คนที่ไปถึงเมืองไหนแล้วไม่ไปดูมิวเซียม คนคนนั้นไม่ศิวิไล
ข้อความข้างต้นเป็นพระราชดำรัสของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ตรัสกับ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษชาญณรงค์ พุ่มบ้านเช่า เอ่ยวลีนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดบทสัมภาษณ์ ก่อนจะเล่าถึงที่มาที่ไปและเล่าให้เราฟังต่อไปว่า
“ที่เอ่ยวลีนี้ เพราะหากเราไปเมืองไหนแล้วไม่ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ เราจะเป็นแค่นักท่องเที่ยวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่ได้เป็น Learning Tourist หรือนักท่องโลกเรียนรู้ที่มีความศิวิไลและมีอารยะ
“แค่เพียงเราเจียดเวลาก่อนเริ่มเยือนเมือง ไปลองรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต ของกิน ของใช้ และผู้คนในเมืองนั้น ผ่านหนังสือเล่มใหญ่อย่างมิวเซียมประจำเมือง ก็จะทำให้รู้แล้วว่าควรต้องไปที่ไหน กินอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร และปฏิบัติตัวในเมืองนั้น ๆ อย่างไรให้เหมาะสม”
นี่คือมุมมองของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษชาญณรงค์ พุ่มบ้านเช่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยคนปัจจุบันที่มองใหม่ให้พิพิธภัณฑ์ไทยเป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับจิตวิญญาณทางปัญญาและความรู้สึกของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
จากเด็กที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตามวัดต่าง ๆ ในจังหวัดชัยภูมิ เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อะไรคือสิ่งที่ผลักพาให้เขาก้าวสู่การเป็นนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย ผู้ปรับโฉมออกแบบพิพิธภัณฑ์ของประเทศให้มีความร่วมสมัยและได้รับการยอมรับในระดับสากล
นี่คือเรื่องราวที่ อีสาน Lifehacker อยากชวนคุณมารู้จักกับเส้นทางเดินเปี่ยมไปด้วยแพสชันของเขา พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพิพิธภัณฑ์ไทย เทคนิคการออกแบบพิพิธภัณฑ์ให้เหมาะกับยุคสมัย ตามแนวคิดของหลักการแนวคิด New Museology รวมไปถึง 3 พิพิธภัณฑ์ในอีสานที่เขาอยากแนะนำให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสเพื่อเติมเต็มความศิวิไลกัน

Practical Nurse ชาวชัยภูมิ กับภารกิจต่อยอดพิพิธภัณฑ์ในสถาบันการแพทย์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อุทยานการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่และเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568
อาจารย์ชาญณรงค์พาเราก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในไทย ภายใต้งบบริจาคหลายล้านบาทจากพระเดชพระคุณ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม เพื่อปรับโฉมใหม่ด้วยองค์ความรู้ด้าน New Museology ที่เขานำมาใช้เป็นหลักคิดในการออกแบบ
เมื่อส่งข้อมูลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไปขึ้นไปยังองค์กรทางด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ จึงได้รับเอกสารการประกาศยกย่องว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าในเชิงการออกแบบ การประยุกต์ใช้งานและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน มีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากมูลค่าสร้างจริงถึง 5 เท่าตัว ทั้งที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แทบไม่ได้เติมแต่งเทคโนโลยีอะไรเข้ามามากมาย แต่อาศัยความเข้าใจเรื่องความรู้สึกของมนุษย์มาเป็นหลักในการออกแบบ และแนวทางนี้เองคือโมเดลสำคัญที่จะปรับโฉมพิพิธภัณฑ์ในไทย
“ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดชัยภูมิ ความบันเทิงที่มีของเด็กยุคผมก็คือปั่นจักรยานไปเล่นเกมหรือนั่งเล่นพูดคุยกันที่บ้านเพื่อน ๆ ละแวกใกล้เคียง ชวนกันไปดูของเก่าเก็บตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในตัวเมืองหรือรอบเมือง เช่น โบราณสถานวัดปรางค์กู่ ลานวัดกลางเมืองเก่า (วัดไพรีพินาศ) ใบเสมาวัดกุดโง้ง ซึ่งผมกับกลุ่มเพื่อนสนิทเลือกอย่างหลังมากกว่า
“กลุ่มเด็กอย่างพวกเราสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือศิลปวัฒนธรรม ตอนเรียนหนังสือส่วนมากได้ท็อปวิชาสังคมศึกษา ภาษาไทย พุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ แต่ว่าตอนนั้นคิดว่าวิชาพวกนั้นประกอบอาชีพที่หากเงินเป็นหลักไม่ได้ เลยตัดสินใจสอบเข้าเรียน Practical Nurse (PN) ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานที่โรงพยาบาลศิริราชหลังสำเร็จการศึกษา ก่อนได้รับพระราชทานทุนจากทางมูลนิธิราชสุดา ในกรมสมเด็จพระเทพฯ ไปเรียนในระดับปริญญาตรีด้านการศึกษาคนพิการที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์มาจนถึงทุกวันนี้

“พอเรียนจบปริญญาตรีก็บรรจุเข้าทำงานในสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่เลขานุการท่านรองอธิการบดีฯ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ ทันตแพทย์ พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ ท่านเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้น ดูแลเรื่องการปรับปรุงเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านรองอธิการบดีฯ และผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยฯ กรุณาให้โอกาสและมอบหมายงานให้ไปค้นคว้า ศึกษาประวัติศาสตร์และที่มาของตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล จนกระทั่งออกมาเป็นบทความชื่อว่า ‘ที่มาแห่งตรามหาวิทยาลัยมหิดล’ เป็นงานวิชาการทางประวัติศาสตร์ชิ้นแรกในชีวิต ทำเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แล้วก็ได้ตีพิมพ์ในวารสารประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยมหิดล ชื่อว่า มหิดลสาร และเผยแพร่ไปทั่วประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นที่ฮือฮาถึงข้อมูลใหม่ที่สำคัญเรื่องนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้ทำงานค้นคว้าต่าง ๆ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมหิดล
“จากผลงานที่ทำให้ท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลมองว่าถ้าทำตรงนี้ได้แล้วน่าจะใช้ความรู้ความสามารถในการริเริ่มงานการจัดทำพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัย จึงได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการจัดตั้งหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล และนี่เองเป็นที่มาของการก่อกำเนิดกิจการงานด้านจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นมา
“ต่อมาใน พ.ศ. 2553 ผมย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งในตอนนั้นใกล้ครบวาระ 40 ปี ของโรงพยาบาล ผู้บริหารเลยคิดว่า น่าจะจัดทำพิพิธภัณฑ์ของโรงพยาบาลเนื่องในโอกาสวาระสำคัญดังกล่าว ต้องขอบคุณท่านผู้ก่อตั้งหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี นั่นก็คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อร่าม โรจนสกุล และ ดร.สมรักษ์ สหพงศ์ ตอนนั้นทั้ง 2 ท่านให้เกียรติชวนผมไปทำงานเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวนี้กับท่าน แล้วก็ได้เป็นหนึ่งในทีมทำงานและช่วยดำเนินการบริหารจัดการและสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดีในยุคนั้นอีกด้วย
“สถานการณ์พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยตอนนั้นถือว่ายอบแยบ หลายคนมองว่าพิพิธภัณฑ์คือห้องเก็บของเก่า ห้องมืด ๆ เอาของมาวาง ๆ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มานั่งเฝ้าเฉย ๆ คอยห้ามคน ห้ามอยู่ใกล้ ห้ามวิ่งเล่น ห้ามคุยเสียงดัง ห้ามถ่ายรูป ฯลฯ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ของเราที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจะไม่เป็นแบบนั้นแน่นอน จึงเปลี่ยนให้ส่วนจัดแสดงมีหน้าตาทันสมัย สวยงาม มีแสงสีสัน ดูแล้วคล้ายโลกอนาคต เรามองให้เป็นดิจิทัลมิวเซียม มีเว็บไซต์เปิดขึ้นมา มีแฟนเพจเฟซบุ๊ก มีช่องทางการสื่อสาร ผลิตสื่อทางโซเชียลมีเดียของพิพิธภัณฑ์เองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ณ เวลานั้น โซเชียลมีเดียยังไม่บูมมาก เราทำแพลตฟอร์มทุกช่องทางและประสบความสำเร็จ คนเริ่มรู้จักมากขึ้น

“สิ่งหนึ่งที่หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีสอนเราก็คือ หากจะใช้ใครให้ทำอะไร ไม่ควรอิดออดหรือปฏิเสธ เราต้องลองทำดูเอง และไม่ควรสั่งคนอื่นอย่างเดียว แต่ควรลงมือทำด้วยตัวเองดู พอทำเป็นแล้ว ต้องสอนคนอื่น ๆ และคนอื่น ๆ เขาได้รับความรู้เหล่านั้นด้วย ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงอนุมัติมอบทุนส่งผมไปเรียนต่อด้าน Museum Study ทั้งหลักสูตรในประเทศ และไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ จนจบชั้น Diploma หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต ซึ่งเป็นการเรียนต่อจากในระดับปริญญาตรีที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว
“ณ เวลานั้น สาขา Museum Study มีเปิดสอนกันแล้ว แต่ส่วนมากอยู่ฝั่งแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และบูมมาก เพราะประเทศเหล่านั้นมีพิพิธภัณฑ์ชั้นนำตั้งอยู่ รวมถึงสิงคโปร์ก็เช่นกัน สิงคโปร์มีพิพิธภัณฑ์เยอะมากมาตั้งแต่สมัยไหน ๆ และมี Organization ของภาครัฐบาล เป็นผู้ดำเนินการและดูแลมรดกสำคัญให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำที่สำคัญของชาติ
“พอเรียนจบมาปุ๊บ ครานี้ก็เริ่มมั่นใจ และได้ลองวิชาความรู้ ได้ลงมือทำ ทดลองงานต่าง ๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี สร้างงานเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ของทั้งรามาธิบดี เครือข่ายผู้ทำงานพิพิธภัณฑ์ เครือข่ายผู้สนใจและรักในการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของไทย ทำอยู่อย่างนั้นหลายปี จนกระทั่งถึงจุดที่เรียกว่า เกิดความชำนาญและนับได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง
“ณ เวลานั้น พิพิธภัณฑ์ไทยส่วนมากเป็นการทำงานในลักษณะตั้งรับ รอคนเข้าไปเยี่ยมชม และคนก็จะไปเยี่ยมชมแบบเป็นกระแส เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นและจางหายไป เราก็เปลี่ยนแนวคิดการทำงานพิพิธภัณฑ์ในยุคก่อนที่มักจะทำงานแบบคิดว่า ‘ฉันอยู่ตรงนี้ คุณเดินมาหาฉันสิ’ ทำไมเราต้องรอ ไม่ลองเหวี่ยงพิพิธภัณฑ์เข้าไปหาผู้คน ไปหาแหล่งที่คนชอบไปแทน
“ในที่สุดจึงออกแบบเป็นการจัดกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ (Event Museum) ขึ้นที่แรก ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดโดยหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และสนใจใคร่รู้ และอยากเข้าไปเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้เกิดขึ้นกับทั้งบุคลากรในรามาธิบดีเอง กับคนไข้ ผู้ป่วย หรือญาติ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ในกิจกรรมต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์รามาธิบดี
“ต่อมาใน พ.ศ. 2559 – 2560 โรงพยาบาลรามาธิบดีขยายการทำงานด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ โดยก่อกำเนิดพิพิธภัณฑ์อีกที่หนึ่งอยู่ที่บางพลี นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศาลาประชาคม ณ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้นี้”

จากแฟนพันธุ์แท้พิพิธภัณฑ์ไทย สู่นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย
“ทำงานพิพิธภัณฑ์รามาธิบดีมาระยะหนึ่ง ทีมงานควรมีองค์ความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ด้วย จึงเริ่มทำความรู้จักกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ในการทำงานพิพิธภัณฑ์หรือประสบการณ์การทำงานพิพิธภัณฑ์จากเครือข่ายคนทำงานพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ใกล้กัน แล้วเชิญชวนกันไปเข้าอบรมหลักสูตรที่หน่วยงานต่าง ๆ ขณะนั้นเปิดสอนเกี่ยวกับวิชาการทางด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาในประเทศไทย เพราะเชื่อมั่นมาตั้งแต่ตอนไปเรียนและศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ที่สิงคโปร์แล้วว่า ต่อให้มีองค์ความรู้ทางด้านพิพิธภัณฑ์จากต่างประเทศหรือจากพิพิธภัณฑ์ชั้นเลิศมามากแค่ไหน แต่มุมมองแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์ของไทยและการปลูกฝังเรื่องค่านิยมการเข้าชมและเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ของคนต่างชาติกับคนไทยนั้นแตกต่างกัน ทำให้เกิดความรู้ New Museum Study แบบไทย ๆ ขึ้นมา
“ฝรั่งหรือชาวต่างชาติมีความเป็นนักเรียน นักใฝ่รู้อยู่ใน DNA แต่คนไทยส่วนมากมีความเป็น Happy Mam เป็นคนชอบความสนุกสนาน ร่าเริง เบิกบาน แต่ว่าก็ต้องการมีองค์ความรู้พร้อมกันด้วย และจะสนใจองค์ความรู้เฉพาะด้านที่เขาชอบเท่านั้น จึงต้องเถิดเทิงนิดหน่อย มีอีเวนต์ชวนให้รู้สึกตื่นเต้น หรือมีเรื่องลี้ลับ เร้นลับ ซ่อนปริศนา ค้นหาคำตอบอะไรอย่างนี้
“เราจับประเด็นนี้ได้ก็เลยตั้งกลุ่มก่อการคิดชวนคนที่ทำงานพิพิธภัณฑ์ในไทยที่มีประสบการณ์ มีองค์ความรู้ในการจัดการพิพิธภัณฑ์แบบไทย ๆ ให้มาล้อมวงกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และองค์ความรู้แบบ New Museum Study แบบไทย ๆ กันขึ้นมา บังเอิญเวลาช่วงนั้นสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์กำลังมีรายการ แฟนพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นรายการที่รู้จักกันดีทั่วบ้านทั่วเมือง และคิดจะทำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอน พิพิธภัณฑ์ไทย ขึ้นมา

“ตอนนั้น พี่เบิร์ด ซึ่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินได้รับการติดต่อจากเวิร์คพอยท์ว่า จะถ่ายทำรายการ แฟนพันธุ์แท้ ต้องการคนมาแข่งขัน และทางช่องเปิดรับสมัครคนเข้ามาแข่งขันแล้ว พอถึงวันสุดท้ายใกล้จะถ่ายทำแล้วยังขาดอีก 1 คน เลยมาชวนเราไปแข่ง
“ตอนแรกก็กลัวว่าจะตกรอบแรก แต่พอมานั่งนึกดูก็ได้คำตอบว่า โอกาสมาแล้ว ไปเป็นตัวแทนพิพิธภัณฑ์ของรามาธิบดี ตัวเราเองมีองค์ความรู้ทางด้านข้อมูลพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในไทยเยอะพอสมควร รู้จักพิพิธภัณฑ์และลองไปเยือนพิพิธภัณฑ์เกือบครึ่งประเทศก็ว่าได้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าว และแล้วเราก็ได้รับตำแหน่งที่ 2 ของประเทศ ได้เป็น ‘รองสุดยอดแฟนพันธุ์แท้พิพิธภัณฑ์ไทย’
“ทีนี้พอเป็นแฟนพันธุ์แท้พิพิธภัณฑ์ไทยปุ๊บ ทีมแฟนพันธุ์แท้ ตอน พิพิธภัณฑ์ไทย ก็ยกทีมสมัครเข้าเป็นสมาชิกบุคคลสามัญถาวรตลอดชีพของสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยที่ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 เราเลยได้เข้าไปเป็นสมาชิกและร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้ร่วมเรียนรู้องค์ความรู้และประสบการณ์จากบรรดาผู้อาวุโสท่านต่าง ๆ ในสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย ได้ร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็น ร่วมจัดกิจกรรมทางด้านพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทยให้กับบรรดาสมาชิกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย และต่อมาเมื่อนายกสมาคมฯ ท่านเดิมหมดวาระลง สมาชิกของสมาคมฯ ก็เลือกตั้งกันและเลือกให้เราเป็น ‘นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย’ รับตำแหน่งครั้งแรก ตอน พ.ศ. 2563 และดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน”

พิพิธภัณฑ์ ไม่เท่ากันกับ Museum จึงต้องปรับเปลี่ยน
“ในปีแรกของการเป็นนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย เราค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน การบริหารจัดการ การรับใช้สังคม ให้กับแวดวงพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของไทย เพราะช่วงนั้นสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยอยู่แค่ในแวดวงของคนที่ทำงานพิพิธภัณฑ์เท่านั้น คนไทยทั่วไปไม่รู้จัก
“เราตั้งคำถามในการทำงานสมาคมฯ ว่า ภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ไทยมีที่ใดบ้าง หน่วยงานแรกคือกรมศิลปากร ตอนนั้นกรมศิลปากรดูแลพิพิธภัณฑ์ที่เป็นของรัฐในหัวเมืองต่าง ๆ บางจังหวัดทั่วไทย ซึ่งก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม และยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ในภาครัฐที่มีพิพิธภัณฑ์เป็นของตนเองอีกมากมาย
“แต่ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์เอกชน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ตามสถานศึกษา หรือพิพิธภัณฑ์อิสระอื่น ๆ ที่อยู่อย่างกระจัดกระจาย โดดเดี่ยว และยังไม่ถูกรวบรวมเข้าไว้เป็นเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ เราจึงร่วมกันจัดตั้ง ‘เครือข่ายพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ไทยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2563 มาจนถึงปัจจุบัน
“โจทย์ต่อไป เราก็มาดูกันว่าครานี้ถ้าจะหาภาครัฐ หน่วยงาน หรือกระทรวงใดที่พอจะสนับสนุนงานด้านการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ อันเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ทางด้านการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมของคนในชาติไทย สมาคมฯ ควรไปติดต่อกับที่ไหนอีก เพื่อขยายงานการพัฒนาวงการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของไทยให้ใหญ่ขึ้น
“คำตอบก็คือ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ ในยุคนั้นปลัดกระทรวงฯ คือ ท่านยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เราโชคดีที่ท่านยินดีรับเป็นที่ปรึกษาสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย ทั้งนี้โดยการประสานงานของที่ปรึกษาสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยอีกท่านคือ ท่านอาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ ซึ่งเป็นนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ แต่ลึกไปกว่านั้น ท่านคือผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี
“อาจารย์พลาดิศัยพาเราไปกราบท่านปลัดยุพาเพื่อแนะนำตัว ขอคำแนะนำ ขอคำปรึกษาในเรื่องนโยบาย ทิศทางการทำงานของสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย ในช่วงเริ่มต้นเป็นนายกฯ ในปีแรก หลังจากนั้นสมาคมฯ ก็ได้รับความเมตตาและรับเกียรติจากกระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยล่าสุดใน พ.ศ. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งให้นายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยเป็นกรรมการแห่งชาติในคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM โดยตำแหน่ง นับเป็นเกียรติยศครั้งสำคัญของสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยอีกวาระหนึ่ง
“UNESCO เป็นหน่วยงานของ UN หรือสหประชาชาติ ที่ทำงานเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาของมวลมนุษยชาติ ในระดับนานาชาติ ซึ่งหนึ่งในการทำงานของ UNESCO ก็คือ ICOM หรือ International Committee of Museum หรือสภาพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ
“นี่คือความภาคภูมิใจของพวกเราสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยที่ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในกรรมการแห่งชาติ และเป็นหนึ่งในสมาชิก ICOM หรือสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติอีกด้วย เป็นที่มาของแนวคิดการทำงานของนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยที่จะต้องอุทิศตนเพื่อการทำงานของพี่น้องชาวพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของประเทศไทย
“สิ่งหนึ่งที่เมื่อเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วเปลี่ยนแปลงเราก็คือแนวคิดการทำงาน เราจะไม่ทำแค่เรื่องของพิพิธภัณฑ์เท่านั้น เท่าที่เราศึกษามา พบว่าคำว่า ‘Museum’ ไม่ได้แปลว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ คำว่า ‘พิพิธ’ หมายถึง การมอง ส่วนคำว่า ‘ภัณฑ์’ แปลว่า ของหรือห้องเก็บของ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์คือการจัดแสดงของให้คนมองดู
“แต่คำว่า ‘มิวเซียม’ มันคือแหล่งเรียนรู้ ‘Museum’ รากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีกว่า Muse เป็น เทพีที่เป็นลูกสาวของเทพซุส ซึ่งเทพีเหล่านี้เป็นตัวแทนองค์ความรู้ต่าง ๆ ในโลกนี้ ดังนั้น ความหมายจึงแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นคำว่า Museum จึงหมายถึงแหล่งรวบรวมองค์ความรู้อันเป็นวิทยาการต่าง ๆ ของโลกใบนี้
“เราจึงปรับมาใช้คำว่า ‘พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้’ เติมคำว่าแหล่งเรียนรู้เข้ามาเพื่อขยายขอบเขตการเปิดรับสมาชิกและสร้างบทบาทของสมาคมฯ ที่มีแหล่งเรียนรู้ เข้ามาเพิ่มเติมเต็มหน้าที่ในเพื่อรับใช้การเรียนรู้ในสังคมไทยได้ โดยไม่จำกัดแค่คำว่าพิพิธภัณฑ์เท่านั้น”

พิพิธภัณฑ์ไทย ทำไมต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลกแบบฉับพลัน
“เหตุที่พิพิธภัณฑ์ไทยต้องปรับเปลี่ยน ข้อแรก เพราะพิพิธภัณฑ์ในไทยเป็นแบบ One Way Communication ที่คนสร้างเป็นคนกำหนดเรื่องราว บทบาท แต่ถ้าคนเข้ามาแล้วเขาไม่อยากดูเรื่องที่จัดแสดง มันไม่สนุกแล้ว เมื่อนำเสนอเรื่องที่ตลาดไม่ต้องการ จึงขายไม่ได้ ไม่มีใครมาชม เพราะฉะนั้น เสียงของผู้เข้ามาเยี่ยมชม ผู้มาเรียนรู้ควรเป็นเสียงหลักมากกว่าว่า เจ้าของพิพิธภัณฑ์หรือผู้ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ จึงควรวิจัยศึกษาความต้องการของผู้มารับบริการ ก่อนการจัดสร้างหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้
“ข้อที่ 2 ก็คือพิพิธภัณฑ์ส่วนมากจะเล่าแต่เรื่องของตัวเอง ลืมเล่า Side Story และเรื่องตัวเองที่เล่าก็เล่าแต่เรื่องบุคคลสำคัญ ชนชั้นผู้นำ จนลืมไปว่าสังคมไทยเกิน 60 เปอร์เซ็นต์เป็นประชาชนทั่วไป เวลา Demand กับ Supply ไม่ตรงกัน จึงดึงใจ อารมณ์ หรือความอยากเรียนรู้คนให้เข้ามาเยี่ยมชมไม่ได้
“ยกตัวอย่างเช่น เรารู้แล้วว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงรบชนะยังไง ทรงทำเพื่อบ้านเมืองมากแค่ไหน ทรงเสียสละมากขนาดไหน ทรงขึ้นช้างชื่ออะไร แต่ทำไมไม่เห็นมีพิพิธภัณฑ์ไหนเล่าถึงทหารที่ร่วมรบกับพระองค์บ้าง หรือทหาร 4 คนที่เฝ้าดูแลตรงเท้าช้างบ้างว่าเขาคือใคร เป็นใคร ทำไมถึงมาทำหน้าที่ตรงนี้ ชุดเสื้อผ้าทำมาจากอะไร ใส่อย่างไร กินอยู่อย่างไรในกองทัพสมัยนั้น เขาต้องเตรียมเสบียงกันเองเหรอ เขาไปอยู่เป็นปี ๆ เลยนะ ทำไมพิพิธภัณฑ์ไม่ลองเล่าถึงประเด็นเคียงข้างเรื่องหลักที่ขาดหายไปบ้าง รับรองว่าสนุก น่าสนใจ และน่าค้นหาไม่มีที่สิ้นสุดแน่นอน
“ข้อต่อมาคือพิพิธภัณฑ์ไทยขาดการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้หรือ Trial ที่หลากหลาย ให้ตรงกับความต้องการของผู้เข้าชม เช่น ถ้าเราไปพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้สักแห่งในเมืองไทย เราจะถูกบังคับโดยเส้นทางการเล่าเรื่องของนักออกแบบและผู้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ เข้าชมเฉพาะสิ่งที่สนใจไม่ได้
“ดังนั้น เราจะต้องจัดเส้นทางให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายในพิพิธภัณฑ์นั้น ๆ ทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์อยู่ในเส้นทางได้ทั้งหมดแล้วแต่เราจะเลือก ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ที่ใส่ใจเรื่อง Side Story ก็จะเกิดเส้นทางที่น่าสนใจหลากหลาย และผู้นำชมพิพิธภัณฑ์หรือภัณฑารักษ์ก็จะแนะนำเส้นทางการเข้าชมได้ตรงกับความต้องการของผู้ชม
“ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 พิพิธภัณฑ์ในไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะตอนนั้นยังไม่ปรับตัวกัน บางแห่งโดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่เป็นเอกชนซึ่งไม่มีงบสนับสนุนจึงอยู่ต่อไม่ได้ สถานการณ์นี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ทั้งหมดที่ยังอยู่ลุกขึ้นมาปรับตัว ทำให้เรามองว่าการที่เราเป็นหอคอยองค์ความรู้รอให้คนเข้ามาหา ทำให้เกิดการสูญเสียหรือหายไป จากเดิมมีพิพิธภัณฑ์ประมาณ 7,000 – 8,000 แห่ง แต่หลังจากโควิด-19 เหลือที่ยังเปิดอยู่แค่ 1,500 – 1,600 แห่ง”

อายาตนะ และ Excited Factor แนวทางใหม่ของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของไทย
“สิ่งที่เกิดขึ้นหลังโควิด-19 ก็คือพิพิธภัณฑ์ที่เปิดใหม่เริ่มปรับลดเพดานในการใช้เทคโนโลยีเข้ามา มียุคหนึ่งที่เอะอะอะไรก็จะต้องเป็น 3D/4D เป็นโรงหนัง ซึ่งทุกวันนี้ของเหล่านั้นพังหมด ขาดงบซ่อมบำรุง จึงพากันปรับมาใช้ ‘ทฤษฎี Excite’ คือทำให้คนตื่นเต้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาสร้างความตื่นเต้น แต่นำวิธีการบางอย่างซึ่งสัมพันธ์กับอายตนะทั้ง 5 ของมนุษย์มาใช้แทน”
อาจารย์ชาญณรงค์ เริ่มนำเราสู่วิธีคิดสำหรับออกแบบพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของไทยยุคใหม่ โดยใช้พื้นที่ที่นั่งคุยนั่นคือศาลาไหมไทยที่เพิ่งปรับแต่งให้เป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ที่ใช้องค์ความรู้ดังกล่าว มาเป็นตัวอย่างประกอบให้เราเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
“อย่างเรื่องการมองเห็นด้วยตา แบ่งออกเป็น 2 อย่างนะ คือใช้ฉากประกอบประสบการณ์ หรือใช้สายตาประกอบประสบการณ์ เช่น คนชอบดูนางงาม จะตื่นเต้นเวลาที่เห็นนางงามเดินออกมาจากฉาก นั่นแหละเหตุผลที่เวทีต้องมีฉากกั้นเอาไว้ก่อนจะเปิดตัวนางงาม เหมือนอย่างพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยแห่งนี้ เราใช้ฉากกั้นจากสายตาผู้ชมก่อน แล้วค่อยให้ผู้ชมเดินผ่านฉากนั้นเข้ามาเจอความสวยงามด้านในที่ทำให้รู้สึกตะลึงพรึงเพริด เหมือนกระตุ้นให้ผู้เข้าชมคาดเดาหรือสันนิษฐานว่าข้างในจะหน้าตาเป็นอย่างไร นับตั้งแต่ฉากแรกของการเปิดเส้นเรื่องเลย นี่แหละคือการทำ 4D ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย
“แต่ก่อนศาลาไหมไทยมีประตูเปิดเอาไว้ ผู้เข้าชมที่เดินเข้ามาจะเห็นการจัดแสดงวัตถุ สิ่งของต่าง ๆ ตั้งแต่แรก แต่การที่เราออกแบบใหม่และมีฉากกั้นสายตาไว้ก่อน คือการทับซ้อนของความรู้สึกเดิม เพราะคนที่มีภาพจำเดิมจะรู้สึกว่าเข้ามาก็คงจะเจอเหมือนเดิม แต่พอพ้นฉากเข้ามา เฮ้ย ที่เดิมแต่มันเปลี่ยนไป คนที่เข้ามาเขาคิดว่านี่เราอยู่ในอำเภอชนบทอยู่ใช่ไหม หรือว่าเราอยู่ในพิพิธภัณฑ์สักแห่งในกรุงเทพฯ นี่คือการเล่นกับความรู้สึกและภาพจำของผู้คนที่จะเข้ามาเวียนซ้ำ หรือผู้เข้าชมคนใหม่ที่เพิ่งเคยมาครั้งแรก และพร้อมจะบอกต่อผู้เข้าชมรายใหม่เข้ามาอีกเรื่อย ๆ

“ต่อมาคือการจำลองประสบการณ์ (Experience) เราได้ข้อมูลมาจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และบริบทข้างเคียง ก่อนลงมือออกแบบแนวคิดตั้งต้นในการจัดแสดงในนิทรรศการถาวรชุดใหม่ของพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยแห่งนี้
“ทุกคนเคยเห็นภาพท้องพระโรงพระราชวังในละครจักร ๆ วงศ์ ๆแต่อาจจะไม่เคยเข้าไปอยู่ในท้องพระโรงจริง ๆ เราจึงแปลงประสบการณ์ของผู้ชมออกมาเป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างความรู้สึก ให้เขารู้และเตรียมใจว่ากำลังจะได้เข้าไปเยี่ยมชมท้องพระโรงที่เรานำมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยแห่งนี้
“พอผ่านฉากกั้นเข้าไปยังส่วนจัดแสดงของห้อง จะเหมือนได้เข้าไปอยู่ในท้องพระโรงในพระราชวังจริง ๆ และรู้สึกเหมือนกำลังเข้าเฝ้าพระราชวงศ์ เพราะมีชุดผ้าไหมจัดแสดงอยู่บนแท่น ในห้องที่ตกแต่งด้วยลวดลายผนังเหมือนท้องพระโรง มีเสียงดนตรีในช่วงข่าวราชสำนักเปิดคลอเบา ๆ องค์ประกอบเหล่านี้จะเชื่อมภาพบรรยากาศแวดล้อมในห้องจัดแสดงเข้ากับภาพจำและความรู้สึกของผู้เข้าชม ซึ่งชวนให้เกิดการจดจำอย่างมีส่วนร่วม
“ชุดผ้าไหมที่หุ่นจัดแสดงสวมใส่อยู่นั้นล้วนเป็นฝีมือของช่างหัตถศิลป์และผู้ประกอบการผ้าไหมจากร้านขายผ้าไหมมากฝีมือในอำเภอชนบท พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการเห็นฉลองพระองค์ของเจ้านายแต่ละพระองค์ ผ่านภาพข่าวพระราชกรณียกิจหรือตามปฏิทินที่มีพระฉายาลักษณ์ แล้วถอดแบบจากภาพเหล่านั้นมาสรรสร้างเป็นชุดผ้าไทย รังสรรค์มาจากผ้าไหมที่ทักทอ สร้างสรรค์ลวยลายจากช่างหัตถศิลป์ชาวอำเภอชนบท แล้วนำไปออกแบบตัดเย็บโดยช่างฝีมือ
“ถึงแม้การจัดแสดงนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑ์จะดีเพียงใด แต่ถ้าไร้การนำชมหรือผู้ให้คำบรรยายต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างมีชีวิตชีวาก็สร้างอรรถรสในการรับชมแค่ประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องอาศัยทักษะของผู้นำชมหรือวิทยากรผู้บรรยายในพิพิธภัณฑ์เป็นสำคัญ
“บุคลากรเหล่านี้ต้องถูกฝึกให้เป็นนักวิชาการที่มีความรู้ข้อมูลวิชาการและมีความเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ในตนเอง ชวนชี้ชมชิ้นงานไปพร้อมกับเล่า Side Story ให้ฟัง เช่น นี่เป็นผ้าผืนแรกของช่างคนนี้ ลวดลายจะบิด ๆ เบี้ยว ๆ แต่ปัจจุบันเขาได้รางวัลระดับโลกไปแล้วนะ ดังนั้น ผ้าผืนนี้คือ The First Master Piece ของเขา ซึ่งจะสะท้อนถึงเรื่องความวิริยะ อุตสาหะ การฝึกฝน การฝึกตน ได้อีก แค่ผืนผ้าเพียงผืนเดียวก็เล่าไม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้น อรรถรสในการเรียนรู้และเยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์จะสมบูรณ์หากมีคนมาเติมเต็ม
“เราตั้งใจออกแบบพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่ศาลาไหมไทยนี้ให้เป็นต้นแบบของทุก ๆ ที่ ถ้าจะ Low Tech ก็ต้องหาอะไรมาทดแทนให้ได้ จึงใช้การบอกเล่าเรื่องราวแทน โดยสิ่งที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว้าวกับผู้เข้าชมแทนเทคโนโลยีได้ก็คือผู้เล่าเรื่องนั่นเอง
“ต่อมาเรื่องแสง คือแสงยูวีจะทำให้ผ้าพัง เดิมทีที่นี่จะเปิดทั้งตึกเพื่อป้องกันไม่ให้แสงยูวีเข้า บรรยากาศภายในจึงมืดทึม เราก็ต้องใช้ประโยชน์จากความมืดนี่แหละ คือใช้ไฟส่องเอา และไฟนั้นต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผ้า ไฟที่ใช้ได้ก็คือไฟ LED ที่ปรับตัวความสว่างได้ ไม่ทำลายวัตถุ พอปรับแสงเป็นตัวนี้ปุ๊บ เรากลับมองว่าแสงแบบนี้ดีเสียอีก เพราะถ่ายรูปสวย คนถ่ายรูปเช็กอินเยอะเลย หรือใช้ผนังผ้าไหมเป็นโปรไฟล์

“อีกสิ่งสำคัญก็คือเรื่องราวที่จะเล่าในพิพิธภัณฑ์ควรสอดคล้องกับยุคสมัย ตรงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ถ้าพิพิธภัณฑ์ไหนไม่มีการเตรียมตัวปรับเปลี่ยนการเล่าเรื่องจะอยู่ยากขึ้นในอนาคต คนทำงานพิพิธภัณฑ์จึงต้องทำเนื้อหาและ Information ติดตามข่าวสาร เท่าทันสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำเรื่องราวบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ณ เวลาเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ตนเองทำหน้าที่
“ขอย้อนไปเล่าถึงสมัยเรียนและศึกษาดูงานด้าน Museum Study ที่สิงคโปร์ สิ่งแรกที่อาจารย์สอนพวกเราในคลาสแรก ๆ คือคนทำพิพิธภัณฑ์ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราเลือกนำมาเสนอในวันนี้อาจไม่ตอบโจทย์ในวันข้างหน้าแล้ว แต่พิพิธภัณฑ์ไทยบางแห่งยังคงเล่าเรื่องแบบเดิม เขาบอกว่าวัตถุมาแบบนี้ก็ต้องเล่าแค่ตรงตัววัตถุ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ มันอยู่ที่ตัวคนเล่าว่าจะเล่าเรื่องราวแวดล้อมต่าง ๆ ให้มีความน่าสนใจได้แค่ไหน
“ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วน แต่เรายังสรุปไม่ได้ว่าการทำงานออกแบบนิทรรศการ ออกแบบการจัดแสดง ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ ออกแบบแนวคิดการบริหารจัดการหรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับการดำเนินการทางด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาในเมืองไทย ณ ปัจจุบันที่เรากำลังดำเนินการอยู่ จะการแก้ไขปัญหาให้กับพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ไทย ตอบโจทย์นักออกแบบนิทรรศการ หรือออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้แนวใหม่ในประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน เพราะยังอยู่ในระยะทดลองเพื่อเก็บข้อมูล

“แต่ผลดีเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ดำเนินการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ หลังจากส่งข้อมูลการปรับปรุงเปรียบเทียบระหว่างแบบเดิมและแบบใหม่ ผลประเมินยังองค์กรทางด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ คือเราได้รับเอกสารการประกาศยกย่องว่าเป็นในพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าในเชิงการออกแบบ การประยุกต์ใช้งานและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีมูลค่าสูง โดยประเมินมูลค่าได้หลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากมูลค่าสร้างจริงถึง 5 เท่าตัว
“เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ได้รับผลประเมินดีเช่นนั้น นอกจากเรื่องการใช้อายตนะมาเป็นหลักออกแบบโดยไม่ใช้เทคโนโลยีแล้ว ก็คือเรื่องฟังก์ชัน ยิ่งฟังก์ชันรองรับความหลากหลายของการใช้งานได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จึงทำให้เรารู้ว่ามูลค่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์นั้นสูงมาก
“เกณฑ์ที่ทำให้ถึงตรงนั้นได้ก็คือการออกแบบพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ของศาลาไหมไทย ถือว่าเป็นสิ่งแรกในเมืองไทย และการมีมัลติฟังก์ชันแบบนี้เข้ามา องค์กรพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติจึงคูณมูลค่าเพิ่มให้กับพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาอีก ทำให้พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์กรทางด้านพิพิธภัณฑ์ในระดับสากล”

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อต้องทำพิพิธภัณฑ์ในอีสาน
เล่าถึงตรงนี้ เราตั้งคำถามกับอาจารย์ชาญณรงค์ในบางประเด็นว่า บางเมืองที่อาจไม่โดดเด่นหรือ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยไร้การเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ พื้นที่เมืองดังกล่าวนี้จะสร้างพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้น่าสนใจได้อย่างไร
และอีกประเด็นที่เราขอเจาะลึกลงไปก็คือการสร้างพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในภาคอีสาน มีประเด็นใดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเราได้อย่างน่าสนใจว่า
“เมืองบางเมืองอาจดูเหมือนว่าไม่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่หรือเปลี่ยนแปลงไปแต่ขาดการเก็บรวบรวมข้อมูล เราจะขอเรียกเมืองแบบนั้นเพื่อความเข้าใจในบทสนทนานี้ว่า ‘เมืองไร้’
“หลายคนอาจคิดว่าเมืองไร้สร้างพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วทุกที่ทำพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ได้หมด เพราะว่าพิพิธภัณฑ์คือการรวบรวมความทรงจำ คือการประทับหรือการกดปุ่ม Pause เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเก่าหรือเมืองสร้างใหม่ก็ทำพิพิธภัณฑ์เมืองได้หมด เพราะทุกช่วงเวลา ทุกประสบการณ์ชีวิตของผู้คนในเมืองนั้น คือองค์ความรู้ ทุกช่วงเวลาของเมืองจึงมีความหมาย เข้าไปเรียนรู้ ศึกษา หรือเยี่ยมชมในพิพิธภัณฑ์เมืองว่าคนเมืองในช่วงเวลานี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร เขามีประสบการณ์ร่วมกันอย่างไร เพื่อที่คนในอนาคตจะได้เข้ามาเรียนรู้อดีต ณ จุดหยุดเวลาของเมือง จะได้ไปค้นหาแนวทางหรือวิธีแก้ไขปัญหาของเมืองที่เกิดขึ้นจากอดีต ไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคตของเมืองนี้หรือเมืองอื่น ๆ
“อธิบายลึกลงไปอีกเพื่อให้เข้าใจ คือแม้แต่บ้านเรือนของเราเองก็นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้แรกในชีวิตสำหรับบุคคลนั้น ๆ เหมือนกับที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวไว้ว่า ‘โครงกระดูกในตู้’ ก็คือรูป มีเรื่องเล่ามากมาย บางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี เวลาเล่าอาจจะเอ่ยถึงหรือไม่อาจเอ่ยชื่อได้ แต่ก็เอาเรื่องราวของบรรพบุรุษผู้นั้นมาเตือนความทรงจำของลูกหลาน

“กลับมาเรื่องเมืองไร้ อาจจะเป็นแค่คำที่เรานิยามขึ้นมา แต่ความจริงคือทุก ๆ เมืองไม่ไร้หรอก ยิ่งถ้าทุกเมืองมีตัวหยุดเวลาอย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ประจำชุมชน ประจำท้องถิ่น รอไปอีกสักประเดี๋ยว อาจจะ 5 ปี 10 ปี เดี๋ยวในพิพิธภัณฑ์นั้นก็จะมีอีกห้องจัดแสดงอีกสักหนึ่งส่วนงอกเพิ่มเติมขึ้นมา สักพักก็จะมีคนมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมอีก เจ้าของช่วงเวลาเหล่านั้นจะมาปรากฏตัวพร้อมสิ่งของหรือข้อมูลเพิ่มเติม มันจะขยายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายอาจจะมีคนนำสิ่งที่เก่าที่สุดที่สะสมไว้ในเมืองมาอวดให้ดูก็ได้
“สำคัญที่สุดคือการเลือกหยิบมุมมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ ขอยกประเทศสิงคโปร์ขึ้นมาเป็นตัวอย่างอีกครั้ง สมัยเรียนช่วงมหาวิทยาลัยและช่วงทำงานปีแรก ๆ ผมชอบไปเที่ยวชมและเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์ในประเทศนั้น ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่ง สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก แต่เขามีทั้ง Trust และ Organization เป็น องค์กรภาครัฐที่ทำงาน ทางด้านอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม เขาสร้างพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และเป็นอนุสรณ์สถานของของประเทศด้วย เขามีพื้นที่น้อย ทรัพยากรธรรมชาติก็ไม่มาก ฉะนั้น สิ่งที่น่าสนใจของประเทศนี้ก็คือความเป็นพหุวัฒนธรรม มีหลากหลายเชื้อชาติทั้งจีน อินเดีย ฝรั่ง เอเชีย มลายู อยู่ร่วมกันในสังคมแผ่นดินของชาติอย่างสันติสุข ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จัดแสดงภายในนิทรรศการถาวรในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินเกาะของประเทศ
“สิ่งที่สิงคโปร์โดดเด่นก็คือ Museum ซึ่งไม่ได้แค่จัดแสดงคอลเลกชันของประเทศเขาเท่านั้น แต่เอาวัตถุที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตของมวลมนุษยชาติทั่วโลก มาใส่ลงไปไว้ในส่วนจัดแสดงในห้องโซนต่าง ๆ โดยเฉพาะที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมเอเชีย หรือ Asia Civilisations Museum (ACM) ตั้งอยู่ติดกับริมแม่น้ำสิงคโปร์ อาคารเป็นตึกเก่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมของโลกตะวันตก เป็นอาคารที่ทำการเก่าของรัฐบาล ซึ่งอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์ความรู้ของเอเชียไว้ที่นั่น
“สะท้อนให้เห็นว่า ต้องมองให้ออกว่าพื้นที่ของเรามีอะไรเป็นจุดเด่น ยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการเล่า แล้วมันจะตอบสะท้อนกระแสสายธารแห่งความต้องการในการเรียนรู้ของประชาคมในชาติของตนอย่างแท้จริง นี่คือมุมที่โดดเด่นและน่าสนใจของการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ของประเทศสิงคโปร์ที่พิพิธภัณฑ์ไทยควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

“ส่วนคำถามที่ว่า การออกแบบพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในภาคอีสานมีอะไรที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ จะขอตอบว่า สิ่งแรกที่ต้องใส่ใจมี 2 คำสั้น ๆ คือคำว่า ‘วิถี’ และคำว่า ‘จารีต’
“คนอีสานมีวิถีและจารีตที่ชัดเจน ยิ่งนำวิถีของเขามาใช้พัฒนาศักยภาพผู้คนในท้องถิ่นมากเท่าไหร่ ทั้ง 2 สิ่งดังกล่าวจะยิ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ มันคือ Creative Economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของคนในพื้นที่เหล่านั้น และมีคุณค่าอย่างมหาศาล
“คำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำวัฒนธรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ มาหลอมรวมและใส่ลูกเล่นได้ แต่ต้องถูกจารีต ถูกวิถี ถูกขนบธรรมเนียมประเพณี ฮีตคองของคนในพื้นที่อีกด้วย เพราะฉะนั้น คนที่จะเข้ามารับผิดชอบจำเป็นต้องเข้าใจคนอีสานเป็นอย่างดี หรือควรเข้ามาฝังตัวอยู่ในพื้นที่ก่อน แต่ละพื้นที่มีปูมบ้านปูมเมืองไม่เหมือนกัน แต่ละที่มีขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต วัฒนธรรม ไม่เหมือนกัน
“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องขอบเขตพื้นที่ของอำนาจและชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ในสองฝั่งลำน้ำชี แค่ข้ามแม่น้ำชีไป ฝั่งหนึ่งคือคนไทโคราช ถ้าข้ามอีกฟากไปอีกฝั่งหนึ่งอาจจะเป็นคนไทยเชื้อสายเวียงจันทน์ที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่สองฝั่งลำน้ำ
“ถ้าเราได้ไปดูผ้าไหมที่เวียงจันทน์ อาจจะได้เห็นลายผ้าที่เหมือนกับลายผ้าไหมของชาวชนบท ซึ่งลายผ้าโบราณเหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมร่วมกัน สืบสานสายใยถักทอต่อลายมาจนถึงรุ่นหลาน เหลน ลื่อ ในปัจจุบัน อาทิ ลายเม็ดข้าวสาร ลายน้ำไหล ลายหมี่คั่น หมี่ขอ ลายเหล่านี้รับอิทธิพลมาจากเวียงจันทน์
“สิ่งที่เราต้องทำกับจารีตประเพณีในพื้นที่เหล่านี้ก็คือเข้าไปศึกษาจารีตประเพณีของพื้นที่ให้ดี ผ่านการสอบถามจากผู้รู้ นักปราชญ์ บัณฑิตอาวุโสของบ้านของเมือง รวมไปถึงเราต้องเคารพความเป็นแหล่งข้อมูลมุขปาฐะหรือเรื่องเล่า ตำนานต่าง ๆ ตามความเชื่อและคติชนวิทยา แม้จะเป็นเพียงนิทาน เรื่องเล่าหรือเรื่องที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็ตาม เราจึงควรจะต้องศึกษา รับรู้ รับทราบ และทำความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
“วิธีถนอมน้ำใจคนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ และยังส่งต่อข้อมูลให้ผู้เข้าชมให้ไปขบคิดและชวนพูดคุยถกเถียงกันต่อไปอีก จนเป็นวงสนทนาที่น่าสนใจ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นั่นก็คือการที่พิพิธภัณฑ์นำเสนอข้อมูลที่ได้รับการอนุญาตจากคนในพื้นที่ทั้งหมดมาจัดแสดงในรูปแบบต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่ได้รับมา เพื่อนำเสนอให้ผู้เข้ามาศึกษา เยี่ยมชม คอยตั้งคำถาม เลือกประสบการณ์ส่วนตัว โลกทัศน์ และความเชื่อของตนเอง เพื่อเลือกข้อมูลที่จัดแสดงตามแนวทางของตน โดยมีวิจารณญาณส่วนตัวของตนเองเป็นเครื่องชี้นำ


“เหมือนที่พิพิธภัณฑ์บางแห่งตั้งคำถามให้กับผู้เข้าชมตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเดินเข้าไปเลยว่า “อะไรคือไทยแท้” โดยมีข้อมูลและลักษณะที่เป็นคำตอบของคำถามเหล่านั้น ให้ค่อยๆ เรียนรู้ ศึกษา หาเหตุผล หาข้อมูลต่อไป จนกระทั่งตัดสินใจเองได้จากการเข้าพิพิธภัณฑ์ในครั้งนี้ของตนเอง ซึ่งวิธีและรูปแบบการจัดการตามแนวคิดเหล่านี้จะทำให้เราอยู่ร่วมกันในทุกสังคม ทุกพื้นที่แห่งการเรียนรู้ได้ โดยไม่มีใครปฏิปักษ์ต่อใคร
“อีกเรื่องหนึ่งคือปัจจัยแวดล้อม เช่น ดินฟ้าอากาศ แสง ความชื้น เพราะอีสานมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างชัดเจน แดดค่อนข้างแรง มีผลต่อวัตถุแน่นอน หรือความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะเรื่องลม เพราะเป็นพื้นที่โล่ง จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบจากลมหรือต้นไม้ใบหญ้าด้วย เช่น ถ้าจะทำสวนพฤกษศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ควรเลือกต้นไม้ใบหญ้าที่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่
“แล้วเราก็เลือกใช้ประโยชน์จากดินฟ้าอากาศ เช่น มีแดดเยอะ ถ้าจะเลือกตกแต่งพิพิธภัณฑ์ ควรเลือกทำสวนที่มีไฟแสงสีสวยงามในยามกลางคืน มีดอกไม้ที่เปล่งแสงเป็นสีสันต่าง ๆ ได้ โดยใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นแผนในอนาคตของพิพิธภัณฑ์ของเรา ให้รองรับการจัดกิจกรรมในยามกลางคืนได้ด้วย”

เที่ยวพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ศาลาไหมไทย และพิพิธภัณฑ์ในอีสานที่ควรไปเยือน
หลังจากฟังแนวคิดและทัศนคติด้านการออกแบบพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ผ่านคำบอกเล่าของนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยแล้ว ครานี้เพื่อความเข้าใจเชิงประจักษ์ อาจารย์ชาญณรงค์พาเราเดินชมห้องจัดแสดงต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย ในอุทยานการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ ภายใต้ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี ที่วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น
เริ่มจากจุดแรก เมื่อมองผ่านประตูทางเข้า ตาเราจะปะทะกับฉากสีดำติดตัวอักษรสีทอง ระบุชื่อสถานที่และวันเปิดอาคาร เมื่อเดินผ่านฉากนี้เข้าไป ภาพที่ชวนตื่นตาตื่นใจคือผนัง 2 ข้างที่รวมเอาผ้าไหมมัดหมี่ชนบทลวดลายต่าง ๆ จากพื้นจรดเพดานทอดยาว 2 ฝั่ง ผ้าทุกผืนมีชื่อลวดลายกำกับ นี่คือผนังผ้าไหมที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แสงไฟเรื่อเรืองตกกระทบบนผืนผ้า ทำให้เราเข้าใจทฤษฎี Excite Factor อย่างแรกที่อาจารย์ชาญณรงค์บอกมาแต่ต้น
ห้องนี้มีชื่อว่า ‘ห้องบรมกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม’ กลางห้องจัดแสดงเวที 4 ทิศ ด้านบนเวทีจัดแสดงหุ่นสวมชุดผ้าไหมมัดหมี่ที่ตัดเย็บเป็นชุดไทยพระราชนิยมสำหรับสตรีทั้ง 8 แบบ และมีชุดเสื้อพระราชทาน เป็นชุดประจำชาติไทยสำหรับบุรุษอีก 1 ชุด ตัดเย็บโดยช่างจากอำเภอชนบท ใช้ผ้าไหมมัดหมี่ที่ทอในอำเภอชนบทมาตัดเย็บ
จุดดังกล่าวซ่อนกลวิธีในการจัดแสดงเอาไว้อย่างแยบยล นั่นก็คือการชมชุดไทยทั้ง 9 ชุด ต้องชมรอบด้านจึงจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด เวที 4 ทิศจะบังคับผู้ชมเดินชมทุกชุดจนครบ ขณะที่ชมด้านหน้าของบางชุด เราก็จะหันหลังไปมองด้านหลังชุดก่อนหน้าที่เดินผ่านมาได้ และเวทีดังกล่าวปรับเคลื่อนย้ายได้ ห้องจัดแสดงนี้จึงใช้งานได้อเนกประสงค์
ถัดจากห้องแรก เดินเชื่อมไปสู่โซนกลางที่วางอุปกรณ์เครื่องมือการทอผ้าไหมและผลิตเส้นไหม การมัดหมี่ต่าง ๆ เอาไว้ โดยมีช่างประจำมาทำหน้าที่ให้เห็นและขอเข้าร่วมทดลองทำได้ โถงนี้ยังเชื่อมไปยังปีกข้างซ้ายที่รวบรวมเส้นไหมย้อมสีธรรมชาติ พร้อมด้วยวัสดุธรรมชาติที่ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษา ขณะที่อีกด้านเชื่อมไปสู่ร้านค้าและโชว์รูมของที่ระลึก จะมาช้อปปิ้งหรือนั่งพักทานอาหารได้ เป็นจุดที่สร้างรายได้ให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ในอนาคตวางแผนไว้ว่าร้านอาหารหรือคาเฟ่แห่งนี้จะให้บริการอาหาร เบเกอรี เครื่องดื่มที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองชนบท อาจจะเป็นเค้กลายผ้าไหม เครื่องดื่มจากน้ำเชื่อมหรือแยมจากลูกหม่อน หรือ อาหารประเภทผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น กลิ่นอายเมืองชนบท
จากชั้นล่างเดินขึ้นบันใดสู่ชั้นบน ห้องนี้มีชื่อว่า ‘ห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท’ สายตาเราจะมองเห็นว่ากำลังเดินเข้าไปในเรือนของขุนนางท่านหนึ่ง โดยมีลักษณะเป็นโถงกลางชั้นบนจัดแสดงหุ่นจำลอง ประกอบเครื่องยศพระราชทานจำลอง ของ ท่านท้าวเพี้ยเมืองแพน หรือ พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นท่านแรก และจัดแสดงเครื่องยศพระราชทานจำลองและหุ่นจำลองของ เจ้าจอมแว่น หรือ คุณเสือ พระสนมเอกองค์แรกของพระราชวงศ์จักรี และพระสนมเอกในรัชกาลที่ 1 อีกด้วย
เจ้าจอมแว่นเป็นบุคคลสำคัญเกี่ยวเนื่องกับการตั้งเมืองขอนแก่น เป็นธิดาของเพี้ยเมืองแพน โดยชุดผ้าไหมที่เจ้าจอมแว่นสวมใส่นั้นออกแบบโดย คุณชิน แห่งร้าน ชิน ไหมไทย ช่างหัตถศิลป์อาวุโส หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญงานผ้าไหมมัดหมี่แห่งอำเภอชนบท และผ้าของท่านได้รับรางวัลมรดกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO
ฝั่งตรงข้ามหุ่นจำลองบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นทั้ง 2 ท่านจัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่ลายโบราณ ที่สำคัญ ส่วนจัดแสดงนี้คงสภาพเดิมของตู้จัดแสดงที่ติดตั้งอยู่ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อ 30 ปีก่อนเอาไว้
อาจารย์ชาญณรงค์บอกว่า การปรับแต่งพิพิธภัณฑ์อาจจะต้องเก็บเค้าโครงเดิมไว้บ้าง เพื่อคงเสน่ห์และใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงกับรูปแบบของการจัดแสดงหลังการปรับปรุง เพื่อให้เกิดเรื่องเล่าและชี้ชวนให้ผู้เยี่ยมชมเดินชม เพื่อศึกษาหาความรู้ด้วยความน่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง

โถงกลางชั้น 2 เชื่อมไปยังห้องแสดงงาน 2 ฝั่ง ฝั่งแรกคือ ห้อง ‘ราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์’ เป็นห้องจัดแสดงฉลองพระองค์ผ้าไทยที่ชาวชนบทน้อมทูลเกล้าฯ ถวายไว้ โดยทำเป็นฉากกั้นทางเข้า แต่ที่ต่างออกไปคือฉากดังกล่าวมีการประดับผนังห้องจัดแสดงด้วยวอลล์เปเปอร์ลวดลายไทยสีทองสลับแดง เสมือนหนึ่งกับทางเดินภายในพระราชวัง
เมื่อเดินพ้นฉากดังกล่าว เราจะเห็นและรู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางท้องพระโรงของพระราชวัง โดยจำลองเป็นห้องโถงสีแดงทอง มีแท่นเวทียกสูง จัดแสดงหุ่นจำลองสวมใส่ชุดผ้าไทยที่ตัดเย็บขึ้นมา ได้แรงบันดาลใจจากต้นแบบฉลองพระองค์ที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ แบ่งเป็นตามเหตุการณ์สำคัญของพระราชวงศ์หรือพระราชกรณียกิจที่สำคัญตามแต่ละช่วงพระชนมพรรษาของเจ้านายแต่ละพระองค์ พร้อมมีเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 บรรเลงเคล้าคลอไป
จากห้องดังกล่าว ยังมีอีกห้องจัดแสดงอีกห้องหนึ่ง นั่นคือ ห้อง ‘สมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ’ จัดแสดงผ้าในพระพุทธศาสนา พร้อมประวัติของ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ผู้มอบทุนอุปถัมภ์การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ในห้องปรับฟังก์ชันเป็นห้องสวดมนต์ ทำบุญ นั่งวิปัสสนา หรือแม้แต่พานักเรียนมาเรียนรู้เรื่องผ้าในพระพุทธศาสนา หรือปรับเป็นห้องเรียนในรายวิชาพระพุทธศาสนาแบบได้เห็นของจริงกับตา พร้อมด้วยบรรยายที่เงียบสงบและน่านั่งสมาธิได้ด้วย
จะเห็นว่าทุก ๆ ห้องออกแบบโดยเน้นการสร้างการเรียนรู้ด้วยการใช้อายาตนะ กาย จิต อารมณ์ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้คนที่เข้าชม มีทางเลือกหลากหลายให้เลือกเรียนรู้ ที่สำคัญ ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมากมาย แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญเพื่อรับใช้สาธารณชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกภาษา เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
สะท้อนให้มองเห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางที่อาจารย์ชาญณรงค์ ในฐานะนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยวางเอาไว้นั้น ได้ผลเลิศอย่างแท้จริง


หลังจากการเยี่ยมชมและเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ชาญณรงค์ยังแนะนำพิพิธภัณฑ์ในอีสานอีกสัก 2 แห่งที่ไม่ควรพลาดชม
- พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
“เราจะได้เรียนรู้เรื่องธรรมะและคำสอนของ หลวงตามหาบัว ห้องจัดแสดงแต่ละห้องเต็มไปด้วยสื่อ เทคโนโลยี และการตีความคำสอนขององค์หลวงตามหาบัวที่ทำให้เรารู้สึกว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ มีคำสอนเป็นอมตะวาจาอยู่รายรอบตัวเรา มีการแปลงคำสอนทางพระพุทธศาสนาของท่านให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ เช่น ห้องจัดแสดงหนึ่งจะมองเห็นกอบัวและได้ยินเสียงน้ำหยด เมื่อฟังเสียงน้ำหยดไปเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดสมาธิ ฝึกการจำลองวิปัสสนาจริง ๆ ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ
“อีกอย่างที่น่าประทับใจ คือจิตอาสาลูกศิษย์ของวัดป่าบ้านตาดทำหน้าที่เป็นผู้นำชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจิตอาสาเหล่านี้ก็คือผู้ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติตามคำสอนขององค์หลวงตามหาบัว ระหว่างที่เข้าชม หากมีข้อสงสัย เราก็สนทนาทั้งเรื่องธรรมะหรือเรื่องที่เกี่ยวกับคำสอนขององค์หลวงตามหาบัวกับพี่ ๆ จิตอาสาผู้นำชมเหล่านี้ได้ พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด อยู่ใกล้ตัวเมืองจังหวัดอุดรธานี จังหวัดที่มีพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง”
- พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน จังหวัดนครราชสีมา
“อีกที่ที่อยากให้ไปชมกันก็คือพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน ช้างดึกดำบรรพ์ และไดโนเสาร์ สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
“เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย และ 1 ใน 7 แห่งของโลกที่แสดงพรรณไม้ดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ อายุประมาณ 800,000 – 320 ล้านปี ภายในเป็นสถานที่ชมภาพยนตร์กำเนิดโลกและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สวนไม้กลายเป็นหินที่จำลองภูมิประเทศของภาคอีสานบริเวณลุ่มน้ำมูล-ชี มีพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ 8 สกุล จาก 42 สกุลที่พบทั่วโลก ทั้งช้าง 4 งา ช้างงาจอบ ช้างงาเสียม (อายุประมาณ 16 – 5 ล้านปีก่อน) รวมทั้งฟอสซิลสัตว์นานาชนิด เช่น เต่ายักษ์ ตะโขง เอป (ลิงไม่มีหางที่มีสายวิวัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์)
“พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้มาเยี่ยมเยียนจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกในยุคสมัยต่าง ๆ ได้พบกับไม้นานาชนิดที่ผ่านการทับถมเป็นเวลานานจนเหมือนกลายเป็นหินรูปที่ยังคงสภาพความเป็นพรรณไม้อยู่อย่างสวยงามตามธรรมชาติรังสรรค์ และยังจะได้พบกับความตระการตาในส่วนของการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน มีซากฟอสซิลช้างดึกดำบรรพ์ ชิ้นส่วนไดโนเสาร์กินพืช กินเนื้อ โดยได้ทั้งความรู้ ความสนุกสนานความเพลิดเพลิน เสมือนเดินเข้าสู่ประตูโลกล้านปีที่น่าตื่นเต้น ตลอดการเยี่ยมชมเพื่อศึกษาเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง
“เท่าที่แนะนำมาจะเห็นว่าครอบคลุมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา ศิลปศาสตร์ อยากให้ไปให้ครบ เพราะมันตอบโจทย์ความเป็นดินแดนแห่งอีสานได้ครบทุกแง่มุม”
ยกระดับความเป็นคุณ ด้วยพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้
ช่วงท้ายของบทสนทนา เราถามผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษชาญณรงค์ พุ่มบ้านเช่า ว่าในฐานะนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย เขามองว่าพิพิธภัณฑ์สำคัญกับมนุษย์อย่างไร เขาตอบกลับเราว่า
“ถ้าต้องการเรียนรู้เรื่องอะไรที่ลงลึก เรียนรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในศาสตร์นั้น ๆ ได้ ประเทศไทยโชคดีตรงที่มีพิพิธภัณฑ์ในประเทศของเราถึง 1,600 แห่ง ทั่วทุกพื้นที่บนผืนดินถิ่นไทยมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่บอกเล่าองค์ความรู้หลากหลายเรื่อง หลากศาสตร์ หลายวิชาแทรกอยู่ทุกอณูของประเทศ
“และพิพิธภัณฑ์ในไทย มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐานะมากนะครับ (หัวเราะ) เพราะมีแค่ 10 – 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองที่ต้องจ่ายเงินเข้าชม แถมราคาค่าเข้าชมก็ถูกมาก ไม่ค่อยพบว่าที่ไหนเก็บค่าเข้าเป็นพันบาทเหมือนเวลาเข้าชมที่พิพิธภัณฑ์ดัง ๆ ในซีกโลกตะวันตก ยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือที่อียิปต์เลย อย่างสิงคโปร์ยังเสียค่าเข้าชมแพงกว่าไทยเลย ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในไทยแค่หลักร้อย บางทีแค่หลักสิบ ถูกกว่าค่ากาแฟ 1 แก้วหรือค่าข้าว 1 มื้อเลยทีเดียว
“ชาวต่างชาติยอมจ่ายแพงกว่าคนไทยหลายเท่าตัวเพื่อเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ของเรา แต่คนไทยบางที่เข้าฟรีด้วยซ้ำ ผมเลยมองว่าคนไทยโชคดีนะ มีพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เรื่องของจิ๋ว ไม้จิ้มฟัน ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือรบ ถ้าเปิดใจสักนิด เมืองไทยคือสวรรค์ของคนรักพิพิธภัณฑ์ชัด ๆ เลย

“ผมมองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องมือยกระดับ ทั้งตัวตน ความรู้ คุณภาพชีวิต สังคม ยกระดับความเป็นมนุษย์และจิตใจ พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นตัวตนของเขานะ แต่เป็นตัวตนของผู้ใช้ ถ้าเรามองแค่พิพิธภัณฑ์เป็นที่ที่มีแอร์เย็น ๆ หลบร้อน คุณก็จะไม่ได้อะไร แต่ขนาดไม่ได้คุณก็ยังได้ที่ไว้หลบร้อน แต่ถ้าเกิดคุณต้องการองค์ความรู้หรือเข้าไปแสวงหาความรู้ที่แสนเพลิดเพลิน Play บวก Learn และนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้แน่นอน
“วันหนึ่งข้างหน้าใครจะรู้ เราอาจจะหยิบจับองค์ความรู้ที่เราเคยเรียนรู้มาจากพิพิธภัณฑ์มาใช้กับชีวิตจริงก็เป็นได้ แล้วเราจะนึกถึงพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น ดังนั้น คำว่า Holistic Lift Up น่าจะใช้นิยามกับพิพิธภัณฑ์ได้ดียิ่ง”
ท่านนายกฯ ยังแนะนำเราอีกว่า หากจะเที่ยวพิพิธภัณฑ์ให้สนุก ลองตั้งธงหรือทำเป็นเกมว่าเรามาเยือนพิพิธภัณฑ์นี้เพื่อตามหาอะไร แล้วทำการถาม-ตอบ ทุกคนที่เข้าชมภายหลังจากชมเสร็จ จะช่วยให้สนุกกับการเข้าชม
“ลองเปิดใจให้พิพิธภัณฑ์ดูสัก 3 ครั้ง หากครบแล้วยังรู้สึกไม่ชอบ ก็อาจจะตอบได้ว่าไม่ตรงจริตเรา แต่หากครั้งที่ 2 เริ่มสนใจ ก็ให้เที่ยวชมต่อไปได้เลย เมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ดี ๆ เต็มไปหมด เป็นสวรรค์ของคนรักการเรียนรู้จริง ๆ”
ผู้เขียนเห็นด้วยกับเขาทุกประการที่กล่าวมา จบบทความนี้ อย่าลืมมองหาพิพิธภัณฑ์ที่คุณสนใจ แล้วไปเยี่ยมชมกันดูได้ แต่ถ้าใครยังนึกไม่ออก แนะนำให้เข้าไปที่ Facebook : สมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย มีข้อมูลพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศไทย กรอกเรื่องที่สนใจเพื่อค้นหาพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเราได้เลย
ลองออกไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไทยดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองไทยคือสวรรค์ของคนรักพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้อย่างแท้จริง

ขอบคุณ
พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี โครงการอุทยานการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 2 เมษายน 2568 วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับถ่ายทำ
