19 สิงหาคม 2024
4 K

ชามเริญ สตูดิโอ สะกดภาษาอังกฤษว่า Charm-Learn Studio เป็นการรวมกันของคำว่า Charm (เสน่ห์) และ Learn (เรียนรู้) มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง เล่าว่าในตอนตั้งชื่อนี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาได้เห็นภาชนะชุดหนึ่งที่ผลิตในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งตบแต่งด้วยตัวอักษรคำว่า ‘เจริญ’ เขาคิดว่าชื่อนี้ติดหูและมีความเป็นสิริมงคลดี ทว่ารุ่นพี่ที่สนิทกันคนหนึ่งมาทักให้บิดคำอีกนิด จนกลายเป็นชื่อปัจจุบัน

“ผมปั้นเซรามิกที่เป็นจานชามด้วย พอมาเป็นคำว่า ‘ชาม’ นำหน้า แล้วเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ได้อีกความหมายหนึ่งพอดิบพอดี” มิกเล่า

ไม่ว่ามิกจะตั้งใจหรือไม่ หลังจากที่ได้คุยกัน ผมพบว่าความหมายภาษาอังกฤษของคำว่า Charm และ Learn ยังสะท้อนทิศทางการทำงานและการเติบโตของสตูดิโอของเขาตรงตามตัวอักษร  

ชามเริญ สตูดิโอ ตั้งอยู่ในอำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ เป็นสตูดิโอผลิตงานเซรามิกที่มีความโดดเด่นจากการนำรูปลักษณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ในวิถีของคนไทย เช่น ปิ่นโต แก้วโอเลี้ยง ถ้วยกระดาษ ไปจนถึงกล่องโฟมบรรจุอาหาร มาสร้างสุนทรียภาพใหม่ผ่านงานเซรามิก ในทางกลับกัน งานประติมากรรมที่มิกทำทั้งในฐานะศิลปิน และรับผลิตให้ศิลปินร่วมสมัยคนอื่น ๆ ก็กลับเปี่ยมด้วยจินตนาการที่พางานเซรามิกไปไกลกว่าภาพที่หลายคนคุ้นเคยอย่างน่าสนใจ

ผลงานของชามเริญได้รับรางวัลการออกแบบชั้นนำอย่าง PM Award 2017, DEmark Award 2017 และ G Mark GOOD DESIGN AWARD 2017 ทั้งยังเคยได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงในนิทรรศการเซรามิกระดับนานาชาติในญี่ปุ่น ผลงานส่วนใหญ่วางจำหน่ายอยู่ที่โซน Hug Craft ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลอีกหลายสาขา และล่าสุด MUJI ประเทศไทย ยังร่วมงานกับมิกพัฒนาผลงานให้เป็นสินค้าโปรเจกต์ Found MUJI Thailand พร้อมกับ InClay Studio Chiang Mai ซึ่งเป็น 2 สตูดิโอแรกของประเทศที่ได้โอกาสนำผลงานไปวางจำหน่ายใน MUJI

“เป็นเรื่องยากเหมือนกันถ้าจะให้นิยามว่าสตูดิโอของผมทำงานแบบไหน แต่คิดว่าคำอธิบายที่น่าจะใกล้เคียงที่สุด คือเราเป็นสตูดิโอที่ชอบการทดลองครับ” มิกเล่า

ไม่เพียงการทดลองกับงานออกแบบในนามของสตูดิโอ อีกด้านหนึ่ง ชามเริญ สตูดิโอ ก็เปิดคอร์สเรียนปั้นเซรามิกแบบ Private Class สำหรับผู้ที่สนใจ และใช่ นอกจากการเรียนรู้พื้นฐานการปั้น มิกยังชวนลูกศิษย์ของเขาทดลองความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน 

“เสน่ห์ของงานเซรามิกคือการเรียนรู้ ทดลอง และคาดหวังครับ เพราะอย่างที่ทราบ ต่อให้คุณอยู่กับมันมาเป็นสิบ ๆ ปี พอนำดินที่ปั้นเข้าเตาอบ พออบเสร็จเปิดเตาออกมา ก็ต้องลุ้นทุกครั้งว่าจะมีชิ้นที่แตกกี่ชิ้น” มิกเล่า

“แต่นั่นล่ะ ถึงจะแตกพังทุกครั้ง ความสนุกคือกระบวนการที่เราได้ทำมันออกมา” 

และนี่คือเรื่องราวของมิกและชามเริญ สตูดิโอ เชียงใหม่ สตูดิโอที่เปี่ยมด้วย Charm และน่า Learn รู้จริง ๆ  

นักทำโฆษณาที่ผันตัวมาทำเซรามิก

“เอาเข้าจริง ย้อนกลับไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว ผมไม่เคยมีความคิดแต่ต้นว่าจะมาเปิดสตูดิโอเซรามิกเลยนะ เหมือนชีวิตหมุนไปเรื่อย ๆ ตามความสนใจในแต่ละช่วงเวลา แล้วสุดท้ายก็กลับมาพบว่าการทำสตูดิโอที่บ้านเกิดคือสิ่งที่ต้องการมากที่สุด” มิกย้อนความหลัง

มิกเป็นคนสันกำแพง เรียนจบ ปวส. ด้านภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งจะชวนไปเอ็นทรานซ์เข้าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งความที่มิกเคยมีทักษะการปั้นมาจากการเรียนรู้จากน้าที่เป็นช่างปั้นพระพุทธรูป เขาจึงเลือกเรียนสาขาเครื่องปั้นดินเผา 

อ่านมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนเส้นเรื่องในการทำงานจะเข้ารอย แต่ยังก่อน พอมิกเรียนปี 3 เขามีโอกาสจับกล้องไปถ่ายฟุตเทจการชนไก่เพื่อนำมาทำธีสิสเกี่ยวกับการปั้นไก่ และเขาก็ได้พบแรงบันดาลใจใหม่ในชีวิต นั่นทำให้หลังเรียนจบจึงหันเหเส้นทางอีกครั้งโดยไปเรียนปริญญาโท Media Arts and Design มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อจบออกมาทำงานในแวดวงโฆษณาอีกนับสิบปี  

“ตอนที่ผมเรียนศิลปากรจบมาใหม่ ๆ สาขาที่ผมเรียนดูครึ่ง ๆ กลาง ๆ หน่อย คือสาขาเซรามิกจะแยกไปอีกระหว่างเซรามิกอุตสาหกรรมกับเซรามิกอาร์ต โดยผมเรียนอย่างหลัง สาขาอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จบมาจะไปทำงานสายโรงงานเซรามิก แต่เซรามิกอาร์ตเหมือนถูกสั่งสมมาให้ปฏิเสธการเข้าระบบอุตสาหกรรม โดยเน้นไปทำงานศิลปะคล้าย ๆ กับสาขาประติมากรรมของคณะจิตรกรรมฯ แต่นั่นล่ะ การที่คุณจบออกมาแล้วเปิดสตูดิโอเลยก็ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่รู้จะทำงานขายใคร เพื่อนที่จบร่วมรุ่นกับผมหลายคนเลยหันมาทำงานสายโปรดักชัน หรือเป็นนักออกแบบให้บริษัทต่าง ๆ เสียส่วนใหญ่ ผมก็หนึ่งในนั้น” มิกเล่า

มิกเริ่มต้นอาชีพแรกในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับในบริษัทโฆษณา Phenomena ก่อนย้ายไปเป็นมือตัดต่อรายการโทรทัศน์ให้ Index Creative Village และผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์โปรดักชันอีกพักใหญ่ ตลอด 10 ปีมานี้ หากไม่ออกกองถ่ายทำ เขาก็ต้องกลับมาจับเมาส์ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แบบหามรุ่งหามค่ำ จับไปจับมา เขาก็คิดถึงการกลับมาจับดินเผา ท่ามกลางชีวิตประจำวันในกรุงเทพฯ อันแสนพลุกพล่าน มิกมีความฝันใหม่ในการกลับบ้านที่เชียงใหม่เพื่อเปิดสตูดิโอปั้นดิน

อย่างไรก็ดี ด้วยประสบการณ์การเป็นคนทำสื่อให้ลูกค้ามานับทศวรรษ ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำตามความฝันใหม่นี้ยังไง

สตูดิโอที่ขับเคลื่อนด้วยมิตรภาพ

ในระหว่างที่ทำงานโฆษณา มิกจะหาเวลาว่างกลับบ้านที่เชียงใหม่ และขับรถไปหา ภู-ภูริดล พิมสาร เจ้าของร้าน Have A Hug ในย่านแม่โจ้ เพื่อนสนิทที่เปิดสตูดิโอเซรามิกของตัวเอง ที่นั่น มิกใช้เวลารื้อฟื้นทักษะการปั้นดินเผาที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนจนเริ่มคุ้นเคยอีกครั้ง เขาจำไม่ได้แล้วว่าแวะไปเยี่ยมเยียนร้านเพื่อนคนนี้กี่ครั้ง แต่นั่นก็ทำให้เขาตระหนักกับตัวเองแล้วว่า 

“ยังไงก็คงต้องกลับเชียงใหม่ ผมอยากทำอะไรที่เป็นของเราเอง” มิกเล่า 

มิกเคลียร์งานที่คั่งค้าง หยุดรับงานใหม่ และก่อนที่เขาจะเก็บข้าวของเพื่อย้ายเมือง เขาได้นำความตั้งใจเรื่องนี้ไปเล่าให้ บุก-ชาญชัย บริบูรณ์ เพื่อนสนิทอีกคนที่เรียนเซรามิกด้วยกันที่ศิลปากรฟัง ในตอนนั้นบุกทำงานในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ให้กับค่ายเพลงดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็มีความคิดแบบเดียวกัน บุกจึงบอกเขาว่าก่อนที่จะกลับไปเปิดสตูดิโอที่บ้าน ทำไมไม่ลองเปิดด้วยกันที่กรุงเทพฯ ก่อน

นั่นคือปี 2013 มิกและบุกก่อตั้งสตูดิโอชื่อชามเริญ โดยไปเช่าอาคารอยู่ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ ใกล้ ๆ ศาลเจ้าพ่อเสือ กรุงเทพฯ และเช่าเตาเผาเซรามิกจากสตูดิโอของเพื่อนอีกคนที่อยู่ไม่ไกลจากกัน

ตอนนั้นคิดออกแล้วใช่ไหมว่าจะทำเซรามิกขายใคร – ผมสงสัย

“ยังเลยครับ คิดแค่ว่าผมกับบุกออกแบบและทำเซรามิกได้ พวกเราอยากทำสตูดิโอของเราเอง ก็ใช้เงินเก็บมารันไปก่อน ส่วนเรื่องธุรกิจนี่ เอาจริง ๆ เหมือนไปตายเอาดาบหน้าเหมือนกัน แต่อีกแง่หนึ่ง ถ้าเรามีสเปซของตัวเองแล้ว เราน่าจะหาเงินจากการทำเวิร์กช็อป เปิดคอร์สเรียนทำเซรามิกได้” มิกตอบ

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แตกต่างตรงที่ว่าเวิร์กช็อปแรกที่ทำรายได้ให้ชามเริญหาใช่งานเซรามิก แต่เป็นเวิร์กช็อปถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ม

“ตอนเปิดชามเริญวันแรก เราแทบไม่มีเซรามิกมาวางขายเลย ตึกได้รับการรีโนเวตเสร็จก่อนเราจะทำเซรามิกล็อตแรกเสร็จด้วยซ้ำ ในเมื่อร้านต้องเปิดแล้ว ก็เลยต้องหากิจกรรมมาลง ก็ได้ พี่หน่อง-จตุรงค์ หิรัญกาญจน์ มารันคลาสถ่ายรูปให้ก่อน ลูกค้ารายแรกของเราคือคนที่มาเรียนถ่ายรูปกับพี่หน่องเสียอย่างนั้น” มิกเล่าพร้อมรอยยิ้ม

พี่หน่องคนนี้นอกจากเป็นช่างภาพแฟชั่นในนิตยสารชื่อดังหลายฉบับในสมัยนั้น เขายังเป็นคนที่เสนอให้มิกบิดชื่อสตูดิโอจาก ‘เจริญ’ ที่มิกได้แรงบันดาลใจมาจากลายสลักบนจานสมัยรัชกาลที่ 5 มาเป็น ‘ชามเริญ’ ซึ่งสอดรับกับคาแรกเตอร์ของสเปซที่เป็นทั้งสตูดิโอเซรามิกผลิต ‘ชาม’ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ (Learn) ไปในตัว 

“เราโชคดีที่มีโอกาสรู้จักเพื่อนและรุ่นพี่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะด้านต่าง ๆ เลยชวนพวกเขามาจัดเวิร์กช็อปที่สเปซเราได้อย่างต่อเนื่อง คือนอกจากคลาสเซรามิกที่เราสอน ก็มีทั้งถ่ายรูป สีน้ำ ภาพพิมพ์ และอื่น ๆ เท่าที่เรามีคอนเนกชัน เพื่อนเหล่านี้ทำให้เราหาค่าเช่ามารันสเปซต่อไปได้ในช่วงเริ่มต้นที่ผลงานเซรามิกของเรายังไม่เป็นที่รู้จักนัก ขณะเดียวกัน พอเราเคยทำงานสื่อ ก็มีเพื่อนจากวงการสื่อมาช่วยทำข่าวโปรโมตสเปซให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกแรง พูดอย่างโรแมนติกหน่อย มันคือพื้นที่ของมิตรภาพสำหรับพวกเราเลยล่ะ” มิกกล่าว

และเพียงไม่นานหลังจากผลิตงานเซรามิกวางจำหน่ายล็อตแรก ความที่ทั้งมิกและบุกอาศัยอยู่ในย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพฯ พวกเขาจึงได้แรงบันดาลใจจากสิ่งของที่เห็นตามร้านรวงในชีวิตประจำวันมาเป็นต้นแบบในการทำงานเซรามิก ผลงานชุด Daily Life ที่ประกอบด้วยแก้วเซรามิกทำล้อรูปทรงของแก้วโอเลี้ยง ปิ่นโตที่ใช้ดินเผาเป็นวัสดุแทนสังกะสี รวมถึงจานเซรามิกที่ประกบกันแล้วได้ฟอร์มของกล่องโฟมบรรจุอาหารจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้น ฯลฯ ก่อนที่ผลงานเหล่านี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้างและคว้ารางวัลงานออกแบบระดับประเทศในเวลาต่อมา 

แล้วชามเริญก็ปักหมุดที่ยืนในแวดวงงานออกแบบระดับประเทศได้ในที่สุด

ชามเริญ เชียงใหม่

ก่อนจะเปิดสตูดิโอด้วยกันที่แพร่งสรรพศาสตร์ มิกบอกบุกไว้ล่วงหน้าว่าอย่างไรเสีย เขาก็ตั้งใจจะกลับไปเปิดสตูดิโอของตัวเองที่เชียงใหม่ โดยขอเวลาเพื่อน 3 ปีในการตั้งไข่ร่วมกันที่กรุงเทพฯ แม้กรอบเวลาจะเกินกำหนดไปบ้าง หากเมื่อชามเริญที่กรุงเทพฯ ปักหลักอย่างแคล้วคลาด ท้ายที่สุด มิกก็เก็บกระเป๋าย้ายกลับบ้านที่เชียงใหม่  

“ผมมักจะกำหนดเวลาในการทำงานของตัวเองเสมอ อย่างตอนเริ่มตั้งสตูดิโอกับบุกก็วางไว้เลยว่าอย่างน้อย 3 ปีต้องกลับมาเปิดที่บ้านให้ได้ พอได้กลับมา ผมก็วางไว้ว่าอย่างน้อย ๆ เราต้องทำที่นี่ให้รอดภายใน 10 ปี ถ้าเกินกว่านั้นแล้วยังไม่ดี ค่อยเปลี่ยนแผนไปทำอย่างอื่น” มิกเล่า

ในขณะที่บุกยังขับเคลื่อนชามเริญที่กรุงเทพฯ ต่อไป (ปัจจุบันเขาย้ายจากแพร่งสรรพศาสตร์ไปยังย่านคลองสาน) มิกก็กลับมาเปิดชามเริญของตัวเองที่เชียงใหม่ บนที่ดินบ้านเกิดในหมู่บ้านแม่โฮม อำเภอสันกำแพงในปี 2017 เขานำเงินที่สะสมมาซื้อเตาเผาเซรามิกมือสอง ทำเพจเฟซบุ๊กใหม่ และเช่นที่เขาเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เขาเปิดเวิร์กช็อปชวนผู้ที่สนใจมาเรียนปั้นเซรามิก

“กลายเป็นว่าผมกลายเป็นคนปั้นเซรามิกที่สนุกกับการทำเวิร์กช็อปไปแล้ว จริงอยู่ มันคือวิธีการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่งควบคู่ไปกับการสร้างงานและรับผลิตตามออร์เดอร์ แต่ในอีกมุม พอได้สอนให้คนที่สนใจทำเซรามิก เหมือนเราได้แลกเปลี่ยนมุมมองไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่เขามาเรียนเทคนิคการปั้นจากเรา เราก็ได้เรียนรู้มุมมองและประสบการณ์จากเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนางานไปพร้อมกัน” มิกกล่าว

เราไม่ได้ถามมิกว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ตั้งแต่เขากลับมาเชียงใหม่ ผลงานหลายชิ้นของเขาได้หลุดจากกรอบงานปั้นภาชนะในแบบที่คุ้นเคยอย่างน่าตื่นตา ไม่ว่าจะเป็นพระพิฆเนศในรูปลักษณ์มินิมอล ตุ๊กตาคนกำลังเซลฟี่ที่ดูเผิน ๆ เหมือนคนที่มีหัวเป็นเนยแข็ง โมบายที่ทำจากเซรามิกรูปทรงเห็ด ตุ๊กตาปลามีขาที่เขาต่อยอดมาจากลายเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ของสันกำแพง ไปจนถึงสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างหน้าตาเหนือจินตนาการ เป็นอาทิ 

“ผมคิดว่าเชียงใหม่มีขนาดใหญ่พอสำหรับรองรับสตูดิโอของศิลปินและนักออกแบบที่มีความหลากหลาย ขนาดเดียวกันมันก็เล็กพอจะทำให้นักสร้างสรรค์เหล่านั้นได้รู้จักและแลกเปลี่ยนกัน พอกลับมาเปิดสตูดิโอที่เชียงใหม่ ผมเลยมีโอกาสไปทำความรู้จักศิลปินหลายคนมาก ๆ ได้เรียนรู้จากเขา ในขณะเดียวกันก็ได้อัปเดตด้วยว่าสิ่งที่เราทำไม่ไปทับหรือซ้ำกับเส้นทางการทำงานของใคร 

“พอทำไปได้สักพัก ผมคุยกับทีมงานว่าตกลงเราจะนิยามงาน Pottery ของเราอย่างไร คุยไปคุยมาก็พบว่าสตูดิโอของเราทำงานแนวทดลอง เหมือนตั้งโจทย์ขึ้นมาและพยายามหาความเป็นไปได้ให้โจทย์นั้น ๆ การเข้าสตูดิโอในแต่ละวันก็เหมือนเข้าห้องแล็บทดลองปั้นงานไปเรื่อย ๆ และหาวิธีทำให้งานนั้นสมบูรณ์เมื่อออกจากเตาเผา” 

และเพราะเหตุนี้ ควบคู่ไปกับการผลิตภาชนะที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนอยู่แล้ว งานเชิงทดลองซึ่งเป็นอีกแง่มุมของชามเริญ เชียงใหม่ ดึงดูดให้ศิลปินและนักออกแบบหลายคนมาร่วมพัฒนาผลงานร่วมกัน – ศิลปินร่วมสมัยที่ทำงานแนว Pop Art อย่าง ลักษณ์ ใหม่สาลี ศิลปินสไตล์จัดอย่าง เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข หรือ Benzilla รวมถึงแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อีกหลากหลายที่มาร่วมคอลแล็บกับมิก

และใช่ หนึ่งในนั้นยังรวมถึงแบรนด์ระดับโลกจากญี่ปุ่นอย่าง MUJI 

“โปรเจกต์นี้เริ่มมาจากการรวมตัวของคนทำเซรามิกในเชียงใหม่ก่อนครับ เราตั้งกลุ่มเชียงใหม่ เคลย์เอทีฟ (Chiangmai Clayative) เพื่อเป็นพันธมิตรในการทำงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ขึ้นมาก่อน ทีนี้ พอ CEA (สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)) เขาร่วมงานกับ MUJI ในการคัดสรรผู้ประกอบการท้องถิ่นมาพัฒนาสินค้าร่วมกับ MUJI ก็เลยได้ชวนกลุ่มเรามาทำเวิร์กช็อปกัน” มิกเล่า

เนื่องจาก MUJI มีเป้าหมายในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผลงานในซีรีส์ Daily Life (เซรามิกรูปทรงแก้วกระดาษ แก้วโอเลี้ยง และกล่องโฟมบรรจุอาหาร) ของมิกจะเข้าตา MUJI จนได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 2 สตูดิโอแรกของไทย (ร่วมกับ InClay Studio Chiang Mai) ที่มีโอกาสร่วมพัฒนาสินค้าวางจำหน่ายในโครงการ Found MUJI Thailand 

ทั้งนี้ ผลงานของชามเริญ เชียงใหม่ และ InClay Studio ในโครงการดังกล่าวมีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ร้าน MUJI ในศูนย์การค้าของโครงการ ONESIAM และ MUJI Flagship Store Chiang Mai

มหาชามเริญ

เกือบ 2 ชั่วโมงที่ได้พูดคุยกัน ผมพบว่านอกจากการไม่หยุดขวนขวายเรียนรู้ การทดลองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตผลงาน อีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญในเรื่องเล่าของมิกคือการมี ‘กัลยาณมิตร’ ที่คอยสนับสนุนเขาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การตัดสินใจในเส้นทางการศึกษา การตั้งไข่สตูดิโอที่กรุงเทพฯ จนย้ายมาปักหลักที่บ้านเกิดในเชียงใหม่ 

สิ่งนี้ยังเป็นประจักษ์ เมื่อภายหลังที่เขาเปิดสตูดิโอที่บ้านเกิด เขายังได้ชวนศิลปินและนักออกแบบคนอื่น ๆ มาเปิดสตูดิโอบนที่ดินของเขาจนเกิดเป็นคอมมูนิตี้นักสร้างสรรค์ขนาดย่อมและอบอุ่น รวมถึงการแบ่งอาคารหลังหนึ่งในนั้นสำหรับเป็น Artist Residency เชิญชวนศิลปินและนักออกแบบต่างถิ่นให้มาพำนักและสร้างสรรค์ผลงาน (ล่าสุด เขายังได้ร่วมกับ TCDC เชียงใหม่ ชวนศิลปินเซรามิกจากไต้หวันมาพำนักอีกด้วย) 

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีแผนในการเปิด Creative Space บริเวณด้านหน้าสตูดิโอ ในชื่อ ‘มหาชามเริญ’ สำหรับเป็นแกลเลอรีแสดงผลงานและร้านจำหน่ายผลงานของเขา เพื่อน ๆ และศิลปินท้องถิ่นคนอื่น ๆ รวมถึงเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของอำเภอสันกำแพง โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในช่วงเดือนธันวาคม 2024 นี้

“ถ้าไม่ได้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่คอยสนับสนุน ผมก็คงมาไม่ถึงวันนี้ พอผมมีสเปซเป็นของตัวเอง ก็เลยคิดว่าเราน่าจะใช้พื้นที่ของเราช่วยสนับสนุนคนทำงานแบบเดียวกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับอำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่ยังรวมถึงพื้นที่สำหรับแสดงผลงานและขายสินค้า ผมตั้งใจให้มหาชามเริญทำหน้าที่ตรงนี้” มิกเล่า

ก่อนจากกัน เรานึกขึ้นได้ว่า เขาเคยบอกไว้ว่าจะให้เวลาในการทำสตูดิโอนี้ 10 ปี ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 7 ปีแล้ว เราจึงอยากรู้ว่าเขามองว่าสิ่งที่ทำมานี้ประสบความสำเร็จหรือยัง

“ผมไม่รู้จะตอบยังไงเรื่องประสบความสำเร็จ แค่พบว่าตัวเองมีความสุขกับเส้นทางนี้อยู่ และรู้สึกสนุกกว่าที่คิดไว้ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองว่าจะต้องทำเซรามิกอย่างเดียว ว่าง ๆ ก็หันไปทำดรออิ้งหรือภาพพิมพ์บ้าง หรือทำ ๆ ไปก็มีศิลปินหรือคนที่น่าสนใจมาชวนให้ทำงานร่วมกัน ถ้าแนวทางไปด้วยกันได้ ผมก็ยินดีมาก ๆ”

คิดว่าจะทำไปเกิน 10 ปีแน่ ๆ – เราถาม

“แน่นอน ผมเดินมาบนเส้นทางที่ใช่ ก็น่าจะทำไปจนแก่จนทำต่อไม่ไหว และหวังให้ชามเริญมีหนทางไปต่อของมันหลังจากนั้น” มิกกล่าวทิ้งท้าย

ชามเริญ สตูดิโอ เชียงใหม่
  • เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 18.00 น. (เวิร์กช็อปเซรามิกจะเปิดให้เรียนในรูปแบบคลาสส่วนตัว กรุณานัดหมายวันและเวลาล่วงหน้า)
  • charmlearnstudiothailand.com
  • ชามเริญ สตูดิโอ
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่ม Chiangmai Clayative Facebook : Chiangmai Clayative

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

นักเขียนและนักแปล แต่บางครั้งก็หันมาทำงานศิลปะ อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น 'รักในลวง'

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ