‘บ้านหนึ่งนเรศ’ คือชื่อเรียกบ้านเลขที่ 1 ตั้งอยู่บนถนนนเรศ เป็นบ้านโบราณที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากรุ่นสู่รุ่น และกรมศิลปากรพิจารณารับรองให้เป็นโบราณสถานที่ควรอนุรักษ์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566
“บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คุณปู่รักและผูกพันมาก เพราะได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คุณปู่รักทุก ๆ เรื่องราวที่เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ รักสมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะลูกหลาน แม่บ้าน คนงาน หรือผู้เช่าห้องแถวของเราก็ตาม
“ผมมั่นใจว่าความรักและผูกพันนั้นมิได้จบลงที่รุ่นคุณปู่ แต่ยังส่งผ่านมายังรุ่นคุณพ่อ สืบต่อมายังรุ่นคุณลูก และแน่นอนว่าจะถ่ายทอดไปยังทายาทรุ่นคุณหลานและรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน

“ผมเชื่อว่าเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นและส่งผ่านมายังรุ่นเราให้คงอยู่ต่อไปด้วยความภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับการดูแล ‘บ้านหนึ่งนเรศ’ หลังนี้ ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำเพื่อครอบครัวเท่านั้น แต่ผมพยายามทำเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของไทยให้คงอยู่ต่อไปด้วย”
คุณนิกรเดช พลางกูร เอ่ยเมื่อเริ่มการสนทนา คุณนิกรเดชมีชื่อเล่นว่าแจ็คกี้ เป็นทายาทรุ่น ‘คุณลูก’ จากสมการด้านบน และเป็นผู้ที่เพิ่งซ่อมบ้านหนึ่งนเรศสำเร็จเรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันคุณแจ็คกี้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
คุณแจ็คกี้ไม่ได้นั่งคุยกับผมเพียงลำพัง แต่ยังชวนภรรยา คุณหน่า-ภูมิจิต และลูกสาว ซีรีน พลางกูร วัย 10 ปี มาร่วมสนทนาด้วย น้องซีรีนยังแนะนำให้ผมรู้จัก ชูชีพสมาชิกสายพันธุ์ชิวาวาขี้เล่นที่วิ่งซนไปมาอยู่ไม่ห่าง

“คนสำคัญคือคุณโก้ ผู้ที่ผมติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการอนุรักษ์บ้านหนึ่งนเรศ” คุณแจ็คกี้หมายถึง โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะผมกับโก้มีโอกาสพบกันหลายรอบ ผ่านเรื่องราวของบ้านหลายหลัง ซึ่งปรากฏเป็นบทความคู่คอลัมน์ Heritage House อยู่หลายบทความ

ขณะนี้คุณหน่านำเอกสารมากมายมาวางเตรียมไว้ พร้อมรูปภาพเก่า ๆ ของครอบครัว เผื่อเราต้องใช้อ้างอิงระหว่างการสนทนา คุณหน่าเองก็เป็นผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน ตอนนี้โก้เริ่มไล่พลิกเอกสารต่าง ๆ ไปมา เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ
“การคุยกันในวันนี้ นอกจากความรู้เกี่ยวกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมแล้ว ผมเชื่อว่าจะเข้าใจ ‘ความรู้สึกผูกพัน’ ที่ครอบครัวมีต่อบ้านหลังนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมแล้วใช่ไหมครับ” คุณแจ็คกี้เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ผมยิ้มกว้าง รีบกดปุ่มบันทึกเสียง ขณะนี้ผมพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม
เปิดปูมย่านสี่พระยา
“ที่ดินของบ้านหนึ่งนเรศเดิมเคยเป็นที่ดินของ 1 ใน 4 เจ้าพระยาซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนสร้างถนนสี่พระยาค่ะ” คุณหน่าเปิดประเด็น ดังนั้น ก่อนที่เราจะทำความรู้จักกับตัวบ้าน เราคงต้องเริ่มที่ย่านเสียก่อน
ถนนสี่พระยาตัดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเชื่อมถนนเจริญกรุงกับถนนพระรามสี่เข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นจากท่าน้ำสี่พระยา ตัดขนานไปกับถนนสุรวงศ์ จนสิ้นสุดลงที่แยกสามย่าน มีความยาวทั้งสิ้น 1.6 กิโลเมตร
ย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ยังทรงครองราชย์อยู่ กรุงเทพฯ ค่อย ๆ เจริญขึ้นเรื่อย ๆ มีชาวตะวันตกเข้ามาตั้งชุมชนขนาดใหญ่อยู่ในเขตบางรัก ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ก็เริ่มแปรสภาพจากเมืองน้ำกลายมาเป็นเมืองบก เนื่องด้วยการสัญจรทางน้ำอย่างเรือพายเริ่มลดความสำคัญลงไป ส่วนการสัญจรทางบกอย่างรถม้ากลับทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ต่อมาชุมชนชาวตะวันตกพากันเรียกร้องให้รัฐบาลสยามตัดถนนที่มีคุณภาพดีพอสำหรับให้รถม้าวิ่งได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อเดินทางเข้ามาติดต่อหรือปฏิบัติราชการที่ใจกลางพระนคร ซึ่งมีสถานที่ราชการอย่างกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ตั้งอยู่รายล้อมพระบรมมหาราชวัง
ถนนเจริญกรุงจึงเริ่มตัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2404 จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2407 นับเป็นเป็นถนนสายหลักสายแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลาต่อมามีการตัดถนนสำคัญสายอื่น ๆ ตามมาอีกเรื่อย ๆ เช่น ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ถนนตรงหรือถนนหัวลำโพง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นถนนพระรามสี่ในสมัยรัชกาลที่ 6) เป็นต้น
เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 กรุงเทพฯ ก็ยิ่งเจริญขึ้น บ้านเมืองขยับขยายจนเกิดย่านใหม่ ๆ มากมาย ในขณะนั้นการซื้อที่ดินสะสมเพื่อการลงทุนกำลังได้รับความนิยม
รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชปรารภเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
…การซื้อที่ดิน ตึก เรือน แลให้เช่านั้น เป็นการที่มีประโยชน์ยืดยาวชั่วบุตรและหลานเหลนสืบไป…
ส่งผลให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทร่วมสนองพระราชปรารภดังกล่าว โดยพากันออกไปซื้อที่ดินในเขตชานพระนครสำรองไว้เพื่อการลงทุน แต่ส่วนมากประสบปัญหาว่าที่ดินเหล่านั้น มักไม่เป็นที่สนใจ ให้เช่าหรือขายไม่ได้ เพราะไม่มีถนนสายย่อยทำหน้าที่เชื่อมที่ดินของตนสู่ถนนสายหลัก และการเดินทางยังคงยากลำบากอยู่เช่นเดิม จนในที่สุดเจ้าของที่ดินเหล่านี้จึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการลงทุนตัดถนนสายย่อยขึ้นเสียเอง

ถนนสี่พระยาจึงเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุดังกล่าว โดยเป็นการร่วมทุนของพระยา 4 ท่าน อันประกอบไปด้วย พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (หม่อมราชวงศ์ลพ สุทัศน์), พระยาพิพัฒน์โกษา (เซเลสติโน ซาเวียร์), พระยานรฤทธิ์ราชหัช (ทองดี โชติกเสถียร) และ พระยานรนารถภักดี (สุด บุนนาค) รวมทั้ง หลวงมนัศมานิต (เผล่ วสุวัต) เพื่อตัดถนนสายย่อย และเชื่อมที่ดินของตนสู่ถนนสายหลักอย่างถนนเจริญกรุง

ภาพ : Steve Van Beek เมื่อต้นศตวรรษที่ 20
ถนนสายย่อยที่ตัดขึ้นใหม่ด้วยวัตถุประสงค์เช่นนี้มีเกิดขึ้นหลายสาย โดยมักจะน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อขอพระราชทานนาม ซึ่งส่วนมากจะพระราชทานให้โดยมีนัยอนุสรณ์ถึงผู้ที่ตัดถนนสายนั้น ๆ สำหรับนามถนน ‘สี่พระยา’ ก็เป็นนามพระราชทานเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระยาทั้ง 4 คนที่เป็นผู้ลงทุนตัดถนนสายดังกล่าว และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดถนนสายนี้ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449

ภาพ : Harrison Forman เมื่อ พ.ศ. 2501
ถนนสายอื่น ๆ ที่ตัดขึ้นด้วยทุนส่วนตัวและเรารู้จักกันดี ได้แก่ ถนนสาทร (โดย หลวงสาทรราชายุกต์ (ยม พิศลยบุตร)) ถนนเดโช (โดย พระยาสีหราชเดโชชัย (โต บุนนาค)) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ และเป็นผู้ลงทุนตัดถนนสุรวงศ์ในเวลาต่อมา
เปิดประวัติ ส่องสถาปัตยกรรมบ้านหนึ่งนเรศ
บ้านหนึ่งนเรศปลูกอยู่บนที่ดินผืนกว้างบนถนนนเรศ อันเป็นถนนสายย่อยที่แยกสาขาออกมาจากถนนสี่พระยา และยังทำหน้าที่เชื่อมถนนสายนี้กับถนนสุรวงศ์

“พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (หม่อมราชวงศ์ลพ สุทัศน์) คือหนึ่งในผู้ร่วมทุนสร้างถนนสี่พระยา และท่านก็เป็นผู้ลงทุนซื้อที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 เมื่อคราวเปิดถนนสี่พระยา
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นองคมนตรี และพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร คิดว่าท่านเป็นข้าราชการผู้หนึ่งที่รัชกาลที่ 6 ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ด้วยปรากฏภาพลายเส้นฝีพระหัตถ์ที่ทรงวาดล้อเลียนท่านอยู่ด้วย เช่นเดียวกับข้าราชการที่รับใช้ใกล้ชิดคนอื่น ๆ” โก้เริ่มเล่าถึงเจ้าของที่ดินคนแรก พร้อมกับเปิดภาพลายเส้นฝีพระหัตถ์ที่กล่าวถึงให้ชม

“อีก 10 ปีต่อมา ปรากฏโฉนดที่ดินสลักหลังระบุว่า พระยาอภัยราชามหายุติธรรมธรขายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้แก่ นางเวียน ประนิช เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2459” คุณหน่าช่วยโก้เล่า
นางเวียน ประนิช เป็นภรรยาของ หลวงพิชัยวารี (เทียนสุย ประนิช) ซึ่งต่อมาธิดาของท่านก็คือ คุณหญิงนุ่ม พลางกูร ผู้เป็นภรรยาของ พระยาพลางกูรธรรมพิจัย (เผดิม พลางกูร) อดีตผู้พิพากษาศาลมณฑลภูเก็ต ในสมัยรัชกาลที่ 6
ในปี พ.ศ. 2475 ที่ดินผืนนี้ตกทอดมาสู่รุ่นคุณปู่ นั่นคือ คุณผดาสวัสดิ์ พลางกูร บุตรชายของพระยาพลางกูรธรรมพิจัย ก่อนจะตกทอดมาสู่ นายแพทย์พิลิปดา พลางกูร (หรือ คุณหมอฟิลลิปส์) ผู้เป็นคุณพ่อ และมาถึงคุณแจ็คกี้ ผู้เป็นรุ่นลูก ในปัจจุบัน

“กรณีที่ดินนั้นชัดเจนว่าเป็นที่ดินที่สืบทอดมาตามข้อมูลที่อ้างอิงได้จากโฉนด มีวันที่และปีพุทธศักราชระบุไว้ชัดเจน แต่สำหรับสิ่งปลูกสร้างอย่างตัวบ้านนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อไหร่” โก้เอ่ย แต่ยังเชื่อว่าเรื่องนี้ยังสืบหาข้อเท็จจริงได้
และแล้วการสืบค้นก็เริ่มต้นขึ้นจากโฉนดที่ดินฉบับดั้งเดิม ซึ่งระบุว่ามีการขายเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 ในโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่า พระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร ผู้เป็นเจ้าของที่ดินคนแรก ไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ แต่อาศัยอยู่ที่บ้านบนถนนอนุวงศ์ ซึ่งเป็นนิวาสถานเดิมของท่าน จึงพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นขายที่ดินเปล่าเท่านั้น ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ
ต่อมาใน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นปีที่มีการโอนที่ดินจาก นางเวียน ประนิช มาให้ นายผดาสวัสดิ์ พลางกูร ในโฉนดที่ดินฉบับเดียวกัน ระบุไว้ว่านางเวียนอาศัยอยู่ในบ้านบนที่ดินผืนนี้แล้ว นั่นพอจะอนุมานได้ว่าบ้านหลังนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่โก้ยังพยายามสืบค้นข้อมูลต่อจากเอกสารอื่น ๆ ประกอบ เผื่อว่าเราจะได้ตัวเลขปีที่สร้างบ้านได้เป๊ะขึ้น
สำหรับเอกสารที่โก้เลือกสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็คือแผนที่กรุงเทพฯ ของกรมแผนที่ทหารที่สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2468 พบว่ามีบ้านหลังนี้ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน และเรายังมองเห็นรายละเอียดรูปทรงของอาคารที่ระบุได้ว่าเป็นบ้านหนึ่งนเรศอย่างแน่นอน
จึงพอสรุปข้อสันนิษฐานได้ว่า บ้านหนึ่งนเรศสร้างขึ้นช่วง พ.ศ. 2459 – 2468 อย่างแน่นอน นั่นแปลว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 มีอายุระหว่าง 101 – 110 ปี (นับจากปีปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2569)


ฟังโก้อธิบายการสืบอายุบ้านแล้ว ผมรู้สึกเหมือนกำลังแปลงร่างเป็นนักสืบตามโก้ไปด้วย แต่ทำไมเราต้องค้นหาข้อมูลกันแทบพลิกแผ่นดินเช่นนี้
เรื่องนี้โก้อธิบายให้เข้าใจว่า “การสืบอายุของบ้านสำคัญมากค่ะ เพราะมีผลต่อวิธีการอนุรักษ์ที่จะตามมา ปีที่สร้างบ่งบอกยุคสมัย ทำให้เราเข้าใจรายละเอียดโครงสร้าง ส่งผลต่อการเลือกวัสดุในยุคปัจจุบันที่เหมาะสมพอที่จะนำไปใช้บูรณะวัสดุต้นฉบับได้ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต”
พอทราบอายุบ้านกันไปแล้ว ทีนี้มาฟังโก้กับคุณหน่าค่อย ๆ ไล่เรียงรายละเอียดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมของบ้านหนึ่งนเรศกันไปทีละจุด ตอนนี้เราขอชวนทุกคนลุกจากโต๊ะสนทนาไปยืดแข้งยืดขาเดินสำรวจบ้านหลังสวยพร้อม ๆ กันนะครับ
“สำหรับลักษณะทางสถาปัตยกรรม มองเห็นได้ชัดเจนว่าบ้านหนึ่งนเรศสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นพระราชนิยมในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว ผนังก่ออิฐหนา โดยเฉพาะชั้นล่างยิ่งหนาเป็นพิเศษ เพื่อทำหน้าที่เป็นผนังและรับน้ำหนักอาคาร (Wall Bearing) จึงเป็นอาคารที่ไม่ได้ใช้เสาและคานรับน้ำหนักอาคารแบบอาคารสมัยปัจจุบัน” โก้กับคุณหน่าร่วมกันสรุปภาพรวมให้ฟังก่อน

“สำหรับลักษณะการใช้สอยพื้นที่ พบว่าบ้านหนึ่งนเรศสร้างขึ้นโดยกั้นห้องออกเป็นสัดส่วน และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยไว้เรียบร้อยแล้วทั้งชั้นล่างและชั้นบน ต่างจากอาคารร่วมสมัยที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน เรามักพบอาคารลักษณะนี้ในเขตพระนครชั้นใน แทบทั้งหมดล้วนเป็นอาคารที่ออกแบบไว้เพื่อให้เป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์ และมักจะกำหนดพื้นที่ประทับรวมทั้งพื้นที่ใช้สอยไว้เฉพาะเพียงชั้นบนเท่านั้น ส่วนชั้นล่างปล่อยโล่ง ไม่มีการกั้นห้องแบ่งโซนแต่อย่างใด” โก้เล่าต่อ

“ใช่ ๆๆ ผมจำคราวที่คุณโก้เคยบอกผมว่า สถาปนิกในสมัยนั้นออกแบบบ้านตามแบบวังเจ้านายตามแบบสมัยนิยม แต่บ้านคนธรรมดาจะลดทอนรายละเอียดการตกแต่ง การใช้งาน หรือพิธีรีตองบางอย่างลงไป” คุณแจ็คกี้เสริม
“นอกจากนี้ยังมีการวางผังอาคารแบบสมมาตร (Symmetry) กล่าวคือมีทางเดินตรงกลางที่ทำหน้าที่แบ่งปีกซ้ายและขวาออกเป็นระยะเท่า ๆ กัน นับว่าเป็นการจัดวางพื้นที่อิงตามแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classic)” โก้เล่าต่อ

“สำหรับบ้านในสมัยก่อน การวางอาคารให้สอดคล้องกับทิศทางของแดดและลมถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่น ทางเดินตรงกลางบ้านมักวางอยู่ในแกนทิศตะวันตก-ตะวันออก เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นช่องรับลมเย็น ๆ จากภายนอกสู่ภายในบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเย็นสบาย หรืออย่างห้องนอนหลัก (Master Bedroom) ก็มักกำหนดให้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นทิศที่ไม่โดนแสงแดด นั่งสบาย ๆ อยู่ในห้องได้ทั้งวัน ห้องทางทิศนี้จึงมักสงวนไว้สำหรับผู้อาวุโสของบ้าน”

“อาคารแต่ละช่วงเสา (Bay) จะมีหน้าต่างไม้ปรากฏอยู่ช่วงเสาละ 1 บาน ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง โดยเป็นหน้าต่างบานเปิดคู่ ประดับตกแต่งด้วยบัวปูนปั้นที่เสาทุกต้น ขอบพื้น และผนังเหนือหน้าต่าง ซึ่งเป็นไปตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกเช่นกัน”

คราวนี้เราเดินมาหน้าบ้านกันบ้าง เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนชั้น 2 ทางด้านขวาของอาคาร ปรากฏมุขทรงเหลี่ยมยื่นยาวออกมา พร้อมบานกระทุ้งเรียงตัวโดยรอบ สันนิษฐานว่ามุขทรงเหลี่ยมนี้เป็นของดั้งเดิม เพราะปรากฏเป็นภาพลายเส้นรอบรูปอาคารที่แสดงอยู่ในแผนที่กรุงเทพฯ ที่สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2468 ด้วยเช่นกัน
มุขทรงเหลี่ยมนี้ถือเป็นจุดเด่นของบ้านหนึ่งนเรศที่ช่วยสร้างภาพจำให้กับทุกคนที่มาเยือน

ใต้จั่วหลังคาปรากฏอักษรจีน 2 ตัว อ่านว่า เชง กับ ไท่ มีความหมายว่า ‘ไทยรุ่งเรือง’ ปัจจุบันนำลงไปประดับอยู่บนผนังในห้องโถงด้านล่างแทน


“เพราะตำแหน่งเดิมนั้นซ่อนอยู่ภายใน แต่พี่แจ็คกี้อยากให้มองเห็นตัวอักษรจีนสำคัญ 2 ตัวนี้เวลามองเข้ามาในบ้าน ก็เลยย้ายลงมาที่ตำแหน่งปัจจุบัน ทุกครั้งที่เรามองเห็นตัวอักษรมงคล ก็เหมือนว่าลูกหลานกำลังได้รับคำอวยพรและกำลังใจจากบรรพบุรุษ ที่สำคัญ พี่แจ็คกี้เชื่อว่าที่ท่านเลือกสลักคำว่า ไทยรุ่งเรือง ประดับไว้ เพื่อช่วยเตือนสติให้ครอบครัวข้าราชการอย่างเราทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถในทุก ๆ วัน เพื่อให้ประเทศชาติรุ่งเรืองต่อไป” คุณหน่าเล่า
“ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเดิมเป็นระเบียงโล่งที่สร้างห้องทรงเหลี่ยมขึ้นภายหลัง ด้านหน้าประดับบานกระทุ้ง 4 บานเรียงชิดติดกันอย่างเป็นระเบียบและได้สัดส่วน ด้านหน้าอาคารทั้งด้านบนและล่างมีไม้ฉลุลายอ่อนช้อยประดับไว้โดยรอบเพื่อช่วยกรองแสงแดด และขับอาคารให้สวยงามและโดดเด่นยิ่งขึ้น” โก้เสริม

ไม้ฉลุลวดลายอ่อนช้อยเหล่านี้ยังปรากฏภายในตัวบ้านอีกด้วย คอยทำหน้าที่เป็นช่องระบายอากาศ (Ventilation Grill) ให้ห้องต่าง ๆ เรื่องการระบายอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่สถาปนิกต้องหาวิธีจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบ้านในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย



“มีห้องใต้ถุนที่ใช้งานได้ โดยมีหน้าต่างและช่องระบายอากาศช่วยระบายความชื้น เราค้นพบสีต้นฉบับที่เคยใช้ทาบ้านมาก่อนบริเวณใต้ถุนบ้าน นั่นคือด้านนอกทาสีเหลือง ส่วนด้านในทาสีฟ้าเทาและเขียว ทั้งหมด ซึ่งเป็นสีที่ใช้อ้างอิงในการปรับปรุงบ้านในเวลาต่อมา”


ดี ดี ที่หลังบ้าน
คราวนี้เราอ้อมมาหลังบ้าน ปรากฏลานโล่งปูพื้นด้วยแผ่นซีเมนต์ลายสับหว่างแบบโบราณ ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐ 2 ด้าน ปิดท้ายด้วยเรือนไม้ยาวที่ใช้เป็นเรือนครัว ปัจจุบันเหลือพื้นและกำแพงให้เห็นเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเจ้าของบ้านยังคงเลือกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
“ในอดีตลานโล่งแห่งนี้เคยทำหน้าที่กั้นตัวบ้านออกจากครัว ซึ่งวันนี้ไม่มีครัวแล้วค่ะ เดิมครัวเคยตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามหญ้าในปัจจุบัน” คุณหน่าเล่าให้ฟัง

“ข้อสันนิษฐานหนึ่งที่โก้ว่าน่าสนใจและน่าลองนำมาวิเคราะห์ด้วย คือในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยาพลางกูรธรรมพิจัยเคยเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลมณฑลภูเก็ต ท่านใช้ชีวิตรับราชการอยู่ที่นั่นนานหลายปี ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในบ้านเก่า ๆ ที่ภูเก็ตคือมักจะพบลานโล่งที่มีกำแพงล้อมตั้งอยู่หลังบ้านเช่นนี้ คนภูเก็ตเรียกลานโล่งนี้ว่า ฉิ่มแจ้” โก้ลองเสนอข้อสันนิษฐานที่น่าขบคิดบางประการ
“คนไทยเชื้อสายจีนในภูเก็ตเชื่อว่าฉิ่มแจ้เป็นดั่งท้องมังกร คอยรับสายฝน สายลม และแสงแดด ซึ่งเปรียบดังเงินทองหลั่งไหลมาสู่ครอบครัว เจ้าของบ้านจึงมักจะสร้างบ่อน้ำหรือวางตุ่มน้ำไว้ที่บริเวณนี้ด้วย เพื่อรับน้ำฝนและกักโภคทรัพย์ตามความเชื่อ เวลาโก้ไปซ่อมบ้านเก่าที่ภูเก็ตก็มักเจอการจัดสรรพื้นที่แบบนี้”
เมื่อฟังโก้เล่าจบ ผมลองสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มองเห็นกำแพงเก่าที่ยังหลงเหลือ แล้วสายตาก็พาไปหยุดที่ตุ่มโบราณจำนวนหนึ่งตั้งเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ บางทีลานโล่งกำแพงล้อมแห่งนี้อาจสร้างขึ้นด้วยความเชื่อท้องถิ่นจากภูเก็ตอย่างที่โก้ลองวิเคราะห์ก็ได้
ครัวของบ้านนี้จะอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวบ้านเพราะเป็นตำแหน่งปลายลม ลมที่พัดมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะลอดผ่านช่องทางเดินกลางบ้านที่ตั้งอยู่ในแกนตะวันตก-ตะวันออกมายังลานโล่งหลังบ้าน ช่วยพัดพากลิ่นฟืนไฟและอาหารจากครัวให้ลอยออกไป ไม่ย้อนเข้ามารบกวนคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่าคนสมัยก่อนมีความรู้เรื่องแสง ลม และการคำนวณทิศทางดีมาก ๆ
นอกจากฉิ่มแจ้ หลังบ้านมีอะไรที่ควรสังเกตอีกบ้าง
“บันไดค่ะ ลองดูดี ๆ จะพบว่ามีการแบ่งบันไดหน้าบ้านและหลังบ้านออกจากกันอย่างมีนัย ซึ่งเป็นสิ่งที่พบในบ้านภูเก็ตในยุคเดียวกัน ทั้งในบ้านของคนเชื้อสายจีน เช่น อั่งหม่อหลาว และบ้านที่มีอิทธิพลของฝรั่ง อย่างเช่นบ้านพนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานบริษัทในเมือง
“อย่างเมื่อสักครู่นี้ตอนที่เราอยู่หน้าบ้าน จะเห็นบันไดที่เป็นบันไดรับแขก เป็นบันไดทางการ แต่ละขั้นมีขนาดกว้าง การออกแบบจะดูประณีต วัสดุที่ใช้ก็สวยงาม ส่วนบันไดหลังที่เราเห็นตอนนี้เป็นบันไดบริการ (Service Stairs) สำหรับให้แม่บ้านนำอาหาร-เครื่องดื่มขึ้นไปตั้งบนบ้าน หรือเป็นทางเดินขึ้นไปทำความสะอาดห้องหับต่าง ๆ บนตัวบ้าน จึงเป็นบันไดที่เรียบง่าย เน้นใช้งานเท่านั้น” โก้ชวนสังเกต


“นอกจากนี้ หลังบ้านยังมีระเบียงพักผ่อนไว้นั่งรับลมที่พัดผ่านช่องทางเดินกลางบ้าน ระเบียงพักผ่อนถือเป็นมุมโปรดของครอบครัวไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม เรามักจะบันทึกภาพถ่ายเอาไว้เสมอ ทุกภาพล้วนเป็นความทรงจำที่งดงามของครอบครัว” คุณหน่าเล่าให้ฟังถึงมุมสำคัญ และวันนี้เราก็ได้บันทึกภาพครอบครัวพลางกูรไว้เป็นที่ระลึกด้วยอีกหลายช็อต

ย่านและบ้านในความทรงจำ
ผมชวนคุณแจ็คกี้ย้อนรำลึกถึงย่านถนนนเรศ-สี่พระยาและบ้านหนึ่งนเรศ เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก ก่อนไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่ออายุ 8 ปี จนกลับมาอีกทีก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเลย
“ย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อน ผมจำได้ว่าถนนนเรศเป็นถนนเงียบ ๆ เวลาเลี้ยวรถเข้ามาจะมองเห็นสำนักงานเขตบางรักที่ดูเป็นตึกโอ่โถงขึ้นมาหน่อย นอกนั้นเป็นบ้านโบราณคล้าย ๆ บ้านเรา มีห้องแถวเรียงกันเป็นคูหา เป็นร้านขายของประเภทต่าง ๆ เช่น ร้านขายผ้า ร้านตัดเสื้อ ร้านชำ ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านอาหารนานาชนิด ส่วนมากเป็นธุรกิจของคนไทยเชื้อสายจีน ในขณะที่ครอบครัวผมเป็นครอบครัวไทย-สวิส”
คุณผดาสวัสดิ์ ผู้เป็นปู่ของคุณแจ็คกี้แต่งงานกับคุณย่า คุณลินา ซึ่งมาจากสวิตเซอร์แลนด์ คุณหมอฟิลลิปส์ผู้เป็นลูกกับคุณแจ็คกี้ผู้เป็นหลานจึงกลายเป็นทายาทรุ่นที่มีความเป็นครอบครัวไทยปนสวิส

“เราแทบจะเป็นบ้านเดียวที่ไม่ได้ไหว้เจ้าแบบคนอื่น พอถึงวันตรุษจีน เพื่อนบ้านอุตส่าห์ขนหัวหมู ขนมเปี๊ยะ ผลไม้ พร้อมอาหารไหว้ชนิดต่าง ๆ มาให้เต็มไปหมด นี่คือน้ำใจที่เพื่อนบ้านมีต่อครอบครัวเรา
“คุณปู่กับคุณพ่อผมไปใช้ชีวิตที่สวิตเซอร์แลนด์นานหลายปี ทั้งไปเรียนหนังสือ ไปติดสงครามและเป็นเสรีไทยอยู่ที่นั่น พอกลับมาเจอตรุษจีนที่มีเพื่อนบ้านเอาหัวหมูมาให้ เราเลยคิดว่าเราควรทำพิธีตามแบบเพื่อนบ้านด้วย คุณปู่กับคุณพ่อเอาหัวหมูมาตั้งบนโต๊ะกลางลานหน้าบ้าน พยายามเล็งหารูที่เคยปักธูปมาก่อน พอหาเจอแล้วก็ปักธูปลงไปใหม่ เอาให้ตรงรอยเดิมพอดีเป๊ะ (หัวเราะ) ท่านคงกลัวว่าเราจะทำผิดประเพณี (หัวเราะ) แล้วเราก็ตั้งใจไหว้ตามเพื่อนบ้านจริง ๆ” คุณแจ็คกี้เล่า ส่วนพวกเราพากันฮาครืนด้วยความ (ขออนุญาตใช้คำว่า) เอ็นดู

“พอช่วงคริสต์มาส เราแทบจะเป็นบ้านเดียวที่ประดับตกแต่งไฟตามเทศกาล เพื่อนบ้านเห็นก็อุตส่าห์เอาหมูแผ่น หมูหยอง หรือโปสเตอร์เป็นรูปต้นคริสต์มาสมาให้ เป็นโปสเตอร์ภาพสามมิติด้วยนะครับ ไม่ใช่โปสเตอร์ภาพธรรมดา เห็นแล้วรู้เลยว่าตั้งใจไปเลือกหามาให้ ผมยังจำได้ดี เพื่อนบ้านคงอยากให้คุณย่ารู้สึกอบอุ่นใจที่ต้องฉลองคริสต์มาสในดินแดนที่ห่างไกลจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน
“อย่างในบ้านนี่ผมชอบบริเวณที่ปู่ผมเรียกว่าเรือนกล้วยไม้ เมื่อก่อนเป็นระแนงไม้อยู่หน้าบ้าน ปู่ชอบให้ผมมาช่วยรดน้ำ เด็กกับน้ำนี่เป็นของคู่กันอยู่แล้ว เราก็ฉีดไปเล่นไป โดยมีทั้งปู่ ย่า พ่อ เล่นกับเราตรงนั้น เป็นจุดที่ทั้งครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน สนุกมาก” คุณแจ็คกี้เล่าไปยิ้มไปเมื่อนึกถึงวันวาน

“เมื่อก่อนแถวนเรศ-สี่พระยาคือย่านที่อบอุ่น เพื่อนบ้านน่ารัก ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ที่สำคัญคือเคารพและนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ เป็นความอบอุ่นและปลอดภัยในวัยเด็ก ผมออกไปเดินเล่นนอกบ้านได้สบาย เดินไปไหนก็รู้จักทักทายกัน ถ้าหิวก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาจนอิ่มแล้วอิ่มอีก (หัวเราะ)
“กลับมาบ้าน พ่อถามก่อนเลยว่าเอาตังค์ไปจ่ายเขาหรือยัง กินแล้วจ่ายด้วยนะลูก อย่าเผลอไปกินของใครฟรี ๆ (หัวเราะ) เราอยู่กันแบบไม่มีใครเอาเปรียบใคร”

“ครอบครัวเรามีห้องแถวให้เช่า รุ่นปู่รุ่นพ่อผมให้เช่าในราคาถูกมาก ท่านไม่เคยคิดว่าเขาเป็นผู้เช่า แต่เขาคือเพื่อนบ้าน ถ้าช่วยอะไรได้เราจะพยายามช่วย”
ผมถามคุณแจ็คกี้ว่า เราอนุรักษ์ความรู้สึกรักใคร่ผูกพันที่คนในย่านนี้มีต่อกันไว้ได้หรือไม่
“อย่างน้อยผมดำเนินรอยตามสิ่งที่ปู่ ย่า และพ่อปฏิบัติมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ผู้เช่าห้องแถวของครอบครัวคือลูกบ้านที่ผมดูแลสารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใยเหมือนเพื่อนหรือญาติคนหนึ่ง แน่นอนว่าสภาพบ้านเมืองเปลี่ยน สภาพสังคมเปลี่ยน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนก็เปลี่ยน เพียงแต่ว่าอย่างน้อยอะไรที่เรายังรักษาไว้ได้ก็ควรทำต่อไป เริ่มจากตัวเราก่อน อย่าไปคาดหวังจากคนอื่น”
การอนุรักษ์ที่ตอบโจทย์
“เมื่อจะอนุรักษ์บ้าน ผมเลือกว่าต้องการความถูกต้องทั้งหมด จึงพยายามเสาะหาผู้ที่รู้เรื่องสถาปัตยกรรมอันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น ๆ และแนะนำผมได้ว่าควรดูแลรักษาอะไร อย่างไร เพราะผมไม่อยากทำแล้วแก้
“พอดีผมเห็นอาคารเก่าอย่างห้องสมุด Neilson Hays บูรณะกลับมาได้สวยงามมาก เมื่อสอบถามไป จึงมีโอกาสรู้จักกับคุณโก้ซึ่งเป็นผู้ดูแลการบูรณะห้องสมุดนี้” นับว่าเป็นโอกาสดีที่ทั้งคุณแจ็คกี้และโก้มีโอกาสมาพบกัน

โก้อธิบายให้เราฟังว่า เมื่อเข้ามาสำรวจบ้านหนึ่งนเรศนั้นก็พบว่าสิ่งที่ต้องจัดการอย่างด่วนเลยคือ ‘ความชื้น’
“สำหรับงานปูนที่ฉาบอาคารนั้น พบว่ามีร่องรอยผิวที่เปื่อยและปูดออกมาจากความชื้นสะสมในเนื้ออิฐเป็นบางจุด จากการเจาะท่อน้ำหรือฉาบทับด้วยปูนซีเมนต์สมัยใหม่ โก้แนะนำพี่แจ็คกี้กับพี่หน่าว่าให้สกัดผิวปูนบางส่วนออก โดยเปลี่ยนมาใช้ปูนตำแทน เพราะปูนเดิมที่เคยใช้ระบายความชื้นไม่ได้ และมักจะสร้างปัญหาให้กับอาคารในอนาคต ปูนตำจะช่วยระบายความชื้นได้ดีกว่า”

นอกนั้นเป็นการทาสีให้อาคารโดยยึดแนวสีตามที่ค้นพบจากกำแพงเดิม นั่นคือสีเหลือง สีเทาปนฟ้า และสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่นำมาใช้ทาตัวบ้านเป็นหลักในปัจจุบันอย่างที่ปรากฏ
“สำหรับภายในบ้าน ผมรักษาห้องไว้ตามบริบทเดิม อย่างห้องรับแขก ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น ทุกอย่างเป็นเช่นเดิมทั้งหมด มีการโยกย้ายเครื่องเรือนเก่า ๆ มาใช้ตกแต่งบ้างเล็กน้อย โดยเป็นเครื่องเรือนร่วมสมัย ผมคิดว่าบำรุงรักษาได้ง่าย ๆ ผมไม่ชอบอะไรรกรุงรัง ชอบความโล่ง (หัวเราะ) แล้วก็ชอบงานศิลป์ จะเห็นว่าผมนำภาพเขียนที่สะสมมาจากที่ต่าง ๆ มาประดับให้มีชีวิตชีวามากขึ้น


“ส่วนห้องที่มีความสำคัญทางจิตใจ อย่างเช่นห้องนอนคุณพ่อ ผมก็รักษาสภาพไว้อย่างเดิมทุกประการ เตียงนอนของท่านก็ยังรักษาไว้จนวันนี้

“รวมทั้งลายพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่คุณทวด พระยาพลางกูรธรรมพิจัย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ทั้งหมดนี้เป็นของที่มีคุณค่าต่อครอบครัว และเราอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด”

หนึ่งนเรศในวันหน้า
การสนทนาของเราเดินมาถึงช่วงสุดท้าย และเป็นประเพณีไปเสียแล้วที่ผมจะถามผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนว่า จะอนุรักษ์บ้านของบรรพบุรุษต่อไปอย่างไร
“สักวันหนึ่งหน้าที่นี้จะตกเป็นของน้องซีรีน ลูกสาวของผม ที่จะดูแลรักษาต่อไป ลูกจะทำเป็นแกลเลอรีศิลปะหรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งคงเป็นไปตามสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น
“ผมนับถือศาสนาพุทธ หลักคำสอนของพระพุทธองค์เป็นปรัชญาที่ดีมาก แม้แต่คุณย่าผมที่เป็นชาวสวิสท่านก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในที่สุด ผมยึดมั่นในหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวลามองอะไรผมก็มองผ่านเลนส์นี้ ซึ่งเป็นหลักการใช้ชีวิตที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดติด ปราศจากตัวตน ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เช่นเดียวกับบ้านที่บรรพบุรุษดูแลรักษาและส่งผ่านจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่ของเราคนเดียว
“ผมบอกลูกว่าบรรพบุรุษเราไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้เป็นนักธุรกิจ แต่เป็นครอบครัวคนไทยที่เป็นข้าราชการ คำว่าข้าราชการคือข้าแผ่นดิน เกียรติยศของเราคือการได้รับใช้พระเจ้าอยู่หัว รับใช้ประชาชน และให้ลูกคิดอยู่เสมอว่า บ้านหลังนี้ไม่ใช่เป็นแค่บ้านของครอบครัวพลางกูรเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านที่แสดงถึงอัตลักษณ์อันโดดเด่นของชาติไทย เรามีหน้าที่ที่จะต้องรักษาเอาไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปได้เห็น ได้ศึกษา ได้เรียนรู้กันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรม รวมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเมืองในยุคสมัยนั้น ๆ ผมขอให้เขาเลือกทำสิ่งที่คิดแล้วว่าดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด” เมื่อคุณพ่อพูดจบ ก็หันไปมองภรรยาและลูกสาว ทั้งคู่หันมาส่งยิ้มให้คุณพ่อ
ถ้าคุณปู่ คุณพ่อ และบรรพบุรุษทราบว่าคุณลูกและคุณหลานตั้งใจจะดูแลรักษาบ้านหลังนี้ด้วยแนวคิดเช่นไร ผมเชื่อว่าทุกท่านย่อมสบายใจหายห่วงแล้ว เพราะบ้านหนึ่งนเรศที่ท่านรักและผูกพันเป็นหนักหนาจะอยู่ในมือผู้ที่ตั้งใจรักษาไว้อย่างดีที่สุดแน่นอน

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์
- คุณนิกรเดช พลางกูร
- คุณภูมิจิต พลางกูร
- คุณซีรีน พลางกูร
- ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน
เอกสารและข้อมูลอ้างอิง
- นิตยสารศิลปวัฒนธรรม บทความเรื่องสาทร สุรวงศ์ สี่พระยา ถนนที่เกิดขึ้น เมื่อการซื้อขายที่ดินบูม เขียนโดย เสมียนนารี เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ทาง www.silpa-mag.com/history/article_100775
- แผนที่กรุงเทพฯ ของกรมแผนที่ทหาร ที่สำรวจเมื่อ พ.ศ. 2468
- โฉนดที่ดินเลขที่ 2114 สารบาญเล่มที่ 22 หน้าที่ 75 เมื่อ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449
- หนังสือ 100 ปี บางรัก จากวันวานถึงวันนี้ 2450 – 2550
