การได้ใช้ชีวิตในมหานครระดับโลก ทำงานในสตูดิโอมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้ออกแบบโปรเจกต์สเกลยักษ์มูลค่าหลายล้านเหรียญฯ อาจเป็นความฝันที่สถาปนิกหลายคนดั้นด้นไขว่คว้า
แต่เมื่อได้เดินบนเส้นทางที่ว่ามา แจน กลาสไมเออร์ (Jan Glasmeier) กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด
“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำไม่ใช่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นเรื่องผลกำไร” แจนเผยความอัดอั้นในช่วงเวลานั้น
ท่ามกลางความรู้สึกสับสนหลงทาง เขาตัดสินใจแพ็กกระเป๋าเดินทางไป ‘แม่สอด’ เมืองชายแดนไทย-เมียนมา ในจังหวัดตาก โดยไม่มีแผนที่ชีวิตฉบับใหม่ตามไปด้วย มีเพียงแต่ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่พกมาเต็มกระบุง
ในแม่สอด แจนก่อตั้งสตูดิโอ Simple Architecture ทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับผู้อพยพและชาวบ้านที่ขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สถานพยาบาล โรงเรียน แม้จะผ่านการออกแบบโครงการในออฟฟิศใหญ่ แต่ที่นี่ เขายืนหยัดออกแบบด้วยแนวทางที่ยั่งยืน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในทุกขั้นตอน
ด้วยความเชื่อว่าอาคารที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง และความงามที่แท้จริงต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“เราต้องทบทวนวิธีสร้างสถาปัตยกรรมกันใหม่ เราควรให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมและการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้มากขึ้น สิ่งนี้คือแรงผลักดันของผม และเป็นสิ่งที่ผมต้องการจะทำต่อไป” แจนกล่าวอย่างมุ่งมั่น

พลิกดาวสู่ดิน
ก่อนจะมาลงหลักปักฐานชายแดนไทย เส้นทางอาชีพของ Jan Glasmeier คือสิ่งที่ใครหลายคนคงรู้สึกอิจฉา แจนเป็นชาวเยอรมันที่จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากบ้านเกิด ไต่เต้าในหน้าที่การงานจนได้ร่วมงานกับ Foster + Partners สตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกในลอนดอน และได้ร่วมปั้นโครงการระดับใหญ่อย่าง Masdar City เมืองแห่งอนาคตในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากนั้น เขาบินลัดฟ้าหาความท้าทายใหม่ที่ Arup Singapore บริษัทวิศวกรรมที่ดูแลโปรเจกต์ใหญ่อย่าง Singapore Sports Hub หรือสนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์
ชีวิตของแจนช่างดูสมบูรณ์แบบ ทำงานออกแบบโปรเจกต์ระดับไอคอนิกกับออฟฟิศที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ แต่เมื่อเขาลองถามเสียงหัวใจ กลับได้คำตอบว่า เส้นทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหา
“ผมรู้สึกว่าผมทำงานไปตามระบบ แต่ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมต้องนั่งแกร่วในออฟฟิศรองานที่ทำเพื่อเน้นสร้างผลกำไร แต่ไม่ใช่เรื่องการออกแบบ” แจนปลดเปลื้องความอัดอั้นของวันวาน
ในขณะที่ชีวิตเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและความสับสน กลางปี 2011 ภรรยาของเขาซึ่งทำงานด้านพัฒนาสังคมก็ได้โอกาสทำงานที่แม่ตาวคลินิก ในแม่สอด ด้วยความเบื่อหน่ายถึงขีดสุด แจนจึงตัดสินใจจากออฟฟิศใหญ่ในสิงคโปร์ ไปเริ่มต้นใหม่ที่เมืองชายแดนไทย-พม่า

หยั่งรากลงชายแดน
แม้แม่สอดมีภาพลักษณ์เป็นเมืองพรมแดนติดแหล่งคาสิโน คุกรุ่นด้วยปัญหาค้ามนุษย์ แต่อีกมุมหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นเมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีคนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเป็น ชาวไทย จีน มุสลิม เมียนมา หรือกลุ่มคนชาติพันธุ์
“ที่นี่เป็นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก ผมอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส” แจนเชิญชวนเราให้ไปเยี่ยมแม่สอดสักครั้ง
“แต่ขณะเดียวกัน ผมได้เจอปัญหาต่าง ๆ อย่างเช่น เด็กผู้ลี้ภัยที่ไร้สัญชาติ พอเขาไร้สัญชาติเขาก็ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาหรือเข้าถึงการแพทย์ เด็กหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเกิดวันไหน
“ถึงหลายคนจะกลัวเป็นอันตราย แต่สำหรับผม แม่สอดตอนกลางคืนก็ไม่อันตรายเท่าลอนดอนนะ” แจนพูดติดตลก
ช่วงแรกที่มาถึงแม่สอด เขาได้พบกับ อัลเบิร์ต คอมปานี โอลโม (Albert Company Olmo) สถาปนิกชาวสเปน และ ลีเน่ รัมสตัด (Line Ramstad) ภูมิสถาปนิกชาวนอร์เวย์ และรวมตัวทำโปรเจกต์ต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมกัน จนกระทั่งได้ร่วมงานกับแม่ตาวคลินิก โรงพยาบาลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เพื่อดูแลรักษาโรค ไปจนถึงให้การศึกษาและจดทะเบียนเกิดให้เด็ก ๆ ชาติพันธุ์
ในปี 2012 แม่ตาวคลินิกมีแผนย้ายโครงการไปสถานที่ใหม่ แจนและทีมงานจึงเริ่มพัฒนาแผนแม่บทโรงพยาบาลและออกแบบอาคารต่าง ๆ เช่น อาคารพยาบาลหรือที่พักเจ้าหน้าที่ แทนที่จะสร้างอาคารด้วยอิฐหินปูนทรายตามแบบฉบับ พวกเขากลับใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่อย่างไม้ไผ่ ไม้รีไซเคิลจากอาคารเก่าหรือผนังดิน รวมถึงให้คนในพื้นที่มาร่วมออกแบบและก่อสร้างโครงการด้วยตัวเอง

จากผลลัพธ์งานออกแบบที่ใช้งานได้ดี เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมมีราคาถูก ผลงานจึงได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารออกแบบต่าง ๆ และได้จัดแสดงในนิทรรศการต่างประเทศ อย่างเช่นนิทรรศการ ‘Think Global, Build Social’ ที่ Deutsches Architekturmuseum ในเยอรมนีและในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ได้ตั้งชื่อสตูดิโอร่วมชื่อ Agora architects
แจนทำงานร่วมกับอัลเบิร์ตและลีเน่ในนาม Agora architects ไปจนถึงปี 2016 หลังจากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
แจนก่อตั้งสตูดิโอของตัวเองในชื่อ ‘Simple Architecture’ และเดินหน้าทำงานโดยยึดมั่นความยั่งยืนและความเรียบง่ายเป็นหัวใจเหมือนวันก่อน
แม้ว่าในปี 2018 แจนและภรรยาจะตัดสินใจย้ายกลับไปพำนักที่สหราชอาณาจักร แต่เขายังคงเดินทางกลับมาแม่สอดเป็นระยะ เพื่อออกแบบก่อสร้างอาคารเป็นสาธารณูปโภคให้ผู้คนใช้งาน และสานต่อความผูกพันที่เขามีกับผู้คนที่นี่ต่อไป


หัวใจอยู่ในวัสดุธรรมดา
วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหาได้ง่ายในพื้นที่ คือหัวใจในการออกแบบของแจน หากลองไล่ดูผลงานของเขา จะพบว่าดิน ไม้เก่า หรือไม้ไผ่ มักเป็นพระเอกในผลงานเสมอ
“ผมชอบใช้ดินทำผนังอาคาร เราปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น ถ้าอาคารต้องรื้อถอนลงก็ไม่เกิดขยะ และดินยังเป็นฉนวนความร้อนตามธรรมชาติ ลดทอนความร้อนของพื้นที่ในอาคาร” แจนอวดสรรพคุณของวัสดุมหัศจรรย์ที่พบได้ง่ายรอบตัว
“ไม่ใช่แค่นั้น เราผลิตอิฐดินได้เลยในพื้นที่ เงินค่าจ้างก็จะตกลงถึงมือช่างในชุมชนโดยตรง”
เช่นเดียวกับไม้ไผ่หรือไม้เก่าที่หาได้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นการลดคาร์บอนฟุตปรินต์หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง หากรื้อถอนอาคารก็เอาวัสดุไปใช้ใหม่ได้ หรือปล่อยให้ย่อยสลายโดยไม่เป็นภาระของธรรมชาติ ที่สำคัญคือมีราคาย่อมเยาและก่อสร้างง่ายไม่เกินมือช่างท้องถิ่น
“ผมอยากผลักดันแนวคิดว่าเราใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นในการออกแบบโครงการขนาดเล็กได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุราคาแพงหรือโครงสร้างเหล็กซับซ้อน” แจนว่า
“เราสร้างอาคารที่มีคุณภาพด้วยวิธีตรงไปตรงมา ก่อสร้างรวดเร็ว และราคาไม่แพง”

ถึงการใช้วัสดุเรียบง่ายจะเป็นแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ
“มีเรื่องของ ‘สถานะ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง” แจนสะท้อนมุมมองที่เขาเจอ
“หลายคนไม่ต้องการอาคารที่ทำจากดิน พวกเขาต้องการคอนกรีต เพราะรู้สึกว่ามันช่วยยกระดับฐานะหรือทำให้เขาดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น”
นี่คือเหตุผลที่แจนให้ความสำคัญกับกระบวนการสื่อสารก่อนเริ่ม
“เราต้องตั้งคำถามกับชุมชนว่า พวกเขาโอเคไหมกับแนวคิดนี้ ถ้าคำตอบคือไม่ เราก็ไม่ฝืนทำ เรายอมพับแผนนั้นเก็บไว้ แล้วรอทำในอื่นที่เข้าใจตรงกันมากกว่า เพราะหัวใจของงานคือการทำให้ชุมชนสบายใจ ไม่ใช่การไปยัดเยียดความคิดของเรา”


หัวใจอยู่ในชุมชน
แม้จะผ่านการทำงานมายาวนาน แต่เขามองว่าตัวเองไม่รู้ดีไปกว่าชุมชน การออกแบบทุกครั้งจึงเริ่มต้นจากการพูดคุยกับชุมชนถึงความต้องการ และให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการก่อสร้างเพื่อให้รู้สึกเป็นเจ้าของผลงานอย่างแท้จริง
“การก่อสร้างของเรามีคนมาร่วมเยอะมาก ตั้งแต่คนในชุมชน นักเรียน ครู ครูใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มคนข้างนอกอย่างนักเรียนสถาปัตยฯ ต่างประเทศ หรือนักเรียนจากกรุงเทพฯ บางทีมีคนถึง 40 – 50 คนมาร่วมกันในโครงการเดียว
“เราพยายามสื่อสารออกไปว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้ว อาคารหลังนี้จะไม่ได้เป็นของผม แต่เป็นอาคารของชุมชน และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมดูแลรักษาอาคารให้ดี”
และนี่คือประสบการณ์อันแตกต่างที่แจนบอกว่า ไม่มีวันหาได้ในออฟฟิศใหญ่
“ตอนแรกใคร ๆ ก็ถามว่า แม่สอดมีอะไรดีเหรอ ผมไม่เห็นเข้าใจเลย” เขาเล่าพลางหัวเราะ
“แต่คนงานที่นี่ต้อนรับเราดีมาก แม้จะพูดกันคนละภาษา แต่เราก็กลายเป็นเพื่อนกันได้ ช่วงเวลาการก่อสร้างจะเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นมาก ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ แต่ช่วงสร้างเสร็จทุกคนดีใจ ร้องไห้ มันอิ่มเอมมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากทำในฐานะสถาปนิกมาโดยตลอด เพียงแต่ผมไม่รู้ แม่สอดตอบสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในตัวผม”


หอพักชั่วคราวสำหรับแม่ตาวคลินิก (ปี 2012)
“แม่ตาวคลินิกเป็นงานเชิงทดลองของเรา เป็นครั้งแรกที่ได้ลองทำงานกับไม้ไผ่และไม้เก่า แม้ว่าจะใช้งบเพียง 7,000 ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 2.4 แสนบาท) แต่สร้างหอพักให้เด็ก ๆ ได้ถึง 100 คน หอพักหลังหนึ่งใช้งบแค่ 1,600 ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 5.5 หมื่นบาท) สำหรับเด็ก 20 คน เราออกแบบโดยยกตัวอาคารขึ้นเหนือพื้นด้วยเสาเข็ม มีฐานรากขนาดเล็ก เพื่อให้มีพื้นที่ระบายอากาศด้านล่าง ใช้ไม้ทำโครงสร้าง และใช้ไม้ไผ่ปูพื้น ทำผนัง โครงสร้างหลังคา และมุงจาก เป็นงานที่ตรงไปตรงมามาก”

Kwel Ka Baung School (ปี 2014)
“โปรเจกต์ Kwel Ka Baung School ทำให้เราได้รับรางวัล DETAIL Prize 2014 มันเป็นโรงเรียนใหม่เอี่ยมที่มีแคมปัสขนาดใหญ่ ท้าทายมาก ใช้เวลาสร้างถึงปีครึ่ง น่าเสียดายที่รื้อถอนไปเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะหมดสัญญาเช่าที่ดินและโรงเรียนต้องย้ายไปอยู่แปลงข้าง ๆ
“แต่ถึงจะรื้อแล้วก็ไม่เสียดายนะ พวกเราได้เห็นว่าผนังดินอัดที่เลาะออกค่อย ๆ ย่อยสลายหายไปเอง ไม่ได้ทิ้งซากปรักหักพังไว้เบื้องหลังเลย ส่วนไม้ที่รื้อออกมาก็นำไปขายต่อได้ ส่วนผนังก็ย่อยสลายกลับคืนสู่ผืนดินโดยไม่เหลือขยะทิ้งไว้เลย สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือฐานรากเล็ก ๆ เท่านั้น มันดีมากครับ”

Araksa Tea House (ปี 2019)
“เราทำงานโดยใช้วัสดุในพื้นที่อย่างดิน ไม้ และใช้ช่างท้องถิ่น แต่ได้ผลลัพธ์ที่วิเศษมาก สิ่งสำคัญคือการมีลูกค้าที่ดีและน่ารัก พวกเขาเป็นเจ้าของโรงแรมหรูในกรุงเทพฯ แต่ก็ติดดินสุด ๆ อาคารที่ออกมาเป็นอาคารหลังใหญ่ที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าดูกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม
“สำหรับผม เวลาคนทั่วไปที่ไม่ใช่สถาปนิกเดินเข้ามาแล้วรู้สึก ‘ใช่’ นั่นคือคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”


ทางเดินชาวดิน
แม้เมืองใหญ่และตึกระฟ้าดูเหมือนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวของอาชีพ ‘สถาปนิก’ แต่แจนกลับมองว่าอาชีพนี้ก็มีที่ทางในเมืองชายแดนอย่างแม่สอดเช่นกัน
“ตลอดแนวชายแดนนี้มีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ ‘สถาปัตยกรรม’ เข้าไม่ถึง นี่คือปัญหาใหญ่ที่โลกมักมองข้าม” แจนว่า
“พวกเขาหนีภัยสงครามออกจากประเทศมา แต่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องมีคือโรงพยาบาลและโรงเรียน เด็ก ๆ ในโรงเรียนเหล่านี้ฉลาดและมีศักยภาพมาก และสิ่งที่สถาปัตยกรรมทำให้พวกเขาได้ คือการสร้างพื้นที่ที่เอื้อให้พวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี”

มาถึงตรงนี้ คงมีใครบางคนที่อยากเดินตามทางเขาบ้าง เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับคนอยากเดินตามรอย แจนยิ้มอย่างปรารถนาดีแล้วบอกว่า
ให้เก็บกระเป๋าออกเดินทาง
“ผมมาที่แม่สอดได้ด้วยความบังเอิญ คุณออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายที่ของโลก แต่คุณจะไม่มีวันทำได้เลยถ้านั่งอยู่บ้านเฉย ๆ ถ้าเรียนจบแล้ว ลองแพ็กกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปที่ต่าง ๆ ไปต่างจังหวัด ไปอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดีย ไปเห็นโลก เรียนรู้โลก
“บางทีคุณอาจไปติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ได้เจอคนน่าสนใจที่ชวนคุณทำอะไรเจ๋ง ๆ ก็ได้”
