ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเป็นหน้าร้อนของอิตาลี ถ้าใครคิดว่าไม่มีที่ไหนร้อนเท่าไทยแล้ว คุณอาจจะคิดผิด ที่ไทยเวลาร้อน แค่ไปตากแอร์ตามห้างหรือตามคาเฟ่ สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ มากินดับร้อน แต่ที่อิตาลีไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เมืองที่ฉันอยู่เป็นเมืองเล็ก ๆ แอร์แต่ละที่เหมือนเปิดไม่สุด เข้าไปแล้วรับรู้ว่าเปิดแต่สัมผัสไม่ได้ถึงความเย็น มีครั้งหนึ่งกะจะกินน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ดับร้อนให้ชื่นใจ แต่ได้น้ำส้มอุณหภูมิห้องมาเสียอย่างนั้น ถ้าอยากได้แบบเย็น ๆ ต้องย้ำว่าเอาน้ำแข็งด้วย กินน้ำส้มไม่เย็นยิ่งทำให้ร้อนกว่าเดิมอีก
ร้อนไม่เท่าไหร่ แต่ว่ายังไม่ปิดเทอมนี่น่ะสิ ยังเหลือทริปสุดท้ายของปีที่ต้องไปทัศนศึกษา ขอแนะนำตัวก่อนว่าในขณะที่เราเขียนบทความนี้ เรากำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรีที่ University of Gastronomic Sciences (Università Scienze Gastronomiche) ที่ก่อตั้งโดย Slow Food ในประเทศอิตาลี ถ้าถามว่าเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง คงต้องตอบว่าเราเรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาหารยกเว้นเรียนทำอาหาร
กลับเข้าเรื่องทัศนศึกษา ครั้งนี้จะไปในตีมที่เรียกว่า ‘อัลเปจโจ (Alpeggio)’ แค่คิดว่าต้องไปเดินร้อน ๆ บนเขาก็เกิดรู้สึกอิดออดขึ้นมา คิดถึงเวลาขึ้นเหนือที่ไทยเพื่อหนีร้อนแต่เจอแดดร้อนกว่าเดิม แค่นั้นก็เหนื่อยล่วงหน้าแล้ว
Alpeggio คืออะไร
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาอธิบายในคาบเรียนก่อนไปสถานที่จริงว่า ในระบบการเกษตรเทือกเขาแอลป์ (Alpicultural) เทือกเขาแอลป์ (Alps) มีทั้งหมด 3 ระดับ คือระดับปฐมภูมิ (First Level) ระดับทุติยภูมิ (Second Level) และตติยภูมิ (Third Level) อัลเปจโจจัดอยู่ในระดับที่ 3 โดยมีความสูงที่ 1,000 – 2,500 เมตร เป็นระดับที่มีการปล่อยให้สัตว์ออกหากินอย่างอิสระบนภูเขาได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนกันยายน
รู้ตัวอีกทีเราก็เดินทางมาถึงที่ วัลเล ไมรา (Valle Maira หรือ Val Maira) ในจังหวัดคูเนโอ (Cuneo) วินาทีที่ก้าวออกจากรถก็รู้สึกได้ว่าซวยแล้ว อากาศเย็นแตกต่างกับในเมืองราวฟ้ากับเหว ถ้ายืนในที่ร่มปะทะกับลมคือสั่น ที่ซวยเพราะไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวหนา ๆ มาเลย เอามาแต่แจ็กเก็ตกันฝนกับเสื้อผ้าที่บางที่สุดเท่าที่จะหาได้ ก็แหม ที่ไทยเวลาขึ้นเขาไม่เคยหนาวจริงนี่นา พกไปทีไรไม่เคยได้ใช้

Agriturismo ที่พักยอดนิยมในอิตาลี
ทริปนี้มีทั้งหมด 4 วัน 3 คืนแรกเราพักกันที่ Agriturismo Al Chersogno
Agriturismo มาจากคำว่า Agriculture กับ Tourism แปลตรงตัวแบบ Google Translate คือการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเป็นที่นิยมในอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นที่พักในรูปแบบของฟาร์มเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับวิถีเกษตร จะเรียกว่าบ้านไร่รีสอร์ตก็คงไม่ผิด
ที่มีการท่องเที่ยวแบบนี้หลายที่เพราะมีกฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรออกมาในปี 1985 จุดประสงค์เพื่อให้เกษตรกรคงวิถีชีวิตแบบนั้นเอาไว้ โดยมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลให้ ถ้าใครเปลี่ยนอสังหาฯ ของตัวเองมาเป็นธุรกิจ Agriturismo
การเที่ยวแบบนี้ช่วยเพิ่มรายได้และเกษตรกรรายย่อย แถมยังช่วยให้พวกเขารักษาพื้นที่เกษตรเอาไว้ได้ด้วย ไม่ใช่แค่การไปพัก กินอาหาร แต่ยังได้เรียนรู้วิธีการปลูก-เก็บผลผลิต เช่น การทำชีส การเก็บมะกอก เก็บผักผลไม้ เป็นเรื่องปกติที่จะได้ลิ้มลองแยม ไวน์ น้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก หรืออาหารจากผักในสวนหรือบริเวณใกล้เคียง แล้วก็มักจะอร่อยถูกปากเสียด้วย ส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจครอบครัว ไปพักทีได้ความรู้สึกเหมือนไปบ้านญาติ
ธรรมชาติบำบัดตัวเอง
ชายคนหนึ่งออกมาต้อนรับพวกเราด้วยกล่องกระดาษเล็ก ๆ กล่องหนึ่ง ข้างในคือหนอนไหมที่เลี้ยงไว้ดูเล่น ๆ กับลูก เป็นกิจกรรมพิเศษของพ่อลูกที่แปลกใหม่แบบไม่เคยได้ยินมาก่อน ชายคนนี้คือ ดานิเอเล ลันดรา (Daniele Landra) เป็นเจ้าของที่พัก Agriturismo Al Chersogno ซึ่งอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียว ท้องฟ้าสีฟ้า และสายลมเย็น ๆ แห่งนี้

ดานิเอเลชวนพวกเราออกไปเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ โดยใช้คำว่า ‘เดินเล่น’ ล่อลวง เป็นการเดินเล่นที่ไม่ใช่เล่น ๆ เลย เพราะเป็นทางขึ้นเขาค่อนข้างชัน เดินไปประมาณครึ่งชั่วโมง สาวบางกอกอย่างข้าพเจ้าก็เริ่มก้าวเท้าไม่ออก แต่ก็ฮึบสู้เพราะอากาศดีเลยอยากไปเดินต่อ สุดท้ายเราก็มาถึงจุดหนึ่งที่มองเห็นเขาบริเวณโดยรอบได้ สวยแบบยืนยิ้มกันทุกคน ไม่ได้หายเหนื่อยหรอกนะ แต่ชื่นใจสุด ๆ

ดานิเอเลให้พวกเราสังเกตสภาพรอบ ๆ แล้วลองทายดูว่ามีอะไรที่นี่ ไอ้เราก็เดินดูรอบ ๆ ไม่เห็นเจออะไร ไม่มีคำใบ้อื่นแล้วด้วย ทุกคนพยายามทายแต่ผิดหมด สุดท้ายมีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เห็นรอยต้นไม้ที่ถูกเผา
ปิ๊งป่อง! นั่นคือคำตอบที่ดานิเอเลต้องการ ป่าแห่งนี้เคยมีไฟไหม้ซึ่งมาจากฝีมือมนุษย์ แต่ต้นไม้พวกนี้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้งด้วยธรรมชาติที่บำบัดตัวเอง แถมแข็งแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะต้องเผชิญกับลม ฝน และหิมะที่คอยชะหน้าดิน ต้นที่อ่อนแอทนไม่ได้ก็ต้องแพ้ไป เหลือแค่พันธุ์และชนิดแข็งแรงเท่านั้น เรายังพบพืชบางชนิดที่พบได้ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนบนเขาทางภาคเหนือนี้ด้วย สันนิษฐานว่าน่าจะเพราะสายลมที่พัดพาละอองมา
ปกติเราก็คิดว่าการตัดไม้หรือการเผาป่ามันไม่ดีใช่มั้ยล่ะ การมาเดินครั้งนี้เปิดโลกมาก นอกจากไฟป่าที่เคยเกิดตรงนี้และทำให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิมแล้ว พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอมุมที่ต้นไม้ขึ้นมาเป็นพุ่มหนาพิเศษ ดานิเอเลเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้มีฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นล้มลง ต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยตรงนั้นจึงมีโอกาสสัมผัสแสงแดดกับเขาเสียที มีทั้งได้และเสีย แต่สุดท้ายมันก็สมดุลกัน


นอกจากธุรกิจที่พักแล้ว ดานิเอเลยังทำฟาร์มผึ้งอีกด้วย ดานิเอเลเคลมว่าน้ำผึ้งของตัวเองเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิก พอถามว่าจะมั่นใจได้ยังไง ใช้อะไรเป็นตัวบ่งบอก เขาตอบว่าปกติมีหน่วยงานสุ่มเข้ามาตรวจสอบเสมอ ตรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ ต้นไม้ น้ำต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งของดานิเอเลจึงได้สัญลักษณ์รับรองความออร์แกนิก (ที่นี่ใช้คำว่า Bio) มาอย่างไม่น่าสงสัย
ผึ้งเกี่ยวอะไรกับการพึ่งพากันบนเขานี้
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีผึ้ง ก็ไม่มีมนุษย์ มั้ย คำกล่าวนี้อาจไม่ได้เกินจริงเลยถ้าเราปล่อยให้มันเกิดขึ้น เพราะพืชต้องอาศัยผึ้งในการผสมเกสร ถ้าไม่มีผึ้งก็ไม่มีพืชเกิดขึ้น และแน่นอนว่ามันจะกระทบวงจรอาหารของเรา สัตว์ต่าง ๆ ไม่มีพืชกิน สัตว์ก็อยู่ไม่ได้ และสุดท้ายมนุษย์ที่ไม่มีทั้งสัตว์และพืชกินก็จะอยู่ไม่ได้ด้วย การเลี้ยงผึ้งจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบ อย่างน้อยก็เพื่อสนับสนุนให้ผึ้งได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์
พวกเราได้ลองน้ำผึ้งประมาณ 5 ชนิด แต่ละชนิดต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ มีทั้งรสหวาน ขม เปรี้ยว และกลิ่นต่าง ๆ ซับซ้อนกันไป โดยการตั้งชื่อน้ำผึ้งแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับฤดูกาลของดอกไม้นั้น ๆ ไม่ใช่มาจากรสชาติ เช่น น้ำผึ้งเชอร์รี เกิดมาจากน้ำผึ้งในฤดูกาลที่ที่ดอกเชอร์รีออกเป็นส่วนใหญ่ในป่า


Alquimio D’òc ธุรกิจเล็กแต่สปิริตใหญ่
ถัดจากน้ำผึ้ง เราไปดูโรงกลั่นเหล้ากลางภูเขาชื่อว่า อัลควิมิโอ ด็อก (Alquimio D’òc) เป็นโรงกลั่นเหล้าเล็ก ๆ แต่สปิริตใหญ่มาก พวกเขารอต้อนกับพวกเราด้วยการเตรียมเหล้าประมาณ 6 – 7 ชนิดวางเรียงรอไว้พร้อมกับชีส Gorgonzola และชีสอีกชนิด (ขออภัยจำชื่อไม่ได้) ที่ผลิตกันเองในหมู่บ้านใกล้เคียง
การอธิบายอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับพวกเขา เพราะอธิบายอยู่ดี ๆ ก็หายตัวไป แล้วกลับมาพร้อมพืชที่ใช้ในการทำเหล้านั้น ๆ มาให้ดมให้ชิมไปด้วย เราจึงเข้าใจมากขึ้นว่าพวกพืชเหล่านี้มีฤดูกาลของมัน ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนนี่แหละ กินเวลาหลายเดือน ลำดับการผลิตจึงสอดคล้องกับการปรากฏตัวของพืชนั้น ๆ รวมถึงความเป็นพืชท้องถิ่นของถิ่นนี้ด้วย เช่น Génépi ที่หาได้เฉพาะในแถบอัลไพน์ (เทือกเขาแอลป์) เท่านั้น
แล้ววันนี้เราก็ได้เรียนรู้ว่า หน้าร้อนที่คิดว่าจะน่าเบื่อ กลับเป็นฤดูที่ผลผลิตดี ๆ กำลังผลิบานนี่เอง

ครบทุกวงจร จบบนภูเขา
วันรุ่งขึ้นเราเดินทางไปยังซานทิเอโร เดล ปุย (Sentiero del Puy) รสบัสปล่อยพวกเราลงที่หมู่บ้านหนึ่งเพื่อเดินต่อไปยังที่เลี้ยงแกะ พวกเราเดินขึ้นเนินไปด้วยอาการหอบและก้าวขาแทบไม่ขึ้นเพราะเป็นทางชัน (อีกแล้ว) โชคดีที่เดินไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้เจอกับฝูงแพะหลายพันธุ์กำลังเล็มหญ้ากินท่ามกลางต้นอัลมอนด์มากมาย
ฝูงแพะพวกนี้ออกมากินหญ้าตามภูเขาทุกวันในช่วงหน้าร้อน ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวก็กินแต่อาหารเม็ดในโรงเลี้ยงนั่นแหละ ด้วยอาหารที่กินและวิธีการเลี้ยงนี้ทำให้น้ำนมจากแพะในฤดูร้อนกับฤดูหนาวมีคุณภาพและรสชาติต่างกัน
ข้อดีของการให้แพะออกมาเล็มหญ้าและพืชกินนั้นไม่ใช่แค่แพะจะได้กินของที่มันชอบ หรือคนเลี้ยงได้ลดปริมาณอาหารเม็ดลงอย่างเดียวหรอกนะ แต่ช่วยให้พืชได้งอกใหม่อย่างแข็งแรงสวยสดงดงาม มนุษย์ถึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสัตว์หรือทำให้เกิดการงอกใหม่แบบนี้ อีกทั้งแรงกดจากเท้าของแพะที่ไม่หนักไม่ใหญ่ไปยังช่วยพรวนดินได้อีกด้วย


มาริโอ อลิเฟรดิ (Mario Alifredi) และน้องชาย รับหน้าที่เลี้ยงแพะและรีดนม เพื่อส่งไปผลิตเป็นชีส ฟาร์มแพะแห่งนี้ก่อตั้งในปี 1999 โดยพ่อของเขา สมัยนั้นถึงแม้ว่าธรรมชาติในเมืองนี้จะถูกทำลายด้วยพิษจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แพะกลับเป็นสัตว์ที่อยู่ได้อย่างสบาย ๆ เหมาะสมกับพื้นที่ ถึงแม้ว่าพื้นที่นี้จะถูกทิ้งไว้มานานกว่า 50 ปีก็ตาม พ่อเขาเลยตัดสินใจเริ่มทำฟาร์มแพะ แต่แค่เปิดฟาร์มแพะก็ยังตอบโจทย์ไม่พอ เลยตัดสินใจไปเรียนศาสตร์การทำชีสที่ฝรั่งเศสประเทศข้าง ๆ เพิ่มอีก
จากที่ที่เราเจอแพะ เดินขึ้นเนินต่อไปไม่เกิน 10 นาทีก็เจอโรงเลี้ยงแพะและรีดนมแพะ และจากโรงเลี้ยงแพะ เดินต่อไปอีก 5 นาทีก็เจอที่ผลิตชีสที่ดูแลโดยพ่อและน้องสาวของมาริโอ เป็นอาคาร 2 ชั้นเล็ก ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ข้างในผลิตชีสประมาณ 20 ชนิด แล้วแต่วันแล้วแต่คุณภาพนม อากาศ และปัจจัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องปรับไปเรื่อยตามสถานการณ์ บางทีก็ต้องเปลี่ยนปริมาณเรนเน็ต (เอนไซม์ที่ทำให้น้ำนมจับตัวเป็นก้อนเพื่อทำชีส) ตามค่าความเป็นกรดในน้ำนมที่เปลี่ยนตลอดปี นับเป็นงานที่ต้องอาศัยการใส่ใจและการสังเกตอย่างมาก


ชีสที่ผลิตมีตั้งแต่ชีสสดรูปทรงต่าง ๆ โทมาชีส ชีสที่มีกลิ่นหอมอย่างลาเวนเดอร์แห้งโอบล้อม หรือแม้กระทั่งชีสที่หุ้มด้วยผงถ่าน ชีสพวกนี้วางขายตามร้านค้ารายย่อยในชุมชน เพราะแค่ขายร้านเล็ก ๆ ก็หมดก่อนจะได้ไปขายในร้านใหญ่ ๆ แล้ว
เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและคุณภาพของชีส พวกเขาเลือกที่จะเปิดร้านสำหรับชิมอาหารที่ผลิตขึ้นในฟาร์มของพวกเขา ชื่อว่า La Chabrochanto ในปี 2008 รวมถึงที่พักในชื่อ Agriturismo Lo Puy โดยมีแม่คอยดูแลร้าน และแฟนของน้องสาวมาริโอรับหน้าที่เป็นเชฟ นับเป็นระบบธุรกิจครอบครัวที่สมบูรณ์มาก ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร (Farm to Table) ที่แท้ทรู โดยประสบการณ์ที่ร้านเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์อย่างชีสนมแพะ เนื้อแพะ (เป็นแพะตัวผู้ที่ส่งไปชำแหละในโรงฆ่าสัตว์ เพราะตัวเมียเก็บไว้ทำนมและขยายพันธุ์) เนื้อสัตว์ที่ผ่านการถนอม ผัก และสมุนไพร เสิร์ฟกับพาสต้าแบบโฮมเมดและขนมปังซาวร์โด


นอกจากได้เพลิดเพลินกับอาหารแล้ว เรายังเพลิดเพลินกับไซเดอร์ทำเอง ซึ่งออกแบบฉลากโดยลูกสาวคนเล็กอีกคน เพลิดเพลินกับไวน์คุณภาพดี การันตีโดยคุณพ่อ ผู้ที่นอกจากหลงใหลในชีสแล้ว ยังหลงไหลในเนเชอรัลไวน์อีกด้วย ที่เพลินสุดสำหรับเราคือภาชนะใส่อาหาร แต่ละใบ แต่ละชิ้น เป็นเซรามิกที่ทำโดยเพื่อนบ้านของพวกเขา ซึ่งปกติมีอาชีพทำสวนสตรอว์เบอร์รีและดอกไม้ เซรามิกเป็นแค่กิจกรรมเสริมที่ทำเล่น ๆ ในช่วงหน้าหนาว เพราะอยากปล่อยให้ดินได้พัก
มันจะเกื้อกูลอะไรกันได้ทุกสิ่งทุกอย่างขนาดนี้
สำหรับเรา สถานที่และครอบครัวนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการแสดงให้เห็นว่า เราจะสนับสนุน รักษา และฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อม ๆ กับพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไรบ้าง แค่อาหารมื้อเดียวแต่สอนอะไรเรามากมาย ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดเลย ทั้งมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติในระบบนิเวศ เป็นระบบหมุนเวียนที่เรามองว่ายั่งยืนในระยะยาวได้จริง
Transhumance สิ่งที่ช่วยให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
นอกจากเรื่อง Alpeggio อาจารย์ยังสอนก่อนมาอีกว่า ทรานส์ฮิวแมนซ์ (Transhumance) เป็นรูปแบบหนึ่งของการเลี้ยงสัตว์ตามเส้นทางอพยพในเมดิเตอร์เรเนียนและเทือกเขาแอลป์ โดยกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์จะเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ตัวเองเลี้ยงออกไปหากินตามธรรมชาติทุก ๆ ปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงใบไม้ร่วง แบ่งออกเป็นในพื้นที่แนวตั้ง (ตามภูเขา) และในพื้นที่แนวนอน (ตามทุ่งหญ้าหรือที่ราบสูง)
ทรานส์ฮิวแมนซ์ไม่ใช่แค่เลี้ยงสัตว์ แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคน สัตว์ และระบบนิเวศ ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังได้แบ่งปันธรรมเนียมปฏิบัติ ให้ความใส่ใจกับพันธุ์ต่าง ๆ ของสัตว์ การจัดการพื้นที่ ป่า น้ำ และภัยอันตรายต่าง ๆ จากธรรมชาติอีกด้วย
ทรานส์ฮิวแมนซ์ส่วนใหญ่จะมีความรู้ลึกซึ้งด้านสิ่งแวดล้อม สมดุลของระบบนิเวศวิทยา และการเปลี่ยนแปลงของอากาศ แถมยังมีทักษะงานช่างและการอาหารอีกด้วย โดยความรู้พวกนี้จะถ่ายทอดไปเรื่อย ๆ จากรุ่นสู่รุ่น ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันของพวกเขา
และวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาหลายพันปีในกลุ่มวัฒนธรรมเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์นี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage of Humanity) อีกด้วย


Rifugio ที่พักของผู้อพยพ
พวกเราเดินทางด้วยเท้าไปยัง รีฟูโจ (Rifugio) หรือที่พักของผู้อพยพในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็เข้าพักได้ ที่ตั้งของรีฟูโจอยู่ที่ความสูง 2,300 เมตรขึ้นไป ระหว่างทางได้เจอกับการเลี้ยงสัตว์แบบปล่อย มันคือทรานซ์ฮิวแมนซ์ที่อาจารย์สอนนี่นา (ตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอทุกอย่างที่อาจารย์สอนที่นี่) โดยฝูงสัตว์พวกนี้ไม่มีคนคอยคุม พวกมันรู้เองว่าจะต้องไปทางไหน จะกลับบ้านได้อย่างไร กี่โมง เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก เกิดเป็นมนุษย์นอกจากต้องเชื่อใจมนุษย์ด้วยกันแล้วยังต้องเชื่อใจสัตว์อีกด้วย


ทุกอย่างมีเวลาของมัน
ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ คือแพะ แกะ และวัว มีลักษณะการหาอาหารที่ต่างกัน พวกมันจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเผชิญหน้าหรือแย่งพื้นที่อาหาร วัวกินอาหารในที่ราบ ส่วนแพะกินอาหารตามหน้าผา ริมเขา เป็นต้น
และจุดประสงค์ในการเลี้ยงสัตว์บนภูเขาก็คงหนีไม่พ้นเพื่อการผลิตชีสและเนย แม้จะอยู่บนเขาห่างไกลจากเมือง แต่เครื่องมือต่าง ๆ และวิธีการผลิตกลับได้มาตรฐาน สะอาดเอี่ยมอ่อง และเป็นระบบ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้

หลังจากดื่มด่ำธรรมชาติเต็มปอดก็ถึงเวลากลับ ขากลับเราเดินลงมาอีกเส้นทางหนึ่ง ผ่านต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่มีสีสันน่ารักตลอดทาง ระหว่างที่สองเท้าจิกพื้นแทบตายด้วยความชัน แต่มือก็ถ่ายรูปไม่หยุด พวกเราตัดสินใจจะข้ามเขาอีกลูกเพื่อไปทะเลสาบ แต่เพื่อนอีกกลุ่มที่ล่วงหน้าไปก่อนดันไปผิดทาง ซึ่งเป็นทางกลับไปยังที่จอดรถ เราจึงตัดใจจากทะเลสาบแล้วเดินลงตามพวกนั้นไปเพราะกลัวคลาดจากกัน
ตอนนั้นก็โมโหแหละ อุตส่าห์เดินข้ามเขามาเป็นชั่วโมง สุดท้ายไม่ได้เจอทะเลสาบ แต่ก็ยังมีอีกทางเลือกคือเดินทางไปน้ำตก สวยชื่นใจ หายหงุดหงิด แม้ว่าน้ำจะเย็นและแรงเกินกว่าจะลง ทำได้แค่แช่เท้าและสัมผัสกับความงามของธรรมชาติ เพื่อนบางคนตัดสินใจนอนอาบแดดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เราจะบอกลาโรงเรียนที่ชื่อว่า ‘อัลเปจโจ’ แล้วเดินทางกลับเมืองไปอยู่ในตึกทรงสี่เหลี่ยมกัน
พิมพ์มาถึงตรงนี้ก็คิดถึงเขาอีกแล้ว

