ภาพจำวัยเด็กของเด็กใต้คงหนีไม่พ้นภาพคนเฒ่าคนแก่ในครอบครัวที่สวมใส่ผ้าปาเต๊ะอาบน้ำ หรือใส่เดินไปเดินมาในบ้านคู่กับเสื้อคอกระเช้า ทว่าภาพของผ้าปาเต๊ะที่นำมาตัดเย็บเป็นเสื้อเชิ้ต กางเกง หรือชุดเดรสทันสมัยสำหรับคนหนุ่มสาว กลับเป็นภาพที่เด็กใต้อย่างเราไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการ
“ผ้าปาเต๊ะมีสีสันและลวดลายสวยงาม ไม่ควรเป็นแค่ผ้าถุงตอนแม่ ๆ ป้า ๆ อาบน้ำ มันควรมีคุณค่ามากกว่านั้น” เสียงหนักแน่นของ แบรี่-ธรา พชรวัฒนพาณิชย์ พูดขึ้นภายในห้องทำงานสีขาวประดับประดาด้วยรูปภาพที่เขาถ่ายคู่กับ ออทั่ม-ตฤณ วิวัธท์ธาดากร ถึงจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เจอ 2 ผู้บริหารของ Clothear (คลอเทียร์) พร้อมกัน เพราะออทั่มติดงานที่หาดใหญ่ แต่ถือเป็นโชคดีที่ได้พูดคุยกับแบรี่ โดยเฉพาะในช่วงที่แบรนด์กำลังเติบโตอย่างตอนนี้
เสื้อผ้าแบรนด์ ‘Clothear’ มาพร้อมความอลังการและทันสมัย คุณอาจเคยผ่านตามาแล้วบ้างบนเวทีมิสแกรนด์ แต่หากสังเกตดี ๆ Clothear เป็นแบรนด์ผ้าปาเต๊ะที่ร้อยเรียงเรื่องราวและวัฒนธรรมของภาคใต้ผ่านลวดลายที่สวยงามและมีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืชพรรณ หรือแม้แต่ความเชื่อที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง โดย 2 ผู้บริหารที่เรียนจบครูภาษาอังกฤษในจังหวัดสงขลา แล้วใช้พรแสวงในการศึกษาสร้างแบรนด์จนโด่งดังสู่สากล แบรี่รับหน้าที่ออกแบบและสร้างสรรค์เสื้อผ้า ส่วนออทั่มดูแลด้านการตลาด

“เราชอบการดีไซน์เสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เริ่มออกแบบคอลเลกชันแรกตอน ป.6” แบรี่เริ่มเท้าความถึงวัยเด็กที่โตมากับแม่ผู้เป็นช่างเย็บผ้า ไหนจะพ่อเฒ่าที่เคยเป็นนายหนังตะลุงอีก
“พี่ออทั่มก็อินกับความเป็นใต้สุด ๆ อินกว่าเราอีก เขารำโนราห์ เคยรำโนราห์ถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ด้วย”
จุด ต่าง
สมัยเรียนทั้งคู่มีโอกาสได้สัมผัสงานเสื้อผ้าหลายอย่าง ทั้งชุดเชียร์ลีดเดอร์และขบวนพาเหรด จึงเหมือนได้เติมเต็มความฝันในวัยเด็ก ความสุขที่ได้รับจากการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นทำให้พวกเขาตัดสินใจเดินตามความฝันด้วยการเปิดร้าน The Closet House ออกแบบชุดแฟนซีที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานไว้ด้วยกัน
“เราเป็นคนที่ยึดสิ่งหนึ่งคือ Think Different ตั้งแต่ตอนทำ The Closet House เราใช้แนวคิดว่าจะทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ร้านอื่นอาจเน้นความอลังการไว้ก่อน แต่เราจะไม่ทำแบบนั้น เรานำความเรียบหรูดูแพงมาสู้กับร้านอื่นที่เปิดมาก่อนหน้าร้าน แล้วมันก็เวิร์กมาก แต่ช่วงที่ The Closet House เติบโตสุด ๆ ก็มีโควิด-19 มา เราจึงดำเนินธุรกิจต่อไปไม่ได้ เนื่องจากโรงเรียนปิดหมด”
แต่ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ ย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ
วิกฤตครั้งนี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แบรี่และออทั่มค้นพบเสน่ห์ของผ้าท้องถิ่น จึงทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างการนำผ้าปาเต๊ะมาตัดเย็บเป็นชุดเก็บตัวสำหรับการประกวดนางงาม


“ตอนเราลงรูปก็มีคนบอกว่า เห้ย เก๋จังเลย จากเมื่อก่อนที่เราเห็นแค่แม่ ๆ ป้า ๆ เอาผ้าถุงมาใส่เฉย ๆ พอคนเริ่มเห็นว่าเก๋ เราก็ปิ๊งไอเดียจากตรงนั้นว่ามันสร้างรายได้ได้”
ชื่อแบรนด์ Clothear มาจากไหน – เราโยนคำถามง่าย ๆ เพราะความสงสัยส่วนตัวล้วน ๆ
“Clothear มาจาก Closet นั่นแหละ เราอยากได้คำว่า Clo- เหมือนกัน”
Clothear ก็เลยมาจาก Clothier ที่แปลว่าช่างเย็บผ้า เพราะแม่แบรี่เป็นช่างเย็บผ้า
เขาทั้งคู่ต้องการนำเสนอความความสวยงามของภาคใต้ให้เป็นที่ประจักษ์มากกว่าภาพลักษณ์ของทะเลสวย หนังตะลุง และโนราห์ แต่รวมไปถึงความลึกซึ้งของวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว และวิถีชีวิตที่หลากหลาย ตามสโลแกนของแบรนด์สั้น ๆ แต่เข้าใจง่ายว่า ‘The Beauty of Southern Thailand’
แล้วจะนำเสนอยังไงให้คนเห็นง่าย ๆ – แบรี่เอ่ยขึ้นชวนให้เราขบคิด แล้วก็เสริมต่อว่า
“คนเราใส่เสื้อผ้าอยู่แล้ว เราใส่เสื้อผ้าชุดนี้เพื่อเป็นการนำเสนอสิ่งสวยงามของภาคใต้ไปในตัว” พอเราได้มองชัด ๆ ถึงได้สังเกตว่าชุดที่เขาใส่อยู่เป็นหนึ่งในคอลเลกชันใหม่ล่าสุดอย่าง ‘ป่างามแดนใต้’
จุด เริ่มต้น

คำว่า ‘ปาเต๊ะ’ ที่เรารู้จักกันดีนั้น แท้จริงแล้วเพี้ยนมาจากคำว่า ‘บาติก’ ซึ่งเป็นศิลปะการเขียนลวดลายบนผ้าด้วยเทียนของชาวอินโดนีเซีย เมื่อเข้ามาประเทศไทย ความหมายจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดย ‘ปาเต๊ะ’ มักหมายถึงผ้าถุงสำเร็จรูป ส่วน ‘บาติก’ หมายถึงผ้าที่เขียนลวดลายด้วยเทียน
“เราเป็นงาน Digital Print เราทำงานในไอแพด แต่เอาวิธีการวาดบาติกมาใช้ หนึ่ง คือลายเส้นจะต้องชัดเจนและสม่ำเสมอ สอง คือต้องมีจุดในลายผ้า เพราะคำว่า ‘บา’ แปลว่า ศิลปะ ‘ติก’ แปลว่า จุด”
แบรี่บอกว่าสิ่งที่ท้าทายไม่ใช่ความรู้เรื่องวัฒนธรรม แต่เป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบนผืนผ้าปาเต๊ะ ด้วยเทคนิคลายเส้นที่ต่างจากการวาดกราฟิกทั่ว ๆ ไป เขาจึงต้องขวนขวายศึกษาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นจากรูปใน Pinterest หรือผ้าถุงจริง

ด้านซ้ายมือของเรามีปาเต๊ะลายลิขสิทธิ์ ‘สงขลา’ ซึ่งเป็นคอลเลกชันแรกสวมอยู่บนหุ่นจำลอง
เราเองก็เป็นผู้ติดตามแบรนด์ Clothear เปิดดูรูปในอินสตาแกรมมาก็หลายครั้ง แต่พอสังเกตใกล้ ๆ จึงได้เห็นการแต้มลายจุดเล็ก ๆ ทั่วทั้งชุด น้ำหนักมือเล็กใหญ่เกือบเท่ากัน บ่งบอกถึงความพิถีพิถันในการแต้มแต่ละจุดด้วยมือแบรี่
เหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้เขาเริ่มจากสงขลา “เพราะว่าเป็นบ้านเกิด เราอยากนำเสนอก่อนว่าสงขลามีดีอะไร เลยอยากให้คอลเลกชันแรกเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเองมากที่สุด มีคนมาคอมเมนต์ว่าชอบกันเยอะมาก ซึ่งเราไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะต้องมาถึงขนาดนี้ เราก็เลยรู้สึกว่ามาถูกทางแล้วล่ะ” แบรี่พูดถึงวันที่ออกปาเต๊ะลายลิขสิทธิ์คอลเลกชันแรกในเฟซบุ๊ก ก่อนจะเล่าต่อถึงความน่ารักของเพื่อนร่วมงาน
“ตอนแรกเราไม่เชื่อในตัวเองว่าจะออกแบบลายผ้าได้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเราในตอนนั้น ไม่คิดว่าความสามารถจะไปถึง แต่พี่ออทั่มบอกว่าเธอทำได้ นางจะคอยมาเติมเต็มไอเดียเวลาเราคิดไม่ออก”
สิ่งที่ยากในการทำคอลเลกชันใหม่ ๆ คือการค้นหาองค์ประกอบที่แปลกใหม่และเข้ากันได้กับลายเส้นที่มีอยู่ คอลเลกชันแรก ๆ นั้นไม่ยาก เพราะ 2 หนุ่มมีไอเดียมากมาย แต่พอพวกเขาสร้างสรรค์มาเรื่อย ๆ ไอเดียที่เคยใช้ก็เริ่มซ้ำซาก จึงต้องคิดหาสิ่งที่แตกต่างและน่าสนใจกว่าเดิม
“สิ่งที่ยากกว่าคอนเซปต์คือเราจะจัดองค์ประกอบยังไงในลายผ้า 1 ผืนที่มีความยาว 2 หลา” ดีไซเนอร์เล่าให้เราฟังว่าหนึ่งคอลเลกชันต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจนาน 3 เดือน


จุด เด่น
“พอเข้าสู่คอลเลกชันหน้าหนาว เรานึกถึงผ้าทวีตที่แบรนด์นอกชอบใส่กัน” แบรี่พูดพลางเปิดภาพ Hemant Collection 2023 ให้ดู
“แต่ผ้าทวีตที่เราเคยเห็น เขาจะนิยมใส่ทั้ง Top และ Bottom เราไม่ค่อยเห็นการนำมาแมตช์กับผ้าที่เป็นลวดลาย ก็เลยเอามาเล่นดู” การนำผ้าทวีตมาจับคู่กับผ้าปาเต๊ะเหมือนเป็นการท้าทายตัวเขาเอง ว่าจะออกแบบลายผ้ายังไงให้เมื่อใส่คู่กับผ้าที่มีเนื้อสัมผัสค่อนข้างเฉพาะตัวนี้แล้วยังคงความทันสมัย ไม่ดูเชย นั่นทำให้เหมันตฤดูเป็นคอลเลกชันหนึ่งที่เขารู้สึกสนุกไปกับสร้างสรรค์ผลงาน
Clothear เหมือนทำค่ายเพลงด้วยตอนนี้ เพราะว่าเพลงเยอะมาก (ขำ) – เขาพูดติดตลกแต่หมายความตามนั้นจริง ๆ
พ่อเฒ่าเห้อ นุ้ยทำได้แล้วหนา สืบสานรักษา ต่อยอดต่อไป…
“ตอนนั้นเรากำลังนั่งเครื่องบินกลับหาดใหญ่ ในระหว่างที่เครื่องแลนดิ้ง มีเนื้อเพลงและทำนองเข้ามาในหัว เราก็นั่งจดเนื้อเลย ขณะที่นั่งจดเนื้อไปน้ำตาก็ไหล เพราะว่ามันทำให้เรานึกถึงพ่อเฒ่าและวัยเด็กของเรา ในเนื้อเพลงก็พูดถึงพ่อเฒ่าว่าเราทำได้แล้วนะ เรานำสิ่งที่พ่อเฒ่าสอนมาต่อยอด”
แบรี่เล่าให้ฟังว่าเพลง ภูมิใจที่เกิดเป็นคนใต้ จุดประกายให้เขาสร้างสรรค์คอลเลกชัน The Walking Talung ซึ่งมีคอนเซปต์คือการนำแสงและเงาอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังตะลุงมาอยู่บนเสื้อผ้า โดยใช้เทคนิคการฉลุลวดลายหนังตะลุงจากช่างฝีมือมากประสบการณ์ชาวนาทวี

“เราชอบดูหนังตะลุงมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้พี่ก็ยังเปิดฟังในยูทูบอยู่เลย เพราะพ่อเฒ่าเคยเป็นนายหนังตะลุง เราก็เลยได้เห็นอะไรพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วแกก็มีหนังตะลุงที่ทำจากกระดาษอยู่ที่บ้าน เราเคยไปให้แกสอนทำหนังตะลุง จึงมีลายเส้นที่อยู่ในมือเรา เราจดจำการวาดลวดลายหนังตะลุงได้” เขาดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงพ่อเฒ่า ชวนให้เรานึกภาพความผูกพันในครอบครัวที่น่าอบอุ่น
ก่อนที่เราจะทันได้ถามถึงชุดสวย ๆ ที่แบรี่ใส่มาวันนี้ เขาก็รีบเปิดอัลบัมคอลเลกชันใหม่ให้เชยชม
คอลเลกชัน ‘The Abundant Forest of Southern Thailand’ หรือ ป่างามแดนใต้ มีแรงบันดาลใจมาจากลายผ้าของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และหยิบมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นลายของ Clothear ที่นำเสนอความสวยงามของธรรมชาติในภาคใต้ผ่านลายดอกไม้และนกนานาชนิด
“นกเงือกเป็นเหมือนสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่า ถ้าป่าไหนมีนกเงือก แสดงว่าป่านั้นอุดมสมบูรณ์มาก เราก็เลยอยากเล่าว่าป่าในภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทรัพยากรที่สวยงาม
“ปกติลายผ้าของ Clothear จะเต็มผืน แต่คอลเลกชันนี้เราอยากให้ลายน้อยลงเพื่อที่ว่าเวลาดูแล้วมีจุดพักสายตามากขึ้น เลยเล่นลายผ้าแค่ช่วงครึ่งท่อน” ขณะที่เล่าไป ทีมงานก็หยิบชุดเดรสสีเอิร์ทโทนมาให้เราลองหยิบจับ
“อยากลองใส่ดูมั้ย” แบรี่ถามขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ก่อนจะหยิบชุดเดรสตัวเดิมยื่นให้เรา
เด็กใต้ในชุดกระโปรงลายป่าใต้ ฟังดูไม่เลว

จุด หมาย
“ชอบทุกอย่างที่เป็นภาคใต้ ไม่มีอะไรที่ไม่ชอบเลย” คำตอบง่าย ๆ จากคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมแบรี่ถึงอินกับความเป็นใต้ ความชอบนี้ทำให้เขาอยากนำเสนอความงามให้คนอื่นได้เห็นเหมือนที่เขาเห็น ฉะนั้นวิธีง่าย ๆ ที่ดีไซเนอร์อย่างเขาจะทำได้ ก็คือการถ่ายทอดความงามนั้นออกมาเป็นลวดลายบนผืนผ้า
เราถือโอกาสถามถึงธุรกิจใหม่เพราะได้ยินข่าวคราวมาบ้าง จึงได้รู้ว่าแบรี่และออทั่มกำลังเตรียมการสร้าง 2 ธุรกิจใหม่ภายใต้คอนเซปต์ความเป็นใต้เหมือนเช่นเคย ได้แก่ แบรนด์เปอรานากัน ตีตลาดผ้าปาเต๊ะในราคาเข้าถึงง่าย และคาเฟ่มิรามาลิน รวบรวมของหรอยแดนใต้อย่างไข่ครอบและมันปู
“เรายังเล่นกับความเป็นภาคใต้ได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอนหรือเคสมือถือ ไม่ต้องเป็นลายปาเต๊ะ แต่ทำเป็นลายกราฟิกก็ได้ แค่นี้ก็นับเป็นแนวคิดใหม่แล้ว” แบรี่ยังบอกอีกว่าการจะผลักดันภูมิปัญญาภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องช่วยกันหยิบสิ่งใหม่ ๆ มาพัฒนาต่อยอด แทนที่จะพูดซ้ำไอเดียเดิม ๆ
“ยังไม่รู้หรอกว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ถ้าเราช่วยกันขายสิ่งใหม่ ๆ ก็จะแตกไลน์สินค้าไปได้ในผู้บริโภคอีกหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่เสพเฉพาะเสื้อผ้า”
คุณแม่ที่เป็นช่างตัดเสื้อคิดยังไงกับทั้งหมดนี้ที่พี่ทำ – คำถามง่าย ๆ ที่เพิ่งนึกขึ้นได้แต่กลับเป็นคำถามปิดท้ายที่อบอุ่นที่สุด
“เขาภูมิใจเสมอครับ แม่เป็นทุกอย่างให้เรา เป็นคนมอบพรสวรรค์ให้ ทุกความสามารถที่เรามี ณ ตอนนี้เป็นสิ่งแม่ให้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นวาดรูปหรือร้องเพลง แล้วแม่ก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้เติบโตถึงทุกวันนี้”

Website : www.clothearpateh.com/home
