9 สิงหาคม ปี 2025
สมพัฒน์ ทฤษฎิคุณ จากทุกคนไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
เขาคือคนโฆษณาไทยที่สมควรถูกเรียกว่า ‘ตำนาน’
ตำแหน่งนี้ไม่ได้วัดจากจำนวนรางวัล
แต่วัดจากการเป็นศูนย์รวมจิตใจของครีเอทีฟไทยทุกยุคสมัย
เขาคือ ‘พี่เข้’ ของทุกคน สนับสนุน ส่งเสริม สร้างสรรค์คนโฆษณาไทยทุกตำแหน่ง ทุกเอเจนซี่
เขาเชื่อสนิทใจว่า คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด
และเขาทำทุกอย่าง เพื่อให้โลกได้ยิน
1 อาทิตย์หลังสมพัฒน์จากไป คนรอบตัวต่างเขียนคำระลึกถึงเขาอย่างพรั่งพรู
เพื่อแสดงความเสียใจและแสดงความระลึกถึง เราอยากใช้พื้นที่บทความนี้รวบรวมความคิดของสมพัฒน์ และงานที่น่าศึกษาของเขาตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูลจากผู้คนในวงการจำนวนมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม
Best AD ตอนนี้ ไม่ได้รวมงานที่ Best ในตัวผลงาน
แต่เป็นงานที่ Best ในใจผู้คน
อย่างน้อยที่สุด การได้อ่านความคิดของสมพัฒน์ ได้ย้อนดูงานของเขา
มันบอกเราว่า วงการความคิดสร้างสรรค์ไทยสนุกสนานแค่ไหน และมันไม่เคยตายจากใจคน

Visual Talk
32 ปีที่แล้ว
Garry Cooper ครีเอทีฟออสเตรเลียหัวใจไทย กลับมาเปิดบริษัทเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อว่า GC+A ย่อง่าย ๆ จาก Garry Cooper and Associates
แกรี่ชวนพี่น้องที่เคยทำงานด้วยกันมาร่วมงานกันอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือ อ้ำ-ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ ครีเอทีฟสาวไฟแรง และ เอ๋ย-อ่อนอุษา ลำเลียงพล นักโฆษณาหญิงคู่ชีวิตของแกรี่
GC+A ผลงานดีจนถูกเทคโอเวอร์โดยเอเจนซี่ Grey ร่วมกับอีกหนึ่งบริษัทอย่าง Market Force แม้ไม่โดดเด่นเรื่องงานครีเอทีฟ แต่ก็เป็นบริษัทที่เด่นด้าน Media ถือลูกค้าใหญ่อย่าง P&G
ในวงการโฆษณายุคก่อน จะมีคำว่า ‘หม้อข้าว’ และ ‘หม้อแกง’
หม้อข้าว หมายถึง ลูกค้ารายใหญ่ เงินทุนเยอะ ทำให้บริษัทอยู่ได้ ส่วน หม้อแกง หมายถึง ลูกค้าที่อาจไม่ใช่บริษัทใหญ่ แต่มีบรีฟที่ทำเป็นงานครีเอทีฟโดดเด่นขึ้นมาได้
ยุคนั้นงานจากลูกค้ายาสระผม Pantene ถือเป็นหม้อข้าว ยังขาดงานหม้อแกง ซึ่งต้องหาครีเอทีฟดีมาช่วย
แกรี่ถามหาครีเอทีฟรุ่นใหม่มาช่วยงาน เพื่อนของเพื่อนแนะนำอาร์ตไดเรกเตอร์หนุ่ม เพิ่งเรียนจบจากซานฟรานซิสโก เป็นเด็กจบนอก แต่ชื่อเล่นว่า เข้ สมพัฒน์

แกรี่และเอ๋ยชวนสมพัฒน์มาเป็นพนักงาน ด้วยความคิดอยากชวนมาเป็นผู้ช่วยระยะสั้นก่อนสัก 6 เดือนเพื่อเรียนรู้งาน สอนการอ่านบรีฟ จัดการงานให้เป็นระเบียบ เพื่อจะได้เอาแรงไปโฟกัสกับการคิดไอเดีย สอนให้เขียน Idea Line ด้วยคำสั้น ๆ 3 – 5 คำ และคลี่คลายออกมาเป็นงานจริง
สมพัฒน์เป็นคนขี้โม้ที่ทุกคนรัก ฤทัยวรรณเล่าว่า เวลาคิดงาน สมพัฒน์จะติดหมอนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เล่างานไปก็จะบี้มุมหมอนนี้ ดูขัดกับภาพความเป็นคนมั่นใจ ใครเห็นก็เอ็นดู
เขาชอบโดนล้อเรื่องภาษาอังกฤษที่ไม่เก่งสมเป็นเด็กนอกเลย (ชอบติดพูดคำว่า ซัมธิงไหล่ หรือ Something like สำเนียงจีนจนคนยิ้ม) แม้ไม่เก่ง แต่สมพัฒน์ก็เรียนรู้จากแกรี่เร็วจนน่าทึ่ง เขาเลยกล้าส่งอาร์ตไดฯ หนุ่มไปลงสนามจริงทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับครีเอทีฟซีเนียร์คนอื่น ๆ
ฤทัยวรรณมองว่า จุดแข็งของสมพัฒน์คือ Visual คิดเป็นภาพได้คมสมเป็นอาร์ตไดฯ ส่วนแกรี่มองว่า เขาเป็นคนประเภท Idea First เก่งภาพ แต่ก็คอมเมนต์เรื่องคำได้ดีเท่ากับก๊อบปี้ไรเตอร์อาชีพเช่นกัน
งานเก่งของสมพัฒน์คือ Print Ad นักโฆษณาสมัยก่อนมีหลักการว่า ต้องทำภาพให้ดีจนก๊อบปี้ไรเตอร์ไม่รู้จะเขียนว่าอะไร “เราเรียกว่า Visual Talk อย่างงานบิลบอร์ดตามหลักต้องทำเพื่อให้คนดูแค่ 3 วินาที บิลบอร์ดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ 10 ชิ้นโอเคแค่ 1 ชิ้น เพราะเขียนเยอะกว่า” ฤทัยวรรณเล่า
งานที่เด่นมากยุคนั้นคืองาน Land Rover ชื่อ สาละวิน และ ภูชี้ฟ้า ได้ Gold งาน TACT Awards ปี 1994 – 1995 และงานของ EGCO ซึ่งทำให้สมพัฒน์ได้พบกับภรรยาที่เป็นหนึ่งในทีมลูกค้า ณ เวลานั้น



Grey ยุคนั้นเริ่มต้นจากความไม่มีอะไร พยายามเอาตัวรอดในสนามแข่งขัน สมพัฒน์เป็นหนึ่งในคนช่วยสร้างงานให้บริษัทมี Portfolio ที่ดีขึ้น กับพนักงาน ทุกคนไม่ได้จำสมพัฒน์ที่งาน แต่จดจำโมเมนต์ที่เขาช่วยเหลือคนและอารมณ์ขันเปิ่น ๆ แบบสมพัฒน์ เช่น เหตุการณ์ในสนามกอล์ฟที่เขาไปก่อวีรกรรมเด็ด เพื่อนยุค Grey ทุกคนยังจำจนถึงวันนี้
“เขาเปลี่ยนชีวิตผม เพราะทัศนคติในการใช้ชีวิตและทำงาน มันแตกต่างจากทุกคนที่ผมเคยเจอ” แกรี่ระลึกความหลังผ่านสัญญาณโทรศัพท์
“เวลาคุณคิดแคมเปญ ต้องคิดด้วยว่างานเราจะส่งผลกระทบอย่างไรกับชีวิตคน งานของเข้ในช่วงท้าย ๆ เน้นทำงานที่เป็นเหมือนจุดยืนของ Leo Burnett คือ Human Kind และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตคน ด้วยไอเดียที่เขาคิดขึ้นมา
“อาวุธใหญ่ของงานเข้คืออารมณ์ขันและทวิสต์ เพื่อให้งานนั้นมีเอกลักษณ์” เจ้านายคนแรกของสมพัฒน์บอกกับเรา
สมพัฒน์ก้าวเข้ามาเพื่อคว้าดาว สร้างงานรางวัลให้บริษัท แต่เมื่อเริ่มเป็นซีเนียร์ เขาหันมาทำงาน ‘หม้อข้าว’ มากขึ้น เมื่อมีโจทย์ยาก สมพัฒน์เข้าไปรับก่อนเสมอ เปิดโอกาสให้น้องได้ทำงานสนุก ๆ ส่วนพี่ ๆ จะช่วยทำงานเพื่อเลี้ยงบริษัท
2 ปีแรกสมพัฒน์ทำงานได้ดีมาก แกรี่เลยอยากให้รางวัล
วันหนึ่งแกรี่ต้องไปประชุมที่กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล แกรี่บินไปก่อนงานเริ่ม 4 วัน ไปเที่ยวเมืองโพคาราท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย โดยหนีบสมพัฒน์ไปด้วย
ยุคนั้นจะไปโพคารามี 2 ทางเลือก เครื่องบินหรือรถยนต์ ครีเอทีฟ 2 คนไม่อยากเมารถเลยเลือกเครื่องบิน
สายการบินไปโพคาราหาซื้อเครื่องบินเก่ามือสองจากรัสเซียและอีกหลายประเทศมาปรับปรุง ลำที่แกรี่และสมพัฒน์นั่งไปน่ากลัวมาก มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นน้ำมันไหลออกมาจากเครื่อง
ขาไปเครื่องลงโพคาราปลอดภัย แต่ขากลับสายการบินยกเลิกไฟลต์ เพราะเครื่องลำที่ทั้ง 2 คนนั่ง ตกในวันถัดมา
อย่างไรก็ตาม 4 วันที่โพคารามอบประสบการณ์ที่ดีให้ทั้ง 2 คนมาก พวกเขาไม่ได้คุยเรื่องงาน แต่คุยเรื่องชีวิต ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยอันสวยงาม
เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมพัฒน์ชอบพาลูกน้องออกไปเที่ยวด้วยกันเวลาไปประชุมต่างประเทศ สมพัฒน์รู้ว่าประสบการณ์เหล่านี้จะฝังอยู่ในใจตลอดไป
“วันก่อนตอนอยู่ในงานศพ ผมคุยกับลูกชายเข้ เขาบอกว่า พ่อเคยพาไปกาฐมาณฑุ ที่ที่ผมเคยพาเข้ไป
“ผมถามว่า พ่อเข้ได้พาไปโพคาราหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่ พ่อบอกว่ามันอันตรายไป” แกรี่หัวเราะลั่น

งานที่ดูไม่มีโอกาส คือโอกาสของเรา
เมื่อเริ่มสู่ยุค 2000 สมพัฒน์ตัดสินใจย้ายจาก Grey มาทำงานเอเจนซี่ใหม่ชื่อว่า Siamese D’Arcy
D’Arcy คือ Boutique Agency เจ้าแรก ๆ จากสหรัฐอเมริกา มีสาขา 8 แห่งทั่วโลก โดยมีไทยเป็นหนึ่งในนั้น ต้นปี 2002 สมพัฒน์ขับรถ Jeep มาในซอยสุขุมวิท 38 ที่ตั้งของออฟฟิศใหม่ เขาประเดิมงานวันแรกด้วยการถอยรถผิดจนชนกระถางต้นโป๊ยเซียนของออฟฟิศ พนักงานคนแรกที่เขาพบคือ กอล์ฟ-สรรพาทิตย์ บูรณสมภพ Junior Art Director ในขณะนั้น
งานที่ D’Arcy เป็นไปด้วยดี มีงานรางวัลที่น่าจดจำหลายงาน
หลังย้ายมาทำงานที่ใหม่ได้เดือนครึ่ง ออฟฟิศมีประชุมใหญ่ MD บริษัทบอกทุกคนว่า วันนี้มี 2 ข่าวมาแจ้ง
ข่าวแรก ปีนี้บริษัทได้บิลลิ่งพันล้าน
ทุกคนเฮลั่น และยิ่งเฮหนักขึ้นเมื่อได้ยินว่าปีนี้ทุกคนได้โบนัส
ข่าวที่ 2 อีก 3 เดือน บริษัทจะปิดตัว
“ผมจำได้ว่าโมเมนต์นั้นสตันต์มาก แล้วคนที่สตันต์สุดคือพี่เข้ เพราะแกเพิ่งย้ายมา ผมจำได้ว่าวันนั้นยืนตรงข้ามแก ตอนประกาศข่าว เห็นแว่นแกหลุดลงมา” กอล์ฟเล่า
D’Arcy ถูกเทคโอเวอร์โดยเครือข่าย Publicis Groupe พนักงานถูกส่งไปตามเอเจนซี่ที่ดูแล Account ลูกค้าเจ้านั้นต่อ สมพัฒน์ที่ดูแล Chevrolet ย้ายตามไปดูต่อที่ Leo Burnett Thailand
กอล์ฟและเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ดูลูกค้ากลุ่มนี้ต้องหาทางทำ Portfolio เพื่อหางานใหม่ 3 เดือนต่อมากอล์ฟยังไม่มีที่ทำงาน สมพัฒน์โทรศัพท์มาบอกเขาว่า ขอโควตาครีเอทีฟได้เพิ่ม กอล์ฟจึงได้ย้ายมาอยู่กับสมพัฒน์อีกครั้ง
หนึ่งในงานช่วงเริ่มต้นที่ Leo Burnett Thailand ที่ทุกคนจำได้ คืองานของ Chevrolet ชื่อว่า Kaleidoscope
ยุคนั้นโฆษณาไทยเน้นการทำ Print Ad ครีเอทีฟเด่น ๆ ยุคนั้นคือ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ แห่ง BBDO Bangkok จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ แห่ง JEH United ต่อมาคือ GREYnJ UNITED และ ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล จาก CREATIVE JUICE\G1 ในยุคนั้น
“พี่เข้สอนให้เรามองต่าง ถ้าเราทำแบบเดิมกับเขา เราก็สู้เขาไม่ได้ เราให้ทำไม่เหมือนกับเขาสิ
“ตอนนั้นเป็นยุคของการทำ Print Ad พี่ไก่มีงาน Tamiya พี่สุทและพี่จูดี้ก็มีงานดีเต็มไปหมด ถ้าจะทำ Print Ad เหมือนกัน เราต้องทำหมวดที่พี่เขาไม่ส่ง แกจะเป็นคนเก่งในการหาช่องทางในการเข้าไปขลุกบางอย่าง แล้วก็มันเป็นช่องทางที่คนเขาไม่ค่อยไปกัน”
บรีฟงาน Chevrolet สำหรับครีเอทีฟถือว่าน่าเบื่อมาก บรีฟคืออยากบอกว่ายอดขายของรถรุ่น Zafira แตะ 1 ล้านคันทั่วโลก ลูกค้าห้ามถ่ายภาพใหม่เพราะมีงบให้แค่ 30,000 บาท ใช้แต่ภาพสต็อก ของานชิ้นเดียวลงโฆษณาขนาดเล็กสุดที่เรียกว่า Junior ในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ
ครีเอทีฟที่ไม่คิดอะไร คงเอาภาพรถวาง แปะก๊อบปี้ใหญ่ ๆ บอกว่าฉลองครบ 1 ล้านคัน
“แกมองว่าบรีฟแบบนี้แหละคือโอกาส ถ้าเราทำอะไรออกไปภายใต้ข้อจำกัดที่ลูกค้าให้ เขาจะไม่กล้าปฏิเสธ ซึ่งก็จริง เพราะมันอยู่ในงบ มัน Beyond บรีฟที่ลูกค้าให้เสมอ”

งาน Chevrolet กวาดรางวัลมาหลายเวที โดยเฉพาะในด้าน Art Direction ซึ่งเป็นจุดแข็งของสมพัฒน์ตั้งแต่อดีต แถมยังทำในงานรถยนต์ซึ่งวงการต่างรู้ว่าเป็นงานที่แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
“พี่เข้ชอบสอนว่า ยิ่งงานที่ไม่มีโอกาส นี่แหละคือโอกาสของเรา ชอบสอนให้หาช่องทางต่าง ๆ งานลูกค้ารถยนต์ใครก็รู้ว่าทำอะไรแทบจะไม่ได้ พอเราส่ง Chevrolet เข้าไป ยังไงก็โดดเด่น ซัด Best ในทุกเวทีตลอด”
ถ้าได้รางวัลปีแรก คนอาจคิดว่าฟลุก ต้องทำต่อ
ในโลกการทำงานเอเจนซี่ การจากไปตลอดกาลไม่มีจริง พนักงานที่เคยร่วมงานกันในอดีตมีโอกาสเวียนมาเจอกันอีกครั้งได้เสมอ
เต้ย-ภารุจ ดาวราย เป็นหนึ่งในกรณีนั้น เขาทำงานอยู่ Siamese D’Arcy ก่อนสมพัฒน์ เมื่อบริษัทปิดตัวเขาย้ายไปทำงานที่ JWT, Lowe, Ogilvy และกลับมาเจอสมพัฒน์อีกครั้งที่ Leo Burnett ปี 2009
สมพัฒน์เติบโตสู่ระดับซีเนียร์ ต้องดูแลครีเอทีฟกลุ่มใหญ่ขึ้น แม้ไม่ได้ลงไปคิดงานเองตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนเมื่อก่อน เขาก็ยังขยันหาโจทย์ดี ๆ ที่ถูกมองข้าม และปั้นขึ้นมาเป็นงานที่น่าจดจำเสมอ
ภารุจเล่าเทคนิคหนึ่งในการทำงานของสมพัฒน์ คือคำว่า Small Win
Win ไม่ได้หมายถึงแค่ชนะรางวัล แต่ชนะในเชิงได้โอกาสพัฒนาตัวเอง ต่อให้เป็นงานเล็กใหญ่แค่ไหน มันก็สร้างโอกาสให้เราได้ เช่น ทำให้เราได้ทำงานกับอาร์ตไดเรกชันแบบใหม่ เราควรจะใช้สิ่งนี้เป็นโอกาสในการรู้จักผู้คนได้ทำงานกับคนที่ไม่เคยทำ


งาน Print Ad ที่เป็นจุดเด่นของสมพัฒน์ยังคงโดดเด่นในยุค Leo Burnett หนึ่งในงานที่ทุกคนจำได้คือ Clima Bike ล็อกจักรยานที่แข็งแรงจนเหมือนกลืนจักรยานเป็นเนื้อเดียวกับราว
งานนี้โจทย์เรียบง่ายและไม่ได้มีเงินทุนมากนัก แต่สมพัฒน์เห็นโอกาส เขาได้ร่วมงานกับ ชุบ นกแก้ว นักรีทัชระดับโลกแห่ง Chubcheevit studio
สมพัฒน์ลงมือทำเองหลายขั้นตอน เริ่มจากการหาโลเคชันราวเหล็กที่เหมาะจะเป็นราวจักรยานทั่วกรุงเทพฯ (งานสุดท้ายได้ราวแถวอโศก ลาดพร้าว และหลังห้างเสรีเซ็นเตอร์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Paradise Park ในปัจจุบัน) จากนั้นค่อยหาจักรยานที่ใช่ถ่ายรูป จัดมุมเอง และใช้กระบวนการรีทัชต่อเพื่อจบงาน
ชุบเล่าว่า เรื่องที่สมพัฒน์ย้ำของงานนี้คือต้องรีทัชน้อยที่สุด เพื่อให้ภาพดูจริงที่สุด ขนาดว่าห้ามรีทัชใบไม้บนถนนที่ติดมากับภาพออก เพื่อให้ดูเป็นถนนจริง ๆ
Clima Bike ถูกทำเป็นงาน Print Ad 2 ครั้ง ครั้งแรกคอนเซปต์คือล็อกจักรยานดีจนจักรยานเป็นหนึ่งเดียวกับราว ได้รางวัลมามากมาย ครั้งที่ 2 คอนเซปต์คือล็อกดีจนจักรยานเข้าไปอยู่ในราวแบบที่เราสงสัยว่าเข้าไปได้อย่างไร
“พี่เข้บอกว่า ถ้าได้รางวัลครั้งแรก คนอาจคิดว่าฟลุก งั้นเราต้องทำต่ออีกปีเพื่อให้คนรู้ว่าไม่ใช่” ชุบเล่า
Clima Bike เป็นงานชิ้นครูที่อาร์ตไดเรกเตอร์ไทยแทบทุกคนต้องเซฟติดเครื่องเพื่อศึกษา กวาดรางวัลมาหลายเวที รวมถึง Gold จาก Cannes Lions ด้วย
ปีนั้น Clima Bike ได้ 2 Gold เทศกาล Cannes Lions คู่กับงาน Print Ad ของ WWF Thailand โดย Ogilvy Thailand หนึ่งในทีมงานคือ ป้อม-กำพล ลักษณะจินดา ครีเอทีฟชั้นนำของไทย ปัจจุบันคือ Chief Creative Officer ของ Ogilvy
ทั้งวงการรู้ว่าคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ Leo Burnett และ Ogilvy แต่ 2 บริษัทนี้ก็แข่งกันอย่างสุภาพบุรุษ สนุกสนาน ตีคู่กันมาตลอด
อิ๋ว-จิรวรา วีรยวรรธน CEO ของ Ogilvy คนปัจจุบันเล่าว่า ปีที่ Ogilvy ได้ Gold จากงาน WWF ทีมดีใจกันได้พักเดียว เพราะสักพักก็รู้ผลว่า Clima Bike จากฝั่ง Leo Burnett ก็ได้เหมือนกัน


อีกงาน Print Ad ที่โดดเด่นยุคนั้นของบริษัท คืองานรณรงค์ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ และงานรณรงค์เมาไม่ขับของ สสส. ทั้ง 2 งานใช้บริการ Chubcheevit studio เช่นเคย
ปัญหาของงานแรก คือถ่ายยังไงก็ไม่ดี ไม่ลงตัว ระหว่างนั้นชุบถ่ายภาพแนวศิลปะควบคู่กันไปด้วย วันหนึ่งไปถ่ายแถววงเวียน 22 กรกฎาคม ในอาคารที่ทุกคนรู้กันว่าเคยเป็นแหล่งค้าประเวณีมาก่อน
สมพัฒน์มาเห็นภาพชุดนี้ เขาขอถ่ายงานที่อาคารนี้ทันที เมื่อลองนำแบบที่เป็นผู้สูงวัยไปนั่ง รีทัชเสร็จ ภาพก็ดูจริงขึ้นมาทันที


งานเมาไม่ขับเป็นงานคอนเซปต์ที่มีไอเดียว่า ยกเหล้าขึ้นดื่มเมื่อไหร่ ก็เหมือนฆ่าตัวตาย งานนี้คราฟต์ยันประเภทของรถและเหล้า ต้องเข้ากับนิสัย เพศ และอาชีพของตัวแบบด้วย
หนึ่งในครีเอทีฟงานนี้คือ ป๋อง-อริยวรรต จันทราทิพย์ เป็นหนึ่งในทีมงานคนสนิทของสมพัฒน์ในเวลาต่อมา
งานกลุ่มนี้พิสูจน์ว่า Sense ด้าน Visual Talk ที่สะท้อนผ่านการคอมเมนต์งานของสมพัฒน์ยังคงดีเยี่ยม
ถามให้เจอปัญหาที่แท้จริง
ปี 2011 จ๊อด-สงกรานต์ เศรษฐสมภพ ย้ายมาทำงานที่ Leo Burnett ในพาร์ตงานบริหาร และต้องทำงานกับสมพัฒน์ซึ่งก้าวขึ้นมาทำงานตำแหน่ง Chief Creative Officer
ผู้ใหญ่ที่ชวนให้ 2 คนนี้มาเจอกันคือ เอ๋ย-อ่อนอุษา ลำเลียงพล บอกว่าอยากขอนัดเจอพาร์ตเนอร์ที่ต้องทำงานด้วยกันตลอด สถานที่นัดคือร้านอาหารย่านสุรวงศ์
“ความลับก็คือคุยเรื่องงานแค่ 10 นาทีเอง ที่เหลือคุยกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พอแยกย้าย ผมก็ตัดสินใจว่าอยากทำงานกับไอ้ผู้ชายคนนี้แหละ” สงกรานต์เล่า
สมพัฒน์ก้าวขึ้นมาดูงานบริหาร ต้องคุมครีเอทีฟอีกหลายคน งานของเขาเปลี่ยนไป คือไม่ได้ลงมือทำตั้งแต่ต้นจนจบทุกชิ้น แต่คอยดูอยู่ห่าง แล้วเข้ามาช่วยเมื่อจำเป็น

ไผ่-ภาคย์ วรรณศิริ Chief Creative Officer ของ VML Thailand เคยทำงานที่ Leo Burnett เขาเล่าความหลังว่า
“พี่เข้จะโผล่มาเฉพาะตอนที่มีปัญหา มันเป็นสิ่งที่สอนผมตลอดเวลา ผมยังพูดกับลูกน้องตลอดว่า เวลาไม่มีปัญหา น้องไม่ต้องมีพี่ก็ได้ อะไรที่มันราบรื่น น้องเอาไปเลย ทำให้สุด ทำให้ลูกค้าจำน้องให้ได้ แต่เมื่อไหร่จะฉิบหาย เราจะเห็นพี่เข้เดินมา” ภาคย์เล่า
Leo Burnett ยุคนั้นเต็มไปด้วยครีเอทีฟไฟแรงเต็มไปหมด ยิ่งแรงยิ่งต้องรู้วิธีการในการทำงานด้วย
เดียว-ประธาน อุดมทรัพย์วงศ์ อดีต Duputy Executive Creative Director ยุคนั้นเล่าว่า สมพัฒน์ดูแลครีเอทีฟเก่ง ๆ อย่างคนเข้าใจ มีกิจกรรมที่ชวนให้ครีเอทีฟคิดและแข่งกันเล็ก ๆ บริหารสมอง
ตัวอย่างเช่นกิจกรรมที่เรียกว่า Fight Club เอาไอเดียงานเพื่อสังคมมาแข่งกัน หลายเอเจนซี่มีกิจกรรมนี้ แต่ตอนตัดสิน สมพัฒน์ชวนครีเอทีฟทุกคนทั้งพี่และน้องมาตัดสินด้วยกัน กรรมการไม่ได้มีแค่พี่ เพื่อลดระดับชนชั้นครีเอทีฟให้ทุกคนเป็นทีมเดียวกัน
ปีหนึ่งงานของ Leo Burnett เงียบเหงาจากเวทีรางวัล สมพัฒน์เดินไล่คุยทุกกลุ่ม ถามว่าแต่ละทีมทำงานอะไรกันบ้าง เพื่อหาว่างานชิ้นไหนมีโอกาสส่งเข้าประกวดได้ ทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน ปีนั้น Leo Burnett คว้ารางวัล Agency of the Year จากเทศกาลใหญ่สุดของไทย Adman Awards & Symposium มาได้สำเร็จ
เดียวยังเป็นคนทำแคมเปญ The Fuel Delivery บริการส่งน้ำมันสำหรับรถที่น้ำมันหมดของปั๊มน้ำมัน PT งานนี้ถูกสมพัฒน์พูดตอนพรีเซนต์ลูกค้าบ่อย เพราะโชว์ว่างานครีเอทีฟกับการแก้ปัญหามุม Business ไปด้วยกันได้ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบงานแนว Commerce อย่าง Sad Kama-Chan ของ Bar B Q Plaza อีกด้วย
บ่อยครั้งที่สมพัฒน์สวมบทเป็น Producer หาวิธีสร้างงานเอง ไม่ก็หนุนหลังน้อง ๆ ช่วยอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะงานแนว Activation ทำให้ครีเอทีฟเห็นคุณค่าของงานมากขึ้น ไม่ใช่แค่คิด และสั่งให้คนอื่นทำอย่างเดียว
ภารุจเล่าว่า สมพัฒน์ยังปลูกฝังนิสัยการถามลูกค้ามากกว่าบรีฟ เพื่อให้รู้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ Awareness
ครั้งหนึ่ง ทีมทำงานให้ ททท. บรีฟคือให้ทำโบร์ชัวร์แจกในบูทไทยในเทศกาลท่องเที่ยวนานาชาติ แต่สมพัฒน์รู้ว่าคนยุคนี้รับโบร์ชัวร์มาแล้วก็ทิ้ง เลยลงทุนไปถ่ายวิดีโอคนทิ้งโบร์ชัวร์แถวอิมแพ็ค อารีน่า มาให้ลูกค้าเห็น
ถามไปลึก ๆ พบว่าลูกค้าแค่อยากให้มั่นใจว่าข้อมูลการท่องเที่ยวจะมีคนอ่าน เลยออกมาเป็นแคมเปญ Tattoo Flyer ทำรอยสักน้ำลายเกี่ยวกับประเทศไทยสวย ๆ ตัวลายสแกนมือถือเพื่อเจอข้อมูลการท่องเที่ยวตามหมวดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรอยสักนั้นได้
ปีถัดมา ททท. ไปออกบูทเหมือนเดิม อยากทำนิทรรศการในบูท ถามไปถามมา คนออกบูทอยากให้มีคนมุงเยอะ ๆ เพราะยิ่งทำให้คนอยู่บูทนาน โอกาสที่จะคุยโน้มน้าวให้เขาซื้อกิจกรรมท่องเที่ยวยิ่งมีมาก
ปีนั้นธีมการท่องเที่ยวท้องถิ่นบูม ถ้านักท่องเที่ยวเข้าใจภาษาไทยดี ก็จะยิ่งเข้าถึงความเป็นโลคอลมากขึ้น เลยเกิดแคมเปญ Pa-Sa-Thai Machine ให้คนอ่านภาษาไทยบนจอแบบคาราโอเกะ ใครพูดได้ตรงที่สุดจะได้รางวัลตามคำที่พูด เทศกาลปีนั้นบูทไทยเป็น 1 ใน 3 บูทที่มีคนมุงเยอะที่สุด
“คนส่วนใหญ่จะคิดถึง Solution ก่อน Strategy ก่อนปัญหา เอะอะก็ทำอะไรสักสื่อหนึ่ง โฆษณาเลยไม่ค่อยได้ผล” ภารุจเล่า
ข้อดีอีกเรื่องของสมพัฒน์ คือไม่คิดวนไปวนมา
ภารุจเล่าว่า ครั้งหนึ่ง AE คำนวณงบผิดพลาด จากมีเงิน 3 ล้านบาท เหลือเงินทำแค่ล้านเดียว
สมพัฒน์ออกอาการบ้าง แต่สุดท้ายก็บอกทุกคนว่า กลับมาคิดใหม่กัน ไม่วนอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้
บริหารนักสร้างสรรค์
สมพัฒน์มีลูกน้อง 2 แบบ แบบแรก คือน้องที่เชื่อพี่ทั้งหมด โอนอ่อนผ่อนตาม ครีเอทีฟแบบนี้สมพัฒน์จะส่งเสริมให้เขาทำงานเยอะ ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ
แบบที่ 2 คือมนุษย์เถียง ครีเอทีฟที่เถียงเขามากที่สุด เป็นคู่คิดของสมพัฒน์มากที่สุด คือ กอล์ฟ-สรรพาทิตย์ บูรณสมภพ ครีเอทีฟที่เห็นสมพัฒน์ถอยรถชนโป๊ยเซียนที่ Siamese D’Arcy นั่นเอง
สมพัฒน์เป็นเหมือนโค้ชทีมฟุตบอลที่ลงไปเตะกับนักเตะด้วยกัน คิดแข่งกัน
หนึ่งในงานที่สรรพาทิตย์เถียงสมพัฒน์หนักสุด คือหนังโฆษณาเกี่ยวกับทีมปันหยีเอฟซี ทีมฟุตบอลเมืองที่ลอยกลางน้ำ ต้องต่อสนามฟุตบอลเล่นกันเอง
ภาคย์เป็นคนเจองานนี้ สรรพาทิตย์เอามาต่อยอดเป็นหนัง สิ่งที่เถียงกันคือใครจะเป็นผู้กำกับ สุดท้ายเป็น Matt Devine ที่สรรพาทิตย์เลือกมา
“แกชอบอ้าง Mark Tutssel (อดีต Chief Creative Officer ของ Leo Burnett Worldwide) หลัง ๆ ผมอีเมลหา Mark เลยว่าจริงมั้ย” สรรพาทิตย์หัวเราะ
อีกงานคือ Heineken: Stadium Of Dreams ให้ผลฟุตบอลอยู่บนกระป๋องของ Heineken แบบใหม่
ช่วงนั้นคือปี 2009 วงการโฆษณาอยู่ในช่วงรอยต่อจากงาน Print Ad และหนังสู่งานแนว Activation และ Promo ไทยยังไม่มีงานนี้มากนัก
คนที่อนุญาตว่างานไหนจะได้ส่งประกวดคือสมพัฒน์ แต่เจ้าตัวไม่มั่นใจเลย ถึงขั้นเคยบอกว่าไม่มีทางได้รางวัล
ทั้งสองเถียงกันอยู่นาน จนต้องให้ Mark ตัดสิน สุดท้ายงานนี้เป็นงานไทยแนวใหม่แรก ๆ ที่กวาดรางวัลมาหลายเวที
ตั้งแต่นั้นมาสมพัฒน์ก็เริ่มเชื่องานแนวนี้มากขึ้น จนกลายเป็นนิสัยที่ชอบกระตุ้นครีเอทีฟรุ่นใหม่ว่า อย่าทำแต่หนัง ให้ทำแคมเปญแบบใหม่ออกมาเยอะ ๆ
บิว-สกล คณาวุฒิกานต์ อดีต Group Creative Director เคยทำแคมเปญชื่อว่า Forward the Cure ให้คนบริจาคยาที่กินไม่หมดให้โรงพยาบาลอุ้งผาง โดยทำเป็นซองยาที่ส่งไปรษณีย์มาที่โรงพยาบาลได้เลย และมีจุดรับยาที่เป็นขวดเพื่อส่งง่ายขึ้น
สกลเล่าว่า งานนี้มาจากอินไซต์ว่าโรงพยาบาลอุ้งผางอยู่ติดชายแดน ต้องรับรักษาผู้ป่วยที่ไม่มีบัตรประชาชน หลายเคสเบิกยามาใช้รักษาไม่ได้ แคมเปญนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อได้ผลดี สมพัฒน์ยังลงเงินเพิ่มเพื่อให้งานไปต่อได้โดยไม่ได้คิดเรื่องรางวัลเลย
หนังโฆษณาเกี่ยวกับแม่ที่ต้องปลอมเป็นผู้ชายเพื่อทำงานขับรถแท็กซี่ เป็นอีกหนึ่งงานที่สมพัฒน์ยกขึ้นมาพูดบ่อย
อริยวรรตเล่าว่า โจทย์มาจาก Tesco Lotus อยากยกย่องพลังของผู้หญิงที่ขับเคลื่อนครอบครัว เพราะแม่หลายคนแวะซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนเข้าบ้านเสมอ
งานนี้มาจากวัฒนธรรมจริงของคนอินเดียยุคหนึ่ง หากสามีเสียชีวิต ภรรยาจะทำอาชีพปกติไม่ได้ เรื่องนี้ถูกปรับให้เข้ากับสไตล์ไทย หนังร่างแรกยาว 6 นาที สมพัฒน์ตัดให้สั้นลงอย่างคมและตรงประเด็น
ตาล-สันติ ทับทิมทอง เป็นอดีต ECD อีกคนที่ทำงานกับสมพัฒน์มานาน งานที่ทุกคนน่าจะจำได้คือหนังโฆษณา ยืดอกพกถุง
บรีฟนี้จริง ๆ แล้วอยากรณรงค์เรื่อง HIV ร่างแรก ๆ ทีมพยายามให้งานออกโทนน่ากลัว แต่สมพัฒน์บอกว่าควรให้คนรู้จักการป้องกันดีกว่า
อีกงานที่สนุกคือ หนัง Eye-opener ของ Chevrolet Optra
โจทย์ของงานนี้ คือให้ทำ Print Ad แต่ทีมนึกสนุกอยากทำเป็นหนัง สมพัฒน์บอกว่า ถ้าลูกค้าซื้อ เดี๋ยวเขาทำให้เกิดขึ้นเอง ปรากฏว่าลูกค้าซื้อจริง แต่มีเงินเท่า Print Ad สมพัฒน์เลยต้องลงมือกำกับเองเพื่อประหยัดงบ โดยมีบริษัทโปรดักชัน Film Factory มาช่วยเหลือ
ตาลเล่าว่างานนั้นสนุกมาก ไม่ว่าวงการจะเป็นอย่างไร สมพัฒน์ไม่อยากให้ทุกคนทิ้งความสนุกในการทำโฆษณา
บริหารธุรกิจ
ถ้าพูดถึงงานที่น่าจดจำ ครีเอทีฟจะเล่าได้อย่างสนุกสนาน
แต่สำหรับสงกรานต์ เขาคิดว่าทุกงานของ Leo Burnett ต้องผ่านตาสมพัฒน์อยู่แล้ว ให้พูดถึงแค่ชิ้นหนึ่งคงยาก
ตลอด 11 ปีของการทำงานด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ แต่ช่วงที่น่าจดจำปนระทึกขวัญเป็นพิเศษ คือช่วงปี 2015 – 2016
ปีนั้น Leo Burnett Struggle ในทางธุรกิจ ลำบากที่สุด สมพัฒน์เป็นคนเดินเข้ามาคุยกับสงกรานต์ตลอดว่า บริษัทโอเคมั้ย น้อง ๆ จะผ่านปีนี้ไปได้ใช่มั้ย
“ส่วนใหญ่ครีเอทีฟมักไม่ค่อยสนใจเรื่องธุรกิจ แต่พี่เข้เป็นครีเอทีฟที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะแกเข้าใจว่าการดูแลผู้คนต้องใช้เงิน แกให้ความสำคัญกับคนมาก
“แกชอบถามว่า พี่ เราถึงเป้ามั้ย ขาดอีกเยอะมั้ย เรามีรางวัลให้น้อง ๆ ได้มั้ย ซึ่งผมว่าพี่เข้ไม่ได้ห่วงเรื่องเงินหรอก แกกลัวว่าเราจะดูแลคนได้ไม่ดี” สงกรานต์เล่าปีแห่งความยากลำบาก
สิ่งที่ทำให้บริษัทฟื้นกลับมาได้คือการชนะ Pitch ลูกค้า dtac ช่วงเตรียมงาน สมพัฒน์บอกทุกคนว่า นี่ไม่ใช่พิตช์ของแค่ทีมหนึ่ง แต่เป็นพิตช์ของทุกคน ถ้าใครไม่ได้ร่วมทำ ขอแค่ให้กำลังใจกัน เท่านั้นก็น่ายินดีแล้ว
“เรื่องที่เรียนรู้ได้จากพี่เข้ ผมว่าคือการมีความรักที่แท้จริงกับงาน ไม่ใช่รักแต่ปาก

“พี่เข้ทำให้ทุกคนเห็นว่าแกรักงานที่ทำมากแค่ไหน ตั้งใจทำทุกชิ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พี่เข้ไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง แกส่งเสริมน้องทุกคนไปข้างหน้า ให้เติบโตในหน้าที่การงานทุกคน แกผลักดันเรื่องนี้ตลอด”
ทุกคนใน Leo Burnett รู้ว่าสงกรานต์และสมพัฒน์สนิทกันมาก เป็นคนประเภท You Jump, I Jump ทั้งคู่ตั้งใจจะเกษียณพร้อมกัน
แต่สุดท้าย ภาพนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
…
สงกรานต์ออกจาก Leo Burnett ปี 2022 เมื่อครบวาระตำแหน่ง ส่วนสมพัฒน์ออกจากบริษัทในปีต่อมา
ช่วงเวลานั้น คนในวงการพูดถึงสมพัฒน์ว่าเจ้าตัวอยากรีไทร์ แต่ไม่นานนักก็เห็นข่าวสมพัฒน์ย้ายไปทำงานที่ Grey Thailand ในตำแหน่ง Chief Creative Officer
การกลับบ้านเก่าที่ Grey รอบนี้มีความหมายกับหลายคนมาก โดยเฉพาะ จูดี้ จุรีพร เจ้าของเอเจนซี่ JEH United ที่รวมกับ Nude Communication และ Grey มาหลายปีในชื่อ GREYnJ UNITED
จุรีพรกำลังเกษียณจากวงการโฆษณา บริษัทเองก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อท่ามกลางคลื่น Disruption สมพัฒน์คือคนที่เข้ามาแปะมือกับจุรีพร เพื่อนและคู่แข่งที่รักสมัยยุค Print Ad สานต่องานครีเอทีฟให้ Grey Thailand ยืนหยัดในวงการต่อไป
หลังประกาศภายในบริษัท ทุกคนรอคอยการทำงานกับเจ้านายครีเอทีฟคนใหม่
หนึ่งในนั้นคือ ข้าวโพด-จิรเดช เพ่งเล็งผล ECD ของ Grey Thailand
ครีเอทีฟหนุ่มไฟแรงไม่เคยทำงานกับสมพัฒน์มาก่อน แต่เคยเรียนคลาส B.A.D Student กับสมพัฒน์ปี 2008 จำได้ว่าสมพัฒน์ยิงงานเพื่อนเละเทะจนจำถึงวันนี้
วันแรกที่เจอกัน สมพัฒน์ทักจิรเดชว่า “สวัสดีครับพี่โพด ผมเข้นะครับ”
“ผมเป็นคนชอบกวนประสาทคน แต่แกเป็นคนน่ารัก ใจดี พอแกย้ายมาเลยมีโอกาสได้ไปนั่งกินเหล้ากัน
“ผมเลยถามว่า พี่ เอาดี ๆ หมดยัง
“เขาบอกว่ายัง ยังสนุกอยู่
“แล้วเขาพูดกับผมว่า ผมอยากให้พี่โพดซัพพอร์ตผมได้มั้ย เดี๋ยวเราทำที่นี่ให้ดีด้วยกัน”


ไม่เป็นไร
3 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว สมพัฒน์เข้ามายกระดับให้ Grey Thailand สนุกอีกครั้ง ทุกงานต้องตัวติดกันกับจิรเดชตลอด
งานป้ายรถเมล์สำหรับคนตาบอดของ FWD เป็นอีกงานที่สมพัฒน์อินและตั้งใจมาก เขาเปรียบเปรยให้จิรเดชฟังว่า นี่คืองานที่ได้รางวัลที่เป็นตัวและเป็นใจ
“เขาชอบทำงานรณรงค์ตลอด เช่น งานของ สสส. เพราะเขารู้สึกว่านี่คือวัตถุประสงค์ของ Advertising จริง ๆ” จิรเดชเล่า
Sad Kama-Chan ของ Bar B Q Plaza มีความหมายกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง มันเป็นงานที่ทำให้ลูกค้ามีคนรัก ทำให้ Grey กลับขึ้นมาอยู่ในแสงไฟระดับโลก เป็นงานที่ทำให้สมพัฒน์ได้คว้า Gold จาก Cannes Lions เป็นครั้งสุดท้าย
น้อง ๆ ทุกคนที่เคยทำงานด้วยพูดตรงกันหมดว่า สมพัฒน์ชอบย้ำไม่ให้กลัวฝรั่ง เหมือนตัวเขาเองที่ไม่เคยกลัวการพูดผิด ตั้งแต่สมัยเรียนรู้วิชาโฆษณาจากแกรี่ ไปจนถึงการได้รับเชิญไปเป็นกรรมการตัดสินเทศกาลระดับโลก เป็นครีเอทีฟไทยที่ต่างชาติรัก
เวลาไปต่างประเทศร่วมกับครีเอทีฟไทยต่างบริษัท โดยเฉพาะเวลาไป Cannes Lions ที่เมืองคานส์ สมพัฒน์จะเป็นพี่เข้ที่ชอบเลี้ยงน้องเสมอ
ถ้ารวมเงินที่พี่เข้เลี้ยงข้าวและเครื่องดื่มที่คานส์ทุกปี คงมีแตะหลักล้าน
การมาเลี้ยงข้าว เจอน้อง สมพัฒน์มีความตั้งใจเดียวคืออยากให้คนโฆษณาไทยรวมพลังกัน อย่าแตกแยกกัน เพราะการรวมกันส่งพลังและส่งเสียงได้ดีกว่า
งานไทยตัวไหนได้รางวัล เขาเอาไปโม้ต่อ โม้แบบที่คนฟังแล้วยิ้ม
การส่งพลังเกิดจากการพูดคุยกันแบบพี่น้อง ไม่มีกำแพงเอเจนซี่ ใครก็ตามที่หมดหวังจากอาชีพ หากได้กินข้าวร่วมวงกับแกสักครั้ง คงมีความหวังขึ้นเยอะ

…
ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต สมพัฒน์ยังคงใช้ชีวิตเช่นเคย แคมเปญบุหรี่ไฟฟ้าของ สสส. ที่เขาเพิ่งทำเสร็จกำลังเพิ่งปล่อย เพิ่งนัดกินข้าวกับพี่น้องไปหลายวง และมีอีกหลายวงที่รอเขานัดอยู่
งานศพของสมพัฒน์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันฌาปนกิจเต็มไปด้วยเพื่อนพี่น้องร่วมอาชีพจากทั่วทุกสารทิศ ทุกเครือข่าย ทุกคนมารวมตัวกันเหมือนที่สมพัฒน์ฝันอยากให้เป็น
…
“ผมกับเขาเถียงกันบ่อยมาก พูดว่าไม่ ๆๆ เหมือนที่คนโพสต์ระลึกถึงกัน แต่คำว่าไม่ที่เขาพูดบ่อยสุด และเราจำได้ตลอด คือคำว่า ‘ไม่เป็นไรพี่โพด โฮะ ๆ’ เวลาเราโมโหหรือรู้สึกว่างานดีได้กว่านี้” นี่คือ Wisdom Word สุดท้ายที่จิรเดชจำได้
เรื่องนี้คล้ายกับสิ่งที่ อิ๋ว จิรวรา แห่ง Ogilvy เล่า แม้ไม่ค่อยมีโอกาส แต่ก็เคยได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับสมพัฒน์ในช่วงท้าย แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดต่อวงการในช่วงเปลี่ยนผ่าน
จิรวราเล่าว่า ในวงการโฆษณา เรามักเขียนถึงงาน ชื่นชมคนเก่งเป็นหลัก เป็นธรรมดา
เมื่อสมพัฒน์จากไป เราได้เห็นคนในวงการเขียนระลึกถึงสมพัฒน์ในฐานะมนุษย์
“วันที่เขาไม่อยู่ มันชัดเจนมากว่าเขาเป็นที่รักของคนทั้งวงการ
“เรารู้สึกดีใจว่า ในวงการนี้เราไม่ได้ชื่นชมแค่ความเก่งของใคร แต่ชื่นชมคนในแง่มุมอื่น ๆ ของเขา แม้เราจะต่อสู้ แข่งขันกันบนการสร้างงานที่ดี แต่เรายังชื่นชมความน่ารัก ความเป็น Good Leader ความใส่ใจน้องของพี่คนหนึ่งเช่นกัน”
…
น่าเสียดายที่เรารวบรวมคำจากคนรอบตัวสมพัฒน์เขียนเป็นบทความนี้ในวันที่เขาไม่อยู่แล้ว
หากเขายังอยู่ เราเชื่อว่าพี่เข้อ่านแล้วคงยิ้ม
…
ยิ้มแบบพี่เข้ที่ทุกคนจดจำ ไม่มีวันลืม

งานอื่น ๆ ที่สมพัฒน์มีส่วนร่วม (และไม่ได้เขียนในบทความ)
ปี 2008 – 2022
2008 – Fish, WMF
2009 – Plate, Scotch-Brite & Shoe / Train, Swash
2010 – Jacuzzi, Canon
2011 – Twister Sweeper, TV Direct
2012 – Hair for Hope, โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ & Lover’s Lane, IMAX Window Film
2013 – Beijing Duck, Sunsnack
2014 – Thankful Receipt, Tesco Lotus
2015 – Big-Bloom Fruit Chewing Gum, European Food & Police Calling Alarm, Zynek Technologies, Shutterstock
2020 – Bok Choy, สสส.
2022 – Burn the Billboard, Netflix & Metaverrrrrrr, Krungsri First Choice
