15 กรกฎาคม 2025
514

ในวันที่ใคร ๆ ก็พูดถึงการให้ AI ช่วยทำงาน การประชุมผ่านหน้าจอ และเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้เราติดต่อกันข้ามโลกได้ 24 ชั่วโมง คำถามสำคัญคือ ยังจำเป็นอยู่ไหมที่คนจะต้อง ‘เดินสวนกัน’ ในโลกจริง

สำหรับ ‘True Digital Park’ คำตอบคือใช่ และสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ตึกสำนักงานหรือ Co-working Space แต่ออกแบบมาให้เป็นเหมือน ‘สวนสาธารณะของคนยุคดิจิทัล’ สถานที่ที่คนต่างฝัน ต่างแบกโปรเจกต์และไอเดียใหม่ ๆ มาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทุกการเดินสวนอาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนบทสนทนาสั้น ๆ ที่ต่อยอดเป็นโปรเจกต์ใหญ่ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนทั้งวงการ

เราจึงมานั่งคุยกับ ดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด กับ 7 ปีของ True Digital Park และเบื้องหลังของคอมมูนิตี้แห่งนี้ที่ไม่ได้มีแค่โต๊ะทำงาน ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ตเร็ว แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมผู้ประกอบการ นักลงทุน นักพัฒนา และผู้คนที่อยากเปลี่ยนโลก เข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมทุกการเดินสวนที่นี่จึงมีความหมายมากกว่าที่เราคิด

พื้นที่แลกเปลี่ยนประจำวัน

ธาริตเล่าถึงตัวตนของ True Digital Park ในบทบาทของ Campus และ Community Builder ซึ่งแตกแขนงออกไปเชื่อมกับหน่วยธุรกิจอื่นของ True ด้วย ทั้งหน่วยลงทุน หน่วยเทคโนโลยี หรืออาจต่อยอดไปถึงขั้นเกิดดีลทางธุรกิจใหม่ แต่โฟกัสหลักอยู่ที่การเป็นผู้สร้างพื้นที่ให้เกิดชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีไฟและฝันเดียวกัน

“หน้าที่หลักของเราคือเป็น Match Maker สร้างเวที สร้างบรรยากาศให้คนที่อยากเจอกันได้เจอกันจริง จะเป็นเวทีเปิด เวทีเสวนา หรือห้องปิดสำหรับธุรกิจ ก็ได้หมด จากนั้นสิ่งที่เกิดต่อคือเรื่องของเขา”

หลายคนอาจสงสัยว่าในยุคที่ออนไลน์คือทุกอย่าง การจัดงานออฟไลน์ยังสำคัญอยู่หรือไม่ คำตอบของธาริตคือสำคัญ เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะทำให้คนเชื่อมกันได้หลังคีย์บอร์ดหรืออีเมล แต่การมาเจอกันจริง ๆ ได้สบตา พยักหน้า ถามสารทุกข์สุกดิบ หรือแค่ได้กอดกันสักครั้งหนึ่ง ก็ยังมีค่า มีพลัง และทำให้เกิดเคมีบางอย่างที่ออนไลน์ให้ไม่ได้

“ออนไลน์มีข้อจำกัดตรงเวลาเริ่มและเวลาจบ มันไม่ได้อิสระทางจิตใจพอจะปล่อยให้บทสนทนาลื่นไหลไปได้สุด แต่การเจอหน้ากัน ปลดล็อกให้คนได้พูดในสิ่งที่อยากพูด หรือแบ่งปันในสิ่งที่อยู่ข้างในได้จริง ๆ นี่แหละที่ทำให้ True Digital Park ยังยืนยันที่จะเป็นศูนย์กลางของการจัดงานนับพันอีเวนต์ต่อปี ทั้งที่จัดเองและร่วมกับพาร์ตเนอร์ เพราะเรารู้ว่าบทบาทเราคือ ‘ตัวเชื่อม’ ไม่ใช่แค่สถานที่”

แน่นอนว่าทุกคนต่างมีความฝันความหวังต่างกัน แต่เมื่อมารวมในเฉดเดียวกันภายใต้ True Digital Park มันคือกลุ่มก้อนของคนในวงการเทคโนโลยีที่ต้องคอยอัปเดตกันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าวงการไหน ๆ 

“วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คืออวัยวะที่ 33 ของการทำงาน ทุกคนต้องใช้ ถึงจะปฏิเสธได้แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น บางคนอาจมองว่ามันคือตัวเลข สถิติ หรือข้อมูลธรรมดา แต่จริง ๆ มันคือสิ่งที่ทำให้เกิดความคิดแตกต่าง เกิดผลลัพธ์จับต้องได้”

ท่ามกลางเสียงพร่ำบอกกันว่าประเทศไทยต้องการนวัตกรรม นิยาม ‘นวัตกรรม’ ของธาริตไม่ใช่แค่ไอเดียใหม่ แต่คือไอเดียที่มีเทคโนโลยีมาหนุนให้เกิดผลจริง ความคิดต่างคือจุดเริ่ม แต่ถ้าไม่ต่อด้วยเทคโนโลยี ก็อาจเป็นแค่บริษัทขนาดเล็กที่ทำงานกับคนกลุ่มเดียว ไม่เกิดการขยายผล

เทศกาลประจำปี

นอกจากการทำงานออฟไลน์ที่ยังมีความสำคัญ แล้วทำไมการประชุมหรือคอมมูนิตี้อีเวนต์ยังจำเป็น – นี่เป็นข้อสงสัยถัดมา เพราะ True Digital Park ก็เป็นพื้นที่รองรับงานเหล่านี้นับร้อยนับพันตลอดปี

“หลายคนอาจตั้งคำถามว่า งานเสวนาหรือคอมมูนิตี้ที่พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ในเมื่อทุกเวทีก็พูดประเด็นเดียวกัน แต่สำหรับเรา สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำได้เสมอ คือ ‘โอกาส’ เพราะบางเรื่อง ต่อให้พูดเท่าไหร่ก็ไม่พอ และการมารวมตัวกัน แม้จะมีเนื้อหาคล้ายเดิม ก็ยังมีพื้นที่ให้ต่อยอดไอเดียใหม่ ๆ ได้เสมอ”

ในทุกปี True Digital Park จะจัดงานรวมสตาร์ทอัพอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้วงการได้พูดคุยเรื่องที่มันยังไม่พอ ถึงแม้หลายคนอาจรู้สึกว่าพอแล้ว ทุกเวทีพูดคล้ายกันหมด แต่ธาริตหยิบสิ่งที่เขาเข้าใจดีที่สุด คือ ‘เทคโนโลยี’ มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงาน เพราะประเด็นอย่าง Climate หรือ Net Zero หากพูดกันแค่คำสวยหรูหรือแถลงการณ์ที่ตั้งใจจะใช้คำว่า ‘ลดโลกร้อน’ อย่างเดียว มันจะจบแค่คำพูด ไม่เกิดผลอะไร

สิ่งที่ทีม True Digital Park ทำ คือใช้เครือข่ายสตาร์ทอัพที่มีจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เอาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ Climate Tech มากองรวมกันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้คนที่มีวิสัยทัศน์ได้เดินดู ได้เลือกโซลูชันที่เหมาะกับเขาจริง ๆ ในงานเดียว ไม่ต้องเดินทางไปหลายประเทศ ไม่ต้องอาศัยแค่คำบอกต่อว่าคุณควรไปหาใครที่ไหน เพราะในงานมีให้ครบ

“เราคิดว่างานแบบนี้ควรเป็นเหมือน ‘ประตู’ หรือ ‘ศูนย์กลาง’ ที่ใครอยากหาโซลูชันด้านความยั่งยืนควรได้มาเจอในที่เดียว พาร์ตเนอร์ที่เราทำงานด้วยอย่าง Nexus ก็เป็นเหมือนประตูสู่ Climate Tech Start-up ในต่างประเทศ เมื่อรวมกันจึงเป็นพูลที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ใครที่มางานนี้มีสิทธิ์เจอโซลูชันที่หาอยู่ง่ายกว่าเดิม”

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกจนถึงปีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่รูปแบบ แต่คือเฉดของหัวข้อ บางอย่างยังถูกพูดถึงอยู่ แต่มีหัวข้อใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ “เราเริ่มจากเรื่อง Coding เรื่อง Software Development ซึ่งเนิร์ดมากในช่วงแรก วันนี้กลายเป็นการเชื่อมโยงเรื่อง Culture และ Creative Entertainment มากขึ้น” 

ในปีนี้ ประเด็นใหม่อย่าง Decarbonization ก็มาแทนคำว่า Sustainability ในหลายวงการ และธาริตฟันธงว่าประเด็นนี้จะอยู่ไปได้อีกนาน เพราะความจริงคือโลกยังต้องการทางออก แม้การเมืองระดับโลกจะพลิกผัน จะมีใครออกมาประกาศว่าไม่เอาเรื่องความยั่งยืนเป็นวาระระดับชาติก็ตาม แต่ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่ คนยังบริโภคมากขึ้นทุกวัน การปล่อยมลพิษยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“เราอาจจะเลยจุดที่กลับหลังได้ไปแล้วด้วยซ้ำ วันนี้สิ่งที่ทำได้อาจไม่ใช่ช่วยโลก แต่คือต่ออายุโลก ให้นานที่สุด การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดไม่ว่าช้าหรือเร็ว” ธาริตพูดด้วยน้ำเสียงทั้งห่วง ทั้งเห็นโอกาสของการร่วมมือกันผลักดันประเด็นนี้

จากรายงานของ Bain and Temasek คาดการณ์ว่า หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าถึง 70 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2070 นับเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากที่สุดในโลก ขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวในอาเซียนก็มีโอกาสเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงปีละ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030 หรือคิดเป็น 5% ของ GDP รวมของภูมิภาค

เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นั่นจึงนำมาสู่เวที Decarbonize Thailand Symposium 2025 ที่ปีนี้ True Digital Park ร่วมมือกับ New Energy Nexus Thailand เปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพกว่า 30 ทีมจาก 6 ประเทศ ทั้งไทย จีน (ฮ่องกง) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย มานำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่พร้อมต่อยอดได้ทันที

จิรพัฒน์ ฮ้อแสงชัย ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ New Energy Nexus เล่าเบื้องหลังแนวคิดการเลือก 5 อุตสาหกรรมหลักที่ชวนสตาร์ทอัพมารวมตัวกันในเวทีนี้ ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (e-Mobility) พลังงาน (Energy) เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีเมืองและอาคารสีเขียว (Built Environment) ไปจนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลภาวะมากที่สุด หากจะเปลี่ยนเกมเรื่อง Climate จริง จุดเริ่มก็ต้องมาจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ก่อน

บทบาทของ Nexus ไม่ได้แค่ช่วยหานวัตกรรมพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าหมายใหญ่สุดท้าทายไว้ว่า ต้องการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 100% เพื่อให้คนทั้งโลกเข้าถึงได้ 100% ซึ่งจะทำพัฒนาแค่เทคโนโลยีอย่างเดียวคงไม่พอ โลกเรายังมีโจทย์ใหญ่เรื่องการปลดล็อกกฎระเบียบการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันอีกหลายมิติ

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีของฝั่งเอเชีย เพราะตลาดสหรัฐฯ แข่งขันกันดุเดือดและยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง หลายธุรกิจและนักลงทุนจึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในฝั่งเอเชียมากขึ้น

“สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้น้อยหน้าในแง่ของศักยภาพ แต่เรายังมีจุดที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สิ่งที่อยู่ในห้องแล็บกลายเป็นธุรกิจจริงในตลาด (Lab to Market) ซึ่งสตาร์ทอัพจะเป็นแรงขับสำคัญที่จะช่วยเชื่อมงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน”

สิ่งสำคัญกว่าการโชว์เคส คือความตั้งใจให้ข้อมูลและโซลูชันเหล่านี้นำไปใช้ได้จริง ภายในงาน Decarbonize Thailand Symposium 2025 จึงมีการจัดจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการและพันธมิตรได้คุยกันตรง ๆ บนเวทีและล่างเวทีไปพร้อมกัน

หนึ่งในสตาร์ทอัพที่จิรพัฒน์ชวนไปพูดคุยด้วยช่างเหมาะกับอากาศร้อนจัดในไทย เพราะเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาระบบทำความเย็นที่ไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าแม้แต่น้อย โดยใช้ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่ได้นำมาใช้ให้เต็มศักยภาพ นั่นคือท้องฟ้า 

Eli A. Goldstein ผู้ร่วมก่อตั้ง SkyCool Systems สตาร์ทอัพจากสหรัฐอเมริกา หนุ่มปริญญาเอกวิศวกรรมเครื่องกลจาก Stanford University ที่เพิ่งมาออกบูทที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก เขาอวดแผ่นม้วนสีขาวที่ดูเผิน ๆ เหมือนสติกเกอร์ทั่วไป แต่ภายใต้โครงสร้างทางวิศวกรรมอันซับซ้อน มันคือฟิล์มที่ใช้หลักการ Radiative Cooling สะท้อนทั้งแสงและความร้อนของดวงอาทิตย์ ทำให้กระบวนการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีเกิดขึ้นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และทำให้อุณหภูมิพื้นผิวเย็นกว่าค่าอากาศรอบข้างได้ประมาณ 2 – 5 องศาเซลเซียส แม้จะอยู่กลางแดดโดยตรงก็ตาม ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจนในอาคารขนาดใหญ่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ร้านค้า โกดังสินค้า

“ปัจจุบันการทำความเย็นใช้ไฟฟ้าถึง 25% ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก และปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 7% ของทั้งโลก การทำความเย็นกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างรวดเร็ว ทั้งสร้างสภาพอากาศที่น่าอยู่น่าทำงาน การถนอมอาหาร ไปจนถึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตทำงานต่อไปได้” Eli เล่า

ส่งสตาร์ทอัพไทยไปเติบโต

หลังจากเห็นนวัตกรรมเจ๋ง ๆ จากทั้งไทยและต่างประเทศ เราหันกลับมาถามธาริตว่า จุดแข็งของสตาร์ทอัพไทยในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวคืออะไร 

“คำตอบอาจไม่ง่าย เพราะบริบทไทยแตกต่างจากฝรั่ง ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีจุดแข็งเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลายประเทศไม่มี บางประเทศต้องพยายามสร้างขึ้นมา แต่ไทยมีอยู่แล้ว ดังนั้น Climate Solution ด้านการเกษตร อาหาร หรือออร์แกนิก ไทยมีทางวิ่งของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปแข่งตรง ๆ กับเรื่องเดียวกับฝรั่งเสมอไป”

มีสตาร์ทอัพหลายทีมสนใจประเด็นนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งมองว่ากองทุนเริ่มไหลเข้ามาทางนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกทีมจะเกิดจากแพสชันเรื่องนี้ล้วน ๆ หลายทีมหันมาทำเพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับสมัยวิกฤตโควิด-19 สตาร์ทอัพที่ทำเรื่องการท่องเที่ยวก็ต้องเปลี่ยนไปทำซอฟต์แวร์หรืออีคอมเมิร์ซ เพื่อหาทางรอดในวันที่ธุรกิจเดิมไปต่อไม่ได้

ในขณะเดียวกันก็ยังมีทีมที่เกิดมาพร้อมความมุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืน และฐานทุนที่แน่นพอจะวิ่งยาว แต่สิ่งสำคัญที่ธาริตให้น้ำหนักมากที่สุด คือเมื่อใครก็ตามทำจริง ผู้ใช้จะเป็นคนตัดสิน ถ้าไม่ดีจริงก็อยู่ไม่ได้ ตลาดจะบอกเอง

สำหรับ True Digital Park หลังจากเปิดมาตั้งแต่ปี 2019 ถึงตอนนี้ตึกเริ่มเต็มแล้ว คนที่เข้ามาคือคนจริง ชุมชนจริง พื้นที่นี้ไม่ใช่แค่ตึกใหม่สวย ๆ แต่คือพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าอยากก้าวเข้ามา เพราะรู้ว่าถ้ามาที่นี่จะได้เจอเพื่อน เจอคนที่ชื่นชม และได้เดินสวนกับคนที่แชร์ฝันเดียวกัน

สิ่งที่ธาริตอยากเห็นต่อไป คือให้ที่นี่เติบโตเหมือนเป็น ‘อำเภอหนึ่ง’ ที่คนรู้ว่า ถ้ามาที่นี่จะได้แรงบันดาลใจกลับไป จะได้เจอใครบางคนที่ช่วยให้โปรเจกต์ของเขาก้าวต่อได้

“เราดีใจแม้บางคนจะออกไปเติบโตต่อที่อื่น เพราะนั่นแปลว่าที่แห่งนี้ได้ทำหน้าที่แล้ว การรักษาความสดของคอมมูนิตี้จึงต้องเกิดต่อเนื่อง งานของเราคือการเชิญคนใหม่เข้ามา ไม่หยุดสร้างวงจรนี้ให้หมุนต่อ

“สุดท้าย สตาร์ทอัพหลายทีมอาจมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะไม่เลือก True Digital Park ไปหาที่อื่นที่ถูกกว่า สวยกว่า แต่สิ่งที่พวกเขาจะหาไม่ได้ง่าย ๆ คือบรรยากาศที่ใครสักคนเดินสวนแล้วทักได้ว่า ‘ทำอะไรอยู่’ หรือ ‘เราจะเจอกันเมื่อไหร่ดี’ ซึ่งความรู้สึกนี้แหละคือหัวใจที่ออนไลน์ให้ไม่ได้”

Website : www.truedigitalpark.com

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน