สวัสดีจากขอนแก่น เช้านี้เราจะเดินทางไปเยี่ยมศิลปินเซรามิกถึงบ้าน
หากกำลังนึกถึงนักปั้นมาดเท่ผู้ใช้มือชะโลมน้ำลงบนดินเหนียวจนเป็นรูปร่าง ขอบอกว่านักปั้นคนนี้มาดเท่ไม่แพ้กัน แต่เซรามิกของเขาปั้นโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ!
KOON studio คือชื่อแบรนด์ ส่วน ปลื้ม-อติศักดิ์ สงทามะดัน คือชื่อเจ้าของบ้านที่โผล่มาทักทายจากประตูห้องทำงาน


บ้านหลังนี้ต้อนรับเราด้วยเสียงเพลงเบา ๆ ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ทั้งยังมี กุ๋งกิ๋ง แฟนสาวนักปั้น และ เจ้ากวยจั๊บ แมวลายสลิดตัวอ้วนที่นอนกลิ้งไปมารับอากาศดี ตกแต่งด้วยถ้วยชามเซรามิกหลากรูปทรง ประติมากรรมแปลกตา สมกับเป็นบ้านศิลปินที่อัดแน่นไปด้วยงานศิลปะและผู้คนที่เขารัก
หลังทำความรู้จักกันเพียงไม่นาน ชายหนุ่มที่นาน ๆ จะมีคนมาเยี่ยมบ้านก็พาเราไปทำความรู้จักกับห้องทำงานของเขา พร้อมเล่าเรื่องชีวิตนักเรียนสถาปัตยฯ ที่ไม่ทำงานสถาปนิก แต่เลือกปั้นเซรามิกด้วยเทคนิคพิมพ์ 3 มิติ หรือเทคโนโลยี 3D Printing แบบที่นักปั้นด้วยกันเองยังไม่เข้าใจ

จัดสรรปั้นส่วน
บ้านหลังนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนชัดเจน
หนึ่ง คือโซนที่พักอาศัย สอง คือโซนพักผ่อนหย่อนใจ สาม คือโซนทำงานเซรามิก
แน่นอน ปลื้มรีบพาเราไปโซนหลังสุดอย่างกระตือรือร้น เขาเริ่มแนะนำคนนอกวงการให้รู้จักกับเตาเผาแต่ละแบบ ได้แก่ เตาไฟฟ้า ให้ความร้อนจากขดลวดไฟฟ้า เตาฟืน ให้ความร้อนจากการเผาฟืน เตาแก๊ส ให้ความร้อนจากแก๊ส ซึ่งรูปแบบเตาที่แตกต่างกันส่งผลให้ลวดลายบนเซรามิกแตกต่างกันไปด้วย
ปลื้มเล่าว่า KOON studio มักเลือกใช้เตาแก๊ส เพราะทำงานคล่องตัวสุด เหมาะกับคนมีพื้นที่ไม่เยอะ แม้ไม่ใช่งานฝีมือเท่าเตาฟืน แต่ก็ควบคุมได้ว่าอยากให้เกิดควันตอนไหน ซึ่งเซรามิกบางแบรนด์ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมเตา ถึงขนาดมีอาชีพช่างเผากันเลยทีเดียว
เราถามปลื้มว่าแบรนด์ของเขาให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากที่สุด คราวนี้เขากระตือรือร้นเพิ่มอีกเท่าตัว ก่อนพาเราเดินลัดเลาะไปหน้าบ้านแทนคำตอบ เพราะเป็นสถานที่ที่เขาใช้เตรียมดิน


นายช่างใหญ่กุลีกุจอเปิดปากถุงดินทีละถุงให้เราเห็นความแตกต่าง เขานำดินมาจากหลายพื้นที่ สีแดงมาจากอำเภอน้ำพอง จังหวัดเชียงใหม่ สีขาวนวลมาจากจังหวัดลำปาง รวมถึงหลายจังหวัดในภาคอีสาน ดินเปียกเขาเอามาหมักเป็นโคลนแล้วค่อยกรอง ดินแห้งเอามาทุบให้แตกแล้วร่อนในตะแกรง บดจนเนื้อเนียนละเอียดเข้ากัน (เขาหยิบดินมาขยี้ให้ดู) เพราะหัวเครื่องพิมพ์ 3D Printing หรือ 3 มิติมีขนาดเล็กมาก
ปลื้มกระซิบเคล็ดลับว่าเขาจะเดินทางไปตามหาดินที่หมู่บ้านดินเผาเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งที่มีดินเหนียวคุณภาพดี เนื่องจากเป็นดินที่ต้องนำไปเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาก ถ้าเป็นดินจากหมู่บ้านอื่น ๆ เผาแล้วจะแตก ฉีก ร้าว ไม่เป็นรูปทรง ด้วยพื้นฐานของดินจะหดตัวตอนเผา บางดินหดตัวน้อย บางดินหดตัวมาก เกิดเอาดินมาผสมกันโดยไม่รู้ ดินที่หดตัวน้อยจะดึงดินที่หดตัวมาก ทำให้ชิ้นงานฉีกอีกเช่นกัน
เคล็ดลับอีกข้อของปลื้มคือเขาใช้ดินอุตสาหกรรมคอมปาวนด์ (Compound Clay) มีส่วนผสมละเอียดอ่อน เนื้อแน่น เป็นตัวกลางคอยเชื่อมดินจากหลายพื้นที่ ทำให้ปลื้มใช้ดินได้หลากหลายมากขึ้น
ดินท้องถิ่นหาง่ายและถูกกว่าดินอุตสาหกรรมถึง 30% แถมเลือกโทนสีได้ตามแต่ละพื้นที่ อย่างดินสีขาวใช้ทำ Tableware ดินสีแดงใช้ทำของแต่งบ้าน เขาหยิบผลิตภัณฑ์หลากเฉดสีมาเปรียบเทียบให้ดู
“งานผมเป็น 3D Print ผมไม่ได้ปั้นมือเลย ผมปั้นไม่เป็นหรอก”
งั้นทำไมถึงเลือกทำอาชีพนี้ – เราถามสวน
ปลื้มล้างมือพร้อมเสียงหัวเราะ ราวกับบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้ต้องนั่งคุยกันยาว


ยุคปลุกปั้น
เราเดินกลับมาที่มุมพักผ่อนของบ้าน
โต๊ะไม้ยาวสูงเท่าหัวเข่ามีแก้วกาแฟวางเรียงราย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นผลงานของเจ้าบ้านทั้งนั้น
ปลื้มเป็นคนขอนแก่นโดยกำเนิดก็จริง แต่เขาเพิ่งกลับบ้านมาเมื่อ 6 ปีก่อน หลังตีตั๋วออกจากอำเภอเมืองฯ เข้าเมืองหลวงไปเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขาพกความมั่นใจใส่กระติ๊บข้าวเหนียว แต่กลับเรียนจบออกมาพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ผิดหวังจากการไม่ได้ทำงานบริษัทที่ต้องการ ทั้งยังมีใจอยากทำหนังสารคดี จึงผันตัวไปเป็นช่างภาพอยู่นับปี จนสภาพการเงินขัดคล่อง ไม่วายต้องกลับมาตายรังที่งานออกแบบ โดยไม่คิดจะกลับขอนแก่น
เขาเริ่มทำธุรกิจด้วยการขายกระถางต้นไม้ดินเผาที่ตลาดนัดจตุจักร (จากตรงนี้จะมองเห็นผลงานยุคบุกเบิกของเขาอยู่ไกล ๆ ที่สวนกระบองเพชรหลังบ้าน) ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนต้องจ้างพนักงานมาช่วยหล่อปูน ความคิดต่อมาจึงกลายเป็นการซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิติเพื่อร่นระยะเวลาการผลิตและกำลังคน
แม้ปลื้มจะไม่ได้เป็นสถาปนิก แต่การเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ทำให้เขาเห็นผลงานหลุดโลกที่ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติมากมาย ทั้งการฉีดพลาสติกเป็นโมเดล ไปถึงการใช้งานร่วมกับเครื่อง CT Scan เพื่อสร้างบ้านหลังน้อยให้ปูเสฉวนในทะเล – ไม่แปลกที่เขาจะคิดว่าตัวเองคงฉีดปูนออกมาเป็นกระถางต้นไม้ได้เหมือนกัน

เขานำเข้าเครื่องพิมพ์จากเนเธอร์แลนด์ ปูนมาจากแหล่งเดียวคือบริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่ง แต่ภาพฝันอันสวยหรูมีอันต้องจบลง เพราะหลังทดลองใช้ปูนได้ 3 กิโลกรัมก็ค้นพบว่าการแห้งแข็งของปูนทำให้ทุกอย่างยากไปหมด ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปูนชนิดนี้จะกลายเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท
จังหวะนี้เราได้ยินเพลงปลุกใจจากซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ดังมาแต่ไกล เพราะปลื้มตัดสินใจเป็นหัวแถวด้วยการเปลี่ยนวัสดุจากปูนเป็นดิน และกลับมาตั้งหลักใหม่ที่บ้านเกิด – จังหวัดขอนแก่น
เขามุ่งหน้าไปยังคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขอดิน อาจารย์เปิ้ล-ผศ.ดร.ณัฏฐพงศ์ พรหมพงศธร แห่ง ISAN Cubism มา 100 กิโลกรัม ชิ้นงานแรกที่ปลื้มทดลองทำคืออิฐสำหรับก่อกำแพงบ้านตัวเอง กำแพงนี้ทำให้เขารู้ว่าดินมี 2 สี เพียงแต่การตั้งแถวใหม่ของเขาทำให้ลูกค้าไม่มีความเชื่อมั่นที่จะซื้ออิฐจากเทคนิคนี้ เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน และถ้าโรงแรมใหญ่ ๆ จะซื้ออิฐของปลื้มไปตกแต่งก็ต้องมีใบรับรองคุณภาพชัดเจน
เขารู้ดีว่าอิฐขายได้ก้อนละ 50 บาท แต่เซรามิกขายได้ราคาดีกว่าเกือบ 10 เท่า
การเปลี่ยนไปใช้เทคนิคเครื่องพิมพ์ 3 มิติทำกระถางต้นไม้ขายจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ การเริ่มต้นเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับวิชาเซรามิกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มิตรรักนักปั้น
“ผมไป Sit-in กับน้อง ๆ วิชาเซรามิก เพราะดินมันละเอียดอ่อนมาก ๆ ดินจากพื้นที่ไหน แปรรูปแบบไหน ตอนแรกผมปั้นมือไม่เป็น เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำงานส่งก็เลือกใช้เครื่อง เพราะมันเป็นตัวเราไปแล้ว ตอนแรกใครก็บอกให้ปั้นมือเพราะง่ายกว่า คนเชื่อมั่นในงานมากกว่า แต่เรามีเทคโนโลยีของเรา ผมเชื่อมั่นว่าผมมีกลุ่มลูกค้าของตัวเอง ฝรั่งใช้กันแพร่หลาย แต่คนไทยยังไม่ค่อยนำเทคนิคนี้มาใช้กับเซรามิก”
จากกระถางต้นไม้สัมผัสแปลกใหม่ ปลื้มหยิบจอกสาเกญี่ปุ่นมาให้เรายลโฉม นี่คือสินค้าชิ้นแรกที่เป็นรูปเป็นร่างและสร้างชื่อให้เขา ว่ากันตามตรง คนในวงการเซรามิก ณ ขณะนั้นยังไม่ต้อนรับช่างปั้นด้วยเทคโนโลยีสักเท่าไร


“จะมีคำที่บอกว่า โอ้ย สบายแล้วสิไม่ต้องปั้นเอง ผมก็คิดว่ามันไม่ได้สบายนะ เราแค่เหนื่อยกันคนละแบบ” ปลื้มเล่าประสบการณ์ช่วงแรกให้ฟัง “คนทำเซรามิกจะถวิลหาความดั้งเดิม เผาด้วยเตาฟืน ส่วนคนทำ 3D Print ก็จะถวิลหาโลกอนาคต บ้านบนดาวอังคาร แต่เราเป็นคนชอบเผาฟืนที่อยากใส่ความสตรีต อยากใส่รองเท้า Hoka ไม่อยากใส่รองเท้าหนัง ผมว่าคนทุกวันนี้มันผสมผสานนะ”
จอกสาเกของปลื้มชนะเลิศการประกวดแก้วที่บ้านข้างวัด จังหวัดเชียงใหม่ เรียกความมั่นใจว่างานเขามีคุณภาพไม่ต่างจากงานเทคนิคอื่น จึงตามมาด้วยการผลิตอื่น ๆ เหยือก แจกัน ถ้วยชงมัทฉะ ฯลฯ
การไปขายของที่เชียงใหม่ทำให้ปลื้มรู้จักกลุ่ม Chiangmai Clayative ซึ่งรวบรวมนักปั้นเซรามิกนับสิบคนเพื่อขับเคลื่อนวงการเซรามิก ปลื้มได้พัฒนาสินค้าของตัวเอง ทดลองเทคนิคใหม่ ๆ ให้ได้สีสันลวดลายสวยงาม จนหนุ่มขอนแก่นต้องเช่าบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน จะเรียกว่าเชียงใหม่เป็นบ้านหลังที่ 2 ก็ไม่ผิดนัก
แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะขอนแก่นไม่มีกลุ่มคนทำเซรามิกมากมายขนาดนั้น แต่ยังมีพื้นที่สร้างสรรค์ดี ๆ อย่าง Columbo Craft Village หมู่บ้านศิลปะที่ชักชวนให้ปลื้มเปิดประตูบ้านตัวเอง ต้อนรับชาวขอนแก่นให้มารู้จักกับโลกเซรามิกที่สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติผ่านเวิร์กช็อปของเขา
ปัจจุบัน สินค้าของ KOON จำหน่าย 3 ที่ด้วยกัน คือแจ่งเมือง ตรงหัวมุมคูเมืองเชียงใหม่, บ้านข้างวัด และร้านฮักคราฟท์ สาขาเชียงราย แอบบอกว่าปลายปีนี้จะมีที่ฮักคราฟท์ สาขาเชียงใหม่ด้วยนะ


ปั้นดินให้เป็นดาว
คุยกันมาเนิ่นนาน ถึงคราวนายช่างใหญ่ผลิตชิ้นงานให้เราดูด้วยตาเนื้อ
“ตอนแรกเป็นกระบอกเปล่าแบบนี้ครับ เราจะใส่อะไรก็ได้ ไม่ใช่แค่ดิน มันคือ Clay” เขาค่อย ๆ แนะนำอุปกรณ์ทีละอย่าง “ผมเคยลองกับ 3 วัสดุ คือปูนซีเมนต์ แป้งคุกกี้ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นดิน”


ปลื้มบอกว่าข้อควรระวังที่สุดคือลมในดิน
ในคู่มือการใช้งานระบุว่าให้พันดินเป็นก้อนแล้วอัดเข้าไปในกระบอก แต่ทุกคนมักสร้างงานไม่สำเร็จ เพราะมีอากาศเข้าไปในดินระหว่างอัด ทำให้ฉีดดินไม่ออก หรือไม่ก็ฉีดออกมาแตก วิธีการที่ปลื้มค้นพบด้วยตัวเองคือการตอกกับพื้นเพื่อไล่ลม ซึ่งจะได้ผลดีกับดินเนื้อละเอียดที่ผ่านการนวดมาอย่างดี
“หัวฉีดเส้นพลาสติกมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 0.1 แต่ของเราเริ่มต้นที่ 1 นั่นหมายความว่าเราจะทำงานเร็วกว่าการฉีดเส้นพลาสติกถึง 10 เท่า เขาพิมพ์ 60 นาที ส่วนเราพิมพ์ 6 นาทีก็เสร็จแล้ว”
เป็นจริงอย่างที่เขาว่า ช่างภาพถ่ายรูปยังไม่เสร็จดี ถ้วยใบน้อยของปลื้มก็ดันเสร็จก่อนเสียแล้ว เราประทับใจแบบ 2 ต่อ เพราะนี่เป็นการเห็นวิธีพิมพ์ 3 มิติครั้งแรก แล้วยังเป็นการฉีดดินอีกต่างหาก! เข้าใจขึ้นมาว่าทำไมปลื้มถึงมีความคิดอยากได้เครื่องที่ 2 เพราะคงช่วยเขาผลิตชิ้นงานเพิ่มได้อีกเยอะ


“มีเงินก็ยังซื้อไม่ได้เลย ต้องต่อคิว เพราะฝั่งยุโรปเขากำลังบูมมากเรื่องการทำเซรามิกด้วย 3D Print” เขาเปรยปัญหา ขณะเดียวกันก็เป็นการบอกเล่าว่าสถานการณ์โลกไปถึงไหนกันแล้ว
“การพัฒนาสูงสุดของเทคโนโลยี 3 มิติมี 2 ทาง หนึ่ง ใช้เพื่อโคลนนิ่งทางการแพทย์ เช่น พรินต์คนขึ้นมาโดยใส่เนื้อเยื่อเข้าไป ตอนนี้พรินต์หัวใจแบบสมบูรณ์ได้แล้วนะ กำลังเลี้ยงหัวใจให้เต้นอยู่
“สอง คือทางสถาปัตยกรรม NASA ต้องการสร้างบ้านบนดวงจันทร์ ใช้นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนยานสั่งพิมพ์บ้านออกมา เพื่อลดการขนส่งจากโลก” โปรเจกต์ที่ปลื้มเล่ามีชื่อว่า Project Olympus โดยบริษัท ICON ร่วมกับ NASA และ BIG (Bjarke Ingels Group)
กลับมายังพื้นดินแดงแห่งจังหวัดขอนแก่น เราถามเขาว่า ถ้าเทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนั้น ไม่กลัวเหรอหากใคร ๆ จะหันมาทำเซรามิกด้วยเครื่องแบบคุณในอนาคต
“โห ผมชอบเลย มันส่งเสริมกันนะ ถ้ามีคนทำเพิ่ม ผมไม่น่าจะขายงานได้น้อยลง เป็นความโชคดีที่เราทำมาก่อนด้วยมั้ง ถ้าเสิร์ชว่า 3D เซรามิก ก็อาจจะขึ้นแบรนด์เรา” เขาหัวเราะลั่น ก่อนพูดเสียงทุ้มต่ำด้วยท่าทีจริงจัง “แล้วคนก็จะยอมรับในงาน 3D”
“ใช้ได้จริงเหรอ พรินต์ออกมาจะรั่วไหม ช่วงแรกผมตอบคำถามพวกนี้เยอะมาก ตอบจนต้องบอกว่าผมใช้มา 4 – 5 ปีแล้วครับ” ปลื้มหยิบแก้วจอกขึ้นมาพินิจอีกครั้ง ราวกับเห็นภาพฝันอันใหม่บรรจุอยู่ข้างใน
“ผมอยากเห็นงานตัวเองไปต่างประเทศ เช่น งานแฟร์เกี่ยวกับการออกแบบโลก ไม่ได้ไปโชว์การใช้เทคโนโลยี แต่ผมจะไปโชว์การเปลี่ยนแปลง ผสมผสาน เอาความพื้นบ้านมาเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี
“เพราะผมเชื่อว่าวงการเซรามิกมีคนเก่งเยอะแยะมาก ไม่มีทางที่เทคโนโลยี 3 มิติจะมาแทนที่การปั้นมือ ผมไม่ได้มาแย่งเขา ไม่ได้มาทับรอยใคร แค่มาอยู่ร่วมกัน ให้เด็กรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น”
เรามองถ้วยมัทฉะที่เจ้าของบ้านหยิบยื่นให้แทนคำขอบคุณ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างหัตถกรรมกับนวัตกรรมก็ออกมาสวยดีเหมือนกัน


