‘Chekha-Thikha’ (เชะข่าถี่ข่า) เป็นภาษาอ่าข่า หมายความว่า ชาวอ่าข่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ความเป็นอาข่าก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณ ปัจจุบันคำนี้ค่อย ๆ เลือนหาย เพราะไม่มีใครพูดกันแล้ว
เช่นเดียวกันกับ ตั่ง (เก้าอี้อ่าข่า) ภูมิปัญญาพื้นถิ่นซึ่งเคยอยู่ในวิถีชีวิตและพิธีกรรมของของชาวอ่าข่ามาเนิ่นนาน ตอนนี้หลงเหลือช่างฝีมืออยู่ไม่เกิน 10 หมู่บ้าน ช่างแต่ละคนล้วนมีอายุเกิน 60 ปี
ด้วยเหตุนี้ อาเบอย์ เชอหมื่อ หรือ อาร์ท-สิทธิชัย ดอยบรรจบ หนุ่มอ่าข่าวัย 29 ที่ออกจากหมู่บ้านแสนเจริญใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ไปเรียนศิลปะที่วิทยาลัยเพาะช่าง และใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ถึง 8 ปี จึงหวนกลับคืนถิ่น เพื่อต่อลมหายใจให้ตั่งที่ตนเองเคยนั่งเล่นในวัยเด็ก โดยสร้างแบรนด์ Chekha-Thikha ขึ้นมา เพื่อผลิตเก้าอี้ชนเผ่าจากการต่อยอดภูมิปัญญาพื้นถิ่นของชาวอ่าข่าให้โลดแล่นในโลกสมัยใหม่

อาธิ๊ม่ะ อีเคิ้ง โอ่เล้มา
พวกเรากลับบ้านกัน
Chekha-Thikha เริ่มต้นจาก อาเบอย์ หนุ่มน้อยชาวอ่าข่าจากดอยแม่สลอง ออกไปเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ และก้าวเดินสู่เส้นทางศิลปิน นาม ‘Akha Akkasin’ วันหนึ่งเขาย้อนกลับมามองสิ่งใกล้ตัวและคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ ‘ตั่ง’ (เก้าอี้ชนเผ่า) ภูมิปัญญาเก่าแก่ที่กำลังเลือนหายไปจากชุมชน
อาเบอย์ตัดสินใจออกไปเสาะหาว่ายังหลงเหลือช่างฝีมือทำตั่งอยู่กี่คน อยู่ที่ไหนบ้าง จนพบช่างฝีมือวัย 75 ในหมู่บ้านห้วยขี้เหล็กเก่า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย ซึ่งรู้ภายหลังว่าเป็นญาติห่าง ๆ เขามอบตัวเป็นศิษย์ ตามผู้เฒ่าไปเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการหาวัสดุในป่า ประกอบตั่ง และจนถึงออกไปขายในตลาด
อาเบอย์เข้าไปคลุกคลีอย่างคนวงใน รู้หมดจด และค่อยขยับขยายต่อยอดในรูปแบบของตัวเอง
“ผมเริ่มเปิดเพจขายตั่งตั้งแต่ พ.ศ. 2565 ใช้ชื่อว่า ‘อ่าข่าคราฟต์แฮนเมด’ รับของจากช่างผู้เฒ่ามาขาย คล้าย ๆ หาตลาดใหม่ให้ช่างที่ทำอยู่แล้ว ปีนี้ผมเพิ่งกลับมาอยู่บ้านและเริ่มทำตั่งด้วยตัวเอง พัฒนางานมาเรื่อย ๆ โดยมีช่างผู้เฒ่าเป็นที่ปรึกษา” อาเบอย์เล่าจุดเริ่มต้น พร้อมกำชับว่าช่างผู้เฒ่าคือผู้สืบทอดโดยตรง

เขาย้อนความให้เราฟังว่า สมัยก่อนผู้หญิงใช้ตั่งในชีวิตประจำวัน เพราะพวกเธอต้องนั่งปักผ้า หุงหาอาหาร ส่วนผู้ชายใช้ในวันสำคัญต่าง ๆ ตั่งเป็นองค์ประกอบของพิธีกรรมทางจิตวิญญาณเสมอ ตั้งแต่เกิดยันวายชนม์ ตั่งแบบดั้งเดิมมีความสูงเพียงระดับเดียว เป็นทรงกลม ทำจากไม้ไผ่สาน ปัจจุบันพัฒนาให้มีความสูงหลายระดับ ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตคนบนดอยที่เริ่มซื้อโต๊ะจากในเมืองมาใช้งาน
เราคิดว่าคุณค่าของสิ่งที่อยู่มานานอาจอยู่ตรงที่มันสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
ในปีที่ 3 ของการสร้างแบรนด์ Chekha-Thikha อาเบอย์พบว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเติบโตอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป การกลับมาบ้านเกิดก็สร้างสรรค์งานศิลปะและหาเลี้ยงชีพได้เช่นเดียวกัน
“ผมอยากให้ตั่งใช้งานได้จริงสำหรับคนทั่วไป และเพิ่มจุดแข็งอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือสุนทรียภาพ”
เราคิดว่าสิ่งที่อาเบอย์สร้างไม่ได้เป็นเพียงเก้าอี้ไม้ไผ่แค่ 1 ตัว แต่คือการส่งผ่านเรื่องราววิถีชีวิต และจิตวิญญาณของชาวอ่าข่าออกไปสู่โลกภายนอก ทุกครั้งที่มีคนเลือกซื้อสินค้า พวกเขาไม่ได้ซื้อแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่กำลัง ‘โอบรับความเป็นอ่าข่า’ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมของเขาเองด้วย


อ่าข่าหยิ๊ แด่ะโก๊ะดาเล่
ภูมิปัญญาอ่าข่ากำลังเติบโต
เราสัมผัสได้ว่าอาเบอย์ทำ Chekha-Thikha ด้วยความรู้สึกว่านี่คืองานศิลปะ นอกจากเขาเข้าไปรู้ให้ลึกที่สุดในภูมิปัญญาพื้นถิ่นแล้ว ยังใส่ไอเดียและความเป็นตัวเองเข้าไปในงานให้ได้มากที่สุดด้วย
“จากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ผมปรับเปลี่ยนหลายอย่าง จากไม้ไผ่เปลี่ยนมาใช้ไม้สักทำขาตั่ง เพื่อความแข็งแรง และใช้หนังวัวมาสานเป็นหน้าเก้าอี้ พอเปลี่ยนวัสดุ อารมณ์ของเก้าอี้ก็เปลี่ยนตาม”
แม้เราจะคิดว่า ‘ตั่ง’ เป็นความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของชาวอ่าข่า แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานฝีมือที่ต้องพิถีพิถัน
“ตั่ง 1 ตัวใช้เวลาทำราว 1 สัปดาห์ครับ” อาเบอย์เปรย พร้อมยกตั่งที่เสร็จสมบูรณ์แล้วให้ดูว่างานละเอียดเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนหรือวันนี้ การดูแลรักษาวัสดุก็เป็นงานหินที่ช่างต้องใส่ใจ


“ตั่งดั้งเดิมสานด้วยไม้ไผ่ การดูแลวัสดุมีความซับซ้อนมาก ปัญหาใหญ่ที่เจอคือมอด จึงต้องตัดไผ่ในฤดูแล้งเท่านั้นเพื่อให้ได้ไผ่คุณภาพ พอใช้ไม้สักและหนังวัวก็ต้องใช้เวลาในการเตรียมเหมือนกัน”
เป็นความโชคดีที่วันนี้แดดดี ท้องฟ้ากลับมาสดใสหลังจากฝนตกมาหลายวัน
อาเบอย์พาเราไปดูหนังวัวที่ขึงตากไว้กลางลานกว้าง เขารับหนังวัวจากโรงฆ่าสัตว์ในเมืองเชียงราย ขูดพังผืดออกและตากให้แห้ง ฤดูฝนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงาน ถ้าอากาศชื้นแค่วันเดียวหนังวัวก็เสีย ส่วนขาตั่งทำจากไม้สัก อาเบอย์รับมาจากร้านไม้เก่า นำมาเหลา ตัดแต่งให้สมมาตรและสวยงาม
“การเตรียมวัสดุเป็นส่วนที่ใช้เวลานานมากที่สุด ต้องจดจ่อ ถ้าพลาดขึ้นมาจะทำให้การประกอบยากขึ้น จริง ๆ ประกอบวันเดียวก็เสร็จ แต่คุณต้องมั่นใจว่าจัดเตรียมวัสดุมาอย่างประณีตแล้ว

“ผมอยากให้งานมีความเป็นเอกลักษณ์และแฝงแนวคิดที่ลึกซึ้ง จึงพยายามออกแบบให้ร่วมสมัยขณะเดียวกันต้องรักษารากเหง้าดั้งเดิมเอาไว้ ผมใช้เวลาในการหาข้อมูล เสพงานที่หลากหลาย เพื่อมาปรับใช้ จนตอนนี้ตั่งของพวกเรามีลูกค้าซื้อไปอยู่ในสถาปัตยกรรมโมเดิร์นแล้ว” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ
เราหันไปมองตั่งที่วางอยู่บริเวณรอบบ้านเพิงบนดอย มีต้นไม้ใหญ่ห่มคลุม แสงแดดยามเย็นทอดผ่านใบไม้ เสริมให้ภาพตรงหน้าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
ใครจะไปคิดว่า ‘ตั่ง’ ธรรมดาตัวนี้จะได้ออกเดินทางไกลไปอยู่ในโรงแรมหรู สตูดิโอสถาปนิก ที่พำนักของศิลปินและบ้านคนญี่ปุ่น คงไม่มีใครเห็นภาพอนาคตนี้ได้ชัดเจนเท่าเด็กน้อยชาวอ่าข่าที่เติบโตท่ามกลางความธรรมดาเหล่านี้แล้ว

เชะข่าถี่ข่า
ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็ยังเป็นอ่าข่า
“ถ้าคนรุ่นใหม่ยังหลั่งไหลออกจากรากเหง้าของตัวเอง สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจะหายไป”
อาเบอย์รำพึงประโยคนี้จากประสบการณ์ตรง เขาทำแบรนด์นี้ด้วยความตั้งใจ อยากให้คนเห็นแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากให้ชาวอ่าข่ารุ่นใหม่หันกลับมาเห็นคุณค่าและต่อยอดในสิ่งที่พวกเขามี
“ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวอ่าข่ารุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำแบรนด์ พวกเขาเองก็รู้สึกดีใจที่ของดั้งเดิมในบ้านเกิดขายออกไปสู่คนข้างนอกได้ ชาวอ่าข่าไม่เคยฝันถึงภาพนี้มาก่อนเลย
“ในอนาคตผมอยากชวนอ่าข่ารุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย ส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ให้คนรุ่นถัดไป เหมือนที่ผู้เฒ่าผู้แก่เขาสืบทอดภูมิปัญญาพื้นถิ่นนี้มาจนถึงรุ่นเรา” อาเบอย์เล่าให้เราฟังด้วยแววตามุ่งมั่น
อาเบอย์เชื่อว่าการรักษาภูมิปัญญาบรรพบุรุษมีหลายวิธี เขาเลือกลงมือทำในวิถีและวิธีที่ตนถนัด หนุ่มอ่าข่าคนนี้อยากเห็นพี่น้องอ่าข่ารุ่นใหม่ใช้ความสามารถที่มี บอกเล่าตัวตนและสิ่งที่พวกเขาเป็น

“ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากหาว่า เราเหมาะกับอะไร เรามีทักษะความสามารถอะไร ทำอะไรได้บ้าง หากทำแล้วจะเป็นอย่างไร มองเห็นภาพนั้นชัดแค่ไหน ถ้ามันใช่ ทุกอย่างจะตามมาเอง
“สิ่งสำคัญคือ ต่อให้ผมจะไปอยู่ที่ไหน ความเป็นอ่าข่าก็ยังอยู่ในตัวผม” เขาย้ำ
“ขอเพียงแค่ยอมรับในสิ่งที่เป็นและนำเสนอมันออกมา เพราะเราคือคนที่เข้าใจความเป็นอ่าข่ามากที่สุด”
อาเบอย์ยอมรับกับเราอย่างตื่นเต้นว่า เขามีภาพฝันอันใกล้ที่จะต่อยอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ให้เป็นสินค้างานคราฟต์ที่หลากหลายมากขึ้น อาจจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ
“ผมอยากให้สิ่งที่ผมทำเลี้ยงชีพได้จริง ขณะเดียวกันก็ต้องหล่อเลี้ยงความรู้สึกผมได้ด้วย”
Chekha-Thikha เติบโตจากบ้านเกิด ไม่ใช่จากเมืองใหญ่ สื่อสารให้คนภายนอกรู้จักและเข้าใจความเป็นอ่าข่า พร้อมส่งเสียงสะท้อนกลับมายังคนในชุมชน เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าที่พวกเขามี

สนับสนุนสินค้าของ Chekha-Thikha ที่ Instagram : chekha.thikha
