“ลา ซอล มี ลา ผมเริ่มต้นก้าวสู่โลกของเสียงแคนจากโน้ต 4 ตัวของเพลง เต้ยโขง ที่พ่อสอนให้ พ่อเป็นช่างทำแคน แต่ท่านเป่าแคนไม่เป็น จึงปลูกฝังให้ผมเป็นนักดนตรี แล้วค่อยมาต่อยอดเป็นช่างทำแคน คนเป่าแคนเป็นมันจะได้เปรียบ เพราะพอมาทำเครื่องดนตรี เราจะฟังโน้ตเป็น และฟังเสียงของแคนเป็นว่าอย่างไหนที่เรียกว่าไพเราะ”
ข้าวในนาเขียวชอุ่มริมถนนทางเข้าหมู่บ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม รวงเรียวโน้มต่ำลงเพราะเริ่มมีน้ำนมข้าวบ้างแล้ว ชวนคิดถึงสำนวนที่ว่า ‘รวงข้าวมีเมล็ดมากมักโน้มต่ำ’ เสมือนบุคคลที่มีความรู้มากย่อมอ่อนน้อมถ่อมตน ทว่าในฐานะผู้มาเยือน คอรวงเรียวที่เหนี่ยวโน้มลงสู่พื้น ชวนรู้สึกเหมือนกำลังโค้งคำนับต้อนรับการมาถึงของคนต่างถิ่น
สิ่งแรกที่บ่งบอกเราว่ามาถึงหมู่บ้านทำเครื่องดนตรีอีสานแห่งเดียวในประเทศแล้วก็คือรูปปั้นแคน 2 เต้าสีทองอร่ามขนาบข้างประตูทางเข้าหมู่บ้าน แต่ที่ย้ำชัดกว่างานประติมากรรม ก็คือเสียงพิณที่สะบัดพลิ้วหวานจากเจ้าของร้านค้าขายเครื่องดนตรีอีสานที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกัน ทำให้ความประทับใจแรกของหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลเมืองแห่งนี้เปี่ยมเสน่ห์ขึ้นในบัดดล

จากจุดต้อนรับไม่ไกล มีป้ายบอกท่างที่ชี้ไปยังจุดเรียนรู้การทำเครื่องดนตรีอีสานชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปี่ภูไท โหวด พิณ และแคน ซึ่งบ้านของ แบงค์-อภิชาติ วะนานาม ช่างทำแคนวัย 24 ปีที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้าน ก็คือหนึ่งในฐานการเรียนรู้ที่เราตั้งใจมาเยือน
เสื่อสะบัดพัดวางลงกับพื้น พร้อมน้ำดื่ม ของว่าง ผลไม้ เป็นมารยาทอันอ่อนน้อมของคนอีสานเพื่อต้อนรับแขก ใกล้กันคือมุมทำงานที่แบงค์และพ่อใช้นั่งทำแคน ซึ่งเต็มไปด้วยแคนหลายเต้าวางเรียงราย อุปกรณ์แปลกตาสำหรับผู้ไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ไม้ท่อนหนามีปลายเขาสัตว์ รวมถึงแท่งโลหะ ฝังไว้เป็นฐานรับแรงกระแทกจากค้อนขณะตีลิ้นแคน ใกล้กันมีไม้เต้าแคน เปลือกหอยสังข์โนรี หินภูเขา และลูกแคนที่ไม่ได้มีแค่ไม้ไผ่ แต่ยังมีวัสดุร่วมสมัยอย่างอะคริลิกและอะลูมิเนียมวางไว้เคียงกัน
แบงค์กับพ่อนั่งอยู่เคียงข้าง ต่างฝ่ายต่างขะมักเขม้นทำเครื่องดนตรีตามหน้าที่ของตน พ่อและลูกชายพูดกันน้อย ตามแบบครอบครัวคนอีสานดั้งเดิม หากสัมผัสได้ว่าเขาทั้งสองไม่ได้เหินห่างกันแต่อย่างใด

“บ่ค่อยคุยกันปานได๋เด้ครับ พ่อกับลูก” แบงค์ออกตัวบอกกับเรา ก่อนที่เราจะถามไถ่ผู้เป็นพ่อว่า เคยดุลูกชายบ้างไหมเวลาสอนทำแคน รอยยิ้มบนใบหน้าของแบงค์ตอบคำถามก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเอื้อนเอ่ยตอบว่า
“ประจำครับ ฮ้ายเพิ่นกะย้อนอยากให้เพิ่นเฮ็ดได้” (ที่ดุก็เพราะอยากให้เขาทำได้)
แล้วทั้งสองก็ก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าต่อ ระหว่างนั้นเองแบงค์เริ่มบรรยายถึงการใช้เครื่องมือต่าง ๆ และเทคนิคในการทำแคนโบราณให้เราฟัง เช่น การใช้เหล็กซี (เหล็กแหลม) ร้อน ๆ แทงทะลุข้อปล้องไม้ลูกแคนเพื่อให้เกิดโพรงเชื่อมต่อกัน แนะนำวัสดุสำคัญในการทำลิ้นแคนจากเหรียญเงินฝรั่งเศสหลอมผสมเหรียญสตางค์แดงสมัยก่อน เพื่อให้ได้ลิ้นแคนที่ตีให้บางพิเศษและพลิ้วไหวเมื่อต้องลมเป่า ก่อเกิดเสียงที่ไพเราะ เต้าแคนจากไม้น้ำเกลี้ยงที่มียางจะทำให้คนหลายคนแพ้ เรียกภาษาพื้นบ้านว่า ‘ไม้กินคน’ คนที่แพ้หากสัมผัสจะคัน แต่ด้วยการที่มีสีดำสวยเนื้อไม้เนียน จึงเป็นที่ต้องการ ช่างทำแคนต้องใช้ภูมิปัญญากำจัดยางด้วยการนำไปฝังดินเป็นระยะเวลานาน เพื่อให้ดินซับยางออกจนหมด แล้วจึงนำมาใช้ทำเต้าแคน
รวมไปถึงเทคนิคการใช้เปลือกหอยสังห์โนรีจุ่มกับน้ำสะอาด แล้วฝนกับหินภูเขาให้เป็นเนื้อครีมสีขาวขุ่น เป็นกาวธรรมชาตินำไปใช้ยึดติดลิ้นแคนกับไม้ลูกแคน ช่วยอุดรอยช่องว่างได้สนิท ไม่เกิดช่องลม กาวนี้มีความยืดหยุ่น ช่วยให้ลิ้นแคนกระดิกเวลาเป่า เกิดเป็นเสียงก้องกังวานไพเราะ
และยังมี ‘ขี้สูด’ หรือก้อนชันโรงที่ต้องเข้าป่าไปหามาใช้อุดรอยต่อของไม้ลูกแคนกับเต้าแคนให้แนบสนิท ไม่เกิดช่องว่าง เวลาเป่าแคนจะได้ไม่มีลมรั่ว หมอแคนจึงไม่เหนื่อยเปลืองแรง
เราตื่นตาตื่นใจกับความรู้ใหม่นี้อยู่สักพัก ก่อนที่แบงค์จะพาเราก้าวเข้าสู่ลำนำชีวิตของเขา

นิทานตำนานแคน และชีวิตวัยเด็กในหมู่บ้านทำเครื่องดนตรี
“หมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านช่างทำเครื่องดนตรีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตำนานแคนคือนิทานที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ว่ากันว่ามีนายพรานออกไปล่าสัตว์แล้วได้ยินเสียงของนกการเวกที่ไพเราะจับใจ เขาเลยประดิษฐ์เครื่องดนตรีสำหรับเป่าขึ้นมาชนิดหนึ่ง โดยใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก สร้างเสียงที่ก้องกังวานใกล้เคียงกับนกการเวก แคนจากเรื่องเล่ามีแค่เลาเดียว ลักษณะเหมือนปี่ภูไท แล้วจึงพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็นหลายลำเป็นแคนเหมือนอย่างทุกวันนี้
“ไม่มีใครรู้ว่านายพรานทำแคนในนิทานคนนั้นคือใคร แต่ว่าที่หมู่บ้านเรามีรูปปั้นบรรพบุรุษบิดาแคนที่วัดศรีโพธิ์ชัย ระบุไว้ว่า นายคำโลน หรือ นายโลน แสนสุริยวงศ์ คือช่างทำแคนคนแรกของหมู่บ้าน
“มีเรื่องเล่าว่า ท่านอพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี และมีฝีมือทำแคนที่ดี สวย เสียงไพเราะ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ฟ้าคำโลน โดยแคนเต้าแรกเกิดขึ้นที่หมู่บ้านท่าเรือแห่งนี้ใน พ.ศ. 2475
“นอกจากนิทานวัยเด็ก สิ่งที่ทำให้ผมผูกพันกับแคนมาตั้งแต่เล็ก ก็คือภาพจำที่เห็นปู่นั่งทำแคนมาโดยตลอด พ่อผมสืบทอดการทำแคนจากปู่อีกที แต่ผมยังไม่ได้สนใจเรื่องการทำแคนเท่าไหร่นัก ไปสนใจการเล่นดนตรีมากกว่า จึงสมัครเป็นนักดนตรีในวงของโรงเรียน ไปประกวดแข่งขันเป็นประจำ”

นักเรียนอาชีวะ นวัตกรรมแคนบลูทูทเต้าแรก และเปิดตลาดขายแคนออนไลน์
“ตอนเรียน ม.3 ในหมู่บ้านมีพี่คนหนึ่งเป็นยูทูบเบอร์และเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องดนตรีออนไลน์ในหมู่บ้าน พี่เขาชวนให้ผมไปเป่าแคนและเล่นพิณ ผมเลยเริ่มศึกษาเรื่องการขายของออนไลน์กับพี่เขา และเริ่มขายของออนไลน์ตั้งแต่นั้นมา โดยรับเครื่องดนตรีจากในหมู่บ้านมาโพสต์ขาย ทำให้เครื่องดนตรีจากหมู่บ้านท่าเรือเข้าถึงผู้คนมากขึ้น
“พอเรียนจบจาก ม.3 ก็ไปเรียนต่อที่อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยนครพนม เลือกเรียนช่างกล-ช่างยนต์ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ชัดเจนว่าชอบอะไร ระหว่างเรียนทางสถาบันจัดแข่งขันด้านนวัตกรรม ด้วยความที่ชื่นชอบแคนเป็นทุนเดิม จึงทดลองพัฒนาเป็นแคนไฟฟ้า แคนบลูทูท แล้วส่งเข้าประกวดระดับจังหวัดโดยมีอาจารย์สนับสนุน และได้รับรางวัลชนะเลิศ
“คำว่า แคนบลูทูท หมายความว่าเป็นกล่องแคนที่เอาไวร์เลสกีตาร์มาเสียบแล้วโยกย้ายได้ โดยไม่ต้องใช้ไมโครโฟนจ่อที่ปากกระบอกแคน แคนบลูทูทคือแคนไฟฟ้าไร้สาย ผมเป็นคนแรก ๆ ที่ลองทำ แต่คิดว่ายังไม่ตอบโจทย์ แม้จะมีคนสั่งซื้อเข้ามา แต่ผมก็อธิบายให้ฟังว่ามีข้อเสีย คือกล่องแคนต้องเสียบติดตัวแคน เวลาที่นับเมโลดี้จะเกิดเสียงแต๊ก ๆ ขณะที่กดไล่โน้ต ถ้าใช้ไมค์ต่างหากจะไม่เกิดเสียงแบบนี้
“ถ้าเล่นแคนไฟฟ้ารวมวงกับดนตรีอื่น ๆ ก็พอจะกลบเสียงแต๊ก ๆ ที่ว่านั้นได้ แต่หากเล่นเดี่ยวเพื่ออัดเสียงจะไม่แนะนำลูกค้า เพราะจะทำให้เกิดเสียงรบกวนระหว่างเล่นดนตรี เพราะว่าการเล่นเดี่ยว เสียงต้องเงียบจริง ๆ”

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส และเส้นทางช่างทำแคนที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้าน
“พอเรียนจบ ปวส. ผมอยากลองไปหางานทำ เพื่อค้นหาตัวตนว่าแท้จริงแล้วชอบอะไรกันแน่ จึงเข้ากรุงเทพฯ ลองทำงานโรงงาน ทำงานออฟฟิศ ทำไปได้สักพักรู้สึกว่าไม่ใช่ทางเลยกลับมาอยู่บ้าน ขายของออนไลน์ตามเดิม โดยเลือกขายพิณ แคน โหวด แต่หลัก ๆ ขายแคน
“ทีนี้มีช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด ผลกระทบคือไม้ลูกแคนสำหรับทำแคนซึ่งปกตินำเข้ามาจากลาว
นำเข้ามาไม่ได้ คนในหมู่บ้านไม่มีไม้ลูกแคนสำหรับทำแคน บางคนไปหาไม้บนภูเขา แต่คุณภาพไม้ไม่เหมือนกับที่สั่งจากลาว เพราะไม้ในไทยมีเนื้อที่หนากว่า เกิดปัญหาพอสมควร ถ้านำเข้าไม้ลูกแคนไม่ได้ จะทำอย่างไรให้ยังทำแคนต่อไปได้
“ตอนนั้นผมเกิดไอเดียลองเอาท่อ PVC มาทำเป็นแคน เสียงใช้ได้นะครับ แต่มีข้อเสียคือท่อ PVC หนักและเลือกขนาดไม่ได้ ท่อที่วางขายในท้องตลาดมีขนาดเดียว ตอนนั้นพัฒนาแต่ยังไม่ตอบโจทย์ ผมยังไม่ได้เป็นคนทำแคนเอง แต่พ่อทำแคน PVC ให้
“ระหว่างนั้นก็เริ่มคิดว่า หากขายเครื่องดนตรีและทำแคนขายด้วยน่าจะดี เพราะผมมีพื้นฐานที่ได้เห็นพ่อทำแคนและทำเครื่องดนตรีมาตั้งแต่เล็ก เลยตัดสินใจขอเรียนทำแคนกับพ่ออย่างจริงจัง และเริ่มเป็นช่างทำแคน ซึ่งผมเป็นช่างทำแคนรุ่นใหม่เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ณ ตอนนั้น และมีอายุน้อยที่สุด
“นอกจากเรื่องการเปลี่ยนวัสดุ ผมยังมีแนวคิดอีกว่า จะทำอย่างไรให้แคนของเราดึงดูดสายตา เวลาคนเห็นบนเวทีแล้วชอบ เพราะแคนดั้งเดิมทำจากไม้ไผ่ ดูแล้วไม่เข้ากับวงสากลเท่าไหร่ เลยคิดค้นทำแคนอะคริลิกขึ้นมา มีสีสันสวยงามมากขึ้น และติดตั้งไฟโชว์ให้สวยงามได้
“ลองถูกลองผิดมา จนกระทั่งตอบโจทย์และได้รับความนิยม ถึงแม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง คืออะคริลิกเปราะแตกง่าย แต่คนส่วนใหญ่ชอบความสวยงาม


“แคนอะคริลิกขายดีก็จริง แต่ผมว่าไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะอะคริลิกเปราะบาง จึงทดลองทำแคนอะลูมิเนียมขึ้นมา ซึ่งมีความทนทานและให้เสียงดังกังวาน เดิมทีไม้ลูกแคนที่ใช้ทำแคนแบบดั้งเดิมมีข้อเสียคือธรรมชาติของไม้จะมีข้อ มีความหนา ทำให้เสียงแคนไม่โปร่ง ไม่ก้องกังวาน แต่พอเป็นอะคริลิกและอะลูมิเนียมซึ่งไม่มีข้อ แถมอะลูมิเนียมยังมีน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า คราวนี้ลูกค้าก็สั่งเข้ามาเรื่อย ๆ
“ผมกล้าพูดว่าเป็นคนที่คิดค้นทำแคนอะคริลิกสำเร็จเป็นคนแรก ส่วนแคนอะลูมิเนียมอาจจะมีคนทำมาก่อนแล้ว ความยากในการเปลี่ยนวัสดุจากไม้ไผ่มาเป็นอะคริลิกหรืออะลูมิเนียมคือวัสดุ 2 อย่างนี้ไม่เฉือนเพื่อฝังลิ้นแคนไม่ได้เหมือนไม้ โดยปกติแคนต้องถอดซ่อมเมื่อถึงอายุการใช้งาน อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนลิ้นแคน ดังนั้น จุดที่ฝังลิ้นแคนต้องถอดลิ้นแคนเข้าออกได้ หากใช้ไม้ทำลูกแคนจะไม่มีปัญหา แต่พอมาเป็นอะคริลิกและอะลูมิเนียม มันทำด้วยกรรมวิธีเดิมไม่ได้
“ผมใช้เวลาคิดค้นวิธีอยู่นานจนค้นพบวิธีที่จะยึดลิ้นแคน โดยอาศัยโครงสร้างของเครื่องดนตรีสากลประเภทเป่าเข้ามาผสมผสานและทำสำเร็จ แต่ข้อมูลส่วนนี้ผมขอปิดเป็นความลับ ขอเปิดเผยเพียงเท่านี้”
ฟังถึงตรงนี้ เราชื่นชมแบงค์ที่กล้าทำสิ่งใหม่ ๆ และพัฒนาเครื่องดนตรีอีสานให้มีทางเลือกในการผลิตมากขึ้น และดีไปกว่านั้นคือการที่เขาเป็นช่างทำแคนรุ่นใหม่ผู้กล้าลุกขึ้นมาทดลองใช้วัสดุต่าง ๆ และไม่ได้ถูกตำหนิจากช่างทำแคนรุ่นเก่าในหมู่บ้าน ตรงกันข้าม กลับได้รับคำชมว่าเก่งที่ประยุกต์นำวัสดุใกล้ตัวมาทำแคนได้ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจอันเปิดกว้างของช่างในหมู่บ้านทำเครื่องดนตรีอีสานแห่งนี้

แคนดัง คือ แคนดี มีวิธีเลือกอย่างไร
เสียดายที่แคนอะคริลิกของแบงค์ขายไปเกลี้ยง เพราะเขาจะรับทำแคนแบบ Made to Order เท่านั้น จึงไม่มีภาพโชว์ให้เห็น แต่เรายังได้เห็นแคนจากอีกหนึ่งวัสดุ นั่นคือแคนอะลูมิเนียม ซึ่งดูเท่แปลกตาไม่น้อย นอกจากรูปลักษณ์ มาเยือนช่างทำแคนทั้งที จึงต้องขอให้สอนวิธีเลือกแคนสักหน่อย ว่าอย่างไหนเรียกว่าแคนดี แบงค์บอกกับเราว่า
“สิ่งแรกเลยที่จะทำให้แคนมีเสียงดีหรือไม่ ก็คือ ‘ลิ้นแคน’ ลิ้นแคนทั่วไปที่ขายตามตลาดนัดส่วนใหญ่ทำมาจากทองเหลือง ต่างจากลิ้นแคนที่สั่งทำเฉพาะ จะมีเสียงกังวานไพเราะกว่า เพราะลิ้นแคนทำจากเงินแท้ นำมาหลอมกับเหรียญสตางค์แดงสมัยก่อนที่มีรูตรงกลาง โดยเงินที่ใช้ถ้าเป็นแบบดั้งเดิมจะได้มาจากเหรียญเงินฝรั่งเศสรูปช้างสามเศียรหรือใช้เงินพดด้วงก็ได้ หาซื้อได้ตามร้านขายของโบราณ แต่เดี๋ยวนี้มีปลอมกันเยอะ บางครั้งต้องไปซื้อเงินเม็ดที่ร้านขายทองมาทำ
“ลิ้นที่ตีจากเงินหลอมผสมเหรียญสตางค์แดงจะมีความพลิ้วไหวเวลาเป่าและไม่เกิดสนิม จึงใช้งานได้นาน มีเสียงที่กังวานไพเราะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ขึ้นอยู่กับช่างที่ทำด้วย หากช่างฝีมือดี แม้เป็นลิ้นจากทองเหลืองก็ทำให้พลิ้วไหวและให้เสียงกังวานไพเราะได้เช่นกัน”

แบงค์บอกกับเราว่า ขั้นตอนแรกหากจะเลือกแคนก็คือให้ลองถามคนขายดูก่อนว่าลิ้นแคนทำมาจากอะไร แต่อย่าเพิ่งปักใจเชื่อทั้งหมด หลังจากนั้นให้ทดลองเป่า เสียงแคนที่ลิ้นทำจากเงินจะมีความใส ก้อง กังวานกว่าลิ้นทองเหลือง แคนที่ดีเวลาเป่าจะต้องไม่กินลม เป่าแล้วไม่เหนื่อย ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การอุดรูอากาศสนิทหรือไม่ การทะลวงข้อไม้ของไม้ลูกแคนทำได้ดีเพียงใด เป็นต้น
เล่ามาถึงตรงนี้ เราขอให้แบงค์ช่วยเป่าแคนที่มีลิ้นต่างกันให้ฟัง ทำให้ได้ยินถึงเสียงที่แตกต่างกันจริง ๆ นอกจากนี้ เรายังขอให้เขาลองใช้แคนที่ทำจากวัสดุอย่างอะลูมิเนียม เป่าเทียบเสียงกับแคนไม้ให้ฟัง ผลที่ได้ยินก็คือแคนไม้ให้เสียงนุ่มทุ้ม ขณะที่แคนอะลูมิเนียมเสียงคมใสก้องกังวานกว่า

“ถ้าเป็นเสียงแคนไม้ เสียงจะหนา ๆ ทุ้ม ๆ แน่น ๆ ไม่กังวาน ส่วนแคนที่ทำจากอะคริลิกและอะลูมิเนียมจะดังกังวาน เป็นเสียงโปร่ง ๆ เพราะไม้มีคุณสมบัติในการดูดซับเสียง จึงไม่กังวานเท่าอะคริลิก และอะลูมิเนียม ส่วนแคนพลาสติกเสียงจะหนา ๆ ไม่กังวานเท่า เพราะ PVC เป็นท่อหนา เลือกท่อไม่ได้ เลยมีผลต่อเสียง แต่ว่าอะลูมิเนียมและอะคริลิกเสียงจะกังวานมาก เวลานำไปเล่นร่วมกับวงดนตรี เสียงจากแคนอะลูมิเนียมและแคนอะคริลิกจะไม่จม ยิ่งถ้าเล่นเดี่ยวเสียงจะกังวาน ฟังออกง่ายทุกโน้ต”
ท้ายที่สุดของการเลือกแคนที่แบงค์ย้ำก็คือ ช่างทำแคนต้องมีฝีมือและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เพราะกว่าช่างทำแคนจะเป็นที่รู้จักในวงการ ต้องอาศัยระยะเวลาสั่งสมชื่อเสียงมานาน
“วงการดนตรีมันแคบครับ คนเขารู้กันหมด หากทำแคนไม่ดีมาจำหน่าย แรก ๆ อาจจะขายได้ แต่หลังจากนั้นก็จะบอกกันปากต่อปาก หากแคนที่จำหน่ายไปมีปัญหา ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโซเชียลมีเดีย การเข้าถึงข้อมูลยิ่งรวดเร็ว”
ช่างทำแคน ขาดแคลน
เราถามแบงค์ถึงสถานการณ์การค้าขายเครื่องดนตรีอีสานในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่แบงค์แลกเปลี่ยนกับเราน่าสนใจไม่น้อย นั่นคือทุกวันนี้ผู้คนต้องการเครื่องดนตรีอีสานมากขึ้น แต่ช่างทำเครื่องดนตรีกลับไม่เพียงพอ
“ตอนนี้ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือคนเล่นดนตรีอีสานมีมากกว่าคนผลิตเครื่องดนตรี อย่างในหมู่บ้านผม ตอนนี้มีแต่รุ่นพ่อและรุ่นปู่รุ่นย่าที่เป็นช่าง คนรุ่นใหม่มีแค่ผมคนเดียว บางคนฝีมือยังไม่ถึง ทำแคนขายได้ประมาณ 700 – 800 บาท เขาคิดว่าไปทำงานข้างนอกน่าจะได้เงินดีกว่า
“ผมว่าการเป็นช่างทำแคน ไม่ได้แค่ทำแคนขายอย่างเดียว แคนแต่ละเต้ามีอายุของมัน ถึงเวลาก็ต้องนำมาซ่อมบำรุง ดังนั้น ในฐานะของช่าง นอกจากผลิต เรายังต้องคอยดูแลแคนต่อเนื่องไปด้วย รวมถึงปัจจุบันมีการขายออนไลน์เข้ามาช่วย ทำให้เรากระจายการขายเครื่องดนตรีให้กว้างขึ้น
“แคนนำไปเล่นผสมผสานกับเครื่องดนตรีสากลได้ เดี๋ยวนี้มีการผสานพิณและแคนเข้าไปในดนตรีสากล แต่แคนเต้าหนึ่งเล่นได้แค่ 2 คีย์เท่านั้น สมมติชาวต่างชาติจะเล่นเพลงระบุเป็นคีย์ เช่น คีย์ A คีย์ G ฯลฯ ก็ต้องสั่งแคนหลายเต้ามาก ๆ เพราะแคนไม่เหมือนคีย์บอร์ดที่ปรับได้ทุกคีย์ ถ้าจะเล่นเพลงคีย์ไหน ต้องสั่งแคนสำหรับเล่นเพลงคีย์นั้น บางคนสั่งไปแล้วต้องกลับมาสั่งอีก ถ้าจะเล่นเพลงหลายเพลง ก็ต้องมีแคนที่ตรงกับคีย์เพลงนั้น ๆ จึงต้องสั่งหลายเต้า

“เคยมีคนพยายามปรับแคนให้มีคีย์เสียงมากขึ้นและครบเสียง แต่ขนาดแคนดั้งเดิมมี 16 ลูกแคน ยังเป่ายาก พอทำครบเสียง ต้องเพิ่มลูกแคนขึ้นมาอีก 28 – 30 ลูก มันก็เล่นยากนะครับ และยากสำหรับการฝึกฝนด้วย
“และอย่างที่บอกไปว่า แคนมีอายุการใช้งาน ถึงเวลาก็ต้องส่งมาซ่อม อาชีพช่างทำแคนทำตัวใหม่ขายได้ด้วย และรับซ่อมแซมแคนได้ด้วย สร้างรายได้จากตรงนี้ได้ด้วย ที่ผมเล่าให้ฟังก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า อาชีพช่างทำแคนยังมีโอกาสสร้างรายได้และเป็นที่ต้องการในปัจจุบันหากคุณมีฝีมือ”

ช่างทำแคน ต้องสั่งสมบารมี
นอกจากเรื่องฝีมือ อีกสิ่งหนึ่งที่แบงค์บอกกับเราก็คือการจะก้าวสู่การเป็นช่างทำแคนที่ได้รับการยอมรับต้องอาศัย ‘บารมี’ ซึ่งเป็นผลมาจากชิ้นงานคุณภาพ ระยะเวลาที่ยาวนาน และการบอกต่อกันปากต่อปาก
“ผมเป็นช่างทำแคนที่เด็กสุด เป็นช่างรุ่นใหม่ในหมู่บ้าน และคิดว่าจะทำแคนไปตลอดชีวิต เพราะมีคนสนใจเครื่องดนตรีอีสานมากขึ้น และคนสนใจว่าช่างคนนี้ทำแคนมานานแล้ว ความน่าเชื่อถือจะมากขึ้น สมมติว่ามีช่างคนใหม่มาเริ่มทำแคนขาย ความน่าเชื่อถือจะไม่มากเท่าคนที่ทำมาก่อน อย่างช่วงแรกที่ผมขาย พ่อเป็นคนทำ เพราะแคนของพ่อมีชื่อเสียงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม
“หากคนรุ่นใหม่มานั่งทำแคน จะได้ราคาแบบผม คงเป็นไปไม่ได้ บางคนไปเอาแคนราคาถูก ๆ มาขายราคาแพง ตอนแรกก็ได้ขาย แต่ต่อมาคนจะปากต่อปากว่า ช่างคนนี้เป็นอย่างนี้ ยิ่งทุกวันนี้มีโลกออนไลน์ คนเข้าถึงง่ายขึ้น สุดท้ายช่างทำแคนที่ทำแบบนั้นก็จะไม่ได้รับความนิยมในที่สุด”

แคนคือหัวใจ ดนตรีอีสานจะไม่สูญหาย หากโรงเรียนยังสอนดนตรีให้เยาวชน
เราถามแบงค์ว่า สำหรับเขา แคนมีความสำคัญอย่างไร และอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แคนยังคงอยู่คู่กับโลกแห่งดนตรีต่อไป
“ผมคิดว่าแคนคือหัวใจของผม ตื่นขึ้นมาต้องได้จับแคน เพราะว่ามันเป็นอาชีพ มันอยู่ในหัวใจ
“ส่วนเรื่องการอนุรักษ์แคนให้ยังคงอยู่ต่อไป ผมมองว่าหากสถาบันการศึกษาสนับสนุนให้วัยรุ่น-นักศึกษามาแข่งขันดนตรีอีสาน มีแนวทางในการอนุรักษ์ให้ดนตรีอีสานอย่างแคน พิณ และอีกมากมาย ยังคงอยู่ นักเรียนจะได้เรียนและสืบทอดกันไปเรื่อย ๆ เครื่องดนตรีอีสานก็จะยังเป็นที่ต้องการและไม่มีวันสูญหายไป
“อีกทั้งการประกวดดนตรีอีสานยังช่วยส่งต่อเสียงเพลงและวัฒนธรรมอีสานให้ดังก้องไปไกล อาจจะไปถึงต่างประเทศ ทำให้ชาวต่างชาติรู้จักและหันมาสนใจเครื่องดนตรีอีสานของเรา นั่นอาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยส่งต่อเครื่องดนตรีอีสานสู่ความเป็นสากลในอนาคตก็เป็นได้”
หลังพูดคุยเสร็จ แบงค์พาเราเดินไปยังวัดศรีโพธิ์ชัย เพื่อทำความเคารพบรรพบุรุษบิดาแห่งแคนของหมู่บ้านท่าเรือ ซึ่งสะท้อนถึงการเคารพนบนอบในรากเหง้าวัฒนธรรมที่หล่อหลอมเขาและชาวบ้านไว้ด้วยกัน โดยมีเสียงดนตรี ทักษะเชิงช่างที่สืบทอดส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น และศรัทธา เป็นเครื่องร้อยรัด
ถัดจากนั้น แบงค์พาเราเข้าไปชมเยาวชนของหมู่บ้านท่าเรือซ้อมดนตรีกันในอาคารศูนย์เรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่าไทอีสาน (ไทลาว) ที่ตั้งอยู่ในวัด ภาพเด็ก ๆ เล่นเครื่องดนตรีอีสานอย่างคล่องแคล่วดุจมืออาชีพ โดยมีครูผู้ฝึกสอนคอยดูแลใกล้ ๆ ทำให้ลำนำเสียงเพลงพื้นบ้านอีสานที่ได้ยินเป็นมากกว่าความไพเราะ
เพราะลำนำเสียงนั้นกำลังบอกให้เรารู้ว่า ดนตรีและทักษะช่างทำเครื่องดนตรีอีสานของบ้านท่าเรือ จะยังคงดำรงขับกล่อมผู้คนไปอย่างไม่มีวันสูญสิ้น


ผู้ที่สนใจเครื่องดนตรีคุณภาพจากบ้านท่าเรือ ติดตามได้ที่ Facebook : จำหน่ายเครื่องดนตรีอีสานทุกชนิด บ้านท่าเรือ จ.นครพนม หรือติดตามความเคลื่อนไหวของแบงค์ได้ที่ TikTok : mecan1.2 หรือโทร 06 2275 0683
