6 สิงหาคม 2024
597

จากตอนที่แล้วที่พาไปดูเรื่องอาหารดิลิเวอรีในอดีต ซึ่งเป็นอาหารหาบเร่ที่คนขายหาบมาขายถึงบ้านในสมัยก่อน 

คราวนี้ขอพาไปดูอาหารอีกประเภทหนึ่งในอดีตกันบ้างค่ะ นั่นก็คือ ‘ของกินเล่น’ 

หนังสือ ประกายพรึก เขียนโดย คุณอัมพร หาญนภา (พิมพ์ พ.ศ. 2506 สำนักพิมพ์คลังวิทยา) เล่าถึงของกินเล่นที่นิยมในสมัยก่อน สมัยก่อนที่ว่านี้คือย้อนไปแค่ไหน เดี๋ยวจะมีคำตอบให้นะคะ 

วิธีแยกประเภทของกินเล่นของคุณอัมพรน่ารักมาก เพราะแยกเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ ‘อร่อยลิ้น’ ‘กินเพลิน’ และ ‘เจริญใจ’ ค่ะ 😊

พวก ‘อร่อยลิ้น’ ก็ได้แก่ของรสจัด ๆ ประเภทเปรี้ยว-เค็ม-เผ็ด เป็นของยอดนิยมของสาว ๆ ในยุคนั้น เช่น มะม่วง มะยม มะขาม บ๊วยเค็ม เกี้ยมซึงตี (ภาษาจีนแปลว่า เปรี้ยวเค็มหวาน) คือพวกผลไม้กวนรสเปรี้ยวเค็มหวานมาจากเมืองจีน คนขายก็เป็นจีน ซึ่งในหนังสือเล่าไว้ว่า เจ๊กเกี้ยมซึงตีนี้รายได้ดีนัก เพราะสินค้าแบ่งแยกขายตามกำลังทรัพย์ ไม้ใหญ่ก็ไม้ละ 2 สตางค์ ไม้เล็กก็ไม้ละสตางค์เดียว 

นอกจากผลไม้กวนรสเปรี้ยวเค็มหวาน คนจีนยังมีของกินอื่น ๆ ด้วย เช่น ลูกชิดเชื่อมเสียบไม้ แห้วจีนปอกเปลือกเสียบไม้ เหง้าบัวหลวงหั่นแว่นแช่อิ่ม ลูกพลับสดและแห้ง ลูกมะฝ่อดองแล้วชุบน้ำตาลเชื่อมเหนียวหนับ ลูกท้อ ลูกไหน

หมวด ‘กินเพลิน’ คือของขบเคี้ยว เคี้ยวมันเคี้ยวเพลิน มีรสหวานมันหรือเค็มมัน เช่น ข้าวโพดคั่ว ถั่วต้ม ถั่วคั่ว เมล็ดแตงโม เกาลัด อ้อยควั่น กล้วยฉาบ ฯลฯ 

คุณอัมพรเล่าเกร็ดน่าสนใจไว้ว่า คนขายข้าวโพดคั่ว อ้อยควั่น และถั่ว มักจะมาราว ๆ หลัง 4 โมงเย็น เพราะ เป็นเวลาที่พวกผู้ใหญ่กลับจากงานแล้ว จะไปดูหนังดูละครกันก็ตอนเย็นตอนค่ำ ข้าวโพดคั่วนั้นก็เหมือนกับทุกวันนี้ สตางค์แดงหนึ่งก็ราว ๆ 3 กำมือผู้ใหญ่ อ้อยควั่นนั้นเสียบไม้ขายเป็นพวง พวงละสตางค์แดงเดียวเหมือนกัน พวงที่เสียบนั้นทำด้วยไม้ไผ่ เกรียกชายออกเป็นแฉก ๆ แบบไม้เรียวสมัยโบราณที่เรียกว่า ไม้ขี้ฉ้อ แล้วก็เอาอ้อยเสียบกับปลายไม้นั้น พวงหนึ่งมีราว ๆ 8 ข้อหรือ 10 ข้อ บางเจ้าที่ประณีตหน่อยก็เจียนอ้อยเป็นรูปลางสาด แล้วก็อบด้วยควันเทียน ดอกมะลิ กุหลาบ กระดังงา ขายพวงละ 2 สตางค์ แต่ทว่าประเภทนี้ขายไม่ค่อยดีเพราะแพง คนชอบที่ราคาถูก ๆ มากกว่า…

ถ้าดูจากข้อมูลนี้ ‘สตางค์แดง’ หมายถึงเหรียญ 1 สตางค์ มีสีแดง มีรูตรงกลาง ที่ใช้กันตั้งแต่ พ.ศ. 2451 – 2480 ทำให้รู้ว่าข้อเขียนของคุณอัมพรกำลังเล่าถึงของกินเล่นยุคกว่า 100 ปีมาแล้วนั่นเองค่ะ 

เรื่อง ‘อ้อยควั่น’ คุณอัมพรเล่าว่าสถานที่หนึ่งที่ขึ้นชื่อคือ ‘วงเวียน 22 กรกฎาคม’ ในยุค พ.ศ. 2473 – 2374 กรมนคราทรที่มีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาความสะอาดของบ้านเมือง ก็ได้จัดการให้วงเวียน 22 กรกฎาคมนี้เป็นสถานที่หย่อนใจ มีม้านั่งวางให้นั่งเล่น มีของกินมาขาย 

ของกินตัวท็อปของวงเวียนก็คืออ้อยควั่นนี่เองค่ะ จนมีคำเรียกว่า ‘อ้อยวงเวียน’

ถามว่าอ้อยวงเวียนวิเศษอย่างไร คุณอัมพรเล่าว่าก็อ้อยธรรมดานี่เอง ใส่อ่างใหญ่ มีน้ำแข็งก้อนโตอยู่ตรงกลาง มีดอกกุหลาบแดงวางอยู่ด้วยเป็นช่อ ๆ ใครซื้ออ้อยครบ 5 สตางค์จะได้กุหลาบแดง 1 ดอก ช่างเป็นโปรโมชันที่น่ารักเสียนี่กระไร 

ไฮไลต์อยู่ตรงที่สาวคนขาย ผิวขาวหน้าแฉล้ม พูดจาอ่อนหวานน่ารัก ถึงขั้นว่า คนหนุ่ม ๆ หรือคนแก่แต่ใจหนุ่ม อยู่ถึงไหน ๆ ก็ต้องเดินทางมากินอ้อยควั่นที่วงเวียน กินไปคุยกับแม่ค้าไป เพลิดเพลินดี ขายดิบขายดีกันไป

จนต่อมาเกิดเป็นค่านิยมว่า ‘คนขายอ้อยควั่นต้องสวย’ เพราะสาวสวยท้องถิ่นอื่นในกรุงเทพฯ ก็ขายอ้อยควั่นเช่นกัน ถึงขั้นมีเพลงร้องว่า โอ้แม่กลอยผ่านฟ้า แม่โสภาเก้าชั้น แม่องุ่นเครือพันธุ์ แม่สมใจสะพานแดง กลายเป็นเทพธิดาประจำถิ่นกันเลยทีเดียว

ของกินเล่นยอดฮิตอีกอย่างคือ ‘ถั่ว’ ซึ่งคนขายจะต้องเป็นแขกอาบัง คุณอัมพรกล่าวว่าไม่เคยเห็นคนขายเป็นชาติอื่น วิธีขายคืออาบังจะเอาถั่วใส่ถุงขนาดใหญ่รวม 3 ถุง ใส่กระจาด เอากระจาดทูนบนหัวแล้วเดินเร่ร้องขายไปตามที่ต่าง ๆ 

ที่มี 3 ถุงเพราะมีถั่ว 3 ประเภท คือถั่วเค็ม (โรยเกลือหรือพรมน้ำเกลือ) ถั่วหวาน (ฉาบน้ำตาล) และถั่วผัด (ผัดน้ำมันเนย คลุกพริกชี้ฟ้า ต้นหอม และเกลือ เวลาขายก็มีบีบมะนาวให้ด้วย) 

วิธีเรียกลูกค้าของอาบังคือร้องว่า มั่น-ม้าน-มั่น-ม้าน (น่าจะหมายถึงถั่วมัน ๆ) พอลูกค้าซื้อ บังจะใส่ถั่วให้ในกรวยกระดาษ

ส่วนของกินหมวดที่คุณอัมพรเรียกว่า ‘เจริญใจ’ คืออะไรก็ตามที่มีความพิเศษต่อจิตใจ ไม่ใช่แค่ อร่อยลิ้น กับ กินเพลิน เหมือน 2 หมวดแรกที่เล่าไป 

อย่างแรกคือตระกูลหวานเย็น ที่นิยมมากในหมู่เด็ก ๆ คือ ‘น้ำแข็งกด’ ค่ะ

หนังสือ อยู่กับก๋ง (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519) เขียนโดย หยก บูรพา หรือ คุณเฉลิมศักดิ์ รงคผลิน เล่าเรื่องน้ำแข็งกดเช่นกันว่าเป็นที่นิยมในหมู่เด็ก ๆ มาก 

ที่น่าสนใจคือวิธีทำและวิธีกินก็ยังเหมือนกับที่คุณอัมพรบรรยายไว้ค่อนข้างมาก แม้เวลาจะเป็นช่วงหลังคุณอัมพรหลายสิบปี (คุณเฉลิมศักดิ์เกิด พ.ศ. 2490 และบรรยายถึงชีวิตตนเองในวัยราว 13 ปี ในต่างจังหวัด) 

วิธีทำคือคนขายจะไสน้ำแข็งใส่ลงในแก้วก้นสอบจนพูน เอาไม้ไผ่ซี่เล็ก ๆ ปักลงไป เอานิ้วกดให้แน่น (จึงเรียกว่าน้ำแข็งกด) จับก้านไม้ไผ่ดึงออกมาแล้วราดน้ำหวาน 

น้ำหวานนี้ในหนังสือ อยู่กับก๋ง เล่าว่ามี 3 สี คือแดง เขียว และขาว (ออกสีใสเหมือนน้ำเชื่อม) สั่งสีอะไรก็ได้ หรือจะเอาทุกสีก็ยังได้ ส่วนในหนังสือคุณอัมพรเล่าว่า น้ำหวานมี 3 สี คือแดง เขียว และสีช็อกกาแลต

ส่วนวิธีกิน ทั้ง 2 เล่มเล่าไว้เหมือนกันคือต้องเดินดูด นั่งกินก็ไม่อร่อย ยืนกินก็ยังไม่ดีพอ ต้องเดินกินถึงจะวิเศษ เดินไปดูดไป จนสิ้นน้ำหวานเหลือแต่น้ำแข็งเปล่า ๆ สีขาว จึงค่อยเคี้ยวน้ำแข็งเป็นการล้างปากไปในตัว 

ส่วนหนังสือ อยู่กับก๋ง เล่าว่าความพิเศษของน้ำแข็งกดอยู่ที่ต้องสั่งราดนมข้นเพิ่ม คนขายจะโรยเป็นวงให้จนทั่ว ต้องจ่ายเงินเพิ่มนิดหน่อย แต่ก็ อวดโก้กันตรงใส่นมนี่เอง โดยไม่ได้ระบุราคา แต่ของคุณอัมพรระบุว่าน้ำแข็งกดอันละ 1 สตางค์ 

จากน้ำแข็งกดพัฒนามาเป็น ‘ไอติมหลอด’ ในยุค พ.ศ. 2470 คือน้ำผสมน้ำหวานสีต่าง ๆ กรอกใส่หลอดสังกะสี แช่น้ำแข็ง ราคาแท่งละ 1 สตางค์เช่นเดิม และฮอตฮิตถึงขั้นว่า ไปทางไหนมีแต่คนกินไอติมหลอดกันทั้งนั้น

เกร็ดที่คุณอัมพรเล่าไว้คือ บางเจ้าทำอร่อยดีพิลึก ละลายโกโก้ผสมนม ผสมน้ำตาม หอมหวานดีนัก แต่บางเจ้าก็ทำชุ่ยสิ้นดี ใช้น้ำคลองละลายสีสวรรค์ใส่น้ำตาลเท่านั้น ไม้ที่ปักก็เหม็นร้ายกาจตามธรรมชาติของไม้ไผ่ที่แช่น้ำ คือทำขายแบบที่ว่า คนทำไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ทำ ผลที่สุดคนที่ซื้อไปกิน ท้องร่วงตายกันหลายสิบรายเลย โอ้โหอ่านแล้วพูดไม่ออกเลยนะคะ ตายเพราะไอติมหลอดนี่มันน่าเสียดาย

หนังสือ มรดกไทย (พิมพ์ พ.ศ. 2536 สำนักพิมพ์ราชาวดี) เขียนโดย คุณลาวัณย์ โชตามระ เล่าถึงของกินเล่นในยุค ‘ก่อนสงคราม’ (สงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ. 2484 – 2488)) ไว้หลายอย่าง ที่รู้ว่าเป็นยุคไหนก็เพราะมีการระบุราคาว่า ‘1 สตางค์แดง’ หนึ่งในนั้นก็คือเต้าฮวยกับเฉาก๊วย ซึ่งจะไม่ขายด้วยกัน ใครขายเต้าฮวยก็เต้าฮวยไป เฉาก๊วยก็ขายไปอย่างเดียว 

เต้าฮวยนี้ในหนังสือกล่าวว่าเป็นของกินของคนชั้นต่ำ เพราะราคาถูก ผู้ขายก็จะหาบร่อนเร่พเนจรไปตามที่ต่าง ๆ คนซื้อก็คือคนที่อยู่ตามถนน ส่วนคนที่อยู่ในรั้วในวังหรือคฤหาสน์ที่มีรั้วรอบขอบชิดก็จะไม่กินเต้าฮวย 

เต้าฮวยสมัยนั้นใส่ชามกะลา มีปาท่องโก๋โรยหน้า อาเฮียคนขายจะใช้กรรไกรตัดปาท่องโก๋เป็นชิ้นเล็ก ๆ โรยหน้าให้ ปาท่องโก๋สมัยนั้นตัวละ 1 สตางค์ เป็นการ ‘เพิ่มปริมาณ’ ให้เต้าฮวยดูมีท็อปปิ้งฟู ๆ คนขายจะใช้แผ่นสังกะสีตักเนื้อเต้าฮวยใส่ชาม ใส่น้ำตาลทรายแดงราว 1 ช้อนสังกะสี ถ้าลูกค้าบอกว่า เอาหวาน ๆ หน่อย ก็จะใส่เพิ่มอีกครึ่งช้อน แล้วก็ยกกาน้ำขิงรินให้ หยิบปาท่องโก๋ตัดโรยลงไป 

ปริมาณเสิร์ฟเยอะแค่ไหน คุณลาวัณย์ระบุไว้ชัดเจนมากว่า กิน 5 คำหมด

ส่วนเฉาก๊วยก็หาบเร่ขายไปตามถนนเช่นเดียวกับเต้าฮวย ใส่ถังไม้เหมือนกัน ใช้แผ่นสังกะสีตักและโรยน้ำตาลทรายแดงเหมือนกัน แค่ไม่มีน้ำขิงราด

ของกินเล่นเหล่านี้หายไปหมดช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา เพราะเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ช่วง พ.ศ. 2485 มีของกินชนิดใหม่เข้ามา คือก๋วยเตี๋ยวผัดไทย กล้วยแขก และข้าวเม่าทอด ที่คุณอัมพรเล่าว่าเยอะถึงขนาด ไปถนนไหนเป็นเจอถนนนั้น และถนนหนึ่งมีตั้งหลาย ๆ เจ้า เป็นของกินคู่กัน กินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยแล้วต้องตบท้ายด้วยกล้วยแขกและข้าวเม่าทอดเป็นของหวาน

ของกินเล่นอีกอย่างที่ขายดีในช่วงสงครามคือ ‘ขนมปังปิ้งทาเนย’ ขายดีพอ ๆ กับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย กล้วยแขก และข้าวเม่าทอด แผ่นเล็กแผ่นละสลึง (สตางค์แดงเลิกใช้ไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2480) แผ่นใหญ่ 2 สลึง คนชอบซื้อไปกินกับกาแฟตอนเช้า ๆ 

ของกินที่ซือคิดว่าน่าสนใจอีกอย่าง คือมะขามป้อมแช่อิ่มตากแห้ง คุณอัมพรเล่าไว้ว่าสาว ๆ ชอบกินนัก โดยเฉพาะเวลาไปดูหนัง บรรดาหนุ่ม ๆ เลยชอบซื้อให้ หน้าโรงหนังจึงมักเห็นแผงขายของกินเล่นที่มีมะขามป้อมใส่ถุงแขวนเยอะแยะ

อีกของกินเล่นที่ซือไม่เคยเห็นเลย คือมะเขือเทศแช่น้ำหวานสีแดงสดใส่ถุงพลาสติก จริง ๆ แล้วเป็นมะเขือไข่เต่าลูกเล็ก ๆ แช่น้ำหวาน หนุ่ม ๆ สาว ๆ ชอบซื้อกินกันมาก ทุกตลาดต้องมีเจ้ามะเขือเทศตัวนี้ ขายดิบขายดีมาก

เป็นอย่างไรบ้างคะ หวังว่าเกร็ดเรื่องของกินเล่นสมัยเก่าก่อนคงเป็นที่ถูกใจคุณผู้อ่าน บางอย่างเรายังพอเห็นอยู่ในปัจจุบัน บางอย่างก็หายไปหมดแล้วตามยุคสมัย อ่านไปจินตนาการไปถึงสภาพสังคมยุคนั้นไปสนุกดี ไม่ว่าจะเกิดอะไร การมีของกินเล่นอร่อย ๆ ก็ยังคงเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ กินนั่นเคี้ยวนี่ไปไม่ให้ปากว่าง กินไปกินมาก็อิ่มแทนกินข้าวเป็นมื้อ ๆ ได้เหมือนกันนะคะ

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม