…ฉันมีนามว่าฮิโนกิ ลอยมาจากถิ่นที่ญี่ปุ่นเอเชีย เวียนว่ายตามท่อน้ำเสีย ร่างกายอ่อนเพลียกว่าจะถึงทะเล
เดี้ยนตามหาพญานาค สุดแสนลำบากมาหายากแท้เด เห็นแต่ปลากระเบนดังเป แมงกะพรุนทะเลตีปิงปองอยู่กับปลิง…
เชื่อว่า 2 ปีก่อน ฟีดคลิปต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ที่หลายคนเลื่อนเจอ จะต้องได้ยินเพลงหมอลำนี้ผ่านหูกันบ้างแน่ ๆ เรียกได้ว่า ณ นาทีนั้น ลำมัจฉาฮิโนกิ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากมายในวงการเพลงหมอลำ หลาย ๆ คนที่ไม่เคยฟังเพลงหมอลำมาก่อนกลับถูกตกด้วยท่วงทำนองและเนื้อเพลงหมอลำแสนสนุกนี้กันทั่วประเทศไทย
หลังจากนั้นนาน ๆ ที พวกเขาก็จะปล่อยบทเพลงทำนองอีสานออกมาอีก ไม่ว่าจะเป็นเพลงสนุก ๆ อย่าง อีนามึน เพลงทำนองหวาน ๆ อย่าง หยับ ย้าย หย่าง กระทั่งปลายปีก่อน ฮิโนกิ ตอน ลำแพนแดนจักรวาล ก็ได้ลอยล่องผ่านหูคนฟังอีกครั้ง แม้จะไม่ได้รับความสำเร็จเท่ากับภาคแรก แต่สำหรับแฟนเพลงของพวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความสนุกและร่วมสมัยของทั้งเนื้อเพลงและไลน์ดนตรีพื้นบ้านอีสานดั้งเดิมผสานสำเนียงอิเล็กทรอนิกส์ไว้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นเหมือนลายเซ็นของพวกเขาที่ไม่เคยทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง
ว่าแต่ผู้ร่ายมนต์แห่งบทเพลงผู้อยู่เบื้องหลัง ‘Ejueji Studio’ ที่เล่ามานี้คือใคร คอลัมน์ อีสาน Lifehacker ออกตามหาพวกเขาจนเจอตัว จึงชวนมาเผยโฉมหน้าให้แฟน ๆ รู้จัก และชวนพูดคุยถึงแนวคิด วิธีทำเพลงอีสานแบบคนรุ่นใหม่ ว่าอะไรคือแรงดลใจให้สร้างสรรค์ผลงานผ่านจินตนาการที่ดีงามได้ขนาดนี้

วงโคจรของ 2 หนุ่มนักดนตรีอีสาน กับจุดเริ่มต้นจากงานอดิเรกสู่ Ejueji Studio
“ทั้งผมและน้องกึ๋นเรียนจบมาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ” ฟลุ๊ค-วิทวัส แสนเริง (เจ้าของชื่อกระซิบบอกเราว่า ชื่อเล่น ฟลุ๊ค สะกดเป็นชื่อเฉพาะ ไม่ได้อ้างอิงตามหลักภาษาไทย) เจ้าของช่อง Ejueji Studio กล่าวเปิดบทสนทนาสั้น ๆ โดยมี กึ๋น-เกรียงเดช ผลทวี นักแต่งเพลงกลอนลำ หนึ่งในสมาชิกของสตูดิโอเพลงแห่งนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคือหนุ่มอุบลฯ เรียนจบจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาควิชาดุริยางคศิลป์พื้นบ้าน ผู้อยู่เบื้องหลังยอดวิวหลักล้านของเพลงพื้นบ้านที่พวกเขาปล่อยผ่านช่อง YouTube ที่เริ่มต้นทำในยามว่าง
ฟลุ๊คเล่าให้เราฟังว่า อดีตเขาคือเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ด้วยเป็นมือเล่นพิณและมีทักษะด้านดนตรีพื้นบ้านอีสาน จึงใช้ความถนัดนี้สอบเข้าเรียนทั้งระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย ขณะที่กึ๋นเองก็เติบโตมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านหมอลำ และพ่อของเขาก็เป็นมือพิณ นั่นทำให้สำเนียงดนตรีแห่งที่ราบสูงหล่อหลอมเขามาตั้งแต่เกิด กระทั่งถึงช่วงเรียนประถม ทางโรงเรียนมีโครงการให้ปราชญ์ชาวบ้านมาสอนเล่นพิณและโปงลาง เขาจึงเริ่มรู้สึกรักดนตรีอีสานมากขึ้น และค่อย ๆ ฝึกฝนจนสร้างอาชีพได้ และได้รับคำชื่นชมจากผู้ฟัง กึ๋นจึงเริ่มรู้สึกรักการเล่นดนตรีอีสานนับแต่นั้น


“จุดเริ่มต้นการทำเพลงของผมน่าจะเกิดขึ้นตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 จะขึ้นปี 2 ยุคนั้นเป็นยุคโทรศัพท์ iPhone 5 เวลาเรียนจะมีช่วงว่างประมาณ 4 – 5 ชั่วโมงต่อวัน ผมเลยหาอะไรทำสนุก ๆ ฆ่าเวลา พอดีไปเจอแอปพลิเคชัน Garageband Studio ที่ทำเพลงได้ ผมมีอุปกรณ์แค่โทรศัพท์ หูฟัง และพิณ ก็เลยลองเล่นพิณอัดลงโปรแกรมนี้”
ฟลุ๊คเล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเพลงของเขา ก่อนจะกล่าวถึงการก้าวสู่เส้นทางนักแต่งเพลงที่จริงจังขึ้นของเขาต่อไปว่า
“ตอนนั้นผมทำไลน์ดนตรีพื้นฐานของลายดนตรีโปงลางเล่นครับ ทำเล่นเฉย ๆ แล้วก็เอาลง YouTube ไม่ได้คิดว่าจะสร้างสรรค์อะไรจริงจัง ต่อมามีวิชาเอกชื่อว่าวิชาประพันธ์เพลง เป็นวิชาที่ทำให้เราจริงจังขึ้นมาหน่อย เพราะมีโจทย์กำหนดว่าให้ทำเรื่องอะไร จึงเริ่มจับกลุ่มกับเพื่อนแต่งเพลง มีเพื่อนแต่งเพลงหมอลำที่เรียกว่า กลอนลำ เขาแต่งมาแล้วผมทำดนตรีประกอบการร้องหมอลำ มันเลยเป็นเพลงขึ้นมา ชื่อ ลำเพลินสาวมหาลัย ที่ยังมีอยู่ในช่องยูทูบของเรา”
ส่วนกึ๋นซึ่งเป็นรุ่นน้องก็ได้เริ่มต้นเข้าสู่โลกของตัวอักษรภายในบทเพลงเช่นกัน
“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย มีวงโปงลางประจำมหาวิทยาลัยชื่อว่า วงศิลป์อีสาน ซึ่งสืบทอดกันเป็นรุ่น ๆ พอมาถึงรุ่นผมไม่มีคนแต่งกลอนลำ เขาเลยให้ผมแต่ง แต่เริ่มมีบทบาทในฐานะนักแต่งเพลงมากขึ้นก็ตอนที่เริ่มทำแข่งขันวงโปงลางหรือตอนที่ทำศิลปนิพนธ์ครับ” กึ๋นเล่าถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงของเขา
เมื่อทั้งสองเข้าสู่การเรียนและโลกดนตรีอย่างจริงจัง ทั้งฟลุ๊คและกึ๋นในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องจึงมีโอกาสโคจรมาเจอกันด้วยการร่วมงานศิลปนิพนธ์ของมหาวิทยาลัย จากจุดนั้น เขาทั้ง 2 คนก็ร่วมงานกันมาเรื่อย ๆ กระทั่งจบการศึกษาแล้วก็ยังคงผลิตผลงานเพลงกันแบบสนุก ๆ เสมือนเป็นงานอดิเรก แล้วนำผลงานเพลงที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ปล่อยผ่านช่อง YouTube ที่เขาเปิดไว้ตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย ในนามช่อง Ejueji Studio ซึ่งฟลุ๊คบอกกับเราว่า เขาเองก็ไม่รู้ความหมายของคำนี้ เพียงแต่ชอบคำที่มีน้ำเสียงน่ารัก จึงหยิบยกมาตั้งเป็นชื่อช่อง

ลำพื้นลิลลี่ชมสวนเปลี่ยนชีวิต
ฟลุ๊คบอกกับเราว่างานที่พวกเขาทำเริ่มต้นจากงานอดิเรก ทำเอาม่วน (สนุก) ไม่ได้จริงจังมากมาย สมาชิกของ Ejueji Studio ต่างก็เป็นผองเพื่อนคนรู้จักกันที่มีงานประจำกันทั้งหมด นาน ๆ จะมารวมตัวกันสร้างสรรค์บทเพลง ซึ่งเขาเราอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ใช่ค่ายเพลง ไม่มีศิลปินในสังกัดจริงจัง นักร้องก็จะเลือกคนที่เหมาะสมกับเพลงนั้น ๆ มาช่วยร้องเท่านั้น แม้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่เริ่มมีความจริงจังมากขึ้นกว่าเก่า เมื่อเพลงหมอลำเพลงหนึ่งที่พวกเขาปล่อยออกไปในช่องได้รับความนิยมอย่างมากโดยไม่คาดคิดมาก่อน นั่นคือเพลง ลำพื้นลิลลี่ชมสวน
“มีชิ้นงานหนูทดลอง ชื่อว่า ลิลลี่ชมสวน ตอนนั้นพี่ฟลุ๊คโทรมาหาผม บอกว่าพี่อยากทำเพลงเล่น ๆ เป็นทำนองลำพื้น ขอเป็นเพลงเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ผมเลยนึกถึงเนื้อเรื่องวรรณกรรมที่นางเอกมีบทชมสวน เช่น นางสุมณฑาชมสวน นางนั่นนางนี่ชมสวน มาเป็นแรงบันดาลใจ แต่ถ้าจะเอาตัวละครในวรรณกรรมมาเล่าซ้ำ มันอาจจะเข้าถึงยาก เลยลองปรับบทบาทใหม่ให้เป็น ‘ลิลลี่ชมสวน’ เป็นชื่อที่ทันสมัยเข้ากับยุค ส่วนเนื้อเรื่องในบทชมสวนเดิมมักเป็นดอกไม้พื้นบ้าน ผลไม้พื้นบ้าน เราเลยลองปรับเนื้อหาให้มาชมของฝรั่งและอะไรที่สากลขึ้น ผมว่าถ้าจะแต่งเพลงในแบบที่เคยมีอยู่แล้ว มันก็จะเป็นแค่ภาพแบบเดิมทั่วไป แต่ถ้าลองบิดออกจากจุดนั้นเพื่อสร้างความโดดเด่นให้เกิดความน่าสนใจมันก็น่าจะดี ซึ่งเพลงนี้ก็ได้รับความนิยมจริง ๆ” กึ๋นในฐานะผู้แต่งบทเพลงนี้เล่าให้เราฟัง
ฟลุ๊คเสริมสิ่งที่กึ๋นเล่าว่า เขาชอบบทเพลงนี้มาก ๆ และไม่คาดคิดว่า ลำพื้นลิลลี่ชมสวน จะสร้างปรากฏการณ์ได้ขนาดนี้
“ผมไม่คิดเลยครับว่ายอดวิวจะเยอะ เพราะแรก ๆ ที่ผมลองทำไลน์เพลงอีสานพื้นบ้านโพสต์ขึ้นไปในช่อง ยอดไลก์ ยอดแชร์ก็แค่หลักพัน หลักหมื่น แต่ ลำพื้นลิลลี่ชมสวน กระโดดไปหลักล้านเลย มันเป็นอะไรที่เราไม่คิดมาก่อน และพอเป็นแบบนั้น จากงานอดิเรกเราก็เริ่มมีการวางแผนมากขึ้น เริ่มจัดตารางแล้วว่าวันไหนจะทำคลิป วันไหนจะเรียบเรียงเพลง วันไหนจะทำไลน์ดนตรี วันไหนจะอัดเสียง เพราะผมอยากทำให้ต่อเนื่อง”
ขณะที่กึ๋นเอง บทบาทนักแต่งเพลงของเขาก็ได้รับผลดีจากบทเพลงนี้เช่นกัน
“การได้รับความนิยมของเพลง ลำพื้นลิลลี่ชมสวน ทำให้เหมือนกับว่าเรามีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น ไม่ถึงกับดังระเบิดระเบ้ออะไร แต่มันค่อย ๆ ไต่ขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือเราไปดึงคนกลุ่มที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้เข้ามาอยู่ในโซนการฟังเพลงแบบเดียวกับเพลงของเราได้ ซึ่งผมอ่านทุกคอมเมนต์ใน YouTube เลย แล้วก็ที่เห็นแชร์ไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ เขาคอมเมนต์กันว่า ไม่เคยฟังเพลงแบบนี้เลย มาฟังแล้วถูกใจ บางคนก็บอกว่า ทำนองเป็นพื้นบ้านแต่เนื้อเพลงร่วมสมัยจัง”


ฮิโนกิมัจฉาน้อยลอยล่องสู่ 10 กว่าล้านวิว
ถ้า ลำพื้นลิลลี่ชมสวน คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจกับยอดวิวที่พุ่งจากหลักหมื่นเป็นหลักล้าน บทเพลงหมอลำถัดมาของพวกเขา อย่าง ลำมัจฉาฮิโนกิ ก็ทำให้พวกเขาถึงขั้นช็อกเลยทีเดียว
“พอเราปล่อยเพลง ลำพื้นลิลลี่ชมสวน แล้ว ผมกับกึ๋นคิดว่าเพลงต่อไปอยากไปยังไงต่อดี อยากไปญี่ปุ่น อยากไปเกาหลี อยากไปจีน สรุปออกมาได้ว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นดีกว่า แล้วน้องกึ๋นก็ทำการร่ายเวทมนตร์เป็นเนื้อร้องออกมาอย่างที่ได้ฟัง” ฟลุ๊คเปิดประเด็น ก่อนที่กึ๋นจะเสริมว่า
“ตอนนั้นพอเริ่มมีกระแสที่ดีจาก ลำพื้นลิลลี่ชมสวน พี่ฟลุ๊คก็โทรมาบอกว่า ขออีก 1 เพลง เอาอะไรก็ได้ โจทย์ ‘เอาอะไรก็ได้’ ฟังดูเหมือนง่ายแต่ยากมากครับสำหรับนักแต่งเพลง ก็เลยคิดแบบเดิมว่า ถ้าจะแต่งเพลงที่เนื้อหาอยู่แค่ประเทศไทย คิดว่าจะธรรมดาไป งั้นตั้งปฐมบทบทใหม่ ทำให้มันเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นก่อน
“ทีนี้ก็มาคิดชื่อว่า ตัวละครในเพลงจะมีชื่อญี่ปุ่นอะไรดี เสิร์ชใน Google แล้วไปเจอชื่อหนึ่ง ชื่อว่า ฮิโนกิ เหมือนเป็นชื่อดอกไม้ ผมชอบแค่ว่าชื่อมันน่ารักก็เลยเลือกใช้ชื่อนี้ แต่ยังคิดไม่ออกว่าในเพลงจะเล่าเรื่องอะไร สไลด์ Google ต่อไปแล้วไปเจอรูปนางเงือก เราเลยคิดว่าลองทำเกี่ยวกับนางเงือกดีกว่า เกิดเป็นนางเงือกผจญภัย ทั้งหมดเป็นเรื่องโลกแห่งจินตนาการที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันเกิดจากจินตนาการของเรา”
นอกจากจินตนาการแล้ว กึ๋นยังสอดแทรกกระแสสังคมในเวลานั้นไว้ในบทเพลงหมอลำของเขา ด้วยเหตุผลว่า

“ผมมองว่าในกระแสสังคมของบ้านเรา ถ้าได้ลุ่มหลงอะไรมันจะอินมากเลย เหมือนตอนนั้นกระแสพญานาคดังมาก (หัวเราะ) ผมเลยมโนภาพขึ้นมาว่า เป็นเรื่องราวของตัวละครญี่ปุ่น แต่แทรกเรื่องราวพญานาคเข้ามา แล้วก็คิดต่อไปว่าประเทศญี่ปุ่นไม่มีพญานาค ตัวละครฮิโนกิเลยสงสัยว่าพญานาคคืออะไร จนตัดสินใจล่องลอยหาพญานาคในแม่น้ำในบ้านตัวเองแล้วไม่เห็น เลยอยากออกไปสัมผัสสิ่งที่อยู่นอกประเทศ จึงว่ายออกไปในมหาสมุทรจนมาที่เมืองไทย แต่สุดท้ายก็ไม่เจอ แต่ไปเจอเรือดำน้ำแทน”
นอกจากเนื้อเพลงจะน่าสนใจแล้ว ดนตรีที่ฟลุ๊คเป็นคนเรียบเรียงก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน
“ตอนได้เนื้อเพลง ลำมัจฉาฮิโนกิ ผมอ่านแล้วนอนยิ้มเลยครับ คิดในใจว่าเพลงนี้ต้องดีแน่ ๆ ทีนี้ก็นำมาดูว่าเนื้อเพลงนี้เกี่ยวกับอะไร มันเกี่ยวกับญี่ปุ่น พอวางคอร์ดเสร็จก็คิดต่อไปว่าจะเอาอะไรมาเติมดีนะ จึงเติมทำนองท่อนไฮไลต์ที่บอกว่า ฉันมีนามว่าฮิโนกิ ด้วยเสียงกลองไทโกะของประเทศญี่ปุ่นมาผสมกันกับกลองยาวพื้นบ้านของอีสาน เลยได้ท่อนนี้ขึ้นมา”

เรียกได้ว่าขนมผสมน้ำยาออกมาได้ลงเนื้อลงตัวทั้งเนื้อหาและดนตรี ฟลุ๊คยังเล่าเสริมให้เราเข้าใจเกี่ยวกับหมอลำมากขึ้นผ่านทั้ง 2 บทเพลงให้เราฟังว่า ไลน์ทำนองเพลง ลำมัจฉาฮิโนกิ เรียกว่า ‘ลำกลอน’ หรือ ‘สุดสะแนน’ ขณะที่ ลำพื้นลิลลี่ชมสวน เป็นทำนองลำพื้น ซึ่งฐานะที่เป็นนักดนตรีฟลุ๊ครู้สึกว่าลำพื้นและลำกลอนแตกต่างกันในเชิงความรู้สึก โดยลำพื้นจะได้แนวความรู้สึกหวาน ๆ แต่มีอะไรข้างในลึกซึ้ง แต่ไม่ใช่ทำนองหวานเสียทีเดียว ส่วนลายกลอนลำแบบลำกลอน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า สุดสะแนน ฟลุ๊คเปรียบเทียบว่าถ้าเป็นอาหารก็มีรสเปรี้ยวกลาง ๆ
จากความนิยมของเพลงดังกล่าว เราถามไปว่าอะไรที่ทำให้ ลำมัจฉาฮิโนกิ โด่งดังเช่นนี้ พวกเขาวิเคราะห์ว่า
“ผมคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเพลงที่น้องกึ๋นแต่งมา เนื้อหามันน่าสนใจ เป็นเรื่องราวของเงือกที่อยากรู้อยากเห็น ว่ายน้ำมาประเทศไทย และเจอเรื่องราว เจอหมึกตีปิงปอง มันเล่าเป็นฉากให้เราเห็นภาพเลย และนักร้องด้วยครับ นักร้องร้องถึงด้วย” ฟลุ๊คกล่าว ส่วนกึ๋นวิเคราะห์ว่า
“ผมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ หนึ่ง เนื้อเพลง สอง ดนตรี สาม นักร้อง ทั้ง 3 ส่วนไปด้วยกันแล้วพอดี อย่างส่วนของเนื้อร้องไปกับกระแสสังคม ชวนให้เกิดจินตนาการตามได้ ฟังแล้วเข้าใจ ถ้าใครเข้าไปฟังจะเห็นว่าเป็นเพลงที่ไม่มีมิวสิกวิดีโอ ถ่ายแต่หน้านักร้อง แต่เนื้อเพลงทำให้เราจินตนาการตามได้ ขณะที่ดนตรีก็ส่งเนื้อร้อง และเสียงนักร้องก็มาเป็นตัวเสริมให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก”
อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า Ejueji Studio ไม่ใช่ค่ายเพลง จึงไม่มีนักร้องประจำ แต่พวกเขาจะเลือกนักร้องให้เหมาะกับเพลง ซึ่งทั้ง ลำพื้นลิลลี่ชมสวน และ ลำมัจฉาฮิโนกิ ก็ได้ จ๋า-เกวริน แสนหวัง ซึ่งพวกเขาเคยร่วมงานด้วยตอนทำศิลปนิพนธ์ และเห็นว่าน้องนักร้องผู้นี้มีน้ำเสียงการร้องหมอลำที่ดีงาม จึงติดต่อให้เธอมาเป็นคนร้องเพลงของพวกเขา
ความสำเร็จจากยอดวิวอาจไม่ได้สร้างความปลื้มใจเท่ากับการที่เพลงหมอลำทำนองพื้นบ้านร่วมสมัยของ ลำมัจฉาฮิโนกิ เข้าไปแทรกซึมอยู่ในใจนักฟังเพลงทั้งหลาย

“ลำมัจฉาฮิโนกิ เปลี่ยนชีวิตเราเยอะมาก ทำให้เราเริ่มมีแสงในพื้นที่สังคมมากขึ้น มีคนรู้จักผลงานของเรามากขึ้นกว่าเดิม ล่าสุดได้รู้จักกับศิลปิน อย่างตอนนั้น สิงโต นำโชค ทักมาขอเบอร์เราว่าอยากร่วมงานด้วย เราเลยมีโอกาสได้ไปทำงานกับศิลปิน ได้รู้จักการทำงานกับศิลปินมากขึ้น
“ที่ผมภูมิใจมากที่สุดก็คือ ลำมัจฉาฮิโนกิ มีกระแสต่อสังคมในระดับหนึ่งในช่วงนั้นเลย ด้วยเพลงที่สะท้อนกับกระแสสังคมตอนนั้น มันเลยสร้างปรากฏการณ์ขึ้นมา แล้วก็ทำให้ทำนองหมอลำอีสานเป็นที่รู้จักแพร่หลาย อย่างที่บอกไปว่าเพลงของเราเป็นทำนองอีสานดั้งเดิม แต่ทำนองดั้งเดิมในบทเพลง ลำมัจฉาฮิโนกิ ทำให้คนภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง มาคอมเมนต์ว่าหลงเสน่ห์กับทำนองอีสานเลยเกิดความน่าสนใจที่คนทุก ๆ ภาคให้ความสนใจกับคำว่าทำนองหมอลำมากขึ้น”
จินตนาการมาก่อนความรู้สึก
หลังจาก ลำมัจฉาฮิโนกิ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ผลงานของ Ejueji Studio ก็ทยอยปล่อยเพลงอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น อีนามึน ที่ว่าด้วยสาวเกาหลีแห่งวังหลวง นามว่า อีนามึน ที่พยายามรักษาริดสีดวงให้ชายหนุ่มด้วยอาหารอีสานพื้นบ้าน หรือเพลงช้า ๆ อย่าง หยับ ย้าย ย่าง และล่าสุดเมื่อปีก่อนกับเพลง ฮิโนกิ ตอน ลำแพนแดนจักรวาล เป็นเหมือนภาค 2 ของ ลำมัจฉาฮิโนกิ ที่ครานี้เธอขี่ควายธนูออกสู่จักรวาลแล้วไปถูกตำรวจไทยจับระหว่างทาง จึงต้องไปเสียค่าปรับที่ สน.ทางช้างเผือก เรียกได้ว่าทุก ๆ เพลงยังคงความสนุกสนานและร่วมสมัยของเนื้อหาและท่วงทำนองเอาไว้
อาจด้วยเหตุที่ฟลุ๊คและกึ๋นบอกกับเราว่าพวกเขาทำเพลงเป็นงานอดิเรก แต่ละเพลงจึงทิ้งช่วงห่างพอตัว นั่นอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ฮิโนกิ ตอน ลำแพนแดนจักรวาล ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าภาคแรก เพราะไม่ได้ตีเหล็กขณะร้อนตอนที่ยังเป็นกระแส แต่ว่าไม่ได้ เพราะยอดวิวก็ยังพุ่งสูงอยู่ในหลักแสน หากนี่คืองานอดิเรก ก็นับว่าทรงพลังไม่น้อย
แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงของ Ejueji Studio เป็นที่นิยมชมชอบ ก็คือเนื้อหาในบทเพลงหมอลำที่สนุกและร่วมสมัย เราจึงถามกึ๋นถึงเทคนิคการสร้างสรรค์ประพันธ์เพลงว่าเขามีวิธีอย่างไร กึ๋นเผยเทคนิคกับเราว่า
“อย่างแรกคือความเป็นตัวตนของตัวเอง ความเป็นตัวตนของเนื้อเรื่อง ผมชอบเนื้อหาที่แปลกใหม่ ไม่วนลูปซ้ำเดิม ๆ แล้วผสมผสานความทันสมัยเข้ามา เอาเนื้อเพลงหมอลำแบบเก่ากับคำใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้มาผสมผสานกัน และอาศัยจินตนาการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาในแบบของเรา เหมือนหาความเป็นตัวเองเพื่อสร้างพื้นที่ของเราให้กว้างขึ้น โดยอาศัยจินตนาการของเราเอง การแต่งเพลงสำหรับผมจินตนาการต้องมาก่อน ถ้ามีจินตนาการ การทำงานจะง่ายขึ้น จะรู้ว่าควรร้อยเรียงเรื่องราวของเพลงไปอย่างไร เราต้องมีภาพในหัวก่อนว่าจะเรียงลำดับเรื่องราวยังไง จากนั้นเรื่องราวและความรู้สึกก็จะตามมา”

ให้ดนตรีอีสานดั้งเดิมโอบอุ้มหมอลำไปตลอด
หากพอฟังหมอลำเป็นอยู่บ้าง คุณอาจพบว่าถึงเนื้อเรื่องในบทเพลงต่าง ๆ ของ Ejueji Studio จะมีคำใหม่ ๆ เล่าถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ร่วมสมัย ทว่าไลน์ดนตรีนั้นยังคงเป็นอีสานแท้ ๆ เพียงแค่เติมสำเนียงของเสียงที่ร่วมสมัยเข้ามาเล็กน้อย ซึ่งประเด็นนี้คนทำเพลงอย่างฟลุ๊คอธิบายอย่างกินใจไว้ว่า
“ผมชอบดนตรีพื้นบ้านที่มีความเป็น Original แต่สไตล์ของผมคือผมจะนำความเป็นอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใส่ จะได้เกิดความร่วมสมัยขึ้น ผมไม่รู้ว่าหมอลำกำเนิดมาตั้งแต่ตอนไหน สมมติว่าหมอลำเดินทางมาตั้งแต่ต้น ผมไม่รู้ว่าระหว่างทางต้องเจออะไรมาบ้าง ผมอยากให้บนก้าวย่างที่หมอลำเดินไปตามทั้งนั้นมีดนตรีอีสานแท้ ๆ คอยโอบอุ้มไป
“เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่พูดมากขึ้น ผมจะเปรียบเทียบว่าเหมือน IShowSpeed มาเที่ยวประเทศไทยครับ (IShowSpeed หรือ ดาร์เรน เจสัน วัตกินส์ จูเนียร์ เป็นแรปเปอร์ สตรีมเมอร์ นักดนตรีผู้มีชื่อเสียง) ผมเปรียบเทียบเขาเป็นหมอลำ เวลามาเขาจะมีบอดีการ์ด ผมก็จะเปรียบว่าบอดีการ์ดคือเครื่องดนตรีแต่ละยุคแต่ละสมัย ผมอยากให้เหมือนกับว่าไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ทีมงานหรือบอดีการ์ดจะไปด้วยตลอด คอยกันคนไม่ให้เข้ามาทำเรื่องไม่ดี ผมอยากให้ดนตรีเป็นแบบนั้น อยากให้ดนตรีอีสานแท้ ๆ อุ้มหมอลำไปตลอดเส้นทาง ผมไม่รู้หรอกว่าเดินไปจะไปเจออะไร แต่อยากให้ดนตรีอีสานแบบดั้งเดิมเป็นสิ่งที่อุ้มหมอลำไปในทุกยุคสมัย ให้อุ้มแบบออริจินัลแท้ ๆ” เขาย้ำกับเราด้วยใบหน้ายิ้มนิด ๆ หากแต่แน่นหนักในน้ำเสียงที่กล่าว
พลังแห่งงานอดิเรก
ตลอดการสนทนา ฟลุ๊คย้ำกับเราอยู่บ่อยครั้งว่าการทำ Ejueji Studio นั้นเป็นงานอดิเรก เราจึงถามไปว่าข้อดีของการสร้างสรรค์งานแบบงานอดิเรกกับการทำงานแบบจริงจังคืออะไร
“สำหรับผม ผมจะเอาตรงกลางครับ ถ้าเล่นเกินไปมากก็ไม่ดี ถ้าจริงจังเกินไปมากก็เครียด ผมค่อนข้างใช้เวลากับการคิดเยอะ ผมต้องวางแผนนิดหน่อย ใช้ความเล่น ๆ มาช่วยในการเป็นแรงผลักดัน การรู้สึกว่าทำเล่น ๆ มันจะสนุก เราจะได้ไม่เบื่อ”
คำตอบสั้น ๆ นี้อาจจะเป็น Key Message สำคัญที่ช่วยให้ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพก็เป็นได้

หมอลำ Never Die
ไม่น่าเชื่อว่าจากงานอดิเรกของคนที่มีใจรักเพลงพื้นบ้านหมอลำอีสาน ลำนำคำร้องท่วงทำนองดนตรีจะโอบอุ้มเด็กหนุ่มวัย 20 ปลายทั้ง 2 คนให้เดินทางเรียนรู้ชีวิตบนถนนตัวโน้ตมาจนถึงทุกวันนี้ ฟลุ๊คบอกกับเราว่าเขาไม่ขอนิยามว่ามันคือความสำเร็จ แต่ที่ผ่านมาทั้งหมดเหมือนเป็นกำไรชีวิตมากกว่า
“เหมือนผมวางเงินไว้บนโต๊ะ 5 บาท แล้วเดินออกไปซื้อน้ำกิน พอกลับมาเงิน 5 บาทนั้นกลายเป็น 100 บาท ผมรู้สึกว่ามันคือกำไร” ซึ่งหากจะพูดให้ชัดขึ้น กำไรนี้คือกำไรทางใจที่ทำให้ทั้งฟลุ๊ค กึ๋น และทีมงาน Ejueji Studio ตั้งใจที่จะอนุรักษ์ส่งต่อเพลงพื้นบ้านหมอลำแท้ ผสานเรื่องราวของยุคสมัยอย่างนี้สืบไป
เราถามกับทั้ง 2 คนเพื่อปิดท้ายบทสนทนาว่า ในความคิดของพวกเขา วงการเพลงหมอลำในอนาคตจะเป็นอย่างไร
“เพลงหมอลำยืดหยุ่นสูงมาก ทำอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นห่วงก็คือ หมอลำใครร้องก็ได้ แต่หาคนที่ร้องเป็นยาก คนที่ฟังออกจะรู้ว่าคนไหนคือนักร้องหมอลำแท้ ๆ ดังนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงของวงการเพลงหมอลำสำหรับผมก็คือคนร้องหมอลำแบบฉบับดั้งเดิมเหลือน้อยมาก นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง หรือว่าจริง ๆ แล้วอาจจะมีแต่เรายังหาไม่เจอ”
ขณะที่กึ๋นเผยความรู้สึกว่าในฐานะที่เป็นคนทำเพลงอีสาน เขาอยากให้กำลังใจทั้งคนเบื้องหลังและคนเบื้องหน้า อยากให้สร้างสรรค์ผลงานและเชิดชูความเป็นหมอลำความเป็นอีสานให้คงอยู่ต่อไป อย่าหยุดสร้างผลงาน เพื่อลำนำเพลงแห่งอีสานจะได้กังวานแว่วกล่อมผู้คนไปนิรันดร์
“สำหรับผม ความเป็นหมอลำยังไงก็ไม่มีวันจาง ยิ่งตอนนี้กระแสหมอลำพุ่งกระฉูดมาก ฟีเวอร์มาก เพราะคนภาคอื่นหันมาฟังหมอลำเยอะครับ และเพลงของลูกทุ่งอีสานปัจจุบันมีอิทธิพลต่อกระแสสังคมมากว่าเพลงอื่น ๆ ในความคิดของผมยังไงหมอลำก็ไม่มีวันสูญหาย มันคงจะไปกับทุกยุคทุกสมัยได้ตลอด เพราะเพลงในวัฒนธรรมอีสานนั้น ด้วยโน้ต เมโลดีต่าง ๆ ผสมผสานเป็นแจ๊ส บลูส์ อินดี้ หรือเป็นนั่นเป็นนี่ได้ทั้งหมด มันดิ้นได้ตลอด ยืดหยุ่นได้ตลอด
“ขึ้นชื่อว่าเพลงหมอลำ มันเป็นอมตะ มันไม่มีวันตาย” กึ๋นกล่าวปิดท้ายบทสนทนาที่สมควรล้ำจบคำประพันธ์กลอน
ติดตามผลงานของพวกเขาได้ที่ ช่อง YouTube : Ejueji Studio

