 ลูกที่เคลื่อนชนกันตลอดเวลา คนทั้งโลกไม่มีใครกล้าเข้าไปเอา แต่มีปลาหมอรู้พูดตัวหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่ปลาหมอคางดำแน่นอน) อาสาเทวดาว่าจะไปเก็บยาสมุนไพรชนิดนี้ให้ พอไปเก็บ ปลาเลยถูกภูเขาเลื่อนมาบีบที่ตัว จนปลาหมอจากเดิมที่ตัวอ้วนกลมคล้ายปลาช่อน กลายเป็นปลาหมอตัวแบน ๆ อย่างเช่นปัจจุบัน และพูดเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะแรงบีบจากภูเขา แต่ก็นำยาสมุนไพรต้นนี้มาถวายเทวดาได้ สมัยก่อนจึงเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า ว่านปลาหมอ นั่นเอง

ฟังนิทาน ตำนานโลดทะนงแดง จบ พ่อเอี๊ยะก็สาธิตการฝนยาเพื่อเตรียมรักษาคนไข้ถูกพิษงูกัดให้เราได้ชมเป็นขวัญตา อุปกรณ์มีเพียงแค่รากโลดทะนงแดง หินลับมีด เนื้อในผลหมากแห้ง และน้ำมะนาวในกรณีที่ต้องใช้ทา ซึ่งพ่อหมอทำเป็นเซต ๆ ไว้จำหน่ายชุดละ 100 บาท โดยท่านบอกว่ายาเซตนี้รักษาคนได้ราว 100 คน ใช้ได้นานไม่หมดง่าย เราก็เลยซื้อติดตัวกลับบ้านมาไว้ เผื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจะได้มียาแก้พิษทันท่วงที แล้วก็กราบลาพ่อหมอกลับสู่โรงพยาบาลกาบเชิงอีกครั้ง

อนาคตของโรงพยาบาลกาบเชิงกับนโยบายก้าวสู่โรงพยาบาลอันดับ 1 ในเขตชายแดน

เรากลับมาถึงโรงพยาบาลกันในช่วงเย็นแล้ว น่าเสียดายว่าตลอด 2 วันที่ฉันมาเยือน บุคคลท่านหนึ่งที่ไม่ได้พูดคุยกับท่าน คือท่าน ผอ. โรงพยาบาลคนปัจจุบัน เนื่องด้วยท่านติดภารกิจราชการนอกสถานที่ เพราะหวังใจอยากคุยถึงทิศทางแนวคิดการพัฒนาโรงพยาบาลกาบเชิงในอนาคต แต่ก็ยังโชคดีที่ทริปนี้ เราปิดท้ายด้วยการคุยกับ พรรณชนก สังขฤทธิ์ หัวหน้างานแผนงานและยุทธศาสตร์ ทำให้เราได้รู้แผนนโยบายของโรงพยาบาลซึ่งน่าจะสอดคล้องกับแนวทางของผู้บริหาร 

“ในอนาคตเรามีแผนจะพัฒนาโรงพยาบาลกาบเชิงให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงส่งเสริมการบูรณาการศาสตร์การแพทย์ร่วมกันเช่นนี้ต่อไป เราจะพัฒนางานด้านบริการให้ดียิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์ยา เวลเนส อาหารปลอดภัย การปลูกสมุนไพรแบบไม่ใช้สารเคมี พร้อมต้อนรับผู้ป่วยต่างชาติ และสร้างเครือข่ายงานราชการ สร้างมาตรฐานโรงพยาบาลและการบริการสุขภาพครบวงจร (HA) ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพราะเรามีเป้าหมายว่าจะเป็นโรงพยาบาลเขตชายแดนอันดับ 1 ของประเทศให้ได้ ซึ่งเราพร้อมที่จะสนับสนุนบุคลากรภายใน เอื้อความสะดวกให้พวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ข่าวดีที่เราได้ยินจากผู้ถือแผนนโยบาย ก็คือตอนนี้มีการจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซมอาคารผลิตยาสมุนไพรของโรงพยาบาลกาบเชิงแล้ว มั่นใจได้ว่าตำรับยาพื้นบ้านดี ๆ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานเช่นนี้จะยังคงอยู่ 

ก่อนกลับบ้าน ฉันไม่ลืมที่จะไปลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลกาบเชิง เพราะตอนนี้คนไทยมีสิทธิการรักษา 30 บาท รักษาทุกที่ได้แล้ว การทำประวัติที่นี่ไว้ เพื่อจะได้โทรศัพท์สั่งซื้อยาสมุนไพรมาใช้ดูแลสุขภาพได้จากทางไกล สะดวกสบายยิ่งขึ้น 

แล้วก็ได้เวลากล่าวลากับเภสัชกรโอ๊คและคุณหมอดอกรัก ขอบคุณที่ดูแลและพาเรามาเรียนรู้เรื่องราวของโรงพยาบาลรัฐเล็ก ๆ ติดตะเข็บชายแดนที่เปี่ยมไปด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบได้ด้วยความสมัครสมานสามัคคี โดยเล็งเห็นประโยชน์ต่อคนไข้เป็นอันดับ 1 ฉันเองก็ได้แต่แอบหวังเล็ก ๆ ในใจ อยากให้โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศไทยทำได้เช่นโรงพยาบาลกาบเชิงบ้าง คงจะดีต่อประชาชนไทยทุกคนเป็นแน่

ล้อรถหมุนเคลื่อนพาเราห่างจากโรงพยาบาลกาบเชิงมาเรื่อย ๆ ทว่าคำพูดกินใจจากเภสชักรโอ๊คที่เขาพูดเอาไว้ตอนไปดูการทำ Home Program กับสหวิชาชีพ และคำพูดของ นพ.ประเวศ วะสี เกี่ยวกับทุน ที่เภสัชกรโอ๊คเล่าให้ฟังในห้องทำยายังก้องประทับอยู่ในความทรงจำ นั่นคือ 

“การทำงานแบบบูรณาการ คือการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ชิงดีชิงเด่นกัน เพราะประโยชน์สูงสุดที่เราต้องคำนึงถึง ก็คือประโยชน์ของผู้ป่วย-ต้นทุนสำหรับข้าราชการอย่างเรา กำไรไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าบุญ” 

ขอบคุณ โรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เอื้อเฟื้อที่พักและอำนวยความสะดวก

Writer

สิทธิโชค ศรีโช

มนุษย์ผู้ตกหลุมรักอาหารการกินมาตั้งแต่จำความได้ เคยโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อสารด้านอาหารกว่าสิบปี ก่อนกลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตติดกลิ่นปลาร้าที่อีสาน และยังคงมุ่งมั่นส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร สุขภาพ และการดำรงชีวิตของผู้คนบนที่ราบสูง ให้โลกได้รับรู้

Photographer

กานต์ ตำสำสู

หนุ่มใต้เมืองสตูลที่มาเรียนและอาศัยอยู่อีสาน 10 กว่าปี เปิดแล็บล้างฟิล์ม ห้องมืด และช็อปงานไม้ อยู่แถบชานเมืองขอนแก่น คลั่งไคล้ฟุตบอลไทยและร็อกแอนด์โรล