22 สิงหาคม 2024
7 K

อาคารโบราณประดับไม้ฉลุลายที่ตั้งโดดเด่นคู่แพร่งนราหลังนี้ ในอดีตเคยมีป้ายระบุไว้ว่าเป็น ‘โรงละครปรีดาลัย’ มีรายการโทรทัศน์ นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ตลอดจนอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก พากันกล่าวถึงอาคารหลังนี้ว่าเป็นโรงละครปรีดาลัยด้วยเช่นกัน อีกหลายปีต่อมาจึงปรากฏป้ายใหม่ที่ระบุว่าอาคารหลังนี้เป็น ‘วังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์’ แทนโรงละครปรีดาลัย

ตกลงอาคารหลังนี้เป็นอะไรกันแน่

ผมไม่อยากเก็บความสงสัยเอาไว้อีกต่อไป จึงได้ชวน โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้แบบเจาะลึกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โก้เองเคยมีโอกาสเข้าไปสำรวจภายในพร้อมคณะทำงานด้านอนุรักษ์ และนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวล บันทึกเก็บไว้เป็นภาพวาด 3 มิติ ซึ่งแสดงรายละเอียดของพื้นที่อย่างชัดเจน

คอลัมน์ Heritage House คราวนี้ขออนุญาตจัดหนักจัดเต็มด้วยสื่อสร้างสรรค์นานาชนิด ไม่ว่าภาพถ่ายทั้งในอดีตและปัจจุบัน แผนที่โบราณ ตลอดจนภาพวาดเสมือนจริง 3 มิติ ฯลฯ เพื่อพาผู้อ่านไปรู้จักกับอาคารปริศนาหลังนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เรามั่นใจว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัย และเผยให้เห็นคุณค่าที่แอบซ่อนอยู่ภายในมานานแสนนาน ด้วยความตั้งใจที่จะอนุรักษ์องค์ความรู้เหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป เพื่อเป็นสารตั้งต้นที่อาจช่วยนำไปต่อยอดได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อประโยชน์สูงสุดของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ในวันข้างหน้า

แพร่งนรา

“เราเรียกบริเวณที่ตั้งอาคารหลังนี้ว่า ‘แพร่งนรา’ คำว่า นรา ก็มาจาก นราธิปประพันธ์พงศ์ อันเป็นพระนามกรมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งพระกรณียกิจอันโดดเด่นของเจ้านายพระองค์นี้คือเรื่องการละคร รวมทั้งการสร้างโรงละครปรีดาลัยด้วย ดังนั้น การอนุมานว่าอาคารหลังนี้เป็นโรงละครปรีดาลัยย่อมเกิดขึ้นได้” โก้เริ่มบทสนทนา

ใน พ.ศ. 2451 ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประทับที่พระราชวังดุสิต ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นไม้หลายชนิด ทั้งหมดล้วนแต่ออกดอกผลตามฤดูกาล ยกเว้นต้นลิ้นจี่ จึงทรงบนว่าหากต้นลิ้นจี่มีลูกเมื่อไหร่ จะจัดละครหม่อมต่วนแสดงทำขวัญ ปรากฏว่าปีนั้นต้นลิ้นจี่ออกลูกเต็มต้น 

หม่อมต่วน คือ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (ราชสกุลเดิม มนตรีกุล) เป็นตัวละครรำที่มีชื่อเสียง และยังเป็นคู่พระบารมีใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ผู้นิพนธ์บทละครร้องและพูดสำคัญหลายเรื่อง 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงฉายกับเจ้าจอมมารดาเขียน
ภาพ : สมุดพระรูป
หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ คู่พระบารมี
ภาพ : หอจดหมายเหตุ

การแก้บนในครั้งนั้นได้เล่นละครเรื่อง พระลอ ตอนเสี่ยงน้ำจนถึงชมสวน อันเป็นบทละครพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพอพระทัยมาก มีพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 128 ไปพระราชทานพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ความว่า

ฉันเขียนหนังสือฉบับนี้ โดยความโมทนาสาธุของคนที่ใกล้ ๆ ซึ่งละครเธอ ได้ผูกใจไว้เสียแล้ว รบแต่จะให้มีอีกร่ำไป

พร้อมกันนั้นได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์สร้างโรงละครขึ้นในเขตวังที่ประทับ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโรงละครปรีดาลัย ซึ่งเป็นโรงละครทันสมัยแบบโรงโอเปราในยุโรป และเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของคนในสมัยนั้น

“แต่ต้องอย่าลืมว่าโรงละครปรีดาลัยเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ อาคารที่ตั้งอยู่ในเขตวังของท่าน ความเป็นวังย่อมประกอบไปด้วยท้องพระโรง มีตำหนักใหญ่ตำหนักเล็ก เรือนอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ได้มีโรงละครเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากเราจะระบุว่าอาคารหลังนี้เป็นโรงละครปรีดาลัยหรืออะไรกันแน่ เราก็ต้องทำการบ้านกันหน่อยค่ะ” โก้กล่าว

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาเขียน เมื่อ พ.ศ. 2404 มีพระนามแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร ทรงเป็นต้นราชสกุลวรวรรณ อาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นศิลปินโดยสายเลือด เพราะเจ้าจอมมารดาเขียนมีสมญานามเรียกขานทั่วไปว่า เขียนอิเหนา ด้วยเป็นละครหลวงที่รำเป็นตัวอิเหนาได้งดงามที่สุด รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดปรานเจ้าจอมมารดาเขียนมาก เมื่อพระราชโอรสพระองค์นี้ประสูติ ได้พระราชทานกริช อันเป็นอาวุธคู่กายกษัตริย์ชวาให้เป็นกรณีพิเศษ โดยมีรับสั่งว่า เป็นลูกอิเหนา

รัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต พ.ศ. 2411 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มีพระชันษาเพียง 7 ปี เมื่อโสกันต์ (โกนจุก) ตามประเพณีแล้ว ย่อมจะได้รับพระราชทานวังเพื่อเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ต่อไป

“เอกสารแรกที่ระบุเรื่องท่านได้รับพระราชทานวัง คือ หนังสือสารบาญชีส่วนที่ 1 ตำแหน่งราชการ จ.ศ. 1245 ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2426 ระบุว่าพระองค์เจ้าวรวัน (สะกดตามที่ปรากฏในเอกสารต้นฉบับ) เข้ารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดบาญชีกลาง และได้รับพระราชทานวังตรอกศาลเจ้าครุฑให้เป็นที่ประทับ ในตอนนั้นเรายังไม่เห็นลักษณะทางกายภาพของวังว่าเป็นอย่างไร มีอาคารอะไรปรากฏอยู่บ้าง แต่จากการบรรยายใน หนังสือสารบาญชีส่วนที่ 2 คือราษฎรในจังหวัด ถนน แล ตรอก จ.ศ. 1245 พบว่าตำแหน่งของวังตรอกศาลเจ้าครุฑอยู่ตรงกับตำแหน่งที่วังวรวรรณตั้งอยู่ในปัจจุบัน”

วังวรวรรณ ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2426 ในนามวังตรอกศาลเจ้าครุฑ จากหนังสือ สารบาญชีฯ เล่มดังกล่าว ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ว่าในสมัยก่อนศาลเจ้าครุฑตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัง มิได้ตั้งอยู่ในซอยบนถนนริมคลองคูเมืองเดิม ซึ่งเป็นตำแหน่งปัจจุบัน

ส่วนอาคารสำคัญที่เรากำลังต้องการพิสูจน์ว่าเป็นโรงละครปรีดาลัยหรือไม่นั้น ปรากฏขึ้นเป็นหลักฐานทางกายภาพอย่างชัดเจนในเวลาต่อมา

แผนที่สำคัญและภาพสำคัญ

แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2430 นับเป็นเอกสารสำคัญที่เปิดเผยให้เห็นลักษณะทางกายภาพของวังวรวรรณโดยรวม จะพบว่ามีอาคารประธานลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าปรากฏอยู่ตรงกลาง ซึ่งเมื่อเทียบแผนที่กับพื้นที่ปัจจุบันแล้ว อาคารหลังนั้นตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับอาคารสำคัญที่เรากำลังสืบหาข้อมูลอยู่ ในเบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่าอาคารนี้ย่อมไม่ใช่โรงละครปรีดาลัย เพราะโรงละครเกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์ละครแก้บนต้นลิ้นจี่ใน พ.ศ. 2451 ซึ่งเกิดหลังจากแผนที่ฉบับนี้ถึง 20 ปี

แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับ พ.ศ. 2430 เผยให้เห็นลักษณะทางกายภาพของวังวรวรรณ เห็นอาคารลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าปรากฏอยู่ เมื่อเทียบกับแผนที่ปัจจุบันแล้วอาคารดังกล่าวคืออาคารสำคัญที่เรากำลังสืบค้นข้อมูลอยู่ โรงละครปรีดาลัยเกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2451 ดังนั้นอาคารนี้ตั้งมาก่อนโรงละครปรีดาลัยไม่ต่ำกว่า 20 ปี

ภาพสำคัญอีกภาพคือภาพจากหอจดหมายเหตุ Wheaton College รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งระบุว่าเป็นภาพ Palace of Prince Krom Mim Nara ภาพดังกล่าวเป็นหนึ่งในภาพอ้างอิงที่ มาร์กาเร็ต แลนดอน (Margaret Landon) นำไปใช้อ้างอิงถึงในนิยายขายดีระดับ Best Seller ประจำ ปี 1944 นั่นคือนวนิยายเรื่อง Anna and The King of Siam ที่มาร์กาเร็ตแต่งขึ้นจากบันทึกของ แอนนา ลีโอโนเวนส์ (Anna Leonowens) สตรีชาวอเมริกันผู้เข้ามารับราชการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษถวายแด่พระราชโอรสธิดาในรัชกาลที่ 4 

“ภาพถ่ายนี้ปรากฏอยู่ในแฟ้มภาพที่มีทั้งภาพบุคคลสำคัญและสถานที่สำคัญอื่น ๆ ซึ่งมาร์กาเร็ต แลนดอน นำภาพบางส่วนไปใช้อ้างอิง เพื่อให้ช่างเขียนภาพลายเส้น (Margaret Ayer) ได้จินตนาการถึงบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่าเป็นอย่างไร เพื่อวาดเป็นภาพประกอบนวนิยายเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญกว่านั้น นี่คือภาพอาคารหลังที่เรากำลังสืบค้นอยู่ว่าเป็นอะไรนั่นเอง และเป็นภาพสมบูรณ์สุดเท่าที่มี” โก้ชี้ประเด็นสำคัญ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระโอรสพระองค์ใหญ่ เคยเสด็จไปพบกับมาร์กาเร็ต แลนดอน และมีภาพของพระองค์ท่านปรากฏอยู่พร้อมกันกับภาพสำคัญภาพนี้ด้วย ภาพทั้งหมดเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุที่เดียวกัน”

ดังนั้น เราควรสรุปว่าอาคารหลังนี้คืออะไร

“ควรเรียกว่าตำหนักใหญ่ เพราะเป็นอาคารใหญ่และสำคัญที่สุดของวัง มีทั้งท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกรับผู้มาเฝ้า มีห้องบรรทม ห้องทรงงาน ห้องสำคัญอื่น ๆ เป็นที่ประทับของพระองค์ท่านและพระโอรสธิดาอยู่รวมกันในอาคารเดียว” เราได้ข้อสรุปจากโก้ 

อาคารตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ ในแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับ พ.ศ. 2430 

ตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูง 2 ชั้น ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classic) อันเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 อาคารนีโอคลาสสิกจะมีลักษณะสมมาตร กล่าวคือจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นปีกซ้ายและขวาเท่า ๆ กัน แกนกลางของตำหนักปรากฏเป็นหน้ามุขอยู่ด้านหลังบ่อน้ำและวงเวียนรูปวงรี

หลังคาเป็นหลังคาปั้นหยา คำว่า ปั้นหยา มาจากคำว่า ปัญจะ ที่แปลว่า 5 เพราะหลังคามี 5 สัน คือ 1 สันตรงกลางที่ลากตามความยาวของหลังคา ส่วนอีก 4 สัน คือสันที่ลากลงมา 4 ด้านที่ปลายหลังคาด้านซ้ายและขวา มีชายคายื่นเหยียดออกรอบอาคารเพื่อกันแดดและฝน ซึ่งเป็นไปตามสภาพอากาศร้อนชื้นฝนชุกในประเทศแถบใกล้เส้นศูนย์สูตร

บันไดทอดขึ้นสู่ตำหนักใหญ่จากภายนอก โดยขึ้นได้ทั้งทางด้านซ้ายและขวา สู่ห้องโถงเล็ก ๆ (Foyer) ก่อนเข้าสู่ท้องพระโรง บันไดนี้จะเป็นทางเสด็จเฉพาะเจ้านายเท่านั้น หน้ามุขรูปโค้งปรากฏปูนปั้นมีลวดลายแบบตะวันตก บนยอดโค้งประดับโลหะจำหลักลายเป็นตราประจำพระองค์

ตัวอาคารประกอบไปด้วยโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing) มีส่วนของอุโมงค์โค้ง (Vault) เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักบันได และเปิดเป็นช่องโค้ง (Arch) ในแต่ละช่วงเสา เพื่อใช้เป็นช่องโล่งในบริเวณชั้นใต้ถุน หรือปิดด้วยบานประตูหน้าต่างลักษณะบานเปิดคู่และบานกระทุ้งในส่วนตำหนักชั้นบน อาคารประดับด้วยปูนปั้นตามแบบอย่างของนีโอคลาสสิก และประดับไม้ฉลุลายโดยรอบแบบอาคารในเขตร้อนชื้น ซึ่งช่วยเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับอาคารหลังนี้ 

บันไดทอดขึ้นสู่ตำหนักใหญ่จากภายนอก โดยขึ้นได้ทั้งทางด้านซ้ายและขวา 
ช่องโค้ง (Arch) เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักบันได และเปิดเป็นช่องโค้ง (Arch) ในแต่ละช่วงเสา เพื่อใช้เป็นช่องโล่งในบริเวณชั้นใต้ถุน หรือปิดด้วยบานประตูหน้าต่างลักษณะบานเปิดคู่และบานกระทุ้งในส่วนตำหนักชั้นบน

กล่าวกันว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปพันธ์พงศ์ ทรงเป็นเจ้านายที่ทันสมัย และนำขนบธรรมเนียมแบบตะวันตกมาปฏิบัติภายในวังด้วย เช่น โปรดให้ใช้โต๊ะเก้าอี้แทนการนั่งพื้น เวลาเสวยก็ทรงเปลี่ยนจากการเสวยแยกแบบต่างคนต่างทาน มาประทับและเสวยร่วมกันทั้งครอบครัว กล่าวกันว่าวังวรวรรณมีพ่อครัวยอดฝีมือคอยปรุงอาหารแบบตะวันตก เช่น ซุป สลัดนานาชนิด โปรดเสวยเมนูปลาและไก่ที่ปรุงแบบแบบยุโรปก่อนแล้วจึงเสวยพระกระยาหารหลักซึ่งเป็นเมนูอาหารไทยตาม โปรดใช้มีด ช้อน และส้อม ไม่โปรดเสวยด้วยพระหัตถ์ตามแบบโบราณ

“ไม่มีเอกสารที่ระบุได้แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นสถาปนิก แต่คาดว่าออกแบบโดยชาวตะวันตก และมีช่างชาวจีนเป็นแรงงานก่อสร้างและปั้นลายปูนประดับอาคารด้วย สำหรับอาคารอื่น ๆ ที่ออกแบบในยุคเดียวกัน ได้แก่ อาคารศุลกสถาน ตึกเสาวภาคและตึกวิกตอเรีย ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นอาคารแบบนีโอคลาสสิกเช่นกัน อาคารเหล่านี้ออกแบบโดย โยอาคิม กรัสซี” โก้เล่า

อาคารศุลกสถาน
ภาพ : Wikipedia
ตึกเสาวภาคและตึกวิกตอเรีย ศิริราชพยาบาล 
ภาพ : หนังสือช่างฝรั่งในกรุงสยาม

Joachim Grassi (ปี 1837- 1904) สถาปนิกชาวอิตาเลียน สัญชาติออสเตรีย-ฝรั่งเศส ที่เข้ามารับราชการในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ที่นำสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกเข้ามาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย

“สำหรับตัวกรัสซีนั้น เรามีหลักฐานว่าได้รู้จักกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ จากเอกสารร่วมทุนสร้างโรงงานอิฐด้วยกันกับพระองค์ท่าน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งโรงงานอิฐขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า” โก้เล่า 

“แต่การลงทุนในธุรกิจดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะอาคารในยุคนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น มีลูกเล่นซับซ้อนมากขึ้น จึงต้องการอิฐคุณภาพมากขึ้นด้วย” 

ตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ ปรากฏงดงามสมบูรณ์แบบอยู่เป็นระยะเวลานานหลายปี ก่อนจะถึงเหตุที่นำไปสู่การตัดถนนแพร่งนรา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปโดยสิ้นเชิง

ถนนผ่าวัง

รัชกาลที่ 5 ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระราชวิสัยทัศน์ยาวไกล มีพระราชประสงค์จะพัฒนาสยามให้เจริญก้าวหน้าตามวิถีตะวันตกตั้งแต่ก่อนเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปเสียอีก สิ่งที่ทรงเน้นคือการพัฒนาระบบคมนาคมและการขนส่งสาธารณะ

“ก่อนเสด็จพระราชดำเนินทวีปยุโรป พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนอินเดีย สิงคโปร์ ชวา ซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศยุโรป ทอดพระเนตรความเจริญในดินแดนเหล่านี้ จึงมีพระราชประสงค์จะพัฒนาสยามให้เจริญก้าวหน้าด้วยเช่นกัน ใน พ.ศ. 2428 สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคต เป็นเหตุให้มีพระราชดำริยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และสถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อตำแหน่งวังหน้าว่างลง จึงโปรดฯ ให้ปรับขยายพื้นที่สนามหลวงไปยังที่ประทับของวังหน้า ทำให้ท้องสนามหลวงมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และยังตัดถนนรอบสนามหลวงได้ ตามมาด้วยการตัดถนนสายใหม่ ๆ อีกมากมายในบริเวณนั้น ทำให้การคมนาคมรอบ ๆ วังหลวงเจริญขึ้นมาก”

พ.ศ. 2431 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปิดกิจการรถรางขึ้น แรกเริ่มเป็นระบบใช้ม้าลาก แต่มีบันทึกว่าประชาชนสงสารม้าเพราะม้าหมดแรงล้มลงไปหลายครั้ง พอ พ.ศ. 2437 เกิดกิจการรถรางไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงลงทุนในกิจการนี้ด้วย ในขณะนั้นรถรางไฟฟ้ามีวิ่งอยู่ 2 สายหลัก สายหนึ่งวิ่งบนถนนอัษฎางค์ อีกสายวิ่งบนถนนตะนาวแล้ววกลงถนนบำรุงเมือง ซึ่งขณะนั้นเป็นย่านการค้าที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในพระนคร เพราะเต็มไปด้วยห้างและร้านค้าจากต่างประเทศมากมาย 

“จะเห็นได้ว่าวังวรวรรณตั้งอยู่ระหว่างถนนสายสำคัญของกรุงเทพฯ คือถนนอัษฎางค์และถนนตะนาว ไม่ไกลจากถนนบำรุงเมือง สี่กั๊กเสาชิงช้า ถนนเฟื่องนคร ซึ่งเป็นย่านการค้าธุรกิจสำคัญ จากแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2439 ปรากฏว่ามีการตัดถนนสายใหม่ผ่านตัวอาคารตำหนักใหญ่เลย โดยขนานนามถนนสายนี้ว่า ถนนแพร่งนรา เพื่อเชื่อมถนนอัษฎางค์และถนนตะนาว ผู้คนจึงใช้ถนนแพร่งนราสัญจรผ่านไปขึ้นรถรางสายหลักทั้ง 2 สายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ถนนแพร่งนราจึงเต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย และกลายเป็นพื้นที่ค้าขายสำคัญในยุคนั้น” โก้เล่าถึงการสร้างถนนใหม่ที่ก่อให้เกิดย่านการค้าคึกคัก

ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ผู้ซึ่งเคยอาศัยในย่านนั้นได้บรรยายไว้ในหนังสือ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ความว่า

…เนื้อที่วังกรมพระนราธิปฯ ที่ตัดเป็นถนนแพร่งนรา มีตึกแถวสองฟากประมาณว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด ตัวตำหนักอยู่ราวครึ่งหนึ่งของถนนแพร่งนรา ต่อมาจนจรดถนนอัษฎางค์ 

พ.ศ. 2430 อาคารตำหนักใหญ่ยังสมบูรณ์
พ.ศ. 2439 อาคารตำหนักใหญ่เมื่อถนนแพร่งนราตัดผ่าน แสดงเฉพาะอาคารดั้งเดิมส่วนที่เหลือ ก่อนจะต่อเติมระเบียงและทางเดิน


พ.ศ. 2440 – 2560 การต่อเติมอาคารตำหนักใหญ่ในยุคต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน (แสดงส่วนต่อเติมใหม่ จำแนกแต่ละยุค)
อาคารตำหนักใหญ่ที่เหลือในปัจจุบัน รวมทั้งอาคารพาณิชย์ที่เรียงรายอยู่บนบนถนนแพร่งนรา

อาคารพาณิชย์ที่ตั้งเรียงรายไปตลอดถนนนั้นเป็นตึกแถว 2 ชั้น หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว บานประตูเป็นบานเฟี้ยม 6 บานพับ มีซุ้มประตูโค้งตามแบบตะวันตก แต่ละคูหาคั่นด้วยเสาทรงเหลี่ยม ชั้นบนเจาะเป็นช่องหน้าต่างบานไม้มีลูกฟัก เหนือหน้าต่างก็มีปูนปั้นซุ้มโค้งประดับ มีแนวกันสาดคลุมทางเดินเป็นแนวยาวตลอดอาคาร 

“คราวนี้อาคารอย่างตำหนักใหญ่ ซึ่งเป็นอาคารประธานของวัง อยู่ดี ๆ วันหนึ่งพื้นที่ก็หายไปเสียเกือบครึ่ง จึงมีโจทย์หลัก ๆ ที่ต้องขบคิดและหาทางแก้ไขอยู่ 2 ประการ” โก้เล่าต่อ

ประการแรก คือการคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอย (Function) ของการเป็นวัง ซึ่งพื้นที่สำคัญที่สุดของวังคือท้องพระโรง อันเป็นที่เสด็จออกให้เฝ้าเพื่อปรึกษาข้อราชการหรือทรงงานต่าง ๆ โดยปกติแล้วท้องพระโรงต้องเป็นสถานที่ที่ข้าในพระองค์เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว หากต้องพระประสงค์สิ่งใด จะได้ถวายงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว 

สำหรับท้องพระโรงตำหนักใหญ่นั้น ได้ปรับพื้นที่ให้มีระเบียงล้อมท้องพระโรงแทน ทั้งนี้เพื่อให้ข้าในพระองค์ยืนเวรรอรับรับสั่งได้บนระเบียง เพื่อเข้าถึงท้องพระโรงได้จากทุกมุมเช่นเดิม ทุกวันนี้เรายังมองเห็นระเบียงขนาดใหญ่เด่นชัดอยู่ที่ตัวตำหนัก

อาคารตำหนักใหญ่ใน พ.ศ. 2430 ยังเป็นอาคารสมบูรณ์แบบดังเดิม
อาคารตำหนักใหญ่ พ.ศ. 2450 หลังตัดถนนแพร่งนรา และอาคารหายไปเกือบครึ่ง ปรับพื้นที่ให้มีระเบียงล้อมท้องพระโรงแทน (ระเบียงทาสีเขียว) ทั้งนี้เพื่อให้ข้าในพระองค์ยืนเวรรอรับรับสั่งได้บนระเบียง เพื่อเข้าถึงท้องพระโรงได้จากทุกมุมเช่นเดิม ทุกวันนี้เรายังมองเห็นระเบียงขนาดใหญ่เด่นชัดอยู่ที่ตัวตำหนัก

ประการที่ 2 ตำหนักส่วนหนึ่งหายไป ส่งผลให้พื้นที่ลดลง แต่จำนวนคนยังเท่าเดิม แล้วพระโอรสธิดาที่ประทับร่วมกันอยู่บนตำหนักใหญ่จะไปประทับเสียที่ไหน ประเด็นนี้ หม่อมเจ้าฤดีวรวรรณ วรวรรณ พระธิดา ทรงบันทึกไว้ว่า พระโอรสธิดาจำนวนหนึ่งย้ายมาประทับรวมกันในท้องพระโรงและห้องเสวย โดยกลางคืนจะกางมุ้งลงและบรรทมร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการสร้างเรือนใหม่ขึ้น 2 หลัง เพื่อเป็นเรือนอาศัยของเจ้าจอมมารดาเขียน โดยโปรดให้นำประตู หน้าต่างเดิมของตำหนักใหญ่ ไปประกอบใช้ใหม่กับทั้ง 2 เรือนนี้ เรียกว่าทรงมีไอเดียเรื่อง Reuse มาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว หม่อมเจ้าฤดีวรวรรณทรงบันทึกไว้ว่ามีสะพานจากตำหนักใหญ่ บริเวณห้องบรรทมของ ‘เสด็จพ่อ’ เชื่อมไปยังเรือนเล็กด้านข้างและด้านหลัง

มีการก่อสร้างอาคารใหม่ขึ้น 2 หลัง เชื่อมตำหนักใหญ่เพื่อเป็นที่อาศัยของเจ้าจอมมารดาเขียน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์โปรดให้นำไม้จากตำหนักใหญ่เดิมที่รื้อออกกลับมาใช้อีกครั้ง

ยุคเฟื่องสุดของวังวรวรรณน่าจะเป็นช่วงหลัง พ.ศ. 2451 เมื่อโรงละครปรีดาลัยเป็นแหล่งบันเทิงยอดนิยมของคนกรุง ขุนวิจิตรมาตราบรรยายไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ความว่า 

ส่วนอีกครึ่งที่อยู่หลังตึกแถวถนนตะนาวเป็นที่ว่างโล่งโถง ที่ว่างนั่นเอง ต่อมาได้กลายเป็นโรงละครสวยงามโรงใหญ่ที่ชื่อละครปรีดาลัย เป็นละครร้องครั้งแรกที่มีในประเทศไทย

ราว ๆ พ.ศ. 2457 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ธุรกิจทางรถไฟสายสระบุรีที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงลงทุนประสบปัญหาขาดทุนจนต้องเลิกกิจการไปในที่สุด พระองค์ท่านต้องทรงขายวังคืนพระคลังข้างที่ โฉนดที่ดินเปลี่ยนมาเป็นในพระปรมาภิไธยรัชกาลที่ 6 ต่อมาใน พ.ศ. 2463 พระองค์ท่านทรงหันไปพัฒนาที่ดินแถวเพลินจิตขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งทรงพัฒนาชะอำขึ้นมาเป็นอีกหมุดหมายสำหรับตากอากาศเพิ่มเติมจากหัวหิน จนเสด็จไปประทับที่ชะอำอย่างถาวรใน พ.ศ. 2464 และสิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. 2474

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 วังวรวรรณตกอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยที่เจ้าจอมมารดาเขียนยังคงอาศัยอยู่ในเรือนของท่านต่อมา ก่อนย้ายออกไปใน พ.ศ. 2480 หลังจากนั้นพื้นที่วังวรวรรณจึงกลายเป็นพื้นที่ที่มีผู้ติดต่อเช่าดำเนินกิจการต่าง ๆ เช่น โรงเรียนตะละภัฏศึกษาและสำนักงานกฎหมายตะละภัฏ เป็นต้น ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2540

สืบส่องร่องรอย

ขณะนี้ผมกับโก้กำลังยืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ เราเห็นอะไรก็จะพยายามถ่ายทอดให้ผู้อ่านเห็นไปพร้อม ๆ กัน สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันอาจแปรสภาพไปตามกาลเวลา แต่เราจะพยายามพาผู้อ่านย้อนกลับไปดูสภาพดั้งเดิมว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลทั้งหมดมาจากการที่โก้พยายามสืบค้น วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และสรุปมาในวันนี้

ตราประจำพระองค์บนยอดเหนือหน้าบันโค้ง

ภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุ Wheaton College สหรัฐอเมริกา เผยให้เห็นการประดับตกแต่งบนยอดเหนือหน้าบันโค้ง ซึ่งปัจจุบันไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไปแล้ว โก้นำภาพมาขยายและเปรียบเทียบกับตราประจำพระองค์ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งมักเชิญไปใช้ในเอกสารราชการในพระองค์ ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ของราชสกุลวรวรรณ เช่น บนปกหนังสือหรือบัตรเชิญชมละครร้องพระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ หรือบนปกหนังสือ วรวรรณวงศ์ ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2554 คราวครบรอบ 150 ปีประสูติ เป็นต้น

พบว่าลายมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือมีทั้งยอดเป็นมงกุฎอย่างเดียวและยอดมงกุฎเปล่งรัศมี จากการเปรียบเทียบภาพถ่ายอาคารกับภาพจำลองแล้ว จึงสรุปได้ว่าบนยอดเหนือซุ้มโค้งอาคารตำหนักใหญ่นี้ประดับด้วยตราที่มียอดมงกุฎเปล่งรัศมีอันเป็นตราประจำพระองค์ 

ลายหน้าบันโค้ง (Curved Pediment)

หน้าบันลักษณะครึ่งวงกลมเหนือทางเข้าตำหนัก ปรากฏปูนปั้นจำหลักลายพานอยู่ตรงกลาง ขนาบ 2 ข้างด้วยช่อดอกไม้และใบไม้ ม้วนเป็นวงกลมเล็กใหญ่ลดหลั่นกันไป 

ปัจจุบันเรายังคงเห็นปูนปั้นลายพานค่อนข้างชัด แต่ลายอื่น ๆ นั้นจางลงไปมาก จึงต้องมีการสืบค้น และลองเปรียบเทียบกับลายปูนปั้นที่ปรากฏบนอาคารนีโอคลาสสิกอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นลายช่อดอกไม้และใบไม้ในลักษณะคล้ายกันนี้

ระเบียงทางเดินข้างท้องพระโรง

คือระเบียงที่ปัจจุบันอยู่เหนือถนนแพร่งนรา ซึ่งเราทุกคนไปยืนชมความงามได้ใกล้ ๆ ระเบียงนี้เป็นส่วนต่อเติมขึ้นในยุคหลัง เมื่อมีการตัดถนนแพร่งนราผ่านตำหนัก สาเหตุที่ต้องสร้างระเบียงทางเดินนี้ก็เพื่อให้ข้าในพระองค์เข้าถึงท้องพระโรงได้สะดวกจากทุกมุม ท้องพระโรงเป็นที่เสด็จออกรับผู้มาเฝ้า ปรึกษาราชการ ฯลฯ รวมทั้งจัดงานพิธีการสำคัญต่าง ๆ โดยปกติแล้วท้องพระโรงจึงเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้อย่างสะดวกและคล่องตัว

สิ่งที่สังเกตได้พร้อม ๆ กับระเบียงคือ ‘ค้ำยัน’ ขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปสามเหลี่ยมฉลุลวดลายละเอียดอ่อนช้อย เราพบค้ำยันขนาดและรูปแบบคล้ายกันนี้ที่อาคารในแพร่งสรรพสาตรซึ่งสร้างในยุคเดียวกัน

อาคารตำหนักใหญ่ยังมีลูกกรงและแผงไม้ฉลุตกแต่งทั่วอาคาร ทั้งเชิงชาย แผงกันแดด ราวระเบียง ราวบันได และค้ำยัน ซึ่งมีลวดลายแตกต่างกันไป

ระเบียงที่สร้างขึ้นเหนือถนนแพร่งนรา เพื่อให้ท้องพระโรงยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้อย่างสะดวกที่สุด
ค้ำยันขนาดใหญ่ที่รองรับพื้นระเบียงริมถนนแพร่งนรา มีลักษณะเป็นแผ่นไม้รูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ ฉลุลวดลายละเอียดอ่อนช้อย พบค้ำยันขนาดและรูปแบบเดียวกันนี้ที่อาคารในแพร่งสรรพสาตร ซึ่งสร้างในยุคเดียวกัน
ระเบียงที่สร้างขึ้นโดยรอบหลังจากแบ่งตำหนักใหญ่ออกไปเกือบครึ่ง เพื่อให้ท้องพระโรงยังเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้อย่างสะดวกที่สุด ภาพท้องพระโรงมุมนี้ มองจากมุมถนนแพร่งนรา

บันไดทางเสด็จ

เดิมขึ้นได้ทั้งด้านซ้ายและขวา ต่อมาเหลือเพียงด้านเดียว ในอดีตบันไดจะมีชานพักล่างด้านซ้ายและขวา เดินขึ้นมาก็จะพบกับชานพักหน้ามุข แล้วจึงขึ้นบันไดต่อไปยังโถงต้อนรับ (Foyer) ก่อนเข้าสู่ท้องพระโรง

บันไดทางเสด็จ เดิมขึ้นได้ทั้งซ้ายและขวา มีชานพักก่อนขึ้นบันไดต่อไปยังโถงต้อนรับ (Foyer) 
บันไดทางเสด็จ ต่อมาเหลือเพียงด้านเดียวเมื่อตัดถนนแพร่งนรา 

ท้องพระโรง

เดิมลักษณะเป็นห้องโล่งขนาดใหญ่เพดานสูง มีประตูทางเข้าหลักจากบันไดทางเสด็จที่ขึ้นจากหน้าตำหนัก ท้องพระโรงจะมีประตูเชื่อมต่อกับทุกห้องโดยรอบ รวมทั้งบันไดด้านหลังท้องพระโรงที่นำลงไปยังห้องเล็ก ๆ ด้านล่าง เมื่อตัดถนนแพร่งนราแล้ว ปีกที่โดนรื้อไปกลายเป็นระเบียงเหนือถนน 

ในสมัยก่อน ท้องพระโรงวังเจ้านายในพระราชวงศ์จะสร้างให้มีเพดานสูงเพื่อรองรับพระโกศเมื่อเจ้านายพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ สิ่งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ (Function) ของท้องพระโรงที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่แรกสร้าง เพราะการบำเพ็ญกุศลถวายพระศพจะเกิดขึ้นที่วังเจ้านายพระองค์นั้น ๆ

ท้องพระโรง ตำหนักใหญ่ วังวรวรรณ ก็เป็นสถานที่จัดพิธีสรงน้ำพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ใน พ.ศ. 2474 รวมทั้งประดิษฐานพระโกศจนครบตามประเพณี และพระราชทานเพลิงพระศพในเวลาต่อมา ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ใน พ.ศ. 2476

ห้องบรรทม

พื้นที่ภายในปีกอาคารด้านขวาเมื่อหันเราหน้าเข้าอาคาร คือพื้นที่ส่วนพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ 2 ช่วงเสาปลายสุดอาคารเป็นห้องบรรทม และมีห้องขนาดเล็กเป็นที่เก็บหนังสือทรงสะสม ภายในห้องบรรทมมีบันไดเวียนนำขึ้นไปสู่ชั้นลอยและห้องเก็บพระอัฐิ เป็นการเสริมพื้นที่ใช้สอยส่วนพระองค์

พื้นที่ 2 ช่วงเสา ปีกอาคารด้านขวา คือพื้นที่ห้องบรรทม

หม่อมเจ้าฤดีวรวรรณ พระธิดา ทรงบันทึกถึงพื้นที่ชั้นลอยนี้ว่า

ที่มุมหนึ่งของห้องบรรทมเสด็จพ่อมีบันไดเวียนขึ้นไปห้องใต้หลังคา เป็นที่หนึ่งที่ฉันไม่ชอบ เพราะเป็นที่เก็บพระโกศทองคำบรรจุพระอัฐิของบรรพบุรุษ ทุกครั้งที่ฉันผ่านจะเกิดความกลัวจนตัวสั่น และความกลัวนั้นยังคงมีอยู่จนวันนี้

ส่วนบันไดเวียนและราวระเบียงชั้นลอยมีร่องรอยของการถูกรื้อถอนตัดต่อมาประกอบขึ้นใหม่ ลูกกรงไม้ฉลุมีลักษณะสูงเรียวและบอบบาง ลักษณะเดียวกับที่พบภายในตำหนักฝ่ายในที่พระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ 5

ภายในมีห้องขนาดเล็กเพื่อเก็บหนังสือทรงสะสม
มีบันไดเวียนนำขึ้นไปสู่ชั้นลอยและห้องเก็บพระอัฐิ
 บันไดเวียนพาขึ้นมายังห้องเก็บพระอัฐิ


ลายปูนปั้น

บริเวณภายนอกของอาคารตั้งแต่ฐานจนถึงยอดมีการประดับลายปูนปั้น มีรูปแบบและสัดส่วนตามอย่างสถาปัตยกรรมตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 และวางตำแหน่งช่องโค้งและหน้าบันโค้งที่สำคัญที่สุดบริเวณทางเข้ากลางอาคาร โดยพบว่ามีสัดส่วนที่สอดคล้องกับการแนวทางการออกแบบของนีโอคลาสสิก รูปทรงและฝีมืองานปั้นปูนที่พบมีทั้งแบบประณีตตามอย่างต้นแบบของฝรั่ง และแบบประยุกต์ที่พบในส่วนต่อเติมภายหลังบางจุด 

งานปูนปั้นดั้งเดิมที่สำคัญและคงเหลืออยู่เพียงจุดเดียวด้านหลังบันไดภายนอก คืองานประดับผนังแบบ Rustication หรือการสร้างมิติให้กับผนังส่วนฐานอาคารเพื่อเลียนแบบการก่อหินที่นูนหรือขรุขระ จากภาพถ่ายยุคแรกพบว่าที่ฐานอาคารช่วงกลางมีลวดลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าปาดมุมรอบด้าน ซึ่งถูกรื้อถอนหรือปรับเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมดจากการต่อเติมในยุคหลัง

ลายไม้ฉลุ

ลวดลายไม้ประดับตกแต่งอาคารทั้งหมดมีลักษณะเป็นแผ่นไม้ฉลุเรียงต่อกันเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามความนิยมและฝีมือช่างในแต่ละยุค มีทั้งการตกแต่งเชิงชาย ปั้นลม แผงกันแดด ราวระเบียง ราวบันได และค้ำยัน ซึ่งระบุช่วงเวลาในการสร้างและต่อเติมอาคารได้จากตำแหน่งและรูปแบบงานไม้ที่พบได้ด้วย

บริเวณระเบียงทางเดินข้างท้องพระโรงทางทิศใต้และระเบียงโถงทางเข้าใหม่ทางทิศเหนือ เป็นการต่อเติมเมื่อมีการรื้อปีกอาคารออกเพื่อสร้างถนนแพร่งนรา ลูกกรงราวระเบียงในส่วนนี้มีลักษณะเรียบง่าย ลวดลายฉลุประกอบด้วยรูปร่างคล้ายเรขาคณิต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนต้น

บริเวณระเบียงข้างห้องบรรทมทางทิศตะวันออก เป็นการต่อเติมภายหลังจากการตัดอาคารและต่อเติมระเบียงชุดแรกแล้ว เพื่อใช้เป็นทางเชื่อมต่อไปยังเรือนเจ้าจอมมารดาเขียนที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง ลูกกรงราวระเบียงในส่วนนี้มีลักษณะเป็นลายดอกไม้แบบประยุกต์ที่ละเอียดอ่อนช้อย ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย และพบลายเดียวกันนี้ที่อาคารไม้ในกรมอู่ท่าเรือซึ่งสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน

แผ่นไม้ฉลุลายต่าง ๆ ที่ประดับตกแต่งอาคารตำหนักใหญ่
ลูกกรงชุดที่ 1 ปัจจุบันพบได้ทางด้านริมถนนแพร่งนรา ลูกกรงราวระเบียงในส่วนนี้มีลักษณะเรียบง่าย ลวดลายฉลุประกอบด้วยรูปร่างคล้ายเรขาคณิต ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนต้น
ลูกกรงชุดที่ 2 อยู่ทางด้านห้องบรรทม ลูกกรงราวระเบียงในส่วนนี้มีลักษณะเป็นลายดอกไม้แบบประยุกต์ที่ละเอียดอ่อนช้อย เป็นรูปแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย และพบลายเดียวกันนี้ที่อาคารไม้ในกรมอู่ท่าเรือซึ่งสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน

พื้น

พื้นภายในชั้นล่างโดยรวมเป็นปูนขัดมันและมีบางห้องปูด้วยแผ่นปูนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นภายในชั้นบนเป็นพื้นไม้ทั้งหมด ส่วนพื้นระเบียงภายนอกปูด้วยกระเบื้องที่สวยงามและคงทน ได้แก่ พื้นกระเบื้องซีเมนต์อัดลาย พบบริเวณระเบียงชั้นล่างด้านหลัง วัสดุเป็นซีเมนต์ผสมสีส้มแดงและครีม สลับสีเป็นลวดลายเรขาคณิต ขนาด 20 X 20 เซนติเมตร และพื้นกระเบื้องดินเผา พบอยู่ที่บริเวณระเบียงชั้นบนด้านหลัง วัสดุเป็นดินเผาสีส้ม ขนาดประมาณ 29 X 29 เซนติเมตร ปูแบบลายก่ออิฐ 

พื้นกระเบื้องซีเมนต์อัดลาย
พื้นกระเบื้องดินเผา

ไม่เห็นวันนี้แต่เคยมีมาก่อน

นอกจากอาคารตำหนักใหญ่แล้ว วังวรวรรณยังมีอาคารอื่น ๆ ที่แม้ว่าวันนี้จะไม่ปรากฏอยู่ให้เห็นแล้ว แต่ยังระบุที่ตั้งได้ และสมควรกล่าวถึงเพื่อเก็บข้อมูลเอาไว้

โรงละครปรีดาลัย

จากคำบรรยายของขุนวิจิตรมาตรา ทำให้เรารู้ว่าโรงละครปรีดาลัยตั้งอยู่หน้าตำหนักใหญ่ ค่อนไปทางห้องบรรทม หลังตึกแถวที่ตั้งบนถนนตะนาว จากแผนที่กรุงเทพฯ ที่สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2464 พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2475 เราจะมองเห็นเส้นลายที่วาดแสดงขอบเขตพื้นที่ของโรงละครปรีดาลัยเอาไว้ด้วยอย่างชัดเจน 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงบันทึกเกี่ยวกับโรงละครปรีดาลัยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ตรงกับปีที่โรงละครปรีดาลัยเปิดทำการไว้ว่า

วันที่ 2 พฤศจิกายน ร.ศ. 127 โรงละครกำมะลอในบ้านสร้างเสร็จแล้ว แต่โรงละครกำมะลอแห่งนี้ก็ใหญ่โตพอสมควร ที่บริเวณคนดูตรงหน้าเวทีมีบ๊อกซ์ 6 บ๊อกซ์ นั่งได้บ๊อกซ์ละ 6 คน ค่าดูบ๊อกซ์ละ 24 บาท หลังบ๊อกซ์เป็นเก้าอี้เดี่ยว ชั้นพิเศษ 3 บาท ชั้นหนึ่ง 2 บาท ต่อไปข้างหลังเป็นเก้าอี้ยาว เก็บคนละ 6 สลึง ถัดต่อไปข้างหลังสุดเป็นชั้นนั่ง เก็บคนละ 1 บาท

ขึ้นไปชั้นกลางมีบ๊อกซ์โดยรอบรวม 17 บ๊อกซ์ ราคาตั้งแต่บ๊อกซ์ละ 12 บาทถึง 60 บาท เพราะขนาดบ๊อกซ์ใหญ่เล็กต่างกันมากและที่ทางก็ต่างกัน ขึ้นไปชั้น 3 ยังมีที่ดูอีก เก็บคนละ 32 อัฐ 

หม่อมเจ้าฤดีวรวรรณ พระธิดา ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับโรงละครปรีดาลัยไว้ว่า

โรงละครตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัง เป็นตึกทำด้วยไม้ ภายในเป็นเวทีมีที่นั่งและระเบียงจุคนดูได้ประมาณ 1 พันคน เวที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยด้วยศิลปะที่งดงาม มีอุปกรณ์ทันสมัย

ขุนวิจิตรมาตราบรรยายบรรยากาศในโรงละครปรีดาลัยไว้อย่างน่าสนใจว่า 

ชั้นที่ 2 แต่งเป็นบาร์ขายเหล้าฝรั่งต่าง ๆ มีคนขาย 2 – 3 คน อย่างที่เรียกว่า Bartender แต่งชุดกางเกงขายาวเสื้อขาว ดูเหมือนจะมีของว่างด้วย

เมื่อ พ.ศ. 2457 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงประสบปัญหากิจการรถไฟสายสระบุรี และตัดสินพระทัยถวายวังกับพระคลังข้างที่เพื่อชำระหนี้ โรงละครปรีดาลัยจึงเปลี่ยนมือไปยังบุคคลอื่นให้เข้ามาจัดการพื้นที่เพื่อเช่าทำโรงละครต่อไป

ปัจจุบันอาคารโรงละครปรีดาลัยไม่ปรากฏอยู่ให้เห็นแล้ว และคนส่วนมากมักคิดว่าอาคารตำหนักใหญ่เป็นโรงละครปรีดาลัย ซึ่งนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมต้องการสืบค้นและเผยแพร่เรื่องราวอันเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดตามที่ปรากฏในบทความชิ้นนี้

แผนที่กรุงเทพฯ ที่สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2464 พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2475 เราจะมองเห็นเส้นลายที่วาดแสดงขอบเขตพื้นที่ของโรงละครปรีดาลัยเอาไว้ด้วยอย่างชัดเจน 
ส่วนภาพถ่ายอีกภาพเป็นภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ พ.ศ. 2489 โดย Peter Williams-Hunt ช่างภาพชาวอังกฤษที่ฝ่ายสัมพันธมิตรส่งเข้ามายังประเทศไทยเพื่อบันทึกสภาพกรุงเทพฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ซึ่งเผยให้เห็นบริเวณวังวรวรรณ ซึ่งยังมีตำหนักใหญ่ เรือนเจ้าจอมมารดาเขียนปรากฏอยู่ ส่วนโรงละครปรีดาลัยไม่มีแล้ว แต่ยังเห็นช่องทางที่ผู้มาชมละครใช้สัญจรสู่บริเวณโรงละครอยู่ 

เรือนเจ้าจอมมารดาเขียน

สร้างขึ้นภายหลังจากตัดถนนแพร่งนรา อยู่คู่กันด้านข้างตำหนักใหญ่ด้านติดกับวังสรรพสาตร เรือนทั้ง 2 หลังมีบันไดภายนอกขึ้นจากที่ว่างระหว่างอาคารเข้าสู่อาคารชั้นบนที่มีระเบียงด้านหน้า และมีทางเดินเชื่อมจากระเบียงหน้าห้องบรรทมข้ามไปได้สะดวก เรือนหลังหนึ่งถูกรื้อไปเมื่อมีการตัดถนนบูรณศาสตร์ ส่วนเรือนเจ้าจอมมารดาเขียนยังใช้งานต่อเนื่องมาอีกหลายปี และยังปรากฏร่องรอยของไฟไหม้ใหญ่ที่วังสรรพสาตรอยู่บริเวณปลายชายคา

เจ้าจอมมารดาเขียนเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในวังวรวรรณจนถึง พ.ศ. 2480 ปัจจุบันไม่มีเรือนเจ้าจอมมารดาเขียนปรากฏอยู่ให้เห็นแล้ว

เรือนเจ้าจอมมารดาเขียนที่ปลูกเชื่อมพระตำหนักใหญ่หลังตัดถนนแพร่งนรา และเป็นเรือนที่เจ้าจอมมารดาเขียนอาศัยอยู่จน พ.ศ. 2480 ก่อนย้ายออกไป

คอลัมน์ Heritage House พาผู้อ่านทุกท่านมาไขปริศนาอาคารสวยที่แพร่งนราอย่างละเอียดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หวังว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมและโก้ช่วยเรียบเรียงขึ้น จะช่วยทำให้เข้าใจถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งย่านแพร่งนราอันเคยเป็นย่านการค้าและการบันเทิงที่นำความสุขมาให้ชาวพระนครเป็นอย่างมากในสมัยหนึ่ง

ผมเชื่อว่าความรู้ที่โก้นำมาแบ่งปันจะช่วยชี้ให้เห็นคุณค่าของสถานที่สำคัญแห่งนี้ ข้อมูลที่โก้ศึกษาและรวบรวมจะปรากฏอยู่เป็น Digital Footprint ควบคู่ไปกับคอลัมน์นี้ไปอีกนานแสนนาน สักวันหนึ่งอาจมีใครนำข้อมูลความรู้เหล่านี้มาต่อยอดได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อประโยชน์สูงสุดของสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้

ภาพ : ผศ.ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี และ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน 

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์

ขอขอบพระคุณผู้วาดภาพลายเส้นและภาพ 3 มิติประกอบบทความ

คุณสิริศักดิ์ ภิญโญมหากุล

เอกสารอ้างอิง
  • หนังสือสารบาญชีส่วนที่ 1 ตำแหน่งราชการ จ.ศ. 1245 (พิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2426) 
  • หนังสือสารบาญชีส่วนที่ 2 คือราษฎรในจังหวัด ถนน แล ตรอก จ.ศ. 1245
  • วรวรรณวงศ์ ครบรอบ 150 ปีประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2554) 
  • บันทึกท่านหญิง หม่อมเจ้าฤดีวรวรรณ วรวรรณ นิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า The Treasured One : The Story of Rudivoravan, Princess of Siam เมื่อปี 1957 แปลโดย แก้วสุวรรณ เมื่อ พ.ศ. 2544
  • หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ณ เมรุพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2517
  • กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ โดย ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์)

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK