4 มีนาคม 2026
870

เมื่อพูดถึงชื่อ โบ๊ท-ไผท ผดุงถิ่น ภาพในหัวของใครหลายคนคือชายในเสื้อเหลือง ซีอีโอแห่ง Builk One Group สตาร์ทอัพไทยยุคบุกเบิกที่ประสบความสำเร็จจากการนำดิจิทัลและซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์มายกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ตั้งแต่บริหารโครงการ จัดซื้อวัสดุ ดูแลลูกค้า บริการเสริมหลากหลาย เป็นขวัญใจผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ตอบโจทย์ฐานผู้ใช้ทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขายังมีบทบาททั้งในภาครัฐและภาคสังคม เป็นบอร์ดบริหาร ที่ปรึกษา กรรมการ อาจารย์ แต่เมื่อขอให้เจ้าตัวช่วยนิยามตัวเอง เพราะน่าจะเกินคำนี้ไปไกลแล้ว เราได้คำตอบที่เรียบง่ายแต่ชวนงงกลับมา

“พี่อยากเป็นเด็กฝึกงานไปเรื่อย ๆ”

เขาเลือกเรียนรู้จากการลองทำ ใครชวนไปทำอะไรก็ไปหมดเลย ไม่ได้คิดถึงเรื่องค่าตัว คิดแต่ว่าได้เรียนรู้ ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เห็นพี่โบ๊ทในหลายบทบาท เป็นกรรมการในโครงการสิ่งแวดล้อมที่ผู้เขียนเข้าประกวด

เป็นไอดอลรุ่นพี่ในวงการสตาร์ทอัพ ทุกวันนี้ก็มาเป็นวิทยากรให้ในหลายงาน

แอบคิดในใจมาตลอดว่าเขาเอาพลังมากมายมาจากไหน เพราะยังต้องรับผิดชอบงานใน Builk One Group บริษัทที่เหมือนลูกอีกคนและมีอายุเท่ากับลูกสาวของตัวเอง

ในบทความนี้ เราจึงขอเรียกไผทว่า ‘พี่โบ๊ท’ สอดคล้องกับตัวตนที่เป็นกันเองกับผู้คนรอบตัวเสมอ ให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนนั่งคุยกับพี่โบ๊ทไปด้วยกัน เปิดแพสชันอันยิ่งใหญ่ที่อยากผลักดัน Mass Timber Construction (การก่อสร้างด้วยไม้ที่ผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมให้มีความแข็งแรง) เพื่อเปลี่ยนอนาคตวงการก่อสร้างไทยให้ยั่งยืนขึ้น

เราถามเล่น ๆ ให้เปรียบตัวเองเป็นวัสดุก่อสร้าง พี่โบ๊ทตอบแบบไม่ลังเลว่า 

“ไม้ เพราะมันโตได้ พี่ชอบวงปีของไม้มากเลย มันบอกเรื่องราวของชีวิต การเติบโต เห็นแผล เห็นร่องรอยที่เคยผ่านมา เหมือนชีวิตคนเรานี่แหละ”

อดีตผู้รับเหมาห่วย ๆ กับซอฟต์แวร์ที่ขายไม่ค่อยออก

“ช่วงแรก ๆ ราวปี 2000 – 2005 พี่เป็นผู้รับเหมาห่วย ๆ จริง ๆ แบบที่เราเคยด่ากัน ห่วยอะไรได้ขนาดนั้น งานไม่เรียบร้อย งบประมาณบานปลาย ล่าช้า จนต้องรับทุกงานเพราะหมุนเงินไม่ทัน อาชีพผู้รับเหมายากมาก เอาวัสดุเป็นร้อยพันอย่างมาประกอบกัน ต่องานหลายทอดตั้งแต่วิศวกร โฟร์แมน แรงงานต่างด้าว ไปจนลูกแรงงานต่างด้าว มันคืออดีตที่พี่อยากวิ่งหนี แต่ก็หนีไม่พ้น เพราะมันคือสิ่งที่เราเป็นมาจริง ๆ”

หลังจากธุรกิจรับเหมาครั้งแรกเจ๊ง พี่โบ๊ทเริ่มต้นใหม่ด้วยบริษัทซอฟต์แวร์ช่วยจัดการต้นทุนสำหรับ SME สายก่อสร้าง ตั้งชื่อไทยว่า ‘พจมาน’ ฝันอยากเห็นซอฟต์แวร์ไทยไปขายฝรั่ง ซึ่งเขายอมรับว่า “เขินตัวเอง เป็นผู้รับเหมาล้มเหลว แล้วมาทำโซลูชันให้คนอื่น” แต่สิ่งที่ทำให้เดินหน้าต่อเพราะเข้าใจความห่วยที่เจอมากับตัว

เปิดบริษัทมา 5 ปีก็ยังไปไม่ถึงไหน พอประเทศเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และความขัดแย้งทางการเมือง ‘พจมาน’ ยังถูกโยงว่าเกี่ยวกับทักษิณอีกต่างหาก

ปี 2009 พี่โบ๊ทจึงลองไปขยายที่เวียดนาม ก็ยังไม่รอด ตัดสินใจไปเรียนคอร์สธุรกิจที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ลองประกวดแผนธุรกิจ เขาคิดว่าถ้าเอาซอฟต์แวร์ขึ้นระบบคลาวด์แล้วเก็บเงินแบบ SaaS (Software as a Service) เหมือน Salesforce จะรอดไหม – นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘Builk’

อย่าลืมว่าในปี 2010 ตลาดยังไม่พร้อม ไม่มี 3G ไม่มี Payment Gateway คนยังไม่คุ้นกับการจ่าย Subscription สุดท้ายก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะมาก่อนกาลไปหน่อย

จากหากินสู่หาความหมาย

จากโปรแกรมที่ขายได้ไม่ดีนัก รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ แต่อยู่ดี ๆ เขากลับตัดสินใจเปลี่ยนให้กลายเป็นซอฟต์แวร์ฟรี!

“ตอนนั้นคนงงมาก ถามว่าพี่เป็น SE (Social Enterprise) เหรอ ใจบุญมากเลย ใส่เสื้อเหลือง หัวโล้น แต่พี่ไม่กล้าเรียกตัวเองแบบนั้นหรอก”

เขาบอกว่าตอนนั้นเป็นช่วงหลอกหลอนตัวเอง อยากได้ทั้งเงินทั้งความหมาย (Money & Meaning) ประกอบกับแนวคิดแบบสตาร์ทอัพเริ่มมาแรง ทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘หาโอกาส’ ให้ตัวเอง เป็นการ ‘สร้างโอกาส’ ด้วยการแก้ Pain Point ให้คนอื่น เริ่มเข้าใจว่าตลาดมีทั้งคนที่มีกำลังจ่ายและคนที่อยู่ฐานล่างพีระมิด เขาได้อ่านแนวคิดของ Muhammad Yunus ผู้ก่อตั้ง Grameen Bank แล้วอินมาก เลยอยากใช้ธุรกิจเป็นเครื่องมือช่วยคนเล็ก ๆ ให้เติบโตได้บ้าง

ปี 2012 Builk ได้รางวัลจากเวทีรวมสตาร์ทอัพที่โดดเด่นในเอเชีย Echelon ที่สิงคโปร์ นักลงทุนก็เริ่มมาคุย ระดมทุนก้อนแรกได้มา 12 ล้านบาทโดยเอาใบหุ้นไปแลก

“โอ๊ย ดีใจมากเลย แต่ก่อนทำงานเหนื่อยแทบตายกว่าจะได้เงิน พอได้ 12 ล้าน โอ้โห สำเร็จแล้ว ผยองว่าได้เป็น Start-up Hero แล้ว” เขาว่านั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของหายนะ

หลังได้เงินทุนแค่เดือนเดียว พี่โบ๊ทบินไป Silicon Valley เพราะได้ข้อเสนอจาก 500 Start-ups กองทุนระดับโลก แม้นักลงทุนไทยยังไม่อยากให้ไป

“แต่พี่ก็แรดไง คิดว่าจะไปชุบตัวที่สหรัฐอเมริกา จะระดมทุนต่อ จะเป็นยูนิคอร์นให้ได้” แต่สิ่งที่ให้คำมั่นไว้กับนักลงทุนกลับทำไม่ได้จริง

“ทำสตาร์ทอัพเหมือนดมกาวมาหลายถุง” พี่โบ๊ทเล่าติดตลก 

ทุกโอกาสดูน่าตื่นเต้นไปหมด ตอนนั้นเป็นยุคทองของแอปพลิเคชัน อินสตาแกรมมาแรง เฟซบุ๊กบูม เขาก็สูดกาวถุงนั้นเต็มปอด ใช้เงินไปกับการทำแอปพลิเคชัน…ที่สุดท้ายไม่มีใครใช้

หลังจากนั้นก็เมากาวต่อ ทั้ง Big Data, FinTech, Blockchain, E-commerce จนเริ่มเข้าใจว่า ทุกเทรนด์มีวงจรขึ้นลง พอเห่อจบก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานให้สมดุล แล้วค่อยดูว่าอะไรจะได้ไปต่อจริง ๆ

10 ปีที่ขาดทุนต่อเนื่อง แต่เขากลับเล่าว่า เป็นหนึ่งในช่วงที่ทำงานสนุกมาก มีทีมเล็ก ๆ มีโปรแกรมฟรีให้ผู้รับเหมาใช้ ทุกคนเห็นเป็นเพื่อนเพราะไม่ได้มาขายของ 

“พี่เดินสาย 77 จังหวัดทั่วประเทศเหมือนเป็น สส. ไปไหนก็มี User ที่กินเบียร์กันได้ แต่อีกใจรู้สึกไม่มั่นคง เวลาอีก 6 เดือนเงินจะหมด ต้องเข้าสู่โหมด ‘หากาวถุงใหม่’ ไป Pitch กับนักลงทุนอีกแล้ว”

เมื่อมาถึงยุคอีคอมเมิร์ซ Builk ปล่อยแคมเปญ ‘เจ๊จู วัสดุก่อสร้าง’ ที่กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน ผู้รับเหมาซื้อของได้ถูกลง มีโปรแกรมช่วยเซฟต้นทุน ทีมใหญ่ขึ้น รายได้แตะร้อยล้าน และมีนักลงทุนเพิ่มอีก 2 – 3 ราย เริ่มตั้งหลักได้ในที่สุด

เถ้าแก่มวยวัด

จุดเปลี่ยนสำคัญถัดมา เมื่อมีบริษัทใหญ่มาร่วมลงทุนมากขึ้น วันหนึ่งนักลงทุนมาพูดตรง ๆ ว่าให้หาคนเก่งกว่ามาบริหาร ตอนแรกก็ดื้ออยู่ซักพัก แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับว่าตัวเองเป็น ‘เถ้าแก่มวยวัด’ ที่พาบริษัทมาได้ถึงจุดหนึ่ง จากนั้นต้องกล้าปล่อยมือให้ ‘มืออาชีพ’ พาไปต่อ

ไม่นานก็เจอศึกหนักโควิด-19 ระดมทุนไม่ได้ เงินเหลือไม่ถึง 6 เดือน ต้องขอกู้ยืมจากนักลงทุน แต่ได้คำตอบว่า “ไม่มีให้ ต้องเลิกขาดทุน ทำกำไรให้ได้ภายในปีนี้ และเพิ่มยอดขาย 2 เท่า”

จังหวะนั้นเหมือนถูกบีบคอ แต่นั่นกลายเป็น Wake-up Call ทั้งบริษัทต้องเปลี่ยนสู่โหมดทำเงิน ย้ายออฟฟิศเพื่อลดต้นทุน หยุดเขียนโค้ดใหม่ ออกไปขายของเดิม รับงานหาเงินหมุนเดือนต่อเดือน ผลคือปี 2020 พลิกกลับมากำไรได้ครั้งแรก ยอดขายแตะ 500 ล้านบาท และเริ่มหยุดเผาเงินแบบสตาร์ทอัพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“เงินที่หอมที่สุดไม่ใช่เงินจากนักลงทุน แต่คือเงินจากลูกค้า เพราะธุรกิจต้องแข็งแรงถึงจะสร้างอิมแพคที่ยั่งยืนได้”

หลังจากนั้น Builk จึงเริ่มปรับโมเดลธุรกิจจากที่เคยแจกฟรีมาประกาศเก็บเงินผู้ใช้จริง มีทั้งเสียงบ่นและโทรมาต่อว่า สุดท้ายลูกค้าที่อยู่ต่อ คือคนที่เห็นว่า ซอฟต์แวร์นี้ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าสิ่งที่ต้องจ่าย

ทุกวันนี้พี่โบ๊ทบริหารบริษัทโดยมี Product Manager ในแต่ละทีมย่อย ๆ เป็น ‘เถ้าแก่น้อย’ ที่คิดเหมือนเจ้าของกิจการ และใช้ทรัพยากรกลางร่วมกัน โดยพี่โบ๊ททำหน้าที่เป็นเมนเทอร์

ต้นปี 2025 ทุกอย่างดูไปได้สวย บริษัททำกำไร ขยายทีมเป็น 180 คน แต่พอถึงไตรมาสที่ 2 สัญญาณเริ่มเปลี่ยน ทั้งเศรษฐกิจชะลอ แผ่นดินไหว ทัวร์จีนหาย ตลาดก่อสร้างเริ่มล้น และยอดขายหลุดเป้าติดต่อกันจนต้องยอมรับความจริง

“เราต้อง Lay Off คนเป็นครั้งแรก ให้เหลือ 140 – 150 คน พี่รับภารกิจขอบอกทุกคนเอง มี CFO และ HR นั่งอยู่ข้าง ๆ บางคนร้องไห้ บางคนอ้วกเลย มันเป็นวันที่ยากที่สุด แต่ถ้าองค์กรมี CEO ที่ไม่รู้สึกอะไรกับอนาคตขององค์กร คนนั้นควรเป็นคนแรกที่ออก”

แม้ตอนนี้บริษัทมั่นคงขึ้น แต่พี่โบ๊ทก็ยังอยากให้ทีมรักษาสปิริตแบบสตาร์ทอัพ กล้าทำอะไรใหม่ ๆ และมองภาพระยะยาว ในขณะที่บริษัทเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำผลประกอบการให้ดีทุกไตรมาส จึงกลายเป็นความท้าทายของการรักษาสมดุลระหว่าง เด็กช่างฝัน กับ ผู้ใหญ่ที่อยู่กับความจริง

เมื่อถามถึงความท้าทายต่อไปในวันที่บริษัทมีมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารแล้ว พี่โบ๊ทหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบตรงไปตรงมา

“พี่ยังรู้สึกว่าเป็น CEO ที่ไม่ดีเสมอ ยังพยายามตามหาว่า CEO ที่ดีคืออะไร”

ชายผู้ผ่านความสำเร็จและล้มเหลวมาเยอะ เคยจัดงานชื่อ ‘เฟลศาสตร์’ ให้สตาร์ทอัพมาเล่าเรื่องเฟล ๆ กัน เพราะเส้นทางที่ล้มกลับกลายเป็นความทรงจำที่ดีสุดในชีวิตได้เหมือนกัน เมื่อเขาได้ไปเยือน Silicon Valley ตั้งใจจะไประดมทุนแต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ได้ไปเห็นของจริงว่าวงการนี้ไม่ได้สวยหรู มีทั้งคนเครียด ล้มเหลว ซึมเศร้า

“ช่วงนั้นคือเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง ตกผลึกวิธีคิด และได้สู้ในสนามใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต”

พี่โบ๊ทยอมรับว่าตัวเองอาจจะไม่ใช่ CEO ที่เก่งเรื่องรายละเอียดหรือระบบ แต่ตลอด 10 กว่าปีที่เป็น Spokesperson ของบริษัทออกไปพูด ไป Pitch มาไม่รู้กี่ร้อยรอบ สิ่งที่หล่อหลอมตัวตนขึ้นมาในวันนี้ คือการโดนปฏิเสธหลายร้อยครั้งและลุกขึ้นมาเล่าใหม่

หัวใจสำคัญ คือการสร้าง Narrative

เขาเชื่อว่า ‘เรื่องเล่า’ คือพลังในการขับเคลื่อนคน ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เกิดขึ้น หน้าที่ของ CEO คือการเล่าเรื่องนั้นให้คนทั้งองค์กรเข้าใจและเชื่อมั่นในทางเดียวกัน

ก่อ ร่าง สร้าง ถล่ม

‘ความเชื่อมั่น’ ดูจะเลือนหายไปไกลในวงการก่อสร้างไทย เมื่อมีทั้งข่าวตึก-เครนถล่มบ่อยมาก มาตรฐานวงการก่อสร้างบ้านเราอยู่ตรงไหน แล้วมีโจทย์อะไรที่พี่โบ๊ทอยากผลักดันให้ดีขึ้น

พี่โบ๊ทวิเคราะห์ว่า “กติกาไม่เอื้อให้วงการนี้ดีขึ้น ราคาถูกที่สุดคือผู้ชนะ เช่น ถ้าเราจะสร้างบ้าน เราเรียกผู้รับเหมามา 3 ราย แล้วก็เลือกคนที่เสนอราคาต่ำสุด มันกลายเป็นการ Race to the Bottom โดยอัตโนมัติ”

“สูตรการทำธุรกิจมี 4 ความเสี่ยงหลัก – การขาย การผลิต การดำเนินการหรือการส่งมอบ และการเงิน เรื่องการขายเป็นความเสี่ยงแรกที่ต้องเจอ ถ้าจัดการไม่ได้ก็ลำบาก ในวงการรับเหมาจึงต้องปิดความเสี่ยงการขาย ด้วยคอนเนกชันและใต้โต๊ะให้จบ”

“มันต้องใช้พลังเยอะมากในการสู้เรื่องนี้ เพราะเรื่องธุรกิจ คอร์รัปชัน การเมือง เป็นเรื่องสมประโยชน์กัน คิดว่าเรามาถึงจุดต่ำสุดแล้วนะ ไม่เคยคิดว่าเครนจะตก 2 วันติดกัน แต่พี่ยังเชื่อว่าในภาคเอกชน ยังมีคนที่พยายามยกระดับมาตรฐานวงการนี้อยู่”

เชื่อไหมว่า ราคาก่อสร้างในประเทศไทยทุกวันนี้ ราคา 15,000 บาทต่อตารางเมตร เท่าเดิมกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ต่างจากซานฟรานซิสโกที่ตารางเมตรละแสน เพราะเขาลงทุนในมาตรฐานและระบบ บ้านในไทยแพงเพราะราคาที่ดินเฟ้อ ไม่ใช่ต้นทุนก่อสร้าง เลยต้องบีบต้นทุน ใช้วัสดุถูกและแรงงานต่างด้าว

“แต่พี่ไม่ได้จะบ่นอย่างเดียว ยังพยายามหาทางออก มันต้องเริ่มจาก Segment ที่พร้อม กลุ่มที่เริ่มให้ค่ากับคุณภาพหรือความยั่งยืน ถ้ามีคนขยับก่อน มันจะนำตลาดได้ แล้วทั้งระบบค่อย ๆ เปลี่ยนตาม”

พี่โบ๊ทสรุปเทรนด์ปัจจุบันและถัดไปในวงการก่อสร้างมีอยู่ 3 เรื่อง

หนึ่ง Digital Transformation เป็นพื้นฐานให้งานก่อสร้างแม่นยำและเร็วขึ้นมาก 

สอง Modular Constructionผลิตเป็นชิ้นในโรงงานด้วยระบบอุตสาหกรรมที่ควบคุมคุณภาพได้ แล้วนำมาประกอบหน้างานเหมือนต่อ LEGO ลดการพึ่งแรงงานหน้างาน

สาม Mass Timber & Sustainable Constructionไม้จะเป็นอนาคตของวงการ เชื่อมโยงกับ 2 เทรนด์ก่อนหน้า เมื่อมีระบบที่ผลิตเร็ว วัดผลได้ การใช้วัสดุที่ยั่งยืนจะได้ทั้ง Productivity และ Sustainability

ตัวแรดเรื่อง Mass Timber

“ตอนนั้นมีคนบอกพี่ว่า ถุงกาวถุงใหม่มาแล้วนะ ชื่อ Metaverse ขนาดเฟซบุ๊กยังเปลี่ยนชื่อเป็น Meta เลย เทรนด์ไปทางนั้นแล้ว พี่ก็ฟัง ๆ แต่ในใจก็คิดว่า…ไม่อินเว้ย”

หลังจากนั้นก็ไปเข้าโครงการของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคนพูดเรื่อง ESG และกติกาใหม่ของโลกธุรกิจ ประจวบเหมาะกับที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่กำลังก่อสร้างสำนักงานใหม่ย่านชานเมืองกรุงเทพฯ สั่งให้ผู้รับเหมาหลักทำเรื่องก่อสร้างอย่างยั่งยืน จึงส่งต่อคำสั่งลงมาที่ซัพพลายเชนในไทยทั้งหมด ให้ทำเรื่อง Green Construction กับ Waste Management

เขาเริ่มสนใจเรื่องความยั่งยืนจริงจัง แถมตอนนั้นอินกับลูกสาวเรื่องฝุ่น คนพูดกันว่าการก่อสร้างคือสาเหตุของฝุ่น PM 2.5 แต่เขาก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอยู่ไซต์ก่อสร้างเองทุกวัน รู้ว่าฝุ่นส่วนใหญ่เป็นฝุ่น PM 10 ที่มาจากฝุ่นปูน ฝุ่นดิน ฝุ่นจากการขนของ ไม่ใช่ฝุ่นเล็กแบบที่คนพูดกัน จึงเริ่มหาข้อมูลที่พาไปเข้าใจระบบสิ่งแวดล้อมในภาพที่ใหญ่ขึ้น กระทั่งความสนใจเรื่องไม้กลับมาอีกครั้ง

ด.ช.โบ๊ทโตมากับบ้านไม้สักที่เต็มไปด้วยของโบราณเพราะคุณพ่อชอบ ตอนเป็นวัยรุ่น รู้สึกอายเพื่อนที่บ้านเชย และเคยคิดว่านี่คือส่วนหนึ่งของการตัดไม้ทำลายป่า

“พอเห็นฝรั่งใช้ไม้ในอาคารใหญ่ ๆ เลยสนใจ ไปเปิดออฟฟิศที่ฟิลิปปินส์ก็ยิ่งสงสัย เอ๊ะ ทำไมเขาใช้ไม้สร้างสนามบินได้ ไปค้นดูถึงรู้ว่า ไม้พวกนี้มาจากสแกนดิเนเวียกับเบลเยียม หรือเราอยู่ในกรอบเกินไป ทั้งที่จริงไม้ก็ใช้ได้นี่หว่า”

เขาจึงเริ่มศึกษา มีวงที่ไหนก็ไปเป็นนักเรียนจนเริ่มได้คำตอบประกอบกัน 

“ไม้คือวัสดุดูดคาร์บอนที่ดีที่สุด เป็นพื้นฐานที่ไม่น่ามีใครเถียง แต่ถ้าอยากให้มันดูดมากขึ้น ก็ต้องปลูกมากขึ้น ถ้าอยากให้ปลูกมากขึ้น ก็ต้องเอาไปใช้มากขึ้น พี่เลยอินกับเรื่องการส่งเสริมให้ใช้ไม้มาเป็นวัสดุก่อสร้าง ตัดไม้มาใช้-ปลูกใหม่ เป็นวงจรที่ดี ไม่ใช่ตัดเป็นเขาหัวโกร๋น ถ้าเราไม่มีการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนมันก็ไม่ดี”

ในเมืองไทย เราโดนฝัง 2 ชุดความคิดที่ทำให้คนไม่ค่อยกล้าใช้ไม้

หนึ่ง การใช้ไม้ เท่ากับ การตัดไม้ทำลายป่า 

สอง ไม้แพง ยุ่งยาก ทั้งเรื่องไฟ ปลวก ความชื้น

แต่พี่โบ๊ทเชื่อว่าทำให้ถูกได้ ถ้าคิดในเชิงธุรกิจ พัฒนาจนมี Economy of Scale, Scope, Speed เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าตอนนี้หรือปูนเมื่อร้อยปีก่อน เมื่อมีการลงทุนในซัพพลายเชนและเทคโนโลยีก็กลายเป็นของถูกที่เข้าถึงได้

ส่วนเรื่องไฟ ปลวก ความชื้น เขาได้ไปศึกษามาหมดทั้งจากอาจารย์วิศวกรรม กีฏวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ พบว่าจัดการได้ด้วยวิศวกรรมและการออกแบบ มาตรฐานในหลายประเทศเข้มกว่าบ้านเรา แต่เขาก็ใช้ไม้กันได้ และไม่จำเป็นต้องสุดโต่ง ใช้ผสมผสานกับวัสดุอื่นได้ เช่น การยกพื้นขึ้นแค่ 1 เมตรก็ช่วยได้ สำหรับประเทศร้อนชื้นอย่างไทย

“เวลาไปเดินดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค คนอื่นดูสวน แต่พี่ดูพื้นไม้สักทอง ตารางเมตรละ 9,000บาท ซีดบ้าง โก่งบ้าง มันคือธรรมชาติ เป็นสัจจะวัสดุ เราไม่ได้อยู่ดิสนีย์แลนด์ที่ไม้ต้องสีเท่ากันทุกแผ่น ไม้เทียมก็ไม่ผิดที่ใช้พลาสติกรีไซเคิลมาผลิต แต่ถ้าเราส่งเสริมไม้จริงได้ อาจยุ่งยากกว่าบ้าง แต่ดูดคาร์บอนได้มากกว่า”

เราเห็นด้วยอย่างมาก นอกจากจะดีกับสิ่งแวดล้อมแล้ว Mass Timber Construction ยังมีข้อได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจและประสิทธิภาพ เพราะมีน้ำหนักเบา ผลิตในโรงงานแล้วนำไปประกอบหน้างานได้ ช่วยลดค่าขนส่ง เวลา ของเสียจากไซต์ก่อสร้างได้ และยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้จากการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนด้วย ในประเทศที่อุตสาหกรรมนี้เติบโตไปไกลแล้ว เช่น สวีเดน ราคาก่อสร้างด้วยไม้แทบจะใกล้เคียงกับคอนกรีต

พี่โบ๊ทบอกกับเราอีกว่า เขาอยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปีแล้ว ปวารณาตนว่า ถ้าจะเอาประสบการณ์ไปขับเคลื่อนอะไรใหม่ ๆ ด้วยความเป็นผู้ประกอบการให้มีอิมแพคมากขึ้น ก็คงเป็นเรื่องนี้

“พี่เองไม่ได้เป็นกัปตันนะ แต่เหมือนเป็น ‘ตัวแรด’ ของบริษัท วิ่งออกไปหาอะไรใหม่ ๆ ถ้าเวิร์กก็ลากบริษัทไปด้วย ถ้าไม่เวิร์กก็เอาประสบการณ์กลับมาสอนทีม”“ตอนนี้ไม่ได้หิวกระหายธุรกิจใหม่เพื่อเลี้ยงชีวิต ยังคันที่จะทำอะไรใหม่ ๆ อยากเห็นอิมแพคมากขึ้น พี่เลยไปลงทุนในบริษัทที่ทำ Modular Construction ที่อาจเอามาต่อยอดเรื่องการก่อสร้างแบบยั่งยืนต่อไป”

ผู้ใหญ่บ้านย่านสุขุมวิทใต้และคุณพ่อนักวิ่ง

ตั้งแต่ย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานในมิกซ์ยูสสำหรับคนสายเทคอย่าง ทรูดิจิทัลพาร์ค พี่โบ๊ทเล่าว่า “รู้สึกเหมือนเป็นศาลพระภูมิ ยกมือไหว้กันเยอะ” เพราะไม่ว่าสตาร์ทอัพ SME หรือ SE ต่างแวะเวียนมาแลกเปลี่ยนขอคำปรึกษาเรื่องการระดมทุนและการเติบโตอยู่เสมอ

นอกจากนั้น เขายังเริ่มเป็น Angel Investor และช่วยเป็นกรรมการกองทุนร่วมลงทุน โดยใช้ประสบการณ์จากความเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ผ่านมา ช่วงโควิด Builk ก็ขยายเครื่องมือไปสู่ธุรกิจนอกวงการก่อสร้างที่เป็นลักษณะธุรกิจบริหารโครงการ เช่น บริษัทจัดงานอีเวนท์ ให้คำนวณต้นทุนจริงได้แม่นขึ้น ทั้งหมดเกิดจากการเข้าใจ Pain Point ของเพื่อน ๆ ผู้ประกอบการ

บทบาทในชีวิตของพี่โบ๊ทมีหลายมิติ แต่อีกบทบาทที่สำคัญที่สุด คือการเป็น ‘พ่อคนหนึ่ง’ ที่มีครอบครัวเป็นอีกพลังใจให้ก้าวไปข้างหน้า

“ตอนเริ่มต้น Builk ใหม่ ๆ ลูกเพิ่งเกิดได้แค่ 2 เดือนเอง คิดเลยว่า ไอ้นี่แหละจะเปลี่ยนชีวิตได้ อยากเลี้ยงลูกให้ดี ลูกเลยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของชีวิตช่วงนั้น ทำให้เป็นผู้เป็นคนขึ้น”

“บ้านเราเลี้ยงลูกกันเอง ไม่มีพี่เลี้ยง แม่ทำงานประจำ พ่อเป็นสตาร์ทอัพ เรียกว่าเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่เรียนรู้ไปด้วยกัน ได้สอนเด็กสักคนหนึ่งมาเองกับมือ บางวันพาไปเก็บขยะ ดูนิทรรศการ หรือไปงาน Design Week ทั่วประเทศ เป็นกิจกรรมสนุกของบ้านที่สร้างประสบการณ์ร่วมกันไปเรื่อย ๆ”

เมื่อเวลาผ่านไปและลูกโตขึ้น บริษัทโตขึ้น พี่โบ๊ทเริ่มหันมาดูแลตัวเองและค้นพบความชอบในการวิ่ง

“พี่พยายามจะกินยาขมหลายอย่าง อยากทำให้ลูกเห็นเรื่องวินัย อยากพิสูจน์ตัวเองว่าทำอะไรได้ต่อเนื่อง พี่ไม่ได้วิ่งเอาแบบแชมเปียนมาราธอน ไม่ลงแข่ง แต่เหมือนได้รางวัลเล็ก ๆ ให้ตัวเอง”

“พี่วิ่งวันเว้นวัน ตั้งระบบให้ไม่มีข้ออ้าง คือย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ที่วิ่ง ใส่ชุดวิ่งนอนเลย ตื่นก็ใส่รองเท้าออกไปได้เลย แล้วก็มีนิสัยแปลก ๆ คือเปลี่ยนเส้นทางวิ่งตลอดให้ไม่เบื่อ ได้ถ่ายรูป ไปวิ่งซอยใหม่ เจอหมาไล่บ้าง จนช่วงหนึ่งกลายเป็นเหมือนผู้ใหญ่บ้าน เลยมาเริ่มทำสมาคมพัฒนาย่านสุขุมวิทใต้ พี่อยากทำเรื่องเมืองมาก แต่ว่ามือไม่ถึง เลยเริ่มทำในพื้นที่ก่อน”

พลังของการพัฒนาและสร้างสรรค์ดูเหมือนจะอยู่ในสายเลือดของเขา

“พี่รู้สึกว่าการออกไปแรดเป็นการเติมพลังอย่างหนึ่งนะ ช่วงปี 2015 – 2016 คือปีที่พีกสุด โอกาสเต็มไปหมด เพราะเป็นสตาร์ทอัพและอยู่ในสื่อ คนชวนทำโน่นนี่เยอะ ซึ่งพี่ตอบตกลง ทำทุกอย่าง สุดท้ายคือพัง”

จนวันหนึ่ง มีน้องบอกว่าไม่ค่อยเห็นเขาในออฟฟิศ ฟังแล้วทำให้รู้สึกผิด จึงกลับมาตั้งระบบ ทำ OKR (Objective Key Results) ให้กับชีวิต จากที่เคยวิ่งวุ่น ตอนนี้พี่โบ๊ทเลือกทำสิ่งที่สำคัญและสอดคล้องกับแผนชีวิตได้มากขึ้น

“บางคนถามว่า ไม่เบิร์นเอาต์เหรอ พี่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความกลัว’ มากกว่า ‘ความอยาก’ ด้วยซ้ำ คือกลัวจะเป็น CEO ที่ไม่ดีพอ เลยกลายเป็นแรงผลักให้พี่ต้องพัฒนาตัวเองตลอด ทุกครั้งที่ได้เจอคน พี่รู้สึกว่าเราได้เรียนหมดเลย เจอวรรคทองจากการดื่มกาแฟ มาคุยกันวันนี้ มันก็จุดไฟ แล้วพี่จะกลับมานั่งคิดต่อเอง มันเหมือน Connect the Dots กลับมาแก้ปัญหาในงานได้โดยไม่รู้ตัว”

คุยกันไปเกือบ 2 ชั่วโมง แต่เวลาผ่านไปเร็วมาก อาจเพราะความเป็น ‘เด็กฝึกงานตลอดชีวิต’ ของพี่โบ๊ทนี่เอง ทำให้มีเรื่องคุยต่อไปได้ไม่รู้จบ และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือไม่ว่าจะพบกันในบทบาทไหน เรามักกลับออกมาพร้อมไอเดีย คำถาม และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่ทำให้มุมมองของเราได้เติบโตไปได้ด้วย

10 Things you never know

about Patai Padungtin

1.  ชีวิตที่ดีสำหรับพี่คืออะไร

ชีวิตที่มีทางเลือก

2.  เรื่องที่กำลังเรียนรู้ตอนนี้

Post-AI Era และคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ AI ให้ไม่ได้

3.  วิธีรักษาพลังเมื่อเจอเรื่องเทา ๆ

เลือกจะใช้พลังตัวเองไปทำเรื่องบวก ๆ แทน

4. บ้านในฝัน

บ้านที่ได้ออกแบบเอง เพราะมันคือการออกแบบชีวิตคนในบ้าน

5. กิจกรรมโปรดในครอบครัว

ทุกกิจกรรมดีหมด ขอให้ได้อยู่ด้วยกัน 3 คน

6. ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการนี้ พี่น่าจะไปทำอะไร

อยากทำพวกงาน Visual เพราะพี่คิดเป็นภาพ

7. ทำไมชอบใช้สีเหลือง

หมวกก่อสร้าง เครื่องจักรก่อสร้าง รู้สึกสีเหลืองมีพลังงานดีจัง เลยใช้ทุกบริษัทที่ทำมา

8. แต่ทำไมไม่ค่อยใส่สีเหลืองแล้ว

ไม่อยากให้บริษัทยึดติดกับตัวพี่มากไป ให้มีพื้นที่สำหรับสีสันหลากหลายของคนอื่นด้วย

9. ส่วนไหนของบ้านที่อยากให้ลองเปลี่ยนมาใช้ ‘ไม้’ แล้วน่าจะดี

ไม่เสาก็ผนัง อะไรที่มนุษย์สัมผัสได้

10. ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็วมาก อะไรคือสิ่งที่พี่ตั้งใจจะไม่เปลี่ยน

การมีความหวังอยู่เสมอ

Writer

สุรัชนา ภควลีธร

นักเรียน นักอยากเขียน นักเดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ–สตอกโฮล์ม ผู้ร่วมสร้างคาร์บอนฟุตปรินต์ที่เชื่อในพลังของการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ นวัตกรรม ธรรมชาติ จะช่วยคืนสมดุลให้โลกและเรา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล