‘ตลาดท่าพระยาเมืองสาย’ เป็นศูนย์กลางความสุขและความอร่อยที่ชาวปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รอคอยทุกเดือน ตลาดแห่งนี้ถือกำเนิดมาจากคนท้องถิ่นที่เติบโตมาท่ามกลางความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มานานหลายสิบปี
ตลาด คือสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
แต่จะมีตลาดสักกี่แห่งที่เปลี่ยนชีวิต ‘พ่อค้าแม่ค้า’ จนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ต้องรีบปิดรับสมัครร้านภายใน 2 ชั่วโมงเพราะแผงขายของทั้ง 125 ร้านถูกจองเต็มภายในครึ่งชั่วโมง มีร้านค้าสมัครมามากกว่า 200 ร้านเกือบทุกครั้ง จนล่าสุดมียอดขายอยู่ที่ 4.5 – 6 ล้านบาทต่อครั้ง ภายในเวลาจัดงานแค่ 3 – 4 วันเท่านั้น
เรียกได้ว่าตลาดท่าพระยาเมืองสาย เป็นหนึ่งในตลาดที่จัดจ้านและคึกคักที่สุดในย่าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยก็ว่าได้
บี-สุรวุฒิ สุทธรัตน์ ประธานกลุ่มท่าพระยาจากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และเป็นช่างทองเครื่องประดับมลายูโบราณเมืองสายบุรีรุ่นที่ 4 ชวนมองย้อนไปเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว
บีเป็นผู้ให้กำเนิดตลาดท่าพระยาเมืองสาย เขามีใจมุ่งมั่นและอยากกลับมาพัฒนาเมืองสายบุรีที่เศรษฐกิจกำลังใกล้ตาย ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนที่รุ่นพ่อแม่-ตา-ทวดของเขาได้ประสบ ผ่านการสร้าง ‘ตลาด’ ที่เป็นมากกว่าแผงเช่า ทั้งยังให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจ จนบางร้านมาเปิดขายครั้งแรกที่ตลาดแห่งนี้ และตั้งตัวได้ ไปจนถึงขยายสาขาเพิ่มในเวลาต่อมา

กลับบ้านมาออกแบบชีวิต
“ผมเป็นคนที่รักบ้านเกิดมาก ๆ” บียิ้มจากดวงตา
หลังเรียนจบสาขาวิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่ออายุ 22 ปี บีตัดสินใจกลับบ้านมาสานต่อธุรกิจเครื่องประดับมลายูโบราณอย่างเต็มตัว
ถึงจุดหนึ่งในช่วงอายุ 30 ปี เขาเริ่มสนใจศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ และอิสลามควบคู่กัน เพราะอยากเข้าใจหลักการของแต่ละศาสนา กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บีเริ่ม ‘ออกแบบชีวิต’ ให้สอดคล้องกับวิถีตามหลักการของศาสนาอิสลาม
เขาจึงตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อว่า อัลฮาชีด (Al-Hashid) แปลว่า ผู้รวบรวม
“ช่วงนั้นคนพยายามหาวิธีที่ถูกต้อง แล้วก็ทะเลาะกันเอง ผมอยากให้เกิดความสมานฉันท์ เลยสอนสิ่งที่มีหลักการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นทางสายกลาง ไม่ตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่บอกว่าหนังสือพูดว่ายังไงมากกว่า”
การก่อตั้งกลุ่มนั้นทำให้บีเริ่มชัดเจนขึ้นว่าอยากใช้ชีวิตอย่างไร และอยากทำอะไรเพื่อพื้นที่บ้านเกิด
“ทำให้ผมรู้สึกว่าความสนุกสนานในสายบุรีที่เป็นบ้านเกิดผม ทำยังไงให้อยู่ในหนทางของวิถีแบบอิสลามได้ นั่นแหละ เป็นเหตุที่ผมอยากทำให้ ‘กลุ่มท่าพระยา’ เกิดขึ้น”


พลิกโฉมเมืองสาย
ก่อนที่จะมาเป็นตลาดท่าพระยาเมืองสายที่มียอดขายเกือบ 6 ล้านต่อครั้ง บีบอกกับเราว่าตลาดในตอนแรกเริ่มจากติดลบ จากที่ได้รับเงินสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่ ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานวิจัยเชิงพัฒนาพื้นที่ด้านทุนทางวัฒนธรรมชุมชน มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้เปิดโอกาสร่วมทำให้ตลาดแห่งนี้เกิดขึ้น
“ผมเจออาจารย์ธนภณครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน แกชวนไปแสดงงานเครื่องประดับมลายูโบราณที่ปัตตานีทุกสัปดาห์เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมสนับสนุนค่าขนของ ค่าที่พัก และค่าเดินทางทั้งหมด
“แต่ผมตอบไปว่า ผมไม่ไปครับ
“เพราะผมมีเป้าว่าอยากพัฒนาสายบุรีมากกว่า ผมต่อรองกับอาจารย์ว่า ถ้าอาจารย์มีงบ เท่าไหร่ก็ได้ ผมจะทำตลาดที่นี่ให้ สิ่งที่อาจารย์อยากให้โชว์ เดี๋ยวผมโชว์ให้หมด”
ผ่านไป 5 – 6 เดือนหลังจากนั้น อาจารย์ธนภณก็กลับมาพร้อมงบประมาณ 100,000 บาท จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัด ‘ตลาดชุมชน’ เป็นครั้งแรก โดยใช้งบประมาณ 40,000 – 50,000 บาท เพื่อจัดพื้นที่ทดลองกิจกรรมและออกแบบบรรยากาศตามแนวทางที่ตั้งใจไว้
บียึดหลักว่า ‘ต้องไม่ขัดกับหลักการของพื้นที่’ เช่น การแสดงดนตรีอนาชีด เป็นการขับร้องประสานเสียงบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่ วิถีชีวิต ความศรัทธา ความเชื่อ และสนับสนุนให้คนประพฤติดีปฏิบัติดี บีนำจิวเวลรีและงานช่างทองไปทำเป็นเวิร์กช็อป จัดแสดงเครื่องมือ และเปิดพื้นที่ให้คนได้สัมผัสงานช่างโบราณจริง ๆ

“เมื่อก่อนการแข่งขันตกปลากระโทงแทงดังมาก จนปลากระโทงแทงเป็นสัญลักษณ์ของเมือง แต่ความจริงแล้วสายบุรีเคยเป็นจังหวัดมาก่อน และเคยเป็นเมืองท่าสำหรับคนที่จะเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อไปทำพิธีกรรมทางศาสนา อีกอย่างคือพ่อของคุณทวดผมเคยเป็นสมุหบดีหรือคนที่ดูแลคุมท่าเรือของเมืองนี้”
นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ชื่อ ‘ตลาดท่าพระยาเมืองสาย’ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เป็นการประกาศจุดยืนใหม่ของเมืองให้โลกรับรู้ว่า สายบุรีเป็นเมืองท่าที่มีเศรษฐกิจดีและมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน


จงช่วย 20 ให้ได้ 80
การทดลองจัดตลาดเป็นครั้งแรกของบีถือว่าประสบผลสำเร็จและได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในชุมชน แต่ความจริงแล้วเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือการฟื้นฟูความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของเมืองท่าแห่งนี้ให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
หลังกลับมาอยู่บ้าน บีทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ (Consultant) ช่วยขยายและต่อยอดธุรกิจให้หลายแห่ง ควบคู่กับทำธุรกิจจิวเวลรีและธุรกิจอื่น ๆ ขณะที่ตอนนั้นเองเมืองสายบุรีที่เคยรุ่งเรืองในยุคพ่อแม่กลับถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ยุคคุณแม่มีช่างทองโบราณเกือบ 70 คน ใหญ่ที่สุดใน 3 – 4 จังหวัด แต่พอมายุคของผมเหลืออยู่แค่ 5 – 10 คนเอง คนออกไปทำงานข้างนอกหมด ผมเริ่มลงพื้นที่หาข้อมูลของเมืองสายบุรีอยู่ประมาณ 2 เดือน ผลที่เกิดขึ้นทำให้ช็อกมาก ถ้าไม่ทำอะไรเลย ไม่เกิน 5 ปีสายบุรีจะตายแน่นอน”
จากจุดนี้ บีจึงเปิดให้คำปรึกษาทางธุรกิจฟรีสำหรับคนในพื้นที่ทั้งปี แต่ผลกลับสวนทางสิ่งที่คาดหวัง เพราะจาก 10 เคสที่ช่วยไป เกิดผลสำเร็จเพียงแค่เคสเดียว

บีจึงได้บทเรียนชั้นดีว่า ‘จงช่วย 20 ให้ได้ 80’ คือช่วยเฉพาะคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เท่านั้น
“ผมเริ่มจากจับสินค้าชุมชนกับคนรากหญ้า แต่ปัญหาคือพอชาวบ้านไว้ใจก็โยนงานให้ผมทำทั้งหมด เลยคิดใหม่ว่างั้นทำตลาดดีที่สุด คุณมาขาย แล้วคุณก็ดูเองเลยว่าจุดบอดคืออะไร พลาดตรงไหน แล้วเรามานั่งถอดบทเรียนกัน”
กลายเป็นจุดแข็งของกลุ่มท่าพระยาที่ไม่ทิ้งผู้ประกอบการ แต่ประคับประคองให้เขาเติบโตไปพร้อมกัน

ตลาดที่เป็นมิตรกับทุกคน
ทุกวันนี้รูปแบบงานของตลาดท่าพระยาเมืองสายเป็นสิ่งที่ร้านค้าหลายแห่ง ‘อยากเข้ามาเปิดร้านให้ได้’ ด้วยความที่จำกัดร้านค้าที่ 125 ร้านเท่านั้น จึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกร้านค้ากันอย่างละเอียด
“ปกติที่อื่นเวลาเขาจะจัดตลาด เขาจะเปิดรับสมัครกันประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ของผมเปิด 2 วัน ต้องรีบปิดเลยเพราะรับไม่ไหว ทุกครั้งที่ตัดสินใจจะไม่เอาใคร จะถูกด่าทันที แต่เพราะเกณฑ์การคัดเลือกร้านค้าของเราต้องการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนของบ้านเราก่อน
“เงื่อนไขข้อแรก คือถ้าเป็นคนในพื้นที่ เราจะให้ติดต่อก่อน จากนั้นถึงเป็นเกณฑ์ด้านสินค้า โดยร้านหนึ่งขายสินค้าได้ 3 รายการ และสินค้าซ้ำกันได้ไม่เกิน 2 รายการ เช่น ถ้าขายข้าวยำ ขายได้ 2 ร้าน ร้านที่ 3 เข้ามาไม่ได้แล้ว ใครมาก่อนได้ก่อน และมีการควบคุมคุณภาพของภาพรวมงานทั้งหมดควบคู่กัน”
บีย้ำชัดเจนถึงการออกแบบตลาดให้สอดคล้องกับวิถีอิสลาม ทั้งเรื่องความสะอาดและการละหมาดให้ตรงเวลา โดยจัดพื้นที่ละหมาดอย่างเป็นสัดส่วน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าและคนเดินตลาดจะได้หยุดซื้อขายของ พักทำละหมาด แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังคึกคักก็ตาม

และมีกฎระเบียบที่ชัดเจนอย่างการห้ามสูบบุหรี่และทิ้งขยะในตลาด หากร้านค้าใดฝ่าฝืนกฎ จะติดบัญชีดำไว้ 1 ครั้ง พร้อมตักเตือน สำหรับพิจารณาเมื่อมาสมัครจองแผงในครั้งถัดไป
“เราพยายามออกแบบตลาดให้เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าครอบครัวและเด็ก มีพื้นที่นั่งให้ บางครั้งจะมีกิจกรรม Kids Market ให้เด็กออกมาจัดตลาด ขายของเอง แปลงร่างเป็นผู้ประกอบการตัวน้อย กิจกรรมใหม่ ๆ ถูกคิดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้คนในพื้นที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อให้รู้สึกว่าตลาดไม่ใช่แค่ที่ขายของ แต่เป็นที่เรียนรู้ของชุมชนจริง ๆ”


ดรีมทีมที่ทำงานด้วยใจ
ตลาดท่าพระยาเมืองสายจัดเดือนละ 4 วัน ประมาณ 12 ครั้งต่อปี เวียนจัดทั้งในเมืองสายบุรี 6 – 7 ครั้งต่อปี และจัดในบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างที่นราธิวาส ยะลา และตัวเมืองปัตตานี การจัดตลาดให้คนในพื้นที่รักอย่างต่อเนื่องแบบนี้ จำเป็นต้องทำงานกันอย่างเป็นทีมเวิร์ก
ทีมท่าพระยามีทั้งหมด 9 คน แบ่งงานกันอย่างชัดเจน
คอลี และ บูยา ดูแลเรื่องประชาสัมพันธ์
อาลิฟ ดูแลเรื่องผังตลาดและลงพื้นที่ดูแลตลาด
ฟาริส ดูแลคนงาน
วี ไวโรจน์ เป็นครูช่างว่าวเบอร์อามัส ดูแลเรื่องการทำพร็อป
อัยนาร์ เป็นผู้จัดการโครงการ ดูแลภาพรวมตลาด
มิง เป็นโฆษก
อดี เป็นเลขานุการ
ยูฮัน เป็นเหรัญญิกและทำงานประจำเป็น ผอ. สาธารณสุขอำเภอ

“ส่วนผมคอยตามงาน รายงานความคืบหน้าในแต่ละสัปดาห์ ดูกลยุทธ์และการปรับเปลี่ยนหน้างานอีกทีหนึ่ง
“ทุกคนมีงานประจำอยู่แล้ว แต่ก็แบ่งเวลามาช่วยงานด้วยใจล้วน ๆ ทุกคนในทีมเสียสละทั้งเวลา แรงกาย และแรงใจของตัวเอง ไม่มีใครได้เงิน ไม่มีใครได้ค่าเหนื่อยเลย ในทีมหลัก 9 คน มี 4 คนที่เป็นผู้ประกอบการในตลาดที่ผมตั้งใจเชิญมาให้ช่วยดูแลผู้ประกอบการในตลาดด้วยกัน เพราะเขาจะเข้าใจกันมากกว่า”


กลยุทธ์แก้ปัญหาภายใน 24 ชั่วโมง
ทำอย่างไรถึงมียอดขายสะพัดขนาดนี้ บีบอกกับเราว่า วิธีเก็บข้อมูลในตลาดท่าพระยาเมืองสายง่ายและตรงไปตรงมา
เขานั่งกลางตลาด แล้วดูว่าครอบครัวหนึ่งถือถุงกี่ใบ และในท้ายวัน ร้านค้าต้องแจ้งยอดขายให้ทีม ถ้าร้านไหนขายไม่ดี ก็แก้ปัญหาทันที
“เราประชุมและปรับกันคืนนั้นเลย วันถัดไปจะขายดีขึ้นครับ อันดับแรกต้องทำให้เส้นทางการเดินในตลาด (Traffic) ดีที่สุด หน้ากว้างของร้านค้าต้องไม่เกิน 4.5 – 5 เมตร เราเอาโต๊ะไปวางเพื่อบีบทางให้แคบลง เวลาคนเดินผ่านเขาจะไม่เห็นอีก 3 ร้านข้างหน้า ทำให้ตัดสินใจซื้อทันที ถ้าสนใจต้องซื้อเลย ถ้าปล่อยให้เห็นยาว ๆ 20 ร้าน เขาจะเลือกว่าใน 20 ร้านนั้นซื้อร้านไหนดี

“ที่ทำแบบนี้ได้เพราะผมลองเป็นคนซื้อ แล้วดูว่าคิดยังไงตอนจะซื้อของ เลยได้วิธีนี้มา”
ที่เจ๋งไปกว่านั้น คือตลาดท่าพระยาเมืองสายจัดตอนหน้าฝนได้สบาย ๆ แถมยอดขายไม่ตก เพราะทีมงานช่วยกันคิดและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งมาก ๆ
“ตอนไปจัดงานที่เทศบาลต้นไทร จังหวัดนราธิวาส วันนั้นฝนตก ร้านค้าร้องกันหมด แต่ผมกลับเห็นโอกาส ขอพื้นที่ตรงถนนเทศบาลเอาไปทำด่านกลางงานเพื่อแจกเสื้อกันฝน แล้วประกาศแคมเปญ ‘ใครใส่เสื้อกันฝนมาเดินงาน มีลุ้นรางวัลใหญ่’ ผลคือแม้ฝนตกคนก็ยังใส่เสื้อฝนมาเดินงาน ยอดขายไม่เสียเลย”

เทศกาลว่าวสายบุรี
เมื่อสั่งสมประสบการณ์จัดตลาดของทีมท่าพระยามาสักพัก ทีมงานเริ่มมีกลยุทธ์ในการจัดอีเวนต์ด้วยความแก่กล้า งานที่บีและทีมงานภาคภูมิใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการจัดตลาดที่ควบรวมกับ ‘เทศกาลว่าวสายบุรี’ ที่จัดมา 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ พ.ศ. 2566 – 2568
“แต่ก่อนงานว่าวในสายบุรีไม่ได้เป็นที่รู้จัก เรามีว่าวเบอร์อามัสหรือว่าวทองมลายูที่มีช่างว่าวคนสุดท้ายของเมืองสายบุรีเป็นตัวชูโรง แม้งานปีแรกจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่คาดไว้ แต่เมื่อได้รับโอกาสในปีที่ 2 เป็นปีที่ผมประทับใจที่สุด”

เทศกาลว่าวสายบุรี พ.ศ. 2567 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด ‘สร้างสิ่งใหม่ที่ชาวบ้านไม่เคยเห็นมาก่อน’ ด้วยการนำว่าวแฟนซีเข้ามาแสดงในงาน
“ตอนนั้นชาวบ้านไม่เคยเห็นวาฬลอยอยู่บนฟ้า ตัวใหญ่กว่ารถเมล์ ผมเอามา 30 – 40 ตัว บินอยู่บนฟ้าตั้งแต่เช้า ผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด จากที่ตั้งใจให้ร้านค้าเริ่มขายตอนบ่าย 3 โมง ปรากฏว่าคนเริ่มเข้ามาตั้งแต่ 10 โมงเช้า เพราะอยากมาดูว่าวแฟนซี กลายเป็นว่าเศรษฐกิจของงานกระเตื้องแบบฉับพลัน
“วันที่ 2 ของงาน รถติดยาวหางว่าวประมาณ 10 กิโลเมตรได้ ครั้งนั้นผมใช้ทุนจัดงานแค่ 250,000 บาท แต่ได้ยอดขายเกือบ 7 ล้านบาท เป็นรอบที่ผมประทับใจมากและเป็นที่ฮือฮามาก”
ตั้งแต่ปีแรก เขาและทีมงานถอดบทเรียนได้ว่าสิ่งสำคัญของงานคือ ‘การสร้างประสบการณ์ใหม่’ ที่ทำให้คนสายบุรีเห็นโลกกว้างที่ขึ้น และช่วยกระตุ้นให้คนอยากออกมาร่วมงานมากขึ้น
ส่วนปีล่าสุด ทางทีมงานพัฒนางานเทศกาลว่าวไปอีกขั้น ด้วยการพาทีมจากมาเลเซียมาโชว์เล่นว่าว 36 ตัวด้วยคนเพียงคนเดียว และยังมีว่าวแฟนซีที่เป็น LED บินในยามค่ำคืนให้ได้เห็นอย่างตื่นตาตื่นใจอีกต่างหาก

เชื่อมจุด ต่อสาย
งานของกลุ่มท่าพระยาที่แปลกแหวกแนว ไม่ได้เกิดเพียงเพราะมีไอเดียล้ำ ๆ แต่เกิดจากการเชื่อมผู้คนที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับตลาดมาอยู่ในงานเดียวกัน
เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน บีไปเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการวิจัย Ecotive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล และเข้าร่วมอบรมผู้ประกอบการอยู่หลายครั้ง จน ดร.ศริยา บิลแสละ หัวหน้าทีมวิจัย Ecotive ชวนให้รู้จักกับพี่น้องมุสลิมอีกกลุ่มที่หลายคนไม่เคยรู้
‘มูวัลลัด (Muwallad)’ คือคนไทยเชื้อสายมลายูที่เกิดและเติบโตในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศซาอุดีอาระเบีย พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนทะเลทรายมานาน แต่ด้วยความเป็นคนต่างถิ่นที่นั่น การทำงานยากลำบาก จ่ายภาษีสูง ช่วง 1 – 2 ปีมานี้จึงย้ายกลับมาไทยจำนวนมาก แต่พวกเขาไม่เข้าใจภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนรุ่นเดียวกัน
กลุ่มท่าพระยาร่วมกับ Ecotive จึงจัดงาน Arab Street Festival 2025 ให้เพื่อนพี่น้องมูวัลลัดได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สอนภาษาอารบิก ปรุงอาหารอาหรับ ให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้านและได้เจอเพื่อนใหม่ในพื้นที่

นอกจากนี้ บางงานยังไม่ปล่อยให้ชายหาดว่างเปล่า
ขี่ม้า ยิงธนู มาได้อย่างไร
“ขี่ม้า ยิงธนู ว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่สำคัญมากในศาสนาอิสลาม มีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด หากเราทำตาม มีความเชื่อว่าจะได้ผลบุญในการกระทำด้วย แต่สมัยก่อนมันเป็นกีฬาของคนมีฐานะ หายากในพื้นที่”
เรื่องนี้น่าประหลาดใจไม่น้อย เมื่อบีเล่าว่า เคยจับพลัดจับผลูไปนั่งเป็นนายกสมาคมกีฬาธนูเทรดดี้ของหาดวาสุกรีเมื่อ 7 – 8 ปีก่อน ทั้งที่ตัวเองเคยแต่ตีแบดมินตันตามครอบครัวคนจีนฝั่งพ่อ บีจึงไปหัดยิงธนูกับเขาบ้าง จึงพบว่าเป็นกีฬาที่ฝึกสมาธิและความมุ่งมั่นได้ดี
“เมื่อก่อนคนมุสลิมในพื้นที่ติดยาเยอะมาก เขาไม่มีพื้นที่ให้ทำอะไร นอกจากนั่งร้านน้ำชา แว้นมอเตอร์ไซค์ เราเลยเริ่มหาอุปกรณ์และครูฝึกมาสอนให้ฟรี พอนำหลักศาสนามาผูกเข้าด้วยกัน พ่อแม่ก็เริ่มสนับสนุน”
เมื่อมีการจัดตลาดท่าพระยาเมืองสาย ก็เริ่มนำกิจกรรมยิงธนูและขี่ม้ามาใส่ในอีเวนต์ด้วย และยังผลักดันกีฬายิงธนูให้เป็นกีฬาประจำโรงเรียน ขณะนี้มีร่วม 40 กว่าแห่ง ประสบความสำเร็จถึงขั้นพาเด็กไปคว้าแชมป์ที่มาเลเซีย
“ธนูเทรดดี้เป็นกีฬาพื้นเมือง ไม่มีศูนย์เล็ง ยิงแบบใช้สัญชาตญาณ แม้จะไม่ไม่มีสนามแข่งระดับโลก มีแค่ละแวกตุรกี จีน มาเลเซีย แต่สิ่งที่ชุมชนได้กลับมามากกว่าถ้วยรางวัล คือกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่”


คืนกำไรทั้งหมดให้ชุมชน
สิ่งที่ทำให้หลายคนประทับใจมากที่สุดของตลาดท่าพระยาเมืองสาย คือวิธีบริหารผลกำไร เพราะกำไรทุกบาททุกสตางค์คืนให้ชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษา การจัดเลี้ยงในเดือนรอมฎอน หรือการดูแลผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่
บีบอกกับเราด้วยแววตามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนเมืองให้ดีขึ้นด้วยพลังของชุมชนว่า
“ปีที่ผ่านมา เราให้ทุนการศึกษาเด็กกำพร้าช่วงรอมฎอนไปประมาณ 530 คน ผมทำทุกอย่างด้วยความรักในบ้านเกิดล้วน ๆ ปณิธานส่วนตัวของผม คืออยากให้บ้านเกิดอย่างเมืองสายบุรีเป็นที่ที่ดีชนิดที่คนเมืองอื่นต้องรู้สึกอิจฉาเมืองของเรา”
ที่สำคัญ สิ่งที่บีและทีมงานทำมาตลอด คือการจัดฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในชุมชนให้คนที่สนใจเรียนฟรี เขารู้ดีว่าการทำให้คนรู้จักจุดแข็งของตัวเอง และช่วยพัฒนาจุดแข็งได้เต็มศักยภาพ จะช่วยให้คนในพื้นที่ประสบความสำเร็จได้
“ผมรู้ว่าถ้าเปิดเรียนฟรี มักมีคนไม่ตั้งใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้คนบ้านเราพัฒนาขึ้น แม้แต่นิดหนึ่งผมก็โอเคแล้ว”
ทุกครั้งที่เปิดสอน บีจึงแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 3 กลุ่มเสมอ คือ
- ผู้ชายที่เป็นสามี เป็นผู้นำครอบครัว
- ผู้หญิงที่เป็นแรงงานหลักใน 3 จังหวัดภาคใต้
- กลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะลูกของผู้ประกอบการ
“เพราะผมอยากให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปพร้อมกัน” บีย้ำ
ล่าสุดกลุ่มท่าพระยาเพิ่งจัดโครงการย่านนี้ดีจัง ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพท. และอาจารย์ธนภณคนเดิมมาช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Branding) ให้ผู้ประกอบการและเยาวชนหัดทำสื่อ และจัดกิจกรรมแข่งขันทำคลิปโปรโมตเมืองสายบุรีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
ผู้ท้าทายเพดานความเชื่อ
ความตั้งใจของบีที่ต้องการกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอันเป็นที่รักของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เขาพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองเห็นว่า ถ้าตั้งใจทำอะไร ต่อให้ไม่เคยทำมาก่อน ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ ราวกับว่าเขาเป็น ‘ผู้ท้าทายเพดานความเชื่อ’ ของคนทั้งเมืองสายบุรีและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างสิ่งใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนสำเร็จ และกรุยทางให้คนเมืองสายฯ โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ให้เชื่อว่า ทุกสิ่งนั้นเป็นไปได้
“เราติดอยู่กับกับดักเงื่อนไขที่คนรุ่นเก่าวางไว้ เราบอกว่าตัวเองเป็นอิสระ แต่จริง ๆ เราต้องเป็นอิสระจากความเชื่อและสิ่งที่ส่งต่อมาให้เราเชื่ออีกที ด้วยการไม่เชื่อและพยายามท้าทายเพดานความเชื่อนั้น เพราะเมื่อความเชื่อเดิมพังลง เพดานก็พังตาม สิ่งเดียวที่กำหนดเพดานของเราคือความเชื่อของเราเอง
“ฉะนั้น เมื่อคุณคิดจะทำสิ่งใด ขอให้ลงมือทำ ทบทวน กลับมาแก้ไข กลั่นกรอง และอย่าหยุดพัฒนา” บีทิ้งท้ายกับเรา

ภาพ : Facebook ตลาดท่าพระยาเมืองสาย
