ถ้าให้พูดชื่อจังหวัดที่มีคนยากจนมากที่สุด คงมี ‘ปัตตานี’ เป็นหนึ่งในจังหวัดนั้น เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดปัญหาปากท้องที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตัวเลขคนจนในจังหวัดจึงเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี
นี่จึงเป็นโจทย์ที่ชาวปัตตานีต่างพยายามหาทางแก้ไข ซึ่ง ‘Ecotive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล’ คือหนึ่งในความพยายามนั้น Ecotive เป็นโครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ผ่านการสร้างระบบส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนเป็นผู้ประกอบการ ทำธุรกิจที่พาตัวเองหลุดพ้นจากเส้นความยากจนได้
ดร.ศริยา บิลแสละ อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์และวิทยาการสารสนเทศเพื่อการจัดการ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำโครงการดังกล่าว
“จงทำงานเพื่อโลกนี้ เสมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และจงทำงานเพื่ออาคิเราะฮ์ (โลกหน้า) เสมือนว่าคุณจะตายพรุ่งนี้”

หนึ่งในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอทำ Ecotive เพราะเธออยากให้การมีอยู่ของตัวเองเกิดประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ และปูทางเพื่อโลกหน้า
จากอาจารย์สอนด้านเทคโนโลยี สู่การเป็น ‘พี่เลี้ยงชุมชน’ สร้างคนในชุมชนให้คิดอย่างเป็นระบบ บ่มเพาะจนเป็นผู้ประกอบการชุมชน โดยนำหลักการจ่าย ‘ซะกาต’ ของศาสนาอิสลามมาเป็นแรงจูงใจให้คนในชุมชน อยากพัฒนาธุรกิจตัวเอง จนเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้รับโอกาส’ กลายเป็น ‘ผู้ให้’ เพื่อขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ตามที่กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานได้จริง
ตลอด 3 ปีของการทำ Ecotive อาจารย์ศริยาออกเดินทางไปตามหาคนที่ไร้ต้นทุนแต่มีศักยภาพและความฝันอยากทำธุรกิจในชุมชนต่าง ๆ ทั่วปัตตานี จนปลุกปั้นผู้ประกอบการชุมชนที่ได้ทำธุรกิจในฝันอย่างเต็มภาคภูมิได้จำนวน 20 คน จาก 8 ตำบล สร้างรายได้กว่า 280,000 บาทต่อรายต่อปีได้สำเร็จ
เบื้องหลังการทำงานเป็นอย่างไร อาจารย์ศริยาพร้อมแล้วที่จะเล่าให้เราฟัง

เข้าวงการ
‘ความเหลื่อมล้ำ’ เป็นสิ่งที่อาจารย์เห็นจนชินตาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา จนเรียนจบทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้ลงพื้นที่ในชนบทต่าง ๆ ในปัตตานีเพื่อทำงานวิจัย จากความชินก็กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอเห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการทำให้คนกินอิ่ม นอนอุ่น ได้ทำงาน มีรายได้ อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข
จากความตั้งใจที่มี ประจวบกับรัฐมีนโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านดิจิทัลและนวัตกรรม อาจารย์ที่สอนด้านเทคโนโลยีอยู่แล้วจึงรับหน้าที่เป็นโค้ชและที่ปรึกษาในการ ‘ปั้นเด็ก’ ส่งประกวดโครงการสตาร์ทอัพต่าง ๆ จนได้รับเชิญให้เข้าร่วมเครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านสตาร์ทอัพ และมีโอกาสได้ไปอบรมในโปรแกรม IDE-Innovation-Driven Entrepreneurship ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจากโปรแกรม MIT REAP-Regional Entrepreneurship Acceleration Program ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

“เราอยู่กับกระบวนการพัฒนาไอเดีย ทำ Design Thinking พัฒนาผู้ประกอบการโดยใช้ OSCAR Model อยู่ร่วมกันประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 – 2564 ซึ่งเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้เรียนรู้นอกจากเรื่องเทคโนโลยีที่ถนัดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาด ทำคอนเทนต์ การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ประกอบการ”
เมื่อได้เรียนรู้มากขึ้น คำถามใหม่จึงผุดขึ้นมาว่า ‘แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ของเราได้ความรู้แบบเดียวกันนี้’ เธอเห็นความเป็นไปได้ว่า ความรู้นี้แก้ปัญหาความยากจนที่ปัตตานีเผชิญมาอย่างยาวนานได้

ปั้นคน
แล้วโอกาสครั้งสำคัญก็เดินทางมาหาอาจารย์ใน พ.ศ. 2564 เมื่อสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ติดต่ออาจารย์เพราะเห็นรายงานของ IDE ที่ระบุว่า เธอเป็นผู้พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดปัตตานี
“คนรากหญ้า คือกลุ่มคนที่ขาดโอกาส เพราะเขาเข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้ เข้าถึงหน่วยงานภาครัฐที่ควรจะช่วยเขาไม่ได้ ติดต่อหอการค้าหรือพาณิชย์จังหวัดไม่ได้เลย สอวช. เห็นว่าเราทำงานกับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างจริงจัง โดยไม่มีค่าตอบแทน เลยติดต่อมาเพื่อชวนทำงานร่วมกัน”
การลงเดินพื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจารย์เห็น ‘คุณค่าที่รอการปลดล็อก’ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ อาหารการกิน วัตถุดิบท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้งบประมาณจาก สอวช. ไปช่วยพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพแต่ขาดทุนในปัตตานี


พี่เลี้ยงชุมชน
เมื่อทุนพร้อม ความรู้พร้อม ใจพร้อม โครงการ Ecotive จึงเกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่รวมคนต่างสายงาน อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจในพื้นที่ NGO ท้องถิ่น และนักพัฒนาสื่อ ที่พัฒนาพื้นที่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียน IDE
“เราอยากสร้างระบบนิเวศของผู้ประกอบการที่มีองค์ประกอบ 4 ส่วนสำคัญ คือความคิดสร้างสรรค์ (Creative), นวัตกรรม (Innovative), การริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ (Initiative) และความกระตือรือร้นของคนที่อยากพัฒนาตัวเอง (Active) เราก็เลยเอา -tive ของคำทั้งหมดมาไว้ด้วยกันตั้งชื่อ Ecotive เพื่อสื่อความตั้งใจในการสร้างระบบนิเวศที่มีสิ่งเหล่านี้”
บทบาทของ Ecotive เริ่มต้นด้วยการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือช่วงน้ำท่วม นี่เป็นวิธีการสร้างความใกล้ชิดกับ ‘ผู้นำชุมชน’ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายก อบต. ผู้นำเยาวชน โต๊ะอิหม่าม และสร้างการมีส่วนร่วมกับทั้งผู้นำชุมชนและคนในชุมชนเอง เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างระบบนิเวศที่อาจารย์ฝันไว้
“เราสร้างการมีส่วนร่วมแต่ละชุมชนตั้งแต่เริ่มต้น ชวนผู้นำชุมชนและสมาชิกหมู่บ้านมาช่วยกันคิดวิเคราะห์จุดแข็ง ศักยภาพ ทรัพยากรในชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย ที่สำคัญอาจารย์จะพยายามเข้าไปคุยกับนายก อบต. และนักพัฒนาชุมชนในแต่ละ อปท. เพราะเป็นพันธกิจของเขาที่ต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อยู่แล้ว”
การระดมทุนนี้ช่วยสร้างบ้านสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ 3 – 4 หลัง รวมถึงได้ลงไปยังพื้นที่เปราะบาง พื้นที่ที่ไม่ค่อยได้รับการส่งเสริม ทำให้อาจารย์มีข้อมูลในการทำงานมากขึ้น

คนกกไข่
“เราเลยต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดของผู้ประกอบการที่เข้ามาอบรม เพราะเขาแทบจะไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจมาก่อน ให้เขามาเรียนรู้ว่าผู้ประกอบการควรมีวิธีคิดอย่างไร หลักในการวางแผน มีคู่มือประจำตัว เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย การบันทึกต่าง ๆ และรู้วิธีตั้งเป้าหมาย”
การนำกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ช่วยให้ผู้ประกอบการฝึกหัด ได้กลับมาคิดทบทวน ทดลองสำรวจความต้องการของลูกค้า จนรู้ว่าเขาเองจะเป็นผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ ผ่านกรอบแนวคิด OSCAR Model เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนได้ลงมือวางแผน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน (Output / Outcome), วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจอย่างรอบด้าน (Situation), มองเห็นทางเลือกที่จะพาไปสู่เป้าหมาย (Choice) และต้องลงมือทำ (Action) อย่างเป็นขั้นตอนวางแผนมีแผนงานที่ชัดเจน นอกจากนี้ จะต้องเรียนรู้ที่จะประเมินความสำเร็จ (Review) เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจอยู่เรื่อย ๆ
“เราลงพื้นที่ไปโค้ชผู้ประกอบการถี่มาก โดยเฉพาะปีแรก ๆ ลงพื้นที่ทุก 2 เดือน แล้วมีพูดคุยทุกเดือน ทำงานเยอะมาก ต้องติดตาม ต้องดึงเข้ากลับมาเวิร์กช็อป เพื่อดูกระบวนการ ความก้าวหน้าของเขา”

อาจารย์ศริยาเล่าความแตกต่างของ Ecotive เมื่อเทียบกับโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่เสมือนเป็น ‘คนกกไข่’ ที่ลงพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ เพื่อออกตามหาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ฟูมฟักในวันที่เขายังลุกยืนด้วยตัวเองไม่ได้ จนพาเขาไปให้ถึงฝั่งในที่สุด
ตัวอย่างที่น่าสนใจที่อาจารย์หยิบมาเล่าให้เราฟัง คือ ‘เบเกอรีอัลอัยตาม’ ร้านเบเกอรีฝีมือเด็ก ๆ ในมูลนิธิบ้านเด็กกำพร้าปัญญาเลิศ ที่ทางทีม Ecotive เข้าไปช่วยพัฒนาธุรกิจอย่างครบวงจร ปรับวิธีคิด กระบวนการทำงาน จนเปิดเป็นโรงงานย่อยและมีหน้าร้านของตัวเอง ขยายการผลิตเพื่อส่งขายให้โรงเรียนต่าง ๆ ได้มากกว่า 10,000 ชิ้นต่อวัน โดยยังรักษามาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบเกอรีได้เป็นอย่างดี
ยิ่งเติบโต ยิ่งท้าทาย
หน้าที่สำคัญอีกอย่างของ Ecotive คือการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่ช่วยให้ธุรกิจในชุมชนเติบโตอย่างก้าวกระโดด และยังสะท้อนความท้าทายในการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างชัดเจน
“กรณีของกลุ่มแม่บ้านตัดเย็บเสื้อผ้าที่ฝีมือดีมาก ปีแรกเขาเย็บกันอยู่คนสองคน และมีแม่บ้านในละแวกที่สนใจร่วมงานด้วย จนอาจารย์ช่วยหาแบรนด์เสื้อผ้าสตรีมุสลิมออนไลน์เจ้าหนึ่งมาทดลองใช้บริการ เกิดการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง จากทีมงาน 3 คน ก็เพิ่มเป็น 6 – 7 คน มีแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้น รายได้ของเขาจากเดิมวันละประมาณ 300 บาท พอได้ค่าตัดตัวละร้อยบาท ตัดวันละ 3 – 4 ตัว ก็มีรายได้เพิ่มอยู่ที่วันละ 400 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่ตัด พอมาปีที่ 2 เขามีพนักงานตัดเย็บ 13 คน”
เมื่อเข้าปีที่ 3 การปั้นผู้ประกอบการของ Ecotive ก็เจอกับความท้าทาย เมื่อถึงจุดที่ธุรกิจมีศักยภาพในการขยายเป็นโรงงานเล็ก ๆ อย่างของกลุ่มแม่บ้านตัดเย็บเสื้อผ้า แต่กลับรักษามาตรฐานเดิมไว้ไม่ได้ จาก ‘ความไม่พร้อมในชีวิตจริง’ ทำให้บริหารจัดการทีมภายในไม่ได้
อาจารย์ยอมรับว่า แม้โครงการจะเดินทางมา 3 ปี แต่ยังไม่มีผู้ประกอบที่ยืนได้ด้วยตัวเอง 100% เพราะแต่ละคนมีปัจจัยและอุปสรรคที่ต้องเผชิญแตกต่างกัน ทำให้ ณ ตอนนี้โครงการยังต้องทำงานสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้น แต่เธอก็ตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปี เธอต้องส่งผู้ประกอบการในโครงการทั้ง 20 คนให้ถึงฝั่งฝันให้ได้
“เราอยากให้สุดท้ายแล้ว เขายืนได้ด้วยตัวเอง ต่อให้เกิดวิกฤตยาวนาน 6 เดือน เขายังมีเงินดูแลทีมงาน กลับมาทำกำไรเพื่อชดเชยสิ่งที่หายไปได้ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าอยู่ได้อย่างยั่งยืนในความหมายของเรา”

คนมือบน
คนมือบน คือกลุ่มคนที่บริจาค ‘ซะกาต’ โดยเป็นข้อกำหนดของศาสนาอิสลามว่า ทุกคนที่มีเงินเก็บข้ามปีถึงระดับหนึ่งต้องจ่ายซะกาต เพื่อทำให้ทรัพย์สินของตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งเงินซะกาตจะนำไปช่วยคนกลุ่มเปราะบาง เช่น คนยากจน คนที่มีหนี้สิน ฯลฯ
“ปกติแล้วเราต้องจ่ายซะกาต 2.5% จากเงินเก็บ เช่น ถ้าทำธุรกิจจนมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท คุณต้องจ่ายซะกาต 25,000 บาท เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการ ทำให้ตัวเองเป็น ‘มือบน’ ให้ได้ แล้วสังคมเราจะไม่มีคนจน เพราะเรากลายมาเป็น ‘ผู้ให้’ เป็นคนที่ช่วยคนที่เดือดร้อนได้ ถ้าคุณอยากจ่ายซะกาตสัก 250,000 บาท แปลว่าคุณต้องมีเงินเก็บ 10 ล้านบาท พอเราพูดแบบนี้ ทำให้หลายคนฉุกคิดว่า ถ้าอยากเป็นผู้ให้ระดับนั้น ต้องทำให้ชีวิตเติบโตแค่ไหน”
นี่เป็นวิธีคิดที่ Ecotive นำมาช่วยจุดไฟในใจผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาอยากผันตัวเองจากเป็น ‘ผู้รับ’ กลายเป็น ‘ผู้ให้’ อยากมีศักยภาพในการช่วยคนอื่น ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่ผันตัวเองเป็นผู้ให้เท่านั้น ทางโครงการ Ecotive ก็มีกองทุนเหมือนกันในกลุ่มทีมงานเช่นกัน

“จริง ๆ แล้วเราก็ต้องจ่ายซะกาตอยู่แล้ว เราเลยเอาเงินซะกาตของพวกเรามารวมกัน เป็นกองทุนสำหรับตั้งต้นสำหรับผู้ประกอบการที่มีความยากลำบาก เช่น เด็กกำพร้าที่จบ ม.6 แล้วไม่อยากเรียนต่อ เขาบอกว่าอยากทำธุรกิจ เปิดขายซาลาเปาและลูกชิ้นหน้าบ้าน ทางทีมงาน Ecotive ก็พร้อมสนับสนุนทันที”
ถือเป็นการส่งต่อไปสู่คนที่ต้องการโอกาสในการเริ่มต้นอาชีพและชีวิตใหม่ และการเป็น ‘ผู้ให้ในอนาคต’ อีกทอดหนึ่ง ซึ่งในอนาคต อาจารย์ศริยาเล่าว่าหากพัฒนากองทุนให้เติบโตได้มากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ตั้งต้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น และเศรษฐกิจในพื้นที่ก็จะเติบโตขึ้นด้วย


การเดินทางยังไม่จบ
การเดินทาง 3 ปีของ Ecotive ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เกิดผู้ประกอบการทั้งจากกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย คนในชุมชน และคนที่มีใจอยากพัฒนาเมืองปัตตานีให้ดีขึ้น ตั้งแต่พื้นที่ชุมชนบานา ชุมชนสายบุรี ชุมชนบางปู ชุมชนแหลมโพธิ์ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และปิดโครงการด้วยการจัดงาน Al-Arabi: Arab Street Festival in Pattani เมื่อวันที่ 5 – 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา
“แม้โครงการจบไปแล้ว แต่เรายังช่วยผลักดันผู้ประกอบการต่อไป เช่น ผู้ประกอบการธุรกิจผ้าบาติก ตอนนี้อาจารย์กำลังปั้นต้นแบบ (Prototype) ประมาณ 2 – 3 ชิ้น เป็นการออกแบบชุดสตรีอาหรับจากผ้าบาติก เรามีดีไซเนอร์จากกรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการแบรนด์บาติก เดอนารา ซึ่งดังในพื้นที่อยู่แล้ว ร่วมกันช่วยคิด ช่วยออกแบบ เพื่อจะผลักดันให้ไปสู่เวทีโลกอาหรับให้ได้”
ความท้าทายของทีมงาน Ecotive ที่เมื่อเงินทุนวิจัยหมดลง ก็ถึงเวลาที่จะต้องพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น จนในที่สุดก็ได้ตัดสินใจรวมกลุ่มกับผู้ประกอบการก้าวหน้าที่มีพลังมากที่สุดอย่างกลุ่มท่าพระยา ในนาม Ecotive Nine Plus และอยู่ในระหว่างการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพราะมีความตั้งใจที่จะพัฒนาและต้องการเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยขยับ ปรับ ฟื้นเมืองปัตตานีให้น่าอยู่ขึ้นไปอีกขั้น

อย่าดิ้นรนตามลำพัง
การเห็นชุมชนมีรายได้ เห็นผู้ประกอบการและคนในชุมชนเติบโตอย่างมีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องมีรายได้ที่สูงลิ่ว แต่คือการอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในบ้านของตัวเอง เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจคนทำงานอย่างอาจารย์ศริยา
“จริง ๆ แล้ว ความภูมิใจของอาจารย์มันง่ายมากเลย เราไปช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าเราช่วยผู้ประกอบการได้ 10 คน ในที่สุดจะเกิดการจ้างงานในพื้นที่เป็นหลักร้อย แล้วถ้าสักวันพวกเขาเติบโตไปจนถึงระดับโรงงาน ก็จะเกิดการจ้างงานเป็นพันคนในพื้นที่ก็จะได้ไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่น เราอยากให้เขารู้สึกรักบ้านเกิดของเขา ได้อยู่กับครอบครัว มีสมดุลชีวิต-การงานที่ดี มีความสุข มีรายได้ อยู่ในสังคมที่เขารัก ก็เพียงพอแล้ว”

ก่อนที่บทสนทนานี้จะจบลง อาจารย์ศริยาทิ้งคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็น ‘ผู้ประกอบการชุมชน’ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่มีต้นทุนหรือจัดอยู่ในกลุ่มคนยากจน เธออยากให้เริ่มจากการปรับวิธีคิดในการเป็นผู้ประกอบการที่ถูกต้อง ผ่านการเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจที่เราสนใจ
“ที่สำคัญ เมื่อพร้อมลุยแล้ว อยากให้มองหาหน่วยงานที่ทำหน้าที่บ่มเพาะธุรกิจ ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน Ecotive ช่วยได้ มาเคาะประตูหาเราได้เลย เราพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยง ฟูมฟัก ให้คำปรึกษา เป็นโค้ช จับมือคุณไป จนถึงวันที่คุณพร้อมจะปล่อยมือเราเอง
“สำหรับคนที่กังวลเรื่องการเงิน อย่าดิ้นรนอยู่คนเดียว ให้ไปปรึกษาหน่วยงานที่ดูแลด้านการเงิน และให้คำปรึกษาผู้ประกอบการโดยตรง ให้เวลาเรียนรู้ตัวเองนิดหนึ่งในเรื่องต้นทุน กำไร เป้าหมาย ส่วนใครที่ยังเป็นหนี้อยู่ ก็อย่าปล่อยให้หนี้มันพัวพันไปเรื่อย ๆ ลองหาที่ปรึกษาในการแก้หนี้ดู แค่อยากให้รู้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับปัญหานั้นตามลำพัง”

ติดตามการทำงานของพวกเขาได้ที่ Facebook : Ecotive
