“ว่าวคือความสุขของชีวิต ผมเป็นคนใจร้อน แต่ว่าวทำให้ผมใจเย็น มันได้ใช้สมาธิในการเหลา ได้ลองผิดลองถูก ผมเติบโตมากับว่าว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาทำว่าวเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ ว่าวจึงเปรียบเหมือนชีวิตของผมครับ”
ท่ามกลางสายลมฤดูหนาวเดือนธันวาคมหรือฤดูเล่นว่าวของเด็กอีสาน ณ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ปิยะมินทร์ ประกอบกิจ หรือที่แฟนคลับของเขารู้จักในนาม บ่าวเด วัย 43 ปี เผยความรู้สึกให้เราฟังขณะนั่งเหลาไม้ไผ่ทำโครงว่าวอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเขาเพิ่งซื้อเพื่อทำเป็นโฮมออฟฟิศย่อม ๆ สำหรับจัดส่งอุปกรณ์ว่าว รวมถึงว่าวชั้นเยี่ยมฝีมือของเขาไปทั่วประเทศ กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน
เรื่องราวสายป่านชีวิตของชายชาวอีสานผู้ผูกพันกับว่าวมาตั้งแต่เยาว์วัย จนนำไปสู่การหาเลี้ยงชีพด้วยว่าวค่อย ๆ เริ่มถูกบอกเล่าให้เราฟัง

แง่มุมที่น่าสนใจที่สุดของบ่าวเด คือเขาพลิกเอาของเล่น งานอดิเรกที่ชื่นชอบ มาเป็นเครื่องมือส่งเขาสู่การเป็น ‘เซียนว่าว’ ที่มีผู้ติดตามผ่าน TikTok เฉียดแสน และประสบความสำเร็จในการหาเลี้ยงชีวิตด้วยการทำว่าว ซึ่งหลายคนคงคาดไม่ถึงว่า ว่าวนี่นะหรือคือเครื่องมือที่ส่งชีวิตของคนคนหนึ่งให้ขึ้นไปลอยติดลมบนค้างฟ้า
เติบใหญ่มากับว่าว แม่นบ่?
“พื้นเพผมเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ อำเภออุทุมพรพิสัย ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นว่าวปล่อยอยู่เต็มท้องฟ้าในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ พาเล่นว่าวมาตั้งแต่น้อย ๆ ผมก็มักหลาย (ชอบมาก) มักปานได๋วาติ (ชอบแค่ไหนนะหรือ) ก็ขนาดที่มองดูว่าวบนฟ้าจนเดินตกคันนา มันมักมาแต่น้อย ๆ แล้ว เรื่องว่าวเนี่ยเกิดมาก็เจอเลย ปู่ผมก็เป็นคนทำว่าวเหมือนกัน ผมก็เหมือนปู่ และเติบโตขึ้นมากับว่าว
“พออยู่ ป.3 – 4 ผมก็เริ่มหัดทำว่าวตัวแรก เป็นว่าวอีลุ้ม ทีนี้ไปปล่อยยังไงก็ไม่ขึ้น เพราะทำไม่เป็น ปล่อยตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม จนพอแม่ไปตามหานึกว่าหายไปไหน โรงเรียนก็ไม่อยากไปนะครับ เพราะอยากไปวิ่งว่าว พ่อแม่ส่งไปโรงเรียนก็แอบหนีเรียนมาเล่นว่าว พ่อแม่ตีเรื่องนี้ประจำ บางทีครูก็มาตาม
“ผมชอบเล่นมากกว่าเรียน และการละเล่นหลัก ๆ ของเด็กอีสานบ้านผมตอนนั้นก็จะมีว่าว บั้งไฟ โคมลอย เราเป็นคนอีสาน เล่นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนเกิดความผูกพัน
“บ้านผมที่ศรีสะเกษ พอถึงฤดูเกี่ยวข้าวก็จะปล่อยว่าวที่ติดสนู ทำให้เกิดเสียงดัง…ดื๋อ ดื่อ ดื๋อ ดื่อ…เวลาว่าวติดลมบน ฟังเสียงสนูว่าวไปด้วย เกี่ยวข้าวไปด้วย เด็กน้อยสมัยนั้นเล่นว่าวกันทุกคน ทำซุ้มโดยใช้มัดฟางที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวมาทำเป็นซุ้มให้เข้าไปอาศัยได้ พอปล่อยว่าวขึ้นฟ้าแล้วก็มานอนในซุ้มฟังเสียงสนูว่าว นอนเฝ้าว่าวจนสอดแจ้ง (จนเช้า) บางทีอยู่ในซุ้ม 2 – 3 วัน บางทีอยู่เป็นเดือน แต่ซุ้มนั้นก็จะอยู่ติดกับบ้านเรานี่แหละ นอนซุ้ม เล่นว่าว แล้วสังสรรค์กัน เป็นมีตติ้งแบบคนอีสาน มีคน 5 คนขึ้นไป นั่งคุยกัน นั่งฟังเสียงสนูว่าวกัน”

ปู่คือครูสอนทำว่าวคนแรก แม่นบ่?
“เราเติบโตมากับว่าว พอเริ่มใช้มีดเป็นก็ทดลองเหลาไม้ทำว่าวเอง ว่าวตัวแรกที่ทำคือตอนประมาณ ป.3 เป็นว่าวอีลุ้ม พอลองไปปล่อยแล้วมันไม่ขึ้น ก็สงสัย เลยไปนั่งดูปู่ทำว่าวและสังเกตวิธีเหลาไม้ของเพิ่น
“ไปนั่งเบิ่งปู่เพิ่นเฮ็ด เราก็หัด จับเอาไม้มาเหลาเหมือนที่ปู่ทำ เริ่มทำไปเรื่อย ๆ จนเริ่มชิน เหลาไม้งาม เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากทำว่าวอีลุ้มก็ขยับมาทำว่าวสองห้องที่มีหางยาว ๆ แล้วก็มีเสียงสนู ลองทำตามปู่ ทำแล้วว่าวก็ขึ้นในที่สุด โอ้ย ดีใจคักที่ทำว่าวสองห้องขึ้น และก็พัฒนาฝีมือมาเรื่อย ๆ ทีนี้ก็ขยับมาทำว่าวจุฬา เป็นว่าวไม่มีหาง พอทำว่าวจุฬาขึ้นยิ่งดีใจคักหลาย เพราะเป็นว่าวที่ทำยากหากจะให้ขึ้นติดลมดี
“ที่ทำว่าวเป็นเกิดจากการนั่งเรียนกับปู่ ลงมือทำและซักถามปู่ว่า ขนาดของไม้ต้องเป็นยังไง ต้องเหล่าใหญ่หรือเล็กขนาดไหนว่าวถึงจะขึ้น ปู่สอนเคล็ดลับว่า สิ่งสำคัญคือสมดุลของว่าว ไม่ใช่ใครจะทำว่าวแล้วขึ้นได้นะครับ สัดส่วนต้องสมดุลทั้งโครงว่าว สนู และการเหลาไม้ ปีกว่าวใหญ่เกินไปก็ไม่ขึ้น ตอนหัดทำเราเริ่มทำจากปีกว่าวขนาดกลาง ๆ ก่อน เพื่อให้โครงว่าวแข็งแรง
“โดยเฉพาะว่าวจุฬา ถือเป็นว่าวปราบเซียน จะขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ความสมดุลของโครงว่าว จึงต้องใช้ฝีมือสูง ผมหัดทำ ปรับแต่งจากข้อผิดพลาด เช่น สนูใหญ่เกินไปไหม ปีกใหญ่เกินไปไหม ค่อย ๆ ปรับแต่งไป ในที่สุดก็ทำได้และเคยชิน ฝึกจนสัดส่วนของว่าวอยู่ในหัว ซึมซับอยู่ในสมองเราโดยตลอด”

ทิ้งว่าว วัยรุ่น หนุ่มห้าง และเกาหลี
“พอทำว่าวจนชำนาญแล้วผมก็ทิ้งไปเพราะเป็นวัยรุ่น มาได้เมียและมีลูก ต้องไปทำมาหากิน ผมกับเมียทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยพอกินพอใช้ ค่าใช้จ่ายมันสูง ทั้งค่าเล่าเรียน ค่ากิน ค่างวดรถ หนี้สินต่าง ๆ รุมเร้า ผมสู้อยู่กรุงเทพฯ หลายปี ทีนี้มีห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ที่ขอนแก่น ใกล้กับบ้านเมีย พวกเราเลยย้ายมาทำงานที่นั่น นับดูแล้วผมและเมียทำงานเป็นพนักงานห้างสรรพสินค้าอยู่เกือบ 20 ปีแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น บางทีค่าใช้จ่ายชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้สินรุงรัง ตอนนั้นมีเพื่อนทำงานอยู่ที่ประเทศเกาหลี เขาชวนไปทำงานที่ไร่สตรอว์เบอร์รี ผมกับภรรยาเลยตัดสินใจลาออกจากงานที่เมืองไทย เสี่ยงไปตายเอาดาบหน้าที่เกาหลี
“ไม่รู้หรอกว่าไปแล้วจะได้ดีไหม แต่ก็ตั้งใจว่าจะไปเก็บเงินมาใช้หนี้สินทั้งของตัวเองและพ่อแม่ เพราะเราคือความหวังของบ้าน กำความฝันนี้แหละขึ้นเครื่องบินไปกับเมีย ไปสู้อยู่เกาหลีประมาณ 7 ปี”


ปล่อยว่าวที่เกาหลีคนแรก แม่นบ่?
“พวกผมไปทำงานอยู่ที่ไร่สตรอว์เบอร์รี มีภูเขา ทุ่งนา พอเก็บเกี่ยวเสร็จลมก็พัดวอย ๆ (ภาษาอีสาน หมายถึง ลมโชยเอื่อย เหมือนลมฤดูหนาว) บรรยากาศเหมือนที่อีสานบ้านเรา ผมคิดฮอดบ้านหลาย เลยคิดว่างั้นทำว่าวแล้ววิ่งว่าวขึ้นฟ้าดีกว่า พอให้ได้หายคิดถึงบ้าน หายคิดถึงลูก ทำว่าวอีลุ้มตัวแรกที่เกาหลี แต่ว่าผมปล่อยตอนที่หิมะตก ปรากฏว่า ว่าวมันขึ้นดีมาก ตอนนั้นผมมีช่องทางโซเชียลเป็นของตัวเองด้วย พอเผยแพร่คลิปปล่อยว่าวที่เกาหลี มีคนเข้ามาชมหลายแสน
“จุดนี้เองเริ่มมีคนรู้จัก ผมลองทำว่าวสองห้อง ว่าวจุฬา และทำคลิปปล่อยว่าวที่เกาหลีมาโดยตลอด ลงคลิปเกือบทุกวัน นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นการกลับมาทำว่าวของผม และสื่อสารกับแฟนคลับว่า ผมเป็นคนอีสานคนแรกที่นำว่าวฝีมือคนอีสานไปปล่อยบนท้องฟ้าของประเทศเกาหลี ทีนี้คลิปมันเริ่มปัง คนเห็นเยอะ คนเริ่มติดตามเยอะขึ้น ผมก็ทำลงทั้งทางเพจและ TikTok จนมีแฟนคลับ มีคนรู้จักเราตั้งแต่อยู่เกาหลี มีคนไทยในเกาหลีหลายคนสั่งซื้อว่าวจากผม บางคนอยากให้ส่งกลับไปเมืองไทยด้วย แต่ส่งไม่ได้เพราะค่าส่งแพงมาก แนะนำเขาไปว่าที่เมืองไทยมีเซียนว่าวท่านไหนเก่ง ๆ สั่งทำกับเขาจะดีกว่า
“ผมทำงานที่เกาหลีอยู่ 7 ปี เก็บหอมรอมริบช่วยกันกับเมียจนมีเงินพอใช้หนี้ และมีเหลือเก็บอยู่อีกจำนวนหนึ่งไว้ทำทุน คิดว่างั้นพวกเรากลับบ้านดีกว่า คิดถึงลูกมาก ตอนแรกกะว่าจะอยู่ 10 ปีแต่ไม่ไหว อยู่ที่เกาหลีพวกเราต้องสู้กับงานเยอะมาก ต้องวิ่งทำงาน อะไรก็รีบเร่งไปหมด ไม่ได้ทำไปเรื่อย ๆ เหมือนอยู่เมืองไทย เลยตัดสินใจกลับไทยและคิดต่อว่าถ้ากลับมาบ้านแล้วจะทำอะไร
“อย่างแรกที่ผมคิดได้ก็คือ ผมต้องขายว่าวและขายอุปกรณ์ทำว่าว ลองทำดูก่อน ถ้าไม่ดีค่อยกลับไปทำงานเหมือนเดิม กำความฝันกลับมาบ้าน พ่อแม่เขาก็ตั้งตารอ”

คนบ้าขายว่าวได้เดือนละแสนเพราะพลังโซเชียล แม่นบ่?
“วันแรกที่ผมกลับถึงเมืองไทย มีคิวสั่งทำว่าวยาวข้ามปีไปเลย ไม่รู้ว่าลูกค้าเป็นใครบ้าง แต่แฟนคลับรู้จักผมในนาม ‘บ่าวเด’ เพราะผมอัปเดตเรื่องราวผ่านช่องทางออนไลน์อยู่เสมอ และบอกใน TikTok ว่า บ่าวเดจะกลับบ้านแล้วนะ แฟนคลับก็ตั้งตารอ
“พอกลับมาบ้าน ผมก็เริ่มทำว่าว ลงทุนซื้อผ้าร่ม ซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับว่าวทุกอย่าง 2 ปีที่กลับมาอยู่บ้านนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ ผมยังไม่ได้หยุดเลยครับ (ยิ้ม) คิวสั่งทำว่าวมีตลอดปี มีการสั่งซื้อผ่านทาง TikTok ทางเพจ ทาง Shopee วันหนึ่งค่าอุปกรณ์ไม่ต่ำกว่า 300 บาท แล้วก็ขายว่าวด้วย ถ้าให้พูดกันตรง ๆ รายได้ต่อเดือนของผมเป็นหลักแสน เลยตัดสินใจจดทะเบียนการค้าให้ถูกต้อง ยินดีเสียภาษีให้รัฐด้วยความเต็มใจ เพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลัง ทุกวันนี้รายได้จากการทำว่าวและขายอุปกรณ์ว่าวต่อเดือนประมาณหลักแสน เลี้ยงดูครอบครัวได้ทั้งหมด
“ช่วงแรก ๆ ที่กลับมาขายอุปกรณ์ทำว่าว มีแต่คนหัวเราะ พูดว่ามันเป็นบ้าบ่ พอเห็นผมกับเมียไปปล่อยว่าวในฤดูฝน ก็มีคนสูงอายุมาติงว่าจะทำให้ฝนไม่ตกตามความเชื่อของคนอีสานยุคก่อน หรือบางคนที่เลี้ยงวัวอยู่ทุ่งนา พอเราไปปล่อยว่าวเขาก็ไล่ ทั้งที่เราขออนุญาตเจ้าของที่ดินเรียบร้อยแล้ว เขาไม่เข้าใจว่ามันเป็นอาชีพ ถูกคำครหา ดูถูกเยอะอยู่เหมือนกันในช่วงแรก ๆ

“ผมเข้าไปอธิบายให้ฟังว่า ที่ต้องปล่อยว่าวเพราะต้องถ่ายคลิปส่งให้ลูกค้าดูว่าว่าวที่เขาสั่งซื้อขึ้นติดลมบนได้ดี ผมทำมาหากินเลี้ยงชีพ ไม่ได้เล่นว่าวแค่เพื่อความสนุก คนเลี้ยงวัวเขาถึงเข้าใจและทำข้อตกลงกันว่า ถ้าเขาเลี้ยงวัวตรงนี้ ผมก็จะไปปล่อยว่าวอีกฝั่งหนึ่ง
“กลุ่มลูกค้ามีตั้งแต่เด็กน้อยที่หัวเท่าบักแข้ง (บักแข้ง ภาษาอีสาน หมายถึง มะเขือพวง เป็นการเปรียบเปรยถึงเด็กที่ยังเล็กอยู่) จนถึงผู้เฒ่าอายุ 70 – 80 ปี มีทุกระดับ ทุกอายุเลย แต่ว่าคนไม่ได้อยู่ในกลุ่มว่าวอาจจะไม่รู้และคิดไม่ถึงว่าอะไรกัน คนจะสั่งว่าวกันมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ที่จริงแล้วในประเทศไทยคนเล่นว่าวมีจำนวนเยอะมาก เพียงแต่คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ไม่ได้ติดตามอาจจะไม่รู้
“ผมถือว่าประสบความสำเร็จนะ เพราะ 1 – 2 ปีที่ผมขายอุปกรณ์ว่าวและตัวว่าว ผมเลี้ยงครอบครัวได้ มันเป็นธุรกิจครอบครัวของพวกเราไปเลย ไม่รู้ว่ามันเอิ้นว่าความสำเร็จได้ไหม แต่สำหรับผม ผมว่าเกินกว่าคำนั้นไปแล้วที่ผมมาอยู่จุดนี้ได้ และมีคนรู้จักผมเยอะขนาดนี้”

วัสดุเฮ็ดว่าวอีสาน แต่กี้ กับ เดี๋ยวนี้ บ่คือกัน แม่นบ่?
มาคุยกับเซียนว่าวทั้งที เราจึงไม่พลาดขอเคล็ดวิชาทำว่าวเบื้องต้น นั่นคือเรื่องของวัสดุว่าควรเลือกใช้อย่างไร บ่าวเดแบ่งปันความรู้กึ่งเล่าสู่กันฟัง และเทียบการทำว่าวในอดีตกับปัจจุบันให้ฟังว่า
“สมัยปู่ย่าตายาย ผมเกิดมาเห็นว่าวถุงปูน โครงไม้ไผ่ เขาใช้ถุงปูนซีเมนต์มาผ่าแล้วติดแปะกับโครงว่าว กาวที่ใช้ก็ไม่ใช่กาวลาเท็กซ์หรือกาวยาง แต่ใช้ยางจากผลมะตูมดิบ ผ่าออกมาแล้วเป็นยางเหนียว ๆ หรือใช้มันสาคูต้มสุกแล้วบี้เป็นกาวติดกระดาษว่าวกับโครง หรือใช้ข้าวเหนียวตำใส่บ้องไม้ไผ่กับน้ำให้ละเอียดแล้วเอาไปลนไฟ เดี๋ยวนี้ปรับมาใช้กาวยางที่ใช้ติดรองเท้าได้เลย สะดวกขึ้นกว่าเดิม พัฒนาขึ้นมาเยอะ
“กระดาษติดว่าวอีสาน สมัยก่อนใช้ถุงปูน ทุกวันนี้เปลี่ยนเป็นผ้าร่ม เหมือนที่ผมกำลังขายอยู่ จะมีความเบา ช่วยให้ว่าวติดลมได้ดี ลอยลมได้ดี นี่แหละความแตกต่างที่เกิดการพัฒนาขึ้นมา

“เชือกที่ใช้เล่นว่าวก็พัฒนาเป็นเชือกสายพาน จากเดิมที่เป็นเชือกแบบเก่าสีเขียว ๆ ก็ยังมีคนใช้เหมือนกัน และเดี๋ยวนี้ว่าวมีการติดไฟรอบตัวด้วย เมื่อก่อนไม่มี เดี๋ยวนี้มีติดแผงไฟขึ้นไปกับว่าว เพิ่มสีสันตอนกลางคืนให้สวยงามขึ้น มีแบตเตอรี่เป็นถ่านชาร์จเล็ก ๆ ติดตัวว่าวไป เป็นว่าวสำหรับโชว์

“โครงว่าวที่ผมเห็นปู่ทำว่าวมาตั้งแต่เล็กคือไม้ไผ่ ที่จริงไม้ไผ่ทำได้ทุกชนิด แต่ก็มีข้อแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ไผ่ ไม้ไผ่ที่ผมใช้ทำโครงว่าวทุกวันนี้มีอยู่ 4 ชนิด และอีกหนึ่งชนิดคือขอบก้านของต้นลาน

“ไม้ไผ่สีสุกหรือไม้ไผ่บ้าน ตัดจากพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ที่อาศัยอยู่ เป็นไม้ไผ่ที่เหนียวที่สุด ใช้ทำโครงได้ทุกส่วน ดันลมดี สู้ลมดี
“ถัดมาคือไม้ไผ่สร้างไพร บ้านผมเรียกไม้ไผ่น้อย ใช้ทำหน้าอกกลางของว่าวหรือใช้ทำคันสนู เป็นไม้ไผ่ที่มีลำตรงไม่ต้องดัด ลำต้นมีหนาม

“ไม้ไผ่หวาน ในทีนี้หมายถึง ไม้ไผ่กิมซุง ใช้ทำปีก ข้อเสียคือข้อเปราะแตกง่าย และอีกชนิดที่ใช้คือไม้ไผ่ตง เป็นไผ่ที่มีเนื้อไม้เหนียวดี แต่มีจุดอ่อนตรงข้อไผ่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

“ก้านลาน เป็นอีกวัสดุที่ใช้ทำโครงว่าวได้ดี โดยผ่าเอาเฉพาะขอบก้านด้านข้างที่มีสีดำนำมาใช้ทำโครงว่าว ให้สีดำเงางามเหมือนไม้ประดู่ ดีกว่าไม้ไผ่ตรงที่ไม่เป็นมอดและมีความสวยงาม เมื่อเราเหลา มัดแล้ว ต้องไปเคลือบสี เคลือบแล็กเกอร์จนเกิดความเงางาม ข้อเสียคือหักง่าย เวลาว่าวตกเร็ว ๆ หรือตกผิดท่าจะแตกหักง่าย ข้อเสียอีกอย่างของก้านลานคือหนักกว่าไม้ไผ่
“ส่วนของสนูว่าวที่ทำให้เกิดเสียง ใช้หวายมาทำ เป็นหวายชนิดใดก็ได้ ส่วนใบของสนูใช้หวายเหลาให้แบนก็ได้หรือพลาสติกก็ได้เช่นกัน”

คนไทย คนอีสาน เล่นว่าวมานานแล้ว แม่นบ่?
คุยเรื่องว่าวกับบ่าวเดมานานพอสมควร สิ่งหนึ่งที่บ่าวเดมักพูดถึง คือคติความเชื่อของคนอีสานสมัยก่อนที่ไม่ให้ปล่อยว่าวในฤดูฝน เชื่อกันว่าจะทำให้ฝนไม่ตก คติความเชื่อนี้สะท้อนให้เห็นว่าว่าวผูกพันกับวิถีชีวิตการเพาะปลูกของคนอีสานมายาวนาน
ตามตำนานที่กล่าวถึงว่าวของคนอีสานนั้นเชื่อมโยงไปถึงนิทานปรัมปราเรื่อง พญาคันคาก ที่เป็นพระโพธิสัตว์แต่เลือกเกิดมามีรูปร่างเป็นคางคก มีฤทธิ์มากจนผู้คนให้ความเคารพนับถือ สั่นคลอนไปถึงความนิยมของพญาแถน ท่านจึงแกล้งมนุษย์โดยทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล
พญาคันคากทราบสาเหตุจึงเกณฑ์แมลงพิษและสัตว์บนโลกมนุษย์ขึ้นไปรบกับเหล่าทวยเทพบนฟ้า และพญาคันคากก็เป็นฝ่ายรบชนะพญาแถน จึงตกลงกันว่าหากถึงฤดูเพาะปลูกบนโลกมนุษย์ กบจะร้องหรือมนุษย์จะจุดบั้งไฟขึ้นมาบอก ทำให้ฝนตก แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่ไม่ต้องการฝนแล้ว มนุษย์จะปล่อยว่าวติดคันสนูที่มีเสียงขึ้นฟ้าหรือเป่าโหวดเพื่อส่งสัญญาณถึงพญาแถนให้หยุดฝน
เล่าถึงตรงนี้คงพอเข้าใจได้ว่าทำไมคนอีสานจึงห้ามไม่ให้เล่นว่าวในฤดูฝน ด้วยมีความเชื่อว่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้แถนผิดเวลานั้นเอง

พูดถึงการเล่นว่าวในฤดูฝน ชวนนึกไปถึงกำเนิดการกักเก็บไฟฟ้าในอากาศสู่แบตเตอรี่ที่เบนจามิน แฟรงคลิน ใช้ว่าวติดทองแดงแหลมที่ปลายยอดว่าว ล่อเอาไฟฟ้าในอากาศ ผ่านเส้นเชือกที่ชักว่าวทำจากสายทองแดง และข้อนี้ยังทำให้เห็นด้วยว่า นานาชาติเขาก็มีว่าวเล่นเหมือนกัน
คนไทยเองก็เล่นว่าวกันมายาวนานแล้ว ทว่า ประเพณีการเล่นว่าวของไทยมีส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหนอยู่ประการหนึ่ง คือการเล่นพนันว่าว อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ ตำนานว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ โดย มีกรรมลัทธิตามพระราชบัญญัติ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณฯ พ.ศ. 2464 มีความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
ตำนานว่าวที่เล่นกันอยู่ในเมืองไทย ตามที่ข้าพเจ้าระฦกได้ว่า มีอยู่ในพระราชพงศาวดารเหนือ ซึ่งกล่าวว่าพระร่วงเจ้ากรุงศุโขทัยโปรดทรงว่าว … เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษบาภิเษกเถลิงพระโคกินเลี้ยง เป็นนักขัตฤกษ์หมู่นางในก็ได้ดูฉุดชักว่าวหง่าว ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี พระองค์เปนปฐมทรงสร้างกรุงแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๑ ได้ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาล ในกฎข้อนั้นมีข้อบัญญัติห้ามมีให้ผู้ใดเล่นว่าวข้ามพระราชวัง แลมีในจดหมายเหตของมองซิเออร์ลารูแบร์ ธรรคราชทูต ของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ กรุงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ กล่าวว่าการเล่นว่าวในเมืองไทยเปนการสนุกสนาน แลเป็นของนิยมกันอยู่ในหมู่เจ้านายแลขุนนางในประเทศอินเดีย แต่พระราชาชาติโมกุลผู้นับถือศาสนามะหะหมัดก็ยังนิยมความรื่นเริงในการเล่นว่าวเหมือนกัน ฯลฯ ส่วนว่าวของพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยามเอาขึ้นอยู่ในอากาศทุกคืนตลอดฤดูหนาว ๒ เดือน มีเสนาอำมาตย์คอยระวังผลัดเปลี่ยนกันถือสายป่านในคำให้การขุนหลวงหาวัด และคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวต้องกันว่า เดือนอ้ายพิธีแคลวว่าวหง่าวเรียกลม…

ในตำรายังกล่าวถึงการเล่นว่าวพนัน ซึ่งไม่พบในประเทศอื่นใด ยกเว้นเมืองไทย ในสมัยสุโขทัย ว่าวจะเพียงเล่นเพื่อความสวยงาม ไม่ได้มีการต่อสู้พนันกัน มาพบการเล่นว่าวพนันกันในช่วงปลายของกรุงศรีอยุธยา โดยใช้ว่าวปักเป้าและว่าวจุลา (คำว่า จุลา เขียนสะกดตามตำราอ้างอิง) แข่งขันกัน
ในตำราเล่มเดียวกันนี้ยังเล่าถึงการทำว่าวปักเป้า วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ แหล่งผลิต แหล่งซื้อ เป็นต้นว่า เชือกป่านชั้นดีที่จะใช้ชักว่าว ต้องตีเกลียว 4 เกลียว และหาซื้อได้ที่ถนนพาหุรัตน์ (ชื่อถนนสะกดอ้างอิงตามตำรา) ตลอดจนการเหล่าโครงว่าว ไม้ไผ่ที่ใช้แนะนำให้ใช้ไม้ไผ่สีสุกซึ่งมีความเหนียวและสปริงตัวได้ดี (ข้อมูลตรงกันกับที่บ่าวเดให้ไว้) ความงามของว่าวปักเป้า เมื่อวัด 4 มุมดูแล้วต้องเป็นสี่เหลี่ยมเท่ากัน จึงจะถือว่าเป็นโครงว่าวปักเป้าที่ดี
กระดาษที่ใช้ติดว่าวปักเป้าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือกระดาษจากจีนที่ใช้ติดโคมจีน เหมือนกับกระดาษแก้วในปัจจุบัน และยังเอ่ยถึงการใช้กระดาษหนังญี่ปุ่นมาทำว่าว ซึ่งเป็นกระดาษอย่างเดียวกันที่ใช้ทำฝาประจันห้องและฝาเรือนแทนไม้กระดานว่าเป็นกระดาษคุณภาพดี
ทั้งยังมีข้อสันนิษฐานอีกว่า ไม่แน่ว่าสยามอาจได้รับอิทธิพลการทำว่าวมาจากอินเดีย ผ่านพราหมณ์เป็นผู้นำเข้ามา หรือโดยคนจีนก็เป็นได้
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งคนไทย คนอีสาน หรือแม้แต่นานาชาติ ล้วนมีการเล่นว่าวโดยทั่วกัน

ลมว่าว ทำนายฤดูฝนปีหน้าได้อีหลี แม่นบ่?
นอกจากความเชื่อตามนิทานปรัมปราของคนอีสานแล้ว การเล่นว่าวยังทำนายปริมาณน้ำฝนในปีถัดไปได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยข้อมูลนี้ อ.ดร.อุษา กลิ่นหอม ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านและสุขภาพวิถีไทย ผู้เก็บรวบรวมภูมิปัญญาอีสาน และทำการทดลอง พบว่า
“ว่าวติดสนูตกเวลาไหนบอกได้ว่าฝนในปีถัดไปจะดีหรือไม่ดี” อาจารย์อธิบายว่า คนอีสานชาติพันธุ์ไทลาวและผู้ไทมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการทำนายฟ้าฝนด้วยการสังเกตเวลาตกของว่าว ภูมิปัญญานี้อาจารย์อุษาได้มาจากพ่อใหญ่ (ชายสูงวัย) ที่จังหวัดอำนาจเจริญ
โดยบอกว่าเขาจะชักว่าวติดสนูขึ้นฟ้าในตอนกลางคืน เพื่อให้เกิดเสียงเวลาสัมผัสกับลมเมื่อว่าวอยู่บนฟ้า เพื่อจะได้คอยฟังเสียงว่าว่าวตกลงจากฟ้าเมื่อไหร่ หากว่าวตกก่อน 3 ทุ่ม แสดงว่าฤดูกาลเพาะปลูกในปีถัดไปนั้นฝนจะแล้ง ถ้าว่าวตกประมาณเที่ยงคืน แสดงว่าจะมีฝนปานกลาง และถ้าว่าวไม่ตกอยู่ได้จนถึงรุ่งเช้า แสดงว่าฝนในฤดูเพาะปลูกถัดไปนั้นจะดี นอกจากนี้การชักว่าวขึ้นฟ้าในช่วงกลางคืนยังเชื่อมโยงกับการดูแสงดาว หากดาวมีแสงริบหรี่ไม่สุกสกาว แสดงว่าปีนั้นฤดูหนาวจะยาวนานและหนาวมาก
เห็นไหมว่าการเล่นว่าวไม่ได้เปล่าเปลืองเวลาแต่อย่างใด หาเรารู้ถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในภูมิปัญญา

ว่าวคือชีวิต ยินดีส่งต่อวิชาว่าวให้เยาวชนและผู้ที่สนใจ แม่นบ่?
การกลับเมืองไทยมาทำว่าวขายของบ่าวเดไม่เพียงหล่อเลี้ยงตัวเขาและครอบครัวได้เท่านั้น แต่ว่าวยังนำพาเยาวชนให้เข้ามาหา เรียนรู้ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์กับการฝึกฝนทำว่าวอีกด้วย ซึ่งบ่าวเดใจดี ไม่หวงปิดข้อมูล ยินดีสอนวิชาทำว่าวให้กับเด็ก ๆ และผู้ที่สนใจ
“บางคนบอกว่าแค่ปล่อยว่าวไปแล้วไปนั่งฟังเสียงสนูว่าวจะมีประโยชน์อิหยัง ผมก็จะตอบไปว่า มันมีความสุขครับ เป็นความสุขของผม เวลามีคนที่มาถามว่า มึงมานั่งเฝ้าว่าว มึงได้ประโยชน์อิหยัง ว่าวที่ผมปล่อยไปสามสี่ตัวตกตัวละหมื่นกว่าบาทแล้ว แต่ถ้าพูดไปแบบนั้น เขาก็จะไม่ชอบผมอีก แต่อยากอธิบายว่า นอกจากว่าวจะเป็นความสุขในชีวิตแล้ว มันยังหล่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวผมได้ด้วย
“เหมือนคนชอบตกปลา คนชอบเตะบอล แต่สำหรับผม ว่าวอยู่ในจิตวิญญาณ อยู่ในสมอง ว่าวทุกตัวที่ผมทำ ผมทำออกมาจากใจ ไม่ใช่ทำแค่พอได้ขาย แต่ทำแบบใส่ใจทุกรายละเอียด ลูกค้าต้องได้รับสิ่งดี ๆ กลับไป
“ถ้าใครอยากได้ความรู้ มาหาผมที่บ้านก็ได้ มีน้อยคนที่จะทำว่าวเป็นอาชีพ แต่ถ้าอยากมาทำว่าว มาเล่นว่าว ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องมาศึกษาใหม่ แต่เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้เรียนรู้เร็วเพราะเขามีโซเชียลมีเดียให้ค้นหาข้อมูล แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เก่งการหาข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ต้องมาฝึกฝน ถ้าใครสนใจมาหาผมที่บ้านได้ ผมยินดีให้คำแนะนำ ทุกวันนี้มีคนมาหาผมเยอะเลยนะครับ

“อย่างสัดส่วนว่าวจุฬา ผมก็เขียนติดฝาผนังบ้านไว้เลย และเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ติดตามดูได้ แต่ถ้าจะให้เล่าเป็นคำ ๆ เช่น สมมติว่าวขนาด 150 เซนติเมตร มีอกกลาง 150 เซนติเมตร ปีก 150 เซนติเมตร ขากบ 106 เซนติเมตร มันก็มีแพตเทิร์นของมัน ต่อให้ได้สัดส่วนที่ผมแนะนำไปพอลองไปทำก็ใช่ว่าจะทำแล้วขึ้น ต้องอาศัยการฝึกฝน
“เด็กน้อยในหมู่บ้านแถว ๆ นี้ เดินลัดทุ่งมาดูผมทำว่าวประจำ บางคนถือว่าวมาเล่นด้วย มาถามว่า ทำไมว่าวไม่ขึ้น ต้องปรับแก้ยังไง ผมเต็มใจส่งมอบให้น้อง ๆ นะ คิดว่าดีกว่าให้น้อง ๆ เล่นเกมหรือไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ใครอยากได้สูตรว่าวหรือสัดส่วนอะไรผมยินดีถ่ายทอดให้
“สำหรับผม ว่าวคือความสุขของชีวิต ผมเป็นคนใจร้อน แต่ว่าวทำให้ผมใจเย็น มันได้ใช้สมาธิในการเหลา ได้ลองผิดลองถูก ผมเติบโตมากับว่าว ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาทำว่าวเป็นอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ ว่าวจึงเปรียบเหมือนชีวิตของผมครับ”

ติดตามบ่าวเดและเรื่องราวการทำว่าวของเขาหรือสั่งซื้อได้ที่
เอกสารอ้างอิง
- หนังสือ ตำนานว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีชักว่าว และการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ มีกรรมลัทธิตามพระราชบัญญัติ
