วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เกิดข่าวใหญ่ช็อกคนไทยทั้งประเทศ เมื่อบ้านโบราณสีเขียวหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตสวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ ได้พังทลายลงจากการรื้อถอน ทั้ง ๆ บ้านหลังนี้มีสถานะเป็นโบราณสถาน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ก็มีข่าวดีที่นำความชุ่มชื่นหัวใจมาให้คนไทยเช่นกัน เมื่อบ้านสีเขียวหลังเดิมกลับมาตั้งตระหง่าน ณ สถานที่เดิม หลังจากที่ผ่านกระบวนการบูรณะอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วทุกประการ
คอลัมน์ Heritage House ไม่ได้ต้องการจะรื้อฟื้นเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความเสียหายในอดีต แต่อยากพาไปเรียนรู้ว่ากระบวนการบูรณะโบราณสถาน เช่น กรณีบ้านเขียว นั้นเป็นอย่างไร
“ถ้าจะสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบ้านเขียวตั้งแต่ต้นจนจบ คงต้องสัมภาษณ์คนเยอะมาก เพราะเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือ ร่วมแรง และร่วมใจจากหลายภาคส่วน” คุณตุ่น-ดร.วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“กระบวนการบูรณะครั้งนี้เปิดมิติการทำงานแบบใหม่ที่ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยในทุกขั้นตอน โดยมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ปกติเรามักคิดว่างานอนุรักษ์เป็นเพียงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เช่น กรมศิลปากรเท่านั้น แต่ไม่ใช่ครั้งนี้” คุณโก๋-สัญชัย ลุงรุ่ง สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ช่วยขยายความอย่างภูมิใจ
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา ผมจึงสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องได้ไม่ครบถ้วน จึงขออนุญาตชวนเพียงคุณตุ่นและคุณโก๋ให้มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์แห่งความประทับใจครั้งนี้ โดยเป็นเสมือนตัวแทนบุคคลต่าง ๆ จากทุกภาคส่วน
บ้านเขียวคืออาคารบอมเบย์เบอร์มาร์?

ภาพ : www.thaipbs.or.th/news/content/293765
รื้ออาคารประวัติศาสตร์ บอมเบย์เบอร์มาร์ เรือนไม้ 2 ชั้น อายุ 127 ปี ราบคาบ คือพาดหัวข่าวที่ปรากฏขึ้นในวันนั้นและสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมืองแพร่ผู้ผูกพันกับอาคารโบราณหลังนี้
“เมื่อเกิดเหตุขึ้น สิ่งที่ตามมาทันทีคือความร่วมมือของคนที่รัก หวงแหน และผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่รู้สึกเสียใจและเสียดายโบราณสถาน การรวมตัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งนำโดยภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่ (ปัจจุบันคือสมาคมรักษ์เมืองเก่าแพร่) ซึ่งเป็นภาคีสำคัญที่มีสมาชิกเป็นสถาปนิกอยู่จำนวนมาก ต่างพยายามเร่งสืบข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเสนอแนวทางกู้อาคารให้คืนกลับมาอย่างถูกวิธี” คุณตุ่นเล่า
“สมาคมสถาปนิกสยามฯ เป็นอีกภาคีที่โดดเข้ามาร่วมแก้สถานการณ์ทันที โดยเร่งลงพื้นที่ร่วมสำรวจความเสียหาย พยายามช่วยสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังจัดตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อร่วมให้คำปรึกษาและติดตามความคืบหน้าตลอดกระบวนการบูรณะ ทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กระทรวงวัฒนธรรม กรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ของวุฒิสภา ฯลฯ ก็ได้ยกระดับเรื่องการกู้อาคารหลังนี้ให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติ กรมศิลปากรก็รีบส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ทันที”
สำหรับผู้เสพข่าวอย่างเรา อาคารหลังนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม สำนักงานบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา จำกัด (Bombay Burmah Trading Corporation) บริษัทสัญชาติอังกฤษที่ได้รับสัมปทานทำป่าไม้ในเขตแม่น้ำยมตะวันตกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2432 สมัยรัชกาลที่ 5 ในยุคที่การทำป่าไม้ในเมียนมาและหัวเมืองล้านนาเกือบทั้งหมด ตกอยู่ในมือของบริษัทค้าไม้ยักษ์ใหญ่สัญชาติยุโรป อย่าง บอมเบย์ เบอร์มา, บริติช บอร์เนียว, สยามฟอเรสต์, หลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ และอีสต์เอเชียติก
“กระแสข่าวที่ว่าอาคารหลังนี้เป็นสำนักงานบอมเบย์ เบอร์มา นั้น จุดประกายความสนใจให้เกิดขึ้นอย่างล้นหลาม เพราะบอมเบย์ เบอร์มา เป็นบริษัทใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการทำป่าไม้ในล้านนา บริเวณแม่น้ำยมตะวันตกเป็นแหล่งมรดกอุตสาหกรรมป่าไม้ไทย เพราะเคยเป็นที่ตั้งของท่าขนาดใหญ่เพื่อรองรับซุงไม้จำนวนมากที่ตัดจากป่าลึก และล่องมาตามลำน้ำ ก่อนชักขึ้นมาตรวจสภาพ วัดขนาด แบ่งประเภทไม้และคัดคุณภาพ ก่อนส่งไปจำหน่ายถึงต่างประเทศ” คุณตุ่นกับคุณโก๋ช่วยกันเล่า
แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญจากภาคีทั้งหมดได้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบแผนที่ รวมทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วนแล้ว ต่างมีข้อสรุปร่วมกันว่า อาคารเขียวหลังนี้ ‘ไม่ใช่’ สำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์อย่างที่เป็นข่าวมาแต่ต้น
จากบันทึกการตรวจราชการกรมการปกครอง พ.ศ. 2465 ระบุถึงอาคาร 2 หลังที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม นอกกำแพงเมืองแพร่ นั่นคืออาคารที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่และอาคารสำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์ แต่บันทึกดังกล่าวไม่ได้ระบุตำแหน่งที่ตั้งอย่างชัดเจน ต่างจากบันทึกของ Dr.Reginald LeMay อดีตผู้ช่วยกงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่ ที่เขียนขึ้นใน พ.ศ. 2469 และระบุเลยว่าอาคารไหนตั้งอยู่ตรงไหน
บันทึกของ Dr.LeMay ได้เปิดเผยว่า เมื่อขึ้นฝั่งที่ท่าเชตวันแล้ว ซ้ายมื้อคืออาคารสำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์ ส่วนขวามือคืออาคารที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ หากเรานำข้อมูลจากบันทึกดังกล่าวไปตรวจสอบกับภาพถ่ายทางอากาศที่ Peter Williams-Hunt ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2487 จะพบว่ามีกลุ่มอาคารทั้งหมดจริงตามบันทึกฉบับนั้น และยังเห็นบ้านมิชชันนารีตั้งเรียงกันอยู่หลายหลัง เสมือนเป็นชุมชนเล็ก ๆ รวมทั้งมีโรงพยาบาล (เรือนยา) อยู่ใกล้ ๆ กันอีกด้วย
จากนั้นผู้เชี่ยวชาญได้เมื่อนำภาพถ่ายทางอากาศและข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสภาพภูมิประเทศในปัจจุบัน ก็พบว่าพื้นที่ตั้งอาคารสำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์กลายเป็นแม่น้ำยมไปหมดแล้ว การกัดเซาะแผ่นดินตามธรรมชาติส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนเส้นทางเดินของลำน้ำยมสายเดิม เกิดลำน้ำยมสายใหม่ที่ทำให้อาคารสำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์ พังทลายลงไปทั้งหมดในช่วงประมาณ พ.ศ. 2488 – 2500
“เราจึงได้ข้อสรุปว่าอาคารหลังนี้เป็นอาคารที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า บ้านเขียว”

ภาพ : กรมศิลปากร www.finearts.go.th/fad7/view/23591

ภาพ : กรมศิลปากร www.finearts.go.th/fad7/view/23591
บ้านเขียว
“สิ่งที่ช่วยยืนยันอีกประการหนึ่งว่าอาคารหลังนี้ไม่ใช่สำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์ก็คือลักษณะทางสถาปัตยกรรม” คุณโก๋เล่าให้ฟังพร้อมชวนให้ชมภาพบ้านของ นายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ ประกอบ
นายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ หรือ หมอบริกส์ เดินทางเข้ามาที่แพร่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งแพทย์และผู้เผยแผ่ศาสนา มีหลักฐานว่าบ้านของท่านสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2436 ที่บริเวณท่าเชตวัน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับอาคารสำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์ที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2432 ปัจจุบันบ้านหมอบริกส์ยังคงปรากฏอยู่ในฐานะอาคารเก่าแก่ที่สุดในแพร่ สาเหตุที่บ้านหมอบริกส์รอดจากการพังทลายลงในแม่น้ำได้ ก็เพราะถอดสลักแล้วยกบ้านทั้งหลังย้ายจากที่ตั้งเดิมมาประกอบขึ้นใหม่ในบนที่ตั้งปัจจุบัน
สำนักงานบอมเบย์เบอร์มาร์จัดเป็นอาคารตามลักษณะ ‘สถาปัตยกรรมกลุ่มอาคารมิชชันนารี’ เช่นเดียวกับบ้านหมอบริกส์ นั่นคือเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนสูงโปร่ง มีทางเดินล้อมรอบเรือนพร้อมระเบียง หลังคาเป็นจั่วสูง ปลายหลังคายื่นคลุมอาคารโดยรอบ

ภาพ : หอประวัติศาสตร์โรงเรียนเจริญราษฎร์

ภาพ : Facebook คิดอย่าง โพสต์เมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี 2022
ในขณะที่บ้านเขียวนั้น จัดเป็นอาคารตามลักษณะสถาปัตยกรรมกลุ่มอาคารที่ทำการป่าไม้ภาคที่มักเป็นบ้านแบบโคโลเนียล (Colonial) อันเป็นการปรับดีไซน์บ้านฝรั่งให้เข้ากับอากาศร้อนชื้นฝนชุกแบบเมืองไทย และในยุคต่อ ๆ มา อาคารที่ทำการเหล่านี้มักใส่ลูกเล่นที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ ลงไปเพื่อให้สวยงามยิ่งขึ้น
โดยสรุปแล้ว บ้านเขียวมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเสมือนบทบันทึกอาคาร ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้กับอาคารสำนักงานของกรมป่าไม้สยามในยุคแรกเริ่ม โดยสถาปัตยกรรมลักษณะเช่นนี้ มิได้มีจำกัดอยู่ที่แพร่เพียงจังหวัดเดียว แต่ยังพบในจังหวัดอื่นทั่วภูมิภาคล้านนา เช่น เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีลักษณะร่วมหรือลักษณะเฉพาะของตนเอง
การอนุรักษ์บ้านเขียวจึงเปรียบเสมือนการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของอุตสาหกรรมป่าไม้ล้านนาในยุคเฟื่องฟู ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อกว่า 120 ปีก่อนให้คงอยู่สืบไป

ร่วมด้วยช่วยกัน
กระบวนการอนุรักษ์เริ่มขึ้นทันทีโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร สมาคมสถาปนิกสยามฯ เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการเก็บข้อมูลและร่องรอยของซากอาคารที่ยังหลงเหลืออยู่ มีการรวบรวมไม้ทั้งหมดมาเก็บรักษาไว้ โดยไม้แต่ละท่อนแต่ละชิ้นจะต้องนำมาบันทึกว่าพบตรงไหน ในสภาพอย่างไร พร้อมกับสันนิษฐานว่าเป็นส่วนประกอบไหนของบ้านเขียว บางครั้งก็ต้องนำไปทดลองเรียง แล้วบันทึกรายละเอียดพร้อมทำหมายเลขกำกับไว้ รวมทั้งรีบทำแบบบ้านตามข้อสันนิษฐานขึ้นมาทันที
“ในเรื่องร้ายก็มีเรื่องดีอยู่บ้าง เพราะก่อนรื้อหรือแม้ขณะที่รื้อ ได้มีการบันทึกภาพบ้านเขียวไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้มีภาพอ้างอิงพอสมควร” คุณโก๋เล่า


นอกจากตำแหน่งของไม้แต่ละท่อนแล้ว คณะทำงานได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ชนิดไม้จากกรมอุทยานฯ และจังหวัดแพร่ ให้มาร่วมตรวจพิสูจน์ เพื่อแยกว่าเป็นไม้ชนิดใด มีชื่อวงศ์สกุลไม้อะไร ทำให้ทราบว่าอาคารหลังนี้ประกอบขึ้นด้วยไม้ประเภทใดบ้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคัดเลือกชนิดของไม้ที่จะเลือกมาใช้บูรณะอาคารในตอนหลัง
“งานไม้เป็นหัวใจในการบูรณะบ้านเขียวซึ่งเป็นเรือนไม้ เวลาประกอบไม้กลับไป ไม้เดิมที่ยังเหลืออยู่ทุกท่อนจะต้องประกอบกลับไปยังตำแหน่งเดิมทั้งหมด ส่วนไม้ที่เสียหายจนต้องหามาทดแทนใหม่ก็จะต้องเป็นไม้ประเภทเดียวกันกับที่เคยใช้สร้างบ้านเขียวมาก่อน”

การขุดค้นทางโบราณคดีถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์บ้านเขียวด้วยเช่นกัน
“การขุดค้นทำให้เราเจอตอม่ออยู่ในชั้นใต้ดิน ซึ่งทำให้เรารู้การวางตำแหน่งเสาและโครงต่าง ๆ ของบ้านทั่วทั้งหลัง อย่างแรกเลยที่รู้คือขอบเขตของอาคารว่ามีขนาดเท่าไหร่ อาคารตั้งอยู่ทิศไหน หันหน้าไปทางใด ต้องบอกก่อนว่าบ้านเขียวสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2444 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จึงไม่เหลือแบบก่อสร้างของบ้านไว้อ้างอิงเลย งานโบราณคดีได้เข้ามาทำหน้าที่ไขความกระจ่างเหล่านี้ และทำให้วาดแบบแปลนบ้านได้เป๊ะยิ่งขึ้น” คุณตุ่นกับคุณโก๋ช่วยกันเล่าต่อ
นอกจากจากจะช่วยให้ได้ข้อเท็จจริงเรื่องตำแหน่งและขนาดของอาคารแล้ว งานโบราณคดีและงานรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นยังเผยให้เห็นพัฒนาการของอาคารด้วยว่าในแต่ละช่วงเวลาได้มีการปรับ ขยาย เสริม เติม และต่อส่วนใดบ้าง รวมทั้งเห็นสภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่ และรู้ว่าแต่ละยุคเกิดอะไรขึ้นบ้าง ระหว่างที่ดำเนินการขุดค้นได้เกิดโครงการถ่ายทอดการเรียนรู้กระบวนการอนุรักษ์ให้กับเยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี


นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมภาพบ้านเขียวจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์และศึกษาร่วมกับข้อมูลที่ได้จากงานขุดค้น เพื่อตีออกมาเป็นแบบบ้านเขียวอย่างละเอียด มีการกำหนดสัดส่วนที่แม่นยำ
“เราพบว่าบ้านเขียวมีพัฒนาการของตัวอาคารถึง 5 แบบ 5 ยุค ก่อนจะเกิดเหตุรื้อถอนเมื่อ พ.ศ. 2563 และเราจำเป็นต้องวาดแบบบ้านเขียวแต่ละยุคออกมาให้ชัดเจน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการอนุรักษ์ขั้นต่อ ๆ ไป” คุณตุ่นเกริ่นขึ้นมาจนผมชักตื่นเต้นตามไปด้วยเสียแล้วสิ
รื้อฟื้นแบบบ้านเพื่อเริ่มกระบวนการบูรณะ
งานอนุรักษ์โบราณสถานเป็นงานละเอียดอ่อนที่ต้องดำเนินไปอย่างมีหลักการด้วยความระมัดระวัง การเรียนรู้ข้อเท็จจริงเรื่องวิวัฒนาการของบ้านเขียวในแต่ละช่วงเวลาย่อมก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดแจ้งในทุกมิติ
“เมื่อจะบูรณะอาคารโบราณสถาน เราควรเข้าใจให้ได้เสียก่อนว่าคุณค่าของอาคารนั้นคืออะไร เพราะนั่นคือการกำหนดทิศทางกระบวนการบูรณะที่จะตามมา” คุณตุ่นเอ่ย
“โดยปกติอาคารโบราณสถานมักมีคุณค่าอยู่ที่ความงามหรือไม่ก็ประวัติศาสตร์ ในกรณีบ้านเขียว คุณค่าด้านความงามอาจไม่เท่ากับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นบทบันทึกถึงความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมป่าไม้สยาม ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มเมื่อกว่า 120 ปีก่อน อาคารนี้เพียงอาคารเดียวถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการทำป่าไม้ในภูมิภาคล้านนาได้”
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการสืบค้นทางโบราณคดีและการหาข้อมูลจากทุกแหล่งทำให้ทราบว่าบ้านเขียวมีพัฒนาการด้านรูปแบบอาคาร 5 ยุค แต่การศึกษาแบบลงละเอียดระดับนี้ นอกจากสร้างความเข้าใจแล้ว ยังช่วยอะไรได้อีกบ้าง
“ขออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ โดยจะลองยกตัวอย่างประกอบดังนี้นะครับ หากคุณค่าของโบราณสถานนั้นอยู่ที่ความงาม ก็แปลว่าอาคารนั้นสวย อาคารที่สวยก็มักจะสวยมาตั้งแต่แรกสร้าง ดังนั้น การซ่อมอาคารประเภทนี้ก็อาจจำเป็นต้องซ่อมกลับไปตามรูปแบบต้นฉบับ เพื่อรักษาความแท้”
“ถ้าหากโบราณสถานนั้นมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ ก็อาจไม่จำเป็นต้องซ่อมอาคารกลับไปยังต้นฉบับ แต่อาจเลือกบูรณะอาคารให้กลับไปสู่ยุคที่ถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในช่วงต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ที่สำคัญคือควรดึงคนในท้องถิ่นที่เติบโตมากับอาคารหลังนี้ ผูกพันกับอาคารหลังนี้ ให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม เพราะภาพจำของคนในท้องถิ่นและเรื่องราวของพวกเขาที่มีต่ออาคารหลังนี้ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน” พอคุณตุ่นเล่าจบผมถึงกับร้องอ๋อออกมาดัง ๆ
กระบวนการอนุรักษ์ในขั้นตอนต่อไปคือการตีแผ่ยุคสมัยทั้ง 5 ยุคของบ้านเขียวให้เห็นกันชัด ๆ ว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร จากนั้นจะเป็นการถก แสดงความคิดเห็น และหารือร่วมกัน โดยมีกลุ่มภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่ (สมาคมรักษ์เมืองเก่าแพร่) เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฯลฯ ในฐานะประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมด้วย ก่อนร่วมกันตัดสินใจว่าจะบูรณะบ้านเขียวให้กลับไปมีสภาพตามแบบยุคไหน
ทีนี้เรามาศึกษาวิวัฒนาการของบ้านเขียวแบบกระชับ ๆ ให้พอเข้าใจไปพร้อม ๆ กันนะครับ

- บ้านเขียวยุคที่ 1 : สร้างประมาณ พ.ศ. 2444 เดิมปรากฏเป็นเพียงอาคารไม้ชั้นเดียว ไม่มีลวดลาย พบตอม่ออิฐแบบโบราณ (ตำแหน่งตอม่อและเสาอาคารถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เราทราบว่าในระยะต่อ ๆ มาได้มีการขยายพื้นที่อาคารอย่างไร) หน้าอาคารมีชานไม้ และพบแนวบันไดทางขึ้นอาคาร (โดยบันไดซ่อนอยู่ภายในตัวอาคาร)
- บ้านเขียวยุคที่ 2 : เปลี่ยนจากตอม่ออิฐเป็นตอม่อคอนกรีต มีการถมปรับดับดินใต้ถุนอาคารให้สูงขึ้นจากยุคที่ 1 ใต้ถุนอาคารมีการกั้นห้องเพิ่มขึ้นด้านหลัง พื้นใต้ถุนในปูด้วยอิฐดินเผาโบราณ ซึ่งการค้นพบอิฐดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่นี้ ทำให้รู้ว่าเป็นอิฐประเภทอะไร ซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการบูรณะครั้งล่าสุด
- บ้านเขียวยุคที่ 3 : มีการอ้างอิงจากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศที่ Peter Williams-Hunt ถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. 2487 ตัวอาคารหลักมีการต่อเติมหลายจุด เช่น สร้างมุขใหม่ขึ้น เพิ่มนอกชานและระเบียง เปลี่ยนตำแหน่งบันใดทางขึ้นที่เคยซ่อนภายในให้มาอยู่ด้านขวาของอาคาร มีการต่อเติมอาคารทรงจั่วเพิ่มด้านหลัง


- บ้านเขียวยุคที่ 4 : อ้างอิงจากภาพถ่ายเก่า พ.ศ. 2498 ที่ค้นพบ มีการรื้อถอนบันไดและชานพักบันไดออก ย้ายบันไดทางขึ้นอาคารจากด้านขวาไปอยู่ด้านซ้ายแทน เปลี่ยนตอม่ออาคารเป็นแบบเสาตีนช้าง มีการก่อผนังก่ออิฐทาผิวสลัดปูนรอบอาคาร มุขอาคารด้านหน้ามีการประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียน อันเป็นอัตลักษณ์ของอาคารโบราณในจังหวัดแพร่ มีการกั้นผนังห้องชั้นล่างของอาคาร

- บ้านเขียวยุคที่ 5 : อ้างอิงจากภาพถ่ายอาคารก่อนเกิดการรื้อถอนใน พ.ศ. 2563 รวมทั้งศึกษาจากชิ้นส่วนของอาคารที่ยังหลงเหลืออยู่หลังจากเหตุการณ์ บ้านเขียวยุคที่ 5 มีการปรับแนวระเบียงหน้าอาคารให้หดเข้าไป เปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาจากกระเบื้องว่าวเป็นกระเบื้องซีเมนต์ลอนคู่ มุงหลังคาอาคารด้านหลังให้เข้ามาเชื่อมกับหลังคาอาคารหลัก มีการต่อเติมองค์ประกอบอาคารใหม่ ๆ หลายจุด เช่น เพิ่มห้องน้ำด้านบน เพิ่มลาน เพิ่มบันไดต่าง ๆ ฯลฯ
“หลังจากที่เรานำเสนอแบบบ้านเขียวตามพัฒนาการทั้ง 5 ยุคให้ภาคีเครือข่ายทั้งหมดรับทราบ ในที่สุดภาคประชาชนก็ร่วมกันลงมติเลือกบูรณะบ้านเขียวให้กลับมามีสภาพตามแบบยุคที่ 4” คุณตุ่นเล่าต่อ
ทำไมถึงเป็นยุคที่ 4 ครับ – ผมถาม
“ยุคที่ 4 เป็นบ้านเขียวที่ชาวแพร่รู้สึกคุ้นเคยมากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นภาพจำที่คนในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นอกจากนั้น ยุคที่ 4 ยังคงความเป็นอาคารไม้ที่มีฟังก์ชันการใช้งานตามแบบสำนักงานขององค์กรป่าไม้ภาคแพร่อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
“ยุคที่ 5 นั้นอาจจะเป็นยุคที่บ้านเขียวได้รับการปรับปรุงไปจากเดิมเยอะมากไป มีการเสริมแต่งสิ่งใหม่ ๆ จนแทบจะทำให้อาคารไม้กลายสภาพไปเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนแทน
“นอกจากนี้บ้านเขียวในยุคที่ 4 เป็นยุคที่เริ่มนำไม้ฉลุลายแบบวิกตอเรียนมาประดับอาคาร ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ จึงเป็นยุคที่ทำให้อาคารโคโลเนียลหลังนี้สวยงามขึ้นในแบบท้องถิ่นด้วย” คุณตุ่นค่อย ๆ ไขข้อสงสัยให้กับผม

เมื่อได้แบบบ้านแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการบูรณะที่มีรายละเอียดอีกมากมายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งผมคงจาระไนได้ไม่หมดสิ้น แต่ประเด็นหลักที่ผมอยากขยายให้เห็นภาพชัดเจน ยังคงเป็นเรื่องของความร่วมมืออย่างกระตือรือร้นจากภาคประชาชนที่มีอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าพลังไม่เคยแผ่วเลย
“อย่างที่บอกว่ากระบวนการบูรณะบ้านเขียวเปิดมิติการทำงานด้านอนุรักษ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาชนในท้องถิ่นโดดเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน นอกจากการลงมติเรื่องแบบอาคารแล้ว ตอนเลือกสี เราก็มีการดำเนินการในลักษณะคล้ายกัน โดยทางทีมผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรได้ศึกษาว่าสีต้นตำรับของอาคารในแต่ละยุคเป็นสีอะไร พร้อมทำเป็นตารางสีเปรียบเทียบ Pantone มีการลงสีในแบบร่างอาคารให้เห็นชัด ๆ เลยว่าทาออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร” คุณโก๋ร่วมเล่า
การตรวจสอบชั้นสีจากไม้ที่เหลือและเปรียบเทียบ Pantone
มีการประกาศเปิดโหวตผ่าน Facebook ของ สวนรุกขชาติเชตวัน Chetawan Arboretum ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยให้พี่น้องชาวแพร่และผู้สนใจได้ร่วมลงมติผ่านแบบสอบถาม Google Forms กิจกรรมครั้งนี้ดึงดูดผู้ร่วมลงมติได้ถึง 842 คน และร่วมกันเลือกแบบที่ 1 สูงสุดถึง 42.5% ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเฉดสีในความทรงจำ และยึดตามภาพที่เห็นสุดท้ายก่อนการรื้อถอนเมื่อ พ.ศ. 2563


นอกจากการชักชวนภาคประชาชนมาร่วมในกระบวนการแล้ว การบูรณะอาคารก็ทำตามหลักการที่ถูกต้องทุกประการ โดยพยายามนำของดั้งเดิมกลับคืนไปใช้ให้มากที่สุด ไม้ที่ยังเหลืออยู่ทุกท่อนทุกชิ้นกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม เครื่องเรือนและอุปกรณ์ตกแต่งภายในอาคารที่เหลืออยู่ เช่น โคมไฟ ก็ซ่อมและนำกลับมาใช้ หากต้องซื้อหาหรือทำขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องสรรหาเครื่องเรือนและอุปกรณ์ร่วมสมัย
“หรืออย่างกระเบื้องมุงหลังคา เราพบว่าบ้านเขียวยุคที่ 4 ใช้กระเบื้องว่าว ไม่ใช่กระเบื้องลอน ตอนที่เปิดหลังคาออกมา เราเห็นระแนงไม้วางเรียงกันถี่ ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนมากเลยว่าเป็นระแนงไม้ที่เตรียมไว้สำหรับปูกระเบื้องว่าว เมื่อบูรณะ เราก็กลับไปใช้กระเบื้องว่าวตามเดิม ซึ่งต้องมีการเสริมโครงสร้างหลังคาด้วยโครงเหล็ก เพื่อให้รับน้ำหนักกระเบื้องว่าวได้”
จากบ้านเขียวสู่ศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ จังหวัดแพร่
เมื่อการบูรณะเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน ทางสวนรุกขชาติเชตวัน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) ได้กำหนดรับมอบงานจากผู้รับเหมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในวันนั้นได้จัดให้มีเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนคนในท้องถิ่น รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานรัฐและภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสาธารณชนที่สนใจด้วย พร้อมกับเปิดให้เยี่ยมชมบ้านเขียวเป็นวันแรก

“ตามแผนงานในโครงการอนุรักษ์ กำหนดไว้ร่วมกันว่าจะพัฒนาบ้านเขียวให้เป็นศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ จังหวัดแพร่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์การทำป่าไม้ในภูมิภาคล้านนาตั้งแต่อดีตให้ประชาชนได้เรียนรู้ ซึ่งทางกรมศิลปากรก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษาต่อไป นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดการเรื่องภูมิทัศน์โดยรอบทั้งหมดให้เรียบร้อย” คุณตุ่นสรุปสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟัง

คุณโก๋ชวนให้ผมดูรูปกิจกรรมหลากหลายที่เพิ่งจัดไปในบริเวณลานหน้าบ้านเขียว ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรี การแสดงงานศิลป์ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีพี่น้องชาวแพร่มาร่วมกันอย่างหนาตาน่าชื่นใจ
“ความตื่นเต้นของประชาคมแพร่ที่อยากมาดูบ้านเขียว อยากมาชื่นชม อยากมาใช้สถานที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้พวกเราเชื่อว่าบ้านเขียวคือความภูมิใจของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นจนจบ จะทำให้บ้านเขียวได้รับการดูแลเป็นอย่างดีต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนแพร่เอง ซึ่งผมว่านี่คือการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด”
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เราคงพอจะได้เห็นกระบวนการฟื้นฟูบ้านเขียวที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของบุคคลหลายฝ่าย เป็นความสามัคคีที่น่าชื่นชม จนวันนี้เราได้รักษาโบราณสถานอันทรงคุณค่าให้ยังคงอยู่ต่อไป
“เห็นไหมครับว่ามีหลายคน หลายภาคส่วนจริง ๆ ผมคงกล่าวได้ไม่ทั่วถึง ต้องขอขอบคุณที่ร่วมด้วยช่วยกันมาโดยตลอด” คุณตุ่นและคุณโก๋กล่าวปิดท้ายด้วยรอยยิ้ม
อย่าลืมหาโอกาสกลับไปชื่นชมและร่วมศึกษาประวัติศาสตร์การป่าไม้ล้านนาที่บ้านเขียว ซึ่งวันนี้คือศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ จังหวัดแพร่ ให้ได้นะครับ

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์
- ดร.วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกเชี่ยวชาญ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
- คุณสัญชัย ลุงรุ่ง สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
ขอขอบพระคุณภาพประกอบบทความ
- โดยคุณสัญชัย ลุงรุ่ง กรุณารวบรวมภาพจาก Facebook ของภาคีเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมทั้งภาพ 3 มิติที่ทำขึ้นเพื่อประกอบการอธิบายรายละเอียด
