เสียงไลน์ดังขึ้นมาในบ่ายวันหนึ่งกลางเดือนมกราคม ปรากฏข้อความว่า
สวัสดีปีใหม่ครับ อยากชวนมาเขียนคอลัมน์อีกรอบครับ
รีบตอบกลับไปว่า ยินดีค่ะ จังหวะดีมากค่ะ
ที่ตอบไปแบบนั้น เพราะหลายปีที่เว้นจากคอลัมน์โรงเรียนทางเลือกใน The Cloud และการเดินทางทำสารคดีรายการ บินสิ ที่เกี่ยวกับโรงเรียนทางเลือกทั่วโลกทางไทยพีบีเอส ฉันไม่ได้หยุดเดินทาง แค่เปลี่ยนการอยู่กับที่ให้เป็นการเดินทาง และกำลังสร้าง ‘โรงเรียนทางเลือก’ ในแบบบินสิขึ้นมา
การตามหาโรงเรียนทางเลือกของฉันเริ่มตั้งแต่ชั้น ป.5 ในห้องเรียนศิลปะ เมื่อครูบอกว่าภาพใบไม้สีม่วงที่ฉันวาดไม่มีจริง วาดอย่างนี้จะไม่ได้รางวัล ซึ่งฉันไม่ได้อยากได้รางวัล แค่อยากวาดตามที่ฉันจินตนาการ มันไม่ใช่เรื่องสีของใบไม้ แต่คือบทเรียนแรกที่ฉันเข้าใจว่า โลกของผู้ใหญ่มีคำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว และจินตนาการของเด็กต้องพยายามเข้ากรอบนั้น ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ตามหาโรงเรียนที่ไม่รีบตัดสินความคิดของเด็ก
การตามหานั้นพาฉันไปถึงโรงเรียนทางเลือกที่อยู่ไกลถึงสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า Upattinas School โรงเรียนนั้นใช้แนวการศึกษาที่เรียกว่า Democratic Education ให้อิสระในการเรียนรู้ เชื่อว่าผู้เรียนมีสิทธิมีเสียงที่จะเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Children have their own voice, choice and ownership.) ตั้งแต่ออกแบบหลักสูตรการเรียนเอง เลือกวิธีเรียนเอง เลือกหาอาจารย์ผู้สอนเอง และมีวิธีประเมินผลการเรียนเอง


01
เปลี่ยนรายการทีวีให้เป็นโรงเรียน
เรื่องใบไม้สีม่วงเป็นต้นเหตุ ทำให้ฉันขอให้แม่ส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ประถม แม่บอกว่ามีลูก 4 คน จะส่งไปเรียนเมืองนอกได้ยังไง อยากไปก็หาทางไปเอง
พอครูจะพาไปทัศนศึกษา ขอกล้องพ่อ พ่อก็ไม่ได้ให้โดยง่าย ต้องร้องไห้กอดขาพ่อไปทั่วบ้าน และสุดท้ายได้กล้องมาด้วยการแคะกระปุกค่าขนมตัวเอง จ่ายคนละครึ่งกับพ่อ แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้น คือพ่อได้ให้ภารกิจว่า
“กล้องไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นเครื่องมือพาออกเดินทาง เพื่อเก็บภาพและเรื่องราวมาฝากคนที่รออยู่ทางบ้าน”
จากนั้นมา ลูกสาวคนนั้นก็มีความฝัน..
จากกล้องตัวแรกแบบใช้แล้วทิ้ง
กล้องฟิล์มล้างได้
กล้องสไลด์ในมหาลัย
กล้องเทปมินิ กล้อง SLR
กล้อง DSLR
กล้อง Smart Phone
ตั้งแต่นั้น ฉันก็กลายเป็นนักเดินทางกับกล้องที่ไปฝังตัวทำสารคดีและแอบเรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกค่อนโลก น่าจะมากกว่า 50 โรงเรียนและชุมชนทางเลือกทั่วโลก ทดลองบินไปที่อินเดีย 4 ปี จนพร้อมจะเดินทางรอบโลก
แต่ก็กลับพบว่าพ่อผู้ให้แรงบันดาลใจป่วยเป็นมะเร็ง แล้วจะเดินทางไปเพื่ออะไร ถ้าจะกลับมาแล้วไม่มีคนรอฟังเรื่องราวอยู่ที่บ้าน

02
เปลี่ยนการอยู่กับที่ให้เป็นการเดินทาง
เมื่อเดินทางไปหาโรงเรียนไม่ได้ ก็ให้โรงเรียนเดินทางมาหาเราสิ!
ฉันเชื่อว่าโลกคือโรงเรียน เมื่อตัดสินใจกลับบ้าน เดินทางไปหาโลกไม่ได้ ให้โลกเดินทางมาหาเรา เปลี่ยนการอยู่กับที่ให้เป็นการเดินทางที่ ‘Film Farm School สวนศิลป์บินสิ’
ทำโรงเรียน Hybrid ที่เชื่อว่าความยั่งยืนและความคิดสร้างสรรค์เติบโตไปด้วยกันได้ คอร์สกว่า 15 หลักสูตร เริ่มตั้งแต่เงิน 3,000 บาท กับพ่อที่เป็นมะเร็ง เดินทางหาที่ทั่วประเทศไทยจนเจอที่ชอบและใช่ที่ลำพูน อยู่ติดป่าชุมชนและแม่น้ำ
เริ่มต้นด้วยการเปิดพื้นที่เรียนรู้ เริ่มเรื่องโพสต์แรกในเฟซบุ๊กว่า
ฟิล์มเมกเกอร์คนหนึ่งกำลังจะเดินทางรอบโลก พบว่าพ่อเป็นมะเร็ง จึงกลับบ้านและเริ่มบุกเบิก มาเริ่มด้วยกัน
เริ่มด้วยคอร์สแรกคือคอร์สบุกเบิก จากวันนั้น จากพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เต็มไปด้วยบ้านดิน บ้านต้นไม้ บ้านไม้ไผ่ สตูดิโอ แปลงนา ห้องสมุด ที่สร้างด้วยผู้มาเข้าเรียนซึ่งไม่เคยสร้างบ้านมาก่อน
“นักเรียนของโรงเรียนบินสิมีตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 70 ปีที่ร่วมเรียนด้วยกัน ไม่ได้แบ่งชั้น แบ่งอายุ แบ่งอาชีพ เรามาเรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน และกลับมาเรียนเรื่องที่เรียบง่ายสำหรับชีวิต คือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต การเรียนรู้ที่อิสระและการกลับบ้านที่คือตัวเอง

03
สังเคราะห์ 10 ปี – ศาสตร์บินสิ
Liberating Learning & Living & Love
การเดินทางมี 2 ขาและ 2 ตาเสมอ ขาแรกด้วยสายตา ขาไปที่ไปเห็นอะไรมากมายรอบโลก อีกฝั่งคือขาและตาที่พาเรากลับ คือการเดินทางกลับมาสะท้อนภายในของเรา ฉันใช้เวลากว่า 2 ปีเพื่อหลับตาและพักขา ก่อนจะเดินบทใหม่
ระบบการศึกษาเราก็ยังไม่เปลี่ยน ฉันมาลองจินตนาการว่าจากที่เห็นมาค่อนโลก ถ้าจะเปิดโรงเรียนบินสิอีกครั้ง โรงเรียนนี้จะเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อใคร
มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น อะไรพาฉันมาถึงจุดนี้…
ประสบการณ์การทำโรงเรียนห้วยหิ่งห้อยกับเด็กชายขอบ โรงเรียนที่เด็กตั้งคำถามกับครูว่า “ไม่มีกินจะจินตนาการได้อย่างไร”
ประสบการณ์การเดินทางรอบโลกที่เห็นโรงเรียนทางเลือกมากว่า 50 แห่ง ยังทำให้เห็นด้วยว่า โรงเรียนแบบเก่ากำลังผุกร่อน หากไม่แปรรูปและทำลายกำแพงความทุกข์ของผู้ที่ต้องอยู่ในระบบนั้น
เรื่องเล่าที่แลกเปลี่ยนกันในคอร์สเรียนของสวนศิลป์บินสิในรอบทศวรรษที่ผ่านมา จากคำถามแรกของการมาพบกันว่า ‘อะไรทำให้เขามาถึงที่นี่’ แม้จะมีปริญญามาหลายใบ มีงานการ ทำทุกอย่างที่สังคมคาดหวัง แล้วทำไมยังไม่เจอชีวิตที่ใช่หรือเรียบง่ายกว่านั้น
ศาสตร์บินสิจากการหยุดนิ่ง ไม่เดินทางออกนอก แต่กลับเข้ามาข้างใน สกัดออกมาง่าย ๆ ด้วยประโยคว่า ‘Liberating Learning Living & Love’
อิสระในการเรียนรู้ ใช้ชีวิตให้เป็นบทเรียน และมีความรักเป็นลมใต้ปีก
คืนอำนาจในการจัดการศึกษา-เรียนรู้-กำหนดชีวิตให้กับผู้เรียน
คืนความเป็นเจ้าของการเรียนรู้ (Ownership) ผู้เรียนเลือก ผู้เรียนรับผิดชอบผล ไม่ใช่แค่มีสิทธิ แต่มี Accountability
คืนพื้นที่ว่าง (Decompression) ไม่เติมตาราง ถอนพิษความคาดหวัง สร้างอำนาจภายใน ไม่ใช่อำนาจภายนอก
คืนความเป็นมนุษย์ (Human First) ไม่มองคนเป็นทรัพยากร ไม่จัดการศึกษาเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ แต่คืนจากความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
ถ้าเรายังผลิตเด็กด้วยตารางที่แน่นจนไม่มีที่ว่าง ผลิตแรงงานที่ทำงานป้อนระบบจนสายตัวแทบขาด
เราจะได้ผู้ใหญ่และสังคมที่ว่างเปล่าข้างใน

04
Think Global, Act Local
ปลูกเมล็ดพันธุ์กับชุมชนและเชื่อมโยงกับโลก
2 ปีที่ผ่านมา สวนศิลป์บินสิเริ่มวางแผนว่าจะเปิดพื้นที่ทำงานกับโรงเรียนสำหรับชุมชนและโรงเรียนนานาชาติ
เราทำ 2 โปรแกรมขนานกัน คือเปิดรับอาสาสมัครจากนานาชาติ Worldpacker และเปิดสอนภาษาอังกฤษสำหรับหมู่บ้านหรือโรงเรียนในพื้นที่ ใช้การสอนภาษาส่งเข้าไปในไลน์หมู่บ้าน คืนหนึ่ง สมัครมา 40 คน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่งอาสาสมัครเข้าไปในโรงเรียน สร้างหลักสูตรแบบใช้ปฏิสัมพันธ์และ ประสบการณ์แทนการท่องจำ ไม่นานก็เจอข้อจำกัดว่า เด็กต้องเรียนท่องจำเพื่อสอบให้ผ่านข้อสอบที่ออกแบบมาแบบนั้น
จึงกลับมาลองทำโปรแกรมเสาร์-อาทิตย์และปิดเทอมกับเด็กในชุมชนรอบ ๆ 7 หมู่บ้าน เริ่มใส่ Democratic, Approach, Choice, Voice, Ownership ให้เด็ก ๆ เลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองสนใจด้วยตัวเอง


อาสาสมัครจะเสนอว่าตัวเองจะสอนอะไร แล้วเด็กจะได้เลือกว่าอยากเรียนอะไร เขาได้เลือกจนรู้ว่าตัวเองมาทางนี้นี่นะ จากแค่เลือกว่าตัวเองจะเรียนอะไร เริ่มรู้สึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้ เริ่มเสนอว่าในเทอมนี้อยากเรียนอะไร เรียนอย่างไรดี
เทอมที่ผ่านมาเด็ก ๆ เสนอว่าอยากเดินทาง เราก็ได้คุยกันว่า ถ้าจะเดินทางต้องทำอะไรบ้าง เริ่มมีทีมจัดตารางการเดินทาง ทีมระดมทุน คุยกันว่าขอเงินพ่อแม่ก็ง่ายไป เด็ก ๆ เริ่มหาวิธีการหาเงิน เก็บขยะรีไซเคิลไปขาย ทำขนมขาย ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกในตลาดนัด
การเดินทางกลายเป็นแค่ปลายทางเท่านั้นเอง ไม่ใช่จุดหมาย


05
นักเรียนคนแรกอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย
ยังไม่ทันประกาศเปิดโรงเรียนบินสิอย่างเป็นทางการ ซึ่งคำว่าเป็นทางการของเราคือเต็มที่และใช้ชีวิตด้วยกันเลย นักเรียนคนแรกก็สมัครเข้ามาก่อนแล้ว
ข้าวกล่ำ เรียนอยู่ชั้น ม.4 แต่เลือกที่จะ Dropout จากโรงเรียนก่อนสอบปลายภาคไม่กี่วัน แม่พามาเป็นอาสาสมัครก่อน และขอสมัครเป็นนักเรียนแบบเต็มที่ด้วยกัน ตอนนั้นโรงเรียนบินสิกำลังทำหลักสูตรเพื่อส่งขอจดทะเบียนขึ้นเป็นศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่ว่าด้วยการกระจายอำนาจการจัดการเรียนรู้สู่ประชาชน ชุมชน ครอบครัว องค์กรเอกชน สถานประกอบการ องค์กรทางศาสนา มาตรา 12 นี้ทำให้ผู้ที่จดศูนย์การเรียนออกวุฒิการศึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ได้เอง
ข้าวกล่ำมาโรงเรียนบินสิด้วยการเป็นอาสาสมัคร ทำให้เรารู้จักกันและกันก่อน เราเห็นว่าเขาไม่ได้ต้องเติมเรื่องวิชาการหรือการแสวงหาความรู้อะไรเลย ตารางกิจกรรม การงาน การเรียนในประจำวันที่เขาแสวงหาเอง ครอบครัวหาให้ทำเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตารางเรียนภาษาที่ 3 หรือ 4 ตารางช่วยกิจการบ้านพักที่บ้าน ตารางสอนบาสเกตบอล ตารางซ้อมไวโอลิน ตารางสอนดนตรีวงออร์เคสตรา ตารางแสดงกลองสะบัดชัย ตารางเรียนออนไลน์ต่าง ๆ ฯลฯ
เรื่องที่เขาต้องมาถึงโรงเรียนบินสิไม่ใช่เติมตารางนั้น โรงเรียนนี้ไม่เติมตารางเรียนอะไรให้เขาเพิ่มเลย แต่เป็นการทำให้ตารางเขาว่าง และบอกให้เขา Decompression ถอนพิษจากความคาดหวังของสังคม ครอบครัว และตัวเอง
เราให้คำถามที่เป็นแกนในการเดินทางไปด้วยกันกับโรงเรียนบินสิ
- คุณพร้อมหรือยังที่จะออกสำรวจอย่างลึกซึ้ง ถึงสภาวะอารมณ์ ปมปัญหาในชีวิตที่ทำให้คุณไปต่อไม่ได้โดยไม่หลีกหนี
- คุณพร้อมหรือยังที่จะออกสำรวจอย่างลึกซึ้งลงไปถึงการรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ไม่ชี้นิ้วไปที่คนอื่นหรือคนรอบข้าง
- คุณพร้อมหรือยังที่จะออกสำรวจอย่างลึกซึ้งถึงศักยภาพและอุปสรรคที่ทำให้คุณเติบโตและไม่อยากเติบโต
เกือบครบปีแล้วที่ข้าวกล่ำเริ่มก้าวเข้ามาเป็นนักเรียนเต็มตัวกับโรงเรียนบินสิ เขาไม่ต้องมาเรียนทุกวัน เขามีอิสระอย่างยิ่งที่จะเลือกเข้ามาเมื่อต้องการการสนับสนุน โรงเรียนมองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างที่เขารู้ว่า มันคือพื้นที่ปลอดภัยและเติบโตสำหรับเขา
โรงเรียนบินสิไม่ได้ประเมินเป็นเกรดหรือคะแนน เพราะเราไม่ได้มองว่าเขาเป็นเพียงทรัพยากรที่ดีหรือไม่ เรามองว่าเขาเป็นมนุษย์ที่จะได้สำรวจตัวเองอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอ หรือเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร รู้จักสุข รู้จักทุกข์ รู้จักตัวเอง เติบโตไปกับโลก บินได้ด้วยปีกที่ไม่เปียกและไม่มีใครเด็ด

ในฐานะครูของข้าวกล่ำ เราจะใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนลงสมุดพกให้เขาว่า
ถึงข้าวกล่ำ ครูเนาว์เองนะ
ข้าวกล่ำ เราเดินทางมาด้วยกันจะครบปีแล้ว ขอบคุณที่ข้าวกล่ำไว้ใจให้โรงเรียนบินสิเป็นพื้นที่ปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้ข้าวกล่ำได้สำรวจอย่างลึกซึ้งลงไปในอุปสรรค ศักยภาพที่กั้นขวาง และส่งเสริมให้เราเติบโตหรือหลีกหนี
กล้าหาญ และ ยอมรับ เป็น 2 คำที่โรงเรียนเห็นว่าข้าวกล่ำมี แสดงให้เราเห็นตลอดเวลาที่เราเดินทางร่วมกันมา โรงเรียนบินสิยังอยู่ตรงนี้
เดินทางและเติบโตไปด้วยกันนะ


06
For-(the)-Rest of Us
ลมใต้ปีก
ผู้เรียนต้องเติบโต ผู้จัดการเรียนรู้ต้องเติบโต โรงเรียนเองก็ต้องเติบโต
การเติบโตในที่นี้อาจไม่ได้หมายความว่าไปข้างหน้า แต่คือการได้มีเวลาสำรวจอย่างลึกซึ้ง ต่อทิศทางและก้าวของการเติบโต มีเวลาหยุดพัก เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนให้ใบไม้ผลัดใบ
บินสิ สวนศิลป์บินสิ โรงเรียนบินสิ ตัดสินใจขยายพื้นที่ใหม่ไปอีกฝั่งของแม่น้ำเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ไม่ใช่เพราะเราอยากขยาย แค่ถึงเวลาที่จะขยาย


จาก 2 ส่วนงานที่งอก-งาม บินสิได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนานาชาติ IDEC-International Democratic Education Conference ในปี 2026 – 2027 ได้ทำโปรแกรมกับเด็ก ๆ ในชุมชนแล้วเห็นความผลิบาน
ที่สวนศิลป์แทบไม่มีแสงแดดให้เราปลูกผักแล้ว ต้นไม้ที่มีในสวนแตกรากแตกกิ่งใบเต็มสวน
จะปลูกป่าเย็นก็ไม่มีพื้นที่ให้ผักได้ย่อยแสงและสายลมพัดผ่าน ไม่มีที่ให้สร้างบ้าน สร้างอาคาร สร้างโรงเรียนอีกต่อไป
ที่ดินใหม่อีกฝั่งแม่น้ำหลังบ้านของสวนศิลป์บินสิใหญ่กว่าเดิม 10 เท่า มีรากแก้วที่แข็งแรงและกำลังจะออกเดินทางไปกับการเติบโตของโรงเรียนบินสิในบทใหม่ หรืออาจจะเป็นหนังสือเล่มใหม่เลยก็ได้


07
ไม่ใช่โมเดล แต่เป็นมูฟเมนต์
เราไม่ได้สร้างโรงเรียนบินสิขึ้นมาเพื่อหวังจะให้เป็นโมเดลโรงเรียนทางเลือกหนึ่ง
แต่เราอยากให้เป็นก้าวที่เปลี่ยน ‘การศึกษา-เรียนรู้’ ของสังคมโลก
คำว่า ‘โรงเรียน’ เพิ่งเกิดมา 200 ปี แต่มนุษย์มีวิวัฒนาการที่ยาวกว่านั้น และยังไปต่ออีก
คำว่า Post-education หรือการล่าอาณานิคมด้วยการครอบด้วยการศึกษา อาจจะปลดล็อกไปแล้วด้วยการเดินทางมาของอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน โซเชียลมีเดีย AI โรงเรียนผูกขาดความรู้ ความคิด หรือความเชื่อไม่ได้อีกต่อไป
ยุคของการเรียนรู้ที่เป็นอิสระ การศึกษา-การเรียนรู้ที่อยู่ในชีวิตแยกออกจากกันไม่ได้ ด้วยกำแพงโรงเรียน ด้วยวุฒิการศึกษา การกลับมาสำรวจอย่างลึกซึ้งถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ของเรา ไม่ควรเป็นการแสวงหา และคำตอบของยุคสมัยที่กำลังเดินทางไม่หยุดนิ่ง เรายิ่งต้องการความสงบนิ่งและพื้นที่ว่างในการเติบโต โรงเรียนไม่ควรเป็นที่ที่เด็กเรียนรู้จะสอบผ่านและส่งเขาไปสู่สายพานแห่งการพัฒนา
แต่โรงเรียนควรเป็นที่ที่มนุษย์เรียนรู้ชีวิตและโลกอย่างลึกซึ้งและมีความหมายยิ่ง


