11 เมษายน 2026
3 K

บ้านฮกหิ้นที่อยู่ตรงหน้าเราหลังนี้เป็นบ้านสร้างใหม่ที่พยายามสร้างให้ใกล้เคียงกับแบบดั้งเดิมมากที่สุด หลังจากถูกไฟไหม้ไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน โดยสัดส่วนและรูปลักษณ์ของบ้านประกอบขึ้นจากหลากหลายอย่าง ทั้งร่องรอยของกำแพงบ้านที่ยังเหลืออยู่และบ้านข้างเคียง ความทรงจำในครอบครัวและภาพจำของคนในชุมชนที่เคยแวะเวียนเข้ามาในบ้านหลังนี้ 

บ้านฮกหิ้นกลายเป็นแคปซูลกาลเวลาที่พาเราไปซึมซับประวัติศาสตร์เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ตั้งแต่เรื่องราวของชาวจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางโพ้นทะเลมาตั้งรกรากสร้างธุรกิจในจังหวัดปัตตานี ไปจนถึงเรื่องราวของครอบครัวสุวรรณมงคลที่ผูกพันและเทิดทูน คุณพ่อเจริญ สุวรรณมงคล ผู้เป็นเจ้าของบ้าน และต้นแบบของความประหยัด ขยัน และกตัญญู

สร้างให้พ่อ 

ท่ามกลางสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นใหม่ให้ใกล้เคียงกับแบบเดิม เราได้ไล่สายตาพร้อมฟังเรื่องราวจาก อาแป๋ง-อนุพาสน์ สุวรรณมงคล ลูกชายคนที่ 4 จากพี่น้อง 5 คน ของคุณพ่อเจริญ และเป็นผู้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่ และ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ นักซ่อมของสารพัดนึกควบตำแหน่งสถาปนิกให้กับบ้านฮกหิ้น 

“บ้านหลังนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของคุณพ่อ จากพนักงานปีนเสาไฟฟ้าเช็กมิเตอร์ไฟเพื่อเก็บค่าไฟฟ้าของ บริษัท ธำรงวัฒนา จำกัด จนมาเป็นแคชเชียร์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จากนั้นก็ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อีซูซุในปัตตานี

“อาสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่โดยยึดถือสถาปัตยกรรมแบบเดิมไว้ให้มากที่สุด สร้างบนพื้นฐานที่ไม่ยึดติดกับความหรูหรา เพราะคุณพ่อยึดถือความขยัน ประหยัด และกตัญญูมาตลอด อาจึงตั้งใจจะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกให้คุณพ่อ 

“ฮกหิ้นคือชื่อคุณพ่อ เป็นชื่อเล่นและชื่อจีน แปลว่าเจริญรุ่งเรือง คนส่วนใหญ่เรียกคุณพ่อว่า หิ้น ไม่ก็เฮียหิ้น ส่วนชื่อไทยคือชื่อเจริญ”

อาแป๋งเริ่มเล่าจากจุดเริ่มต้นของบ้านฮกหิ้นที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของชีวิตคุณพ่อเจริญ และกนกก็ชี้ให้เห็นโคมไฟจีนที่แขวนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเขียนเป็นชื่อฮกหิ้น ชื่อของคุณพ่อเจริญเช่นกัน 

นามสกุลเดิมของครอบครัวสุวรรณมงคลคือแซ่อ่อง คุณปู่ทวดกุ่นเซ่ง แซ่อ่อง คหบดีชาวจีนที่มาจากมณฑลจีนฝูเจี้ยน มาทำธุรกิจในร้านยี่หอฮับหง่วน ปัตตานี และแต่งงานกับ หยุกเกี้ยว วัฒนานิกร ซึ่งเป็นคุณย่าของคุณพ่อเจริญ และเป็นพี่สาวของ เอ่งเกี้ยว นักธุรกิจหญิงคนสำคัญของจังหวัดปัตตานี

เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน คุณป้าทวดเอ้งเกี้ยวสร้างตึกแถว 1 คูหา บนถนนย่านชุมชนหัวตลาดที่เคยครึกครื้นไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ โดยประยุกต์จากสถาปัตยกรรมแบบจีนฮกเกี้ยนผสมสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทย 

ภาพ : หนังสือบ้านขุนพิทักษ์รายา ปัตตานี

ฝั่งซ้ายและขวาของตึกแถวประกบด้วยกำแพงอิฐฉาบปูนที่หนาถึง 50 เซนติเมตร ซึ่งกำแพงหนานี้มีต้นแบบมาจากสถาปัตยกรรมจีนฮกเกี้ยน สร้างเพื่อกักเก็บความอบอุ่นภายในบ้าน แต่เมื่อมาสร้างในไทย ฟังก์ชันนี้ให้ประโยชน์ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือเป็นผนังกันไฟ เมื่อไฟไหม้ก็จะไหม้เพียงอาคารระหว่างกำแพงปูนเท่านั้น ไม่ลามไปสู่บ้านหลังอื่น

หลังจากคุณป้าทวดเอ้งเกี้ยวเสียชีวิต เธอไม่มีลูก จึงทิ้งมรดกตึกแถว 1 คูหาที่ถูกแบ่งเป็น 2 คูหา ให้กับหลานชาย 2 คนของพี่สาว หนึ่งในนั้นก็คือคุณพ่อเจริญซึ่งตอนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถม 

ทั้งคุณพ่อเจริญ ยี่ขิ้ม (แม่ของคุณพ่อเจริญ) และพี่สาวน้องสาวอีก 3 คน จึงมาอยู่ร่วมกันในบ้านฮกหิ้น

จากเดิมที่มีคุณป้าเอ่งเกี้ยวเป็นเจ้าของคนเดียว เมื่อถูกแบ่งพื้นที่ก็เริ่มมีการกั้นผนังในอาคาร กั้นพื้นที่สวนหลังบ้านด้วยแผ่นสังกะสี ทำบันไดขึ้นบ้านใหม่ในแต่ละคูหา และขุดบ่อน้ำเพิ่มเติม

“คุณพ่อเติบโตที่บ้านหลังนี้ เรียนโรงเรียนจีนที่อยู่หลังบ้าน ตอนหนุ่ม ๆ คุณพ่อขี่จักรยานจากบ้านหลังนี้ไปทำงาน ผ่านบ้านคุณแม่ที่อยู่ตรงหัวมุม คุณแม่นั่งอยู่หน้าบ้าน ก็เกิดปิ๊งกันเพราะพี่ชายคุณแม่ก็เป็นเพื่อนคุณพ่อด้วย”

อาแป๋งเล่าว่าทุกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณพ่อเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ ตั้งแต่เติบโต ทำงานเป็นคนเก็บค่าไฟ แต่งงานและสร้างครอบครัวกับ คุณแม่ศรีสุมาลย์ สุวรรณมงคล จนเปิดธุรกิจโชว์รูมรถอีซูซุสาขาแรกในจังหวัดปัตตานี นี่จึงเป็นบ้านที่คุณพ่อผูกพันและสำคัญกับคุณพ่อมากที่สุด

ซึ่งโชว์รูมรถอีซูซุสาขาแรกที่ตั้งอยู่บนถนนฤๅดี ไม่ไกลจากชุมชนหัวตลาด เป็นอาคารห้องแถวเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากบ้านฮกหิ้น ในสมัยนั้นคุณพ่อเจริญขายรถได้ทีละคัน เพราะด้วยพื้นที่หน้าบ้านจำกัด

หลังจากคุณพ่อเจริญย้ายออกไปเพราะกิจการเติบโตรุ่งเรืองจนไปเปิดโชว์รูมใหม่ ใน พ.ศ. 2506 บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นบ้านเช่ามาโดยตลอด ก่อนจะเกิดเหตุไฟไหม้ใน พ.ศ. 2558 โดยที่กำแพงหนานี้ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เพราะบ้านต้นเพลิงนั้นอยู่ริมซ้าย จึงไหม้ลามมายังบ้านฮกหิ้นเพียงครึ่งหลัง แล้วเพลิงก็ดับมอดลง ไม่ได้ไหม้ลุกลามต่อไปยังตึกแถวด้านขวา

เวลาล่วงเลยจนมาถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างบ้านฮกหิ้นขึ้นมาใหม่

“เดิมทีบ้านฮกหิ้นมีบ้านที่อยู่ติดกัน อาไม่เคยคิดว่าจะมาบูรณะ จนกระทั่งญาติที่เป็นเจ้าของบ้านติดกันทางซ้ายมาเสนอขาย พอหลังซ้ายขายปุ๊บ หลังขวาที่ป่วยอยู่ก็อยากเก็บเงินไว้รักษาตัวก็มาเสนอขาย อาคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี จึงตั้งใจว่างั้นเอามาบูรณะ มาทำกันใหม่ดีกว่า” 

แม้ว่านิมิตหมายจะมาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2563 แต่หลังจากวางศิลาฤกษ์ไม่นาน ก็เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 แผนการสร้างบ้านใหม่นี้จึงถูกพับไปเป็นเวลากว่า 3 ปี ก่อนจะได้มาสร้างจริง ๆ เมื่อปลาย พ.ศ. 2566 

สร้างตามบริบทชุมชน 

หลังจากอาแป๋งได้ที่ดินเดิมของอาคารตึกแถว 2 คูหาที่คุณป้าทวดเอ้งเกี้ยวสร้างไว้ และอีก 2 คูหาที่เป็นเพื่อนบ้านข้าง ๆ รวมพื้นที่ทั้งหมดเป็น 4 คูหา 685 ตารางเมตร เขาก็รื้อถอนอาคารและปรับให้เป็นพื้นที่ผืนเดียวกัน โดยเหลือกำแพงด้านซ้ายเอาไว้ 

ภาพที่ดินเดิมจาก Google Maps

“คุณแม่ของอาเองก็บอกว่าให้อนุรักษ์เก็บไว้นะ เพราะว่ากำแพงนี้ อิฐที่ก่อก็เก่า วิธีการก่อก็เก่า วิธีการฉาบก็เก่า อาก็เลยจะเก็บไว้ แต่พอช่วงฝนตกหนักมาก กำแพงเริ่มเอน น้ำซึม อาก็ห่วงข้างบ้านซึ่งเปรียบเสมือนเป็นญาติกันว่ากำแพงจะไปทับหล่นใส่ เลยรื้อออกด้วยการปรับให้เหลือแค่ครึ่งเดียว” อาแป๋งเล่า 

กนกเสริมว่าเพราะกำแพงฉาบด้วยปูนหมักปูนตำ เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ไม่ได้ทนทาน อยู่ได้มากสุดเพียง 50 ปีก็เสื่อมสภาพ เริ่มถูกกัดเซาะจากฝน จนเผยให้เห็นอิฐด้านใน

ก่อนที่บ้านนี้จะปลูกขึ้นมาใหม่ จึงเหลือแต่พื้นที่โล่งเตียงที่มีกำแพงโบราณตั้งเอาไว้ บางครั้งเมื่อชุมชนมีกิจกรรมก็จะมาใช้พื้นที่ลานโล่งนี้บ้างเป็นบางครั้ง 

เมื่อมาถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะสร้างขึ้นมาใหม่ กนกเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเขามีเพียงรูปถ่ายบ้าน 1 ใบที่บันทึกลักษณะหน้าบ้านฮกหิ้นเอาไว้เท่านั้น กระบวนการสืบประวัติดั้งเดิมของบ้านหลังนี้จึงเกิดขึ้น จากการลอกขนาดของกำแพงที่ยังคงเหลืออยู่ และเติมด้วยการสังเกตบ้านเรือนรอบ ๆ โดยเฉพาะบ้านหลังตรงข้ามที่เป็นบ้านฮกเกี้ยนแบบดั้งเดิม 

รวมถึงดึงองค์ประกอบบางอย่างจากบ้านรุ่นเดียวกันอย่างบ้านขุนพิทักษ์รายา บ้านเกิดของคุณแม่ศรีสุมาลย์ ซึ่งยังมีสภาพดีและสร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2480 เป็นช่วงเวลาที่เขาสันนิษฐานว่าสร้างในช่วงเดียวกับบ้านฮกหิ้น และพูดคุยกับ คุณอาภา ที่เป็นน้องสาวคุณพ่อเจริญและเคยอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ เพื่อวาดแปลนและเทียบข้อมูลกันต่อหน้า

เมื่อประกอบข้อมูลทุกอย่างเข้าด้วยกัน เราพอจะนิยามสถาปัตยกรรรมผสมสานจีนฮกเกี้ยนและไทยพื้นถิ่นได้ว่า เป็นอาคารตึกแถวที่มีกำแพงอิฐฉาบปูนหนา 50 เซนติเมตรประกบซ้ายขวาเป็นแนวกันไฟ บนกำแพงนี้จะมีช่องลมและช่องแสง ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องลวดลายดอกไม้จีน 

อาคารตึกแถวระหว่างกำแพงหนาเป็นโครงสร้างไม้ที่มีผนังไม้ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก รวมถึงชายคาของจีนฮกเกี้ยนดั้งเดิมจะสั้น แต่เมื่อมาสร้างในภาคใต้ของไทยที่มีฝนตกชุก จึงต้องสร้างชายคายืดยาวออกมาเพื่อกันฝน ส่วนหน้าต่างด้านหน้าอาคารทำให้บานใหญ่เพื่อรับแสงและลม โดยมีเหล่าเต๊งหรือในภาษาจีนแปลว่าชั้นบน บางหลังมีเพียงครึ่งชั้นไว้สำหรับเก็บของ บางหลังอย่างบ้านฮกหิ้นเดิมมีชั้น 2 ที่ทำเป็นห้องนอนไปเลย

ส่วนหลังคา กนกเล่าว่าการเรียงตัวของกระเบื้องดินในภาคใต้นั้นแตกต่างจากภาคเหนือ ภาคเหนือจะมุงกระเบื้องสลับซ้อนกัน 2 ชั้น ทางภาคใต้มุงกระเบื้องแค่ชั้นเดียวเท่านั้น แต่ระยะห่างของแปหรือโครงสร้างที่รองรับแผ่นหลังคาจะถี่กว่า 

“คุณพ่อเคยเล่าไว้ว่าบ้านฮกหิ้นเดิมด้านหน้าเป็นห้องพักอาศัย ด้านหลังเป็นครัว มีห้องน้ำอยู่ด้านหลัง นอกอาคารบ้าน เพราะสมัยนั้นเป็นส้วมหลุม ยังไม่มีน้ำประปา แล้วก็มีบ่อน้ำและสวนหลังบ้าน” อาแป๋งเล่า

จากคำบอกเล่านี้ กนกลองให้ผู้รับเหมาลองขุดหาดู พบว่ามีบ่อน้ำอยู่ 2 จุดด้วยกัน โดยที่แต่ละบ่ออยู่กึ่งกลางระหว่างกำแพงของ 2 คูหา ผู้อยู่อาศัยใช้บ่อน้ำร่วมกันได้ เมื่อมาสร้างใหม่ กนกจึงยังคงสร้างบ่อน้ำไว้ในจุดเดิม รวมถึงสร้างให้บ่อน้ำอยู่กึ่งกลางกำแพง เพื่อจำลองบรรยากาศยุคเก่า โดยที่ในบ่อนี้ยังคงมีน้ำ แต่จะขึ้นลงตามระดับของแม่น้ำ 

เมื่อมาถึงโครงสร้าง จากเดิมที่มีตึกแถว 4 คูหา ตอนสร้างต้องลดเหลือเพียง 3 คูหา เพราะว่าข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนด Set Back หรือระยะห่างที่บังคับให้สร้างบ้านห่างออกมาจากแนวเขตที่ดินข้างเคียง 2 เมตร บ้านฮกหิ้นหลังใหม่นี้จึงมีเพียง 3 คูหา ประกบด้วยกำแพงอิฐฉาบปูนหนา 50 เซนติเมตร สูง 6 เมตร โดยมีตรอกเล็ก ๆ ขนาบซ้ายและขวา ซึ่งบ้านฮกหิ้นเดิมทีไม่มีตรอกแบบนี้ แต่กนกตั้งใจจำลองบรรยากาศของชุมชนเก่าที่ก่อนมีกฎหมาย Set Back เพื่อนบ้านจะเว้นระยะห่างกันเป็นระยะ 3 ฟุต จึงเกิดตรอกเล็ก ๆ ไว้ใช้สัญจรไปมา

“ผมสร้างกำแพงสูงเพราะอยากได้บรรยากาศตรอกแบบจีนเหมือนเดิม แต่ทำไม่ได้เพราะเรื่องกฎหมาย เลยสร้างกำแพงให้เหมือนมีบ้านอยู่ข้าง ๆ ขนาบกัน” กนกกล่าว

การสังเกตจากร่องรอยของอาคารที่อยู่ติดกัน ทำให้กนกรู้โครงสร้างและองค์ประกอบอาคารเดิมที่เคยมีอยู่ ทั้งรูบนกำแพงที่เคยถูกเจาะ ระยะของคาน ระยะเสียบไม้ของตงหรือพื้นบ้านที่พาดกับคาน และบันไดที่ทำเพิ่มขึ้นมา 

“เราใช้บริบทชุมชนเอามาเติมช่องว่างที่เราไม่รู้ เรื่องสัดส่วนก็เอามาจากที่เราเห็นร่องรอยบนกำแพง ส่วนที่เราไม่เห็นก็เอาองค์ประกอบของบ้านขุนพิทักษ์รายามาใส่ เพราะสันนิษฐานว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างตัวคาน บ้านนี้เราใช้เสาหัวเทียน เป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบเดิม หัวเสาจะมีลักษณะเป็นกลม ๆ เราก็เจาะรูบนขื่อแล้วก็เอาเสียบบนหัวเสา” กนกกล่าว 

ร่องรอยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วพื้นที่บ้านเดิมไม่ได้มีความลึกมากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนหลังบ้าน แต่ด้วยฟังก์ชันในอดีตและปัจจุบันไม่สอดคล้องกัน จึงต่อเติมพื้นที่บ้านให้ลึกเข้ามามากกว่าเดิม เพื่อทำเป็นห้องน้ำในชั้นล่างและระเบียงในชั้นบน

ส่วนไม้ที่นำมาใช้ก่อสร้างเป็นไม้เก่าที่เหลือจากการบูรณะบ้านขุนพิทักษ์รายา มีไม้ตำเสาและไม้หลุมพอเอามาใช้ทำเสาไม้ ส่วนไม้ตะเคียนทองเอามาใช้ทำพื้นและผนัง

ส่วนอิฐที่รื้อมาจากกำแพงโบราณก่อนหน้านั้นก็นำมาปูพื้นด้านหลังศาลาของบ้าน แต่จำนวนไม่พอ กนกจึงไปสั่งทำกระเบื้องดินเผาแบบเก่าที่โรงงานผลิตได้แค่ปีละ 20,000 แผ่นเท่านั้น เพราะต้องผ่านกระบวนการเอาดินมานวดมาตำมาบด ก่อนเทใส่กรอบไม้สี่เหลี่ยมแล้วเอามามือปาด เพื่อสร้างผิวสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน เมื่อเผาออกมาได้สีที่ไม่สม่ำเสมอ บางก้อนวางใกล้ไฟ บางก้อนวางไกลไฟ จึงมีสีแดงสลับขาวแตกต่างกันไป 

กนกปูกระเบื้องดินเผาแบบเก่าที่ผลิตขึ้นใหม่ในส่วนอื่น ๆ ของบ้าน หน้าบ้านปูกระเบื้องดินเผาขนาด 13 x 13 นิ้ว แนวตรง ส่วนด้านในบ้านปูแนวทแยง เพื่อแบ่งเขตพื้นที่สาธารณะและพื้นที่บ้าน ส่วนสวนหลังบ้านใช้กระเบื้องดินเผาขนาด 8 x 8 นิ้ว ที่ปูในแนวทแยงเช่นกัน 

ส่วนอื่น ๆ ของบ้านใช้วัสดุสมัยใหม่ในการก่อสร้างทั้งหมด เพื่อให้มีความทนทานสูงขึ้น โดยใช้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้บ้านมีกลิ่นอายแบบบ้านเก่า อย่างกำแพงก็ใช้ปูนขาวสมัยใหม่ฉาบ แต่ใช้มือฉาบเพื่อให้มีผิวสัมผัสแบบเก่า

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่อ้างอิงมาจากบ้านใกล้เคียงกัน อย่างประตูฮกเกี้ยน มองเผิน ๆ อาจจะเหมือนประตูไม้ทั่วไป แต่เมื่อลงกลอนล็อกด้านบน-ด้านล่าง จะมีกลไกสลักร่องไม้ที่เป็นตัวล็อกอัตโนมัติตกลงมา ก่อนเปิดประตูต้องดึงสลักนี้ออกก่อน

รวมถึงการเดินสายไฟลูกถ้วยและหน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดได้ 3 แบบ กนกเห็นมาจากตอนที่บูรณะบ้านขุนพิทักษ์รายาก็นำมาใส่ไว้ในบ้านหลังนี้ด้วย โดยการเดินสายไฟลูกถ้วย เป็นการใช้วัสดุเซรามิกทรงถ้วย ยึดกับสายไฟไว้ให้อยู่ห่างจากกำแพงไม้ เพื่อกันไม่ให้ไฟไหม้กำแพงเมื่อไฟฟ้าลัดวงจร

ส่วนศาลาหลังบ้านก็สร้างตามตำรับสถาปัตยกรรมจีนที่เป็นลักษณะปากมังกร เปิดรับโชคลาภและความรุ่งเรือง แถมยังช่วยให้พื้นที่ในบ้านดูมีมิติสวยงาม 

สร้างบ้านจากความทรงจำ

ยังมีส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมที่แม้จะไม่ได้อยู่ในบ้านฮกหิ้นหลังเดิม แต่เพิ่มเติมเข้ามาจากความทรงจำอาแป๋ง อย่างซุ้มโค้งหน้าบ้านเป็นสถาปัตยกรรมแบบเปอรานากัน เกิดจากการผสมผสานศิลปะจีนและมาเลเซีย อ้างอิงมาจากบ้านคุณปู่ทวดที่อยู่ติดริมแม่น้ำในชุมชนหัวตลาด ก่อนจะกลับไปที่มณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งซุ้มโค้งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่คุณพ่อเจริญชอบมาก ไม่ว่าจะปลูกบ้านกี่หลังก็มักจะมีซุ้มโค้งอยู่เสมอ 

อาแป๋งยังได้ไปเยี่ยมบ้านคุณทวดที่มณฑลฝูเจี้ยนอยู่หลายครั้ง ก่อนที่จะถูกรัฐบาลจีนรื้อเพื่อเวนคืนที่ดิน เขาบันทึกลวดลายแกะสลักซุ้มประตูของบ้านคุณทวดหลังนั้นไว้ และเอาลวดลายแกะสลักมาประยุกต์ตกแต่งกับบ้านฮกหิ้น ด้วยการให้ มะยานัม อูมา ช่างเรือกอและและศิลปินชาวปัตตานีเขียนลวดลายขึ้นมาใหม่ ช่วยสร้างลวดลายและเสน่ห์ให้กับบ้าน

ส่วนเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งต่าง ๆ ล้วนเป็นของสะสม ทั้งข้าวของเครื่องใช้ของคุณย่ายี่ขิ้ม ของสะสมของคุณพ่อเจริญและคุณแม่ศรีสุมาลย์ที่รวบรวมมาจากบ้านหลายหลัง เช่น เตียง ตู้ โม่หินโบราณ โต๊ะไม้ตักบาตรของคุณย่ายี่ขิ้มที่ซ่อมแซ่มใหม่ และป้ายร้านโลโก้อีซูซุที่เคยใช้เมื่อ 65 ปีที่แล้ว ตอนนี้ติดตั้งอยู่ที่หน้าบ้าน ดูแล้วมีลายเส้นน่ารัก ราวกับไม่ใช่ป้ายโชว์รูมรถยนต์

“คุณพ่อผูกพันกับป้ายโลโก้อีซูซุอันนี้มาก เขาใช้สมัยเปิดโชว์รูมใหม่ ๆ ป้ายนี้ได้รับการบูรณะมาตลอด และจัดวางไว้ที่จังหวัดนราธิวาส พอบ้านหลังนี้เสร็จ อาเห็นข้างหน้าบ้านมันก็เกลี้ยงไป เลยไปเอาป้ายนี้มาจากนราธิวาสเอามาแขวนไว้หน้าบ้าน ทำให้บ้านดูมีเสน่ห์

“เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกของบ้านหลังนี้มีอยู่ 2 ชิ้น คือเตียงเหล็กที่คุณย่าเคยนอนและตู้เสื้อผ้าที่คุณย่าเคยใช้เก็บของ พออาจะทำบ้านหลังนี้ขึ้นมาใหม่ อาส่งเตียงเหล็กไปบูรณะ มันไม่ได้มีมูลค่ามากมาย แต่มีคุณค่าทางจิตใจ ส่วนตู้ไม่ได้ทำอะไรเลย สภาพคงเดิมไว้ ของในตู้ก็ยังจัดวางไว้แบบเดิม”

มีชุดน้ำชาจากญี่ปุ่นที่เป็นของขวัญวันแต่งงานเมื่อ 70 กว่าปีก่อนของคุณพ่อเจริญและคุณแม่ศรีสุมาลย์ และของสะสมชิ้นสุดท้ายที่สะดุดตาเรามากที่สุด คือชุดหมวกและผ้าพันคอลูกเสือที่แขวนไว้ในมุมห้องชั้นบน

“คุณพ่อผูกพันกับลูกเสือมาก ที่ม้วนไว้คือคุณพ่อเจริญเป็นคนม้วนนะ จะเห็นว่าม้วนได้เนี้ยบมาก เพราะคุณพ่อเป็นคนเนี้ยบ ถอดรองเท้าก็ต้องอยู่คู่กันตลอด เก้าอี้พอเอาออกมาจากโต๊ะทำงาน จะลุกขึ้นก็ต้องสอดกลับไปตามเดิม” อาแป๋งกล่าว

สร้างบ้านให้ชุมชน

อาแป๋งเล่าว่าบ้านฮกหิ้นหลังนี้เปิดให้ผู้คนแวะมาเยี่ยมชมได้ โดยจองผ่านโรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี และเขายังตั้งใจเปิดพื้นที่ในบ้านฮกหิ้นให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสำหรับงานเสวนาเชิงวิชาการ งานนิทรรศการศิลปะ ไปจนถึงงานของชุมชนอย่างงานแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

“อนาคตของบ้านฮกหิ้นจะเปิดให้เข้าชมโดยไม่คิดเงิน ให้คนได้แวะชมเพื่อศึกษาดูว่า เมื่อ 100 ปีที่แล้ว บ้านหลังนี้เป็นอย่างไร อาภูมิใจว่าบ้านฮกหิ้นไม่ได้ไปซื้อแล้วมาบูรณะ แต่เราสร้างขึ้นมาใหม่จากการสืบประวัติต่าง ๆ แล้วหลังนี้ก็เป็นบ้านของคุณพ่อ เป็นที่ดินเดิมของคุณพ่อ ของที่มาประดับก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่” 

อาแป๋งกล่าวเสริมว่า การสร้างบ้านและบูรณะบ้านโบราณจะไม่ได้หยุดแค่บ้านขุนพิทักษ์รายาและบ้านฮกหิ้น แต่ยังมีโปรเจกต์บ้านอื่น ๆ ที่อยากบูรณะ เพื่อสร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในจังหวัดปัตตานี 

“ในอนาคต 5 ปีข้างหน้าเมื่อคุณพ่ออายุครบ 100 ปี อาจะสร้างศูนย์การเรียนรู้บนถนนปัตตานีภิรมย์เพื่อให้เด็กนักเรียนจากโรงเรียนจ้องฮั้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นประถมที่คุณพ่อเคยเรียนที่นั่น ได้มาพักก่อนเข้าเรียนหรือหลังเลิกเรียน แล้วก็ให้ครูมาสอนพิเศษที่นี่ด้วย จะสร้างอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้”

ภาพ : Nattasit Bunratsamee
Facebook : CS Pattani Hotel 

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ