รักษาใจกายที่ฟินแลนด์ไปแล้ว ลงเรียนระยะสั้นต่อที่เอสโตเนียก็แล้ว แถมเลาะลงใต้เลียบทะเลบอลติกไปเยี่ยมชมลัตเวียก็แล้ว ก่อนเก็บทุกเม็ดกลับไปใช้ในการทำงานต่อ พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกปีและอีกปี
เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็ถึงเวลาต้องยอมรับว่าเสียงของความเป็นไปไม่ได้ในหัวมันช่างดังเหลือเกินในงานการศึกษา แต่ถ้าเรายังหลงรักงานนี้แบบหัวปักหัวปำ ทางเดียวที่จะไปต่อได้ ก็คือหยุด พัก และตั้งต้นกันใหม่ บางทีเราอาจจะได้ยินเสียงแห่งความเป็นไปได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ฉันจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากงานประจำในวัย 45 เปลี่ยนสถานะเป็นอดีตมนุษย์เงินเดือน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหนัก คนรอบข้างทักรัว ๆ ว่านี่ใช่การตัดสินใจแบบอาร์ติสต์หรือเปล่า ถึงจุดนั้น ชื่อ ‘โครงการศิลปินพำนัก’ (Artist Residency) ก็ผุดขึ้นมาในความคิด

สมัยเป็นนิสิตศิลปกรรมศาสตร์ อาจารย์แนะนำให้รู้จักศิลปินที่มาพำนักในมหาวิทยาลัย คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก แต่ก็ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันบ้าง ในใจตอนนั้นก็ว่าแปลกดี มาทำอะไรกันแถวนี้ พอเข้าวัยทำงาน เห็นอาจารย์ที่รักเดินทางไปเป็นศิลปินพำนักยังประเทศอื่นก็อยากจะติดตามไปด้วย แต่ก็ทำได้แค่หาข้อมูลไว้เท่านั้น


โครงการศิลปินพำนัก คือโครงการที่เชิญนักสร้างสรรค์ ทั้งเป็นศิลปิน นักเขียน นักออกแบบ ภัณฑารักษ์ ฯลฯ ไปพำนักและทำงานสร้างสรรค์ของตนในสถานที่หนึ่ง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยโครงการจะจัดสรรพื้นที่ เวลา และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้ศิลปินได้จดจ่อกับการสร้างงานอย่างเต็มที่ จึงมีทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน พื้นที่ทดลอง ตลอดจนสภาพแวดล้อมให้ใช้ชีวิตหรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนท้องถิ่น
โครงการศิลปินพำนักเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ขึ้นอยู่กับเป้าประสงค์ของแต่ละหน่วยงานที่จัด ประเทศพัฒนาแล้วมักให้การสนับสนุนโครงการศิลปินพำนัก ด้วยเห็นว่าเป็นกลไกสำคัญต่อวงการศิลปะ เพราะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางอาชีพ การพัฒนาตัวตนของศิลปิน ขยายชื่อเสียงและผลกระทบทางด้านศิลปะต่อสังคมและเศรษฐกิจในระดับสากล รวมไปถึงชุมชนท้องถิ่นได้สัมผัสกับศิลปินและผลงานสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด

ห้องนอนอบอุ่นใต้หลังคา มองเห็นยอดมหาวิหารออร์โธดอกซ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 นับเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของวิลนีอุส ปัจจุบันผู้เข้าร่วมพิธีทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียและเบลารุสที่อาศัยอยู่ในเมือง
หลังจากค้นหาข้อมูลลึกขึ้น ฉันจึงได้พบกับสาธารณรัฐอูจูปิส หรือ Republic of Užupis ตั้งอยู่ ณ กรุงวิลนีอุส เมืองหลวงประเทศลิทัวเนีย ฉันตัดสินใจส่งใบสมัครพร้อมแฟ้มสะสมผลงานที่ปนกันระหว่างงานเขียน งานทัศนศิลป์ และการออกแบบการเรียนรู้ และในที่สุดก็ได้รับการตอบรับพร้อมหนังสือเชิญ นำไปขอวีซ่าเชงเกนและให้สถานะตัวเองใหม่
ฉันได้เป็นศิลปินอย่างเป็นทางการ อย่างน้อยก็ 2 เดือนที่มาพำนักที่นี่แหละ
และนี่คือเรื่องราวของสาธารณรัฐอูจูปิสที่ตั้งอยู่จริง แต่ไม่มีอยู่จริง


ย้อนประวัติศาสตร์ของประเทศลิทัวเนียกันก่อน ที่นี่คือตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป ชาวบอลติกตั้งถิ่นฐานรวมกันเป็นรัฐตั้งแต่สมัยโบราณถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 จากนั้นจึงรุ่งเรืองขึ้นกลายเป็นจักรวรรดิ ผ่านเข้าสู่ยุคที่รวมกันกับสหภาพโปแลนด์-ลิทัวเนีย ก่อนถูกแยกและไปตกอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิรัสเซีย แล้วผนวกเข้ากับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งประกาศเอกราชเป็นรัฐอธิปไตยสำเร็จในปี 1990


ต้นศตวรรษที่ 19 Republic of Užupis เคยเป็นย่านชุมชนยิวเลียบแม่น้ำสายเล็กชื่อวิลเนเล่ (Vilnelė) ไหลผ่านเมืองเก่าวิลนีอุส คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอดีตเป็นแรงงานและช่างฝีมือ ผู้คนมีความเป็นอยู่เรียบง่าย ไม่หรูหรา

ช่วงเวลาโหดร้ายเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรยิวพลัดพรากหายไปเกือบทั้งหมดจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายอาคารถูกทำลายหรือทิ้งให้รกร้าง บรรยากาศเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและความว่างเปล่า จนกระทั่งในยุคโซเวียต ย่านนี้ยิ่งเสื่อมโทรมลงไปอีก ไม่ได้รับการดูแล กลายเป็นพื้นที่น่ากลัว มีอาชญากรรม การค้าบริการ และเป็นที่อาศัยของคนชายขอบ


ด้วยความที่ค่าเช่าถูกมาก ศิลปินไส้แห้งทั้งหลายจึงเริ่มย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในอูจูปิสมากขึ้น จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 ศิลปินรุ่นใหม่เริ่มใช้อาคารเก่า ๆ เหล่านี้มาเป็นสตูดิโอ ห้องแสดงงาน หรือทำงานแนวทดลองต่าง ๆ บรรยากาศจึงเริ่มคึกคักและน่าอยู่มากขึ้น

ว่ากันว่าอูจูปิสได้รับการขนานนามว่าเป็น The Montmartre of Vilnius หรือเทียบเคียงกับมงมาร์ตของปารีส ย่านศิลปะที่มีศิลปินระดับตำนานเคยอาศัยอยู่
จนกระทั่งถึงวันเมษาหน้าโง่ (April Fool’s Day) 1 เมษายน ปี 1997 กลุ่มศิลปินจึงลุกขึ้นมาประกาศตัวจัดตั้งเป็น Republic of Užupis เสมือนเป็นประเทศจิ๋วเชิงสัญลักษณ์ กำหนดให้วันนี้เป็นวันชาติ มีประธานาธิบดี รัฐบาล ธงชาติ สกุลเงิน แสตมป์ รวมไปถึงมีแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญของตัวเอง
ถูกต้องแล้วค่ะ ทั้งหมดนี้พวกเขาคิดเองและแต่งตั้งกันขึ้นมาเอง (ก็ได้เนอะ)

ถ้าการลาออกจากงานประจำมาเป็นศิลปินพำนัก (ชั่วคราว) ดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับชีวิตจริง จะมีที่ไหนเหมาะกับความเพ้อฝันได้จริง ๆ เท่าที่นี่อีกนะ
และนี่คือธรรมนูญ 41 ข้อของสาธารณรัฐอูจูปิสที่เพิ่งมีแผ่นจารึกภาษาไทยติดตั้งเข้าไปบนกำแพงธรรมนูญ เมื่อปี 2023 ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลิทัวเนีย ซึ่งถือเป็นภาษาที่ 43 ในโอกาสนั้น มีศิลปินแห่งชาติของไทยคือ ครูช่าง-อาจารย์ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง นำคณะละครมรดกใหม่มาแสดงที่นี่ด้วย
ธรรมนูญ 41 ข้อ มีดังนี้
1. ทุกคนมีสิทธิใช้ชีวิตริมแม่น้ำวิลเนเล่ เช่นเดียวกับแม่น้ำวิลเนเล่มีสิทธิไหลผ่านทุกคน
2. ทุกคนมีสิทธิใช้น้ำร้อน ได้ความอบอุ่นในฤดูหนาว และมีหลังคามุงกระเบื้อง
3. ทุกคนมีสิทธิตาย แต่มิใช่ข้อผูกมัด
4. ทุกคนมีสิทธิที่จะทำผิดพลาด
5. ทุกคนมีสิทธิที่จะมีเอกลักษณ์
6. ทุกคนมีสิทธิที่จะรัก
7. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่เป็นที่รัก แต่ไม่จำเป็นเสมอไป
8. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่โดดเด่นและไม่เป็นที่รู้จัก
9. ทุกคนมีสิทธิที่จะเกียจคร้าน
10. ทุกคนมีสิทธิที่จะรักและดูแลแมว
11. ทุกคนมีสิทธิดูแลสุนัขจนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายลง
12. สุนัขมีสิทธิเป็นสุนัข
13. แมวไม่จำเป็นต้องรักเจ้าของ แต่ต้องช่วยเจ้าของเมื่อยามจำเป็น
14. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่รู้หน้าที่ในบางครั้ง
15. ทุกคนมีสิทธิที่จะสงสัย แต่มิใช่ข้อผูกมัด
16. ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุข
17. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่มีความสุข
18. ทุกคนมีสิทธิที่จะนิ่งเงียบ
19. ทุกคนมีสิทธิที่จะมีศรัทธา
20. ไม่มีผู้ใดมีสิทธิใช้ความรุนแรง
21. ทุกคนมีสิทธิชื่นชมความไม่สำคัญของตน
22. ไม่มีผู้ใดมีสิทธิที่จะออกแบบชีวิตนิรันดร์
23. ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าใจ
24. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่เข้าใจอะไรเลย
25. ทุกคนมีสิทธิที่จะมีสัญชาติใดก็ได้
26. ทุกคนมีสิทธิที่จะฉลองหรือไม่ฉลองวันเกิดของตน
27. ทุกคนจักต้องจดจำชื่อของตน
28. ทุกคนควรแบ่งปันสิ่งที่ตนมี
29. ไม่มีผู้ใดสามารถแบ่งปันสิ่งที่ตนไม่มี
30. ทุกคนมีสิทธิมีพ่อแม่พี่น้อง
31. ทุกคนอาจเป็นอิสระได้
32. ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อเสรีภาพของตน
33. ทุกคนมีสิทธิที่จะร้องไห้
34. ทุกคนมีสิทธิที่จะถูกเข้าใจผิด
35. ไม่มีผู้ใดมีสิทธิกล่าวโทษผู้อื่น
36. ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเอกเทศ
37. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่มีสิทธิใด ๆ
38. ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่หวาดกลัว
39. อย่าเอาชนะ
40. อย่าตอบโต้
41. อย่ายอมแพ้




โดยสรุปแล้ว Republic of Užupis คือประเทศ (สมมติ) แห่งเสรีภาพและศิลปะ (ที่มีอยู่จริง) เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับอิสรภาพ การยอมรับความแตกต่าง อารมณ์ขัน และการใช้ศิลปะเยียวยาชีวิตโดยแท้

เขียนบันทึกฉบับนี้เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ว่าจะไปนั่งฟังเสียงน้ำไหลที่ริมแม่น้ำวิลเนเล่อีกครั้ง แต่ต้องระวัง ไม่ไปสบตาประติมากรรมเงือกน้อย หรือ ‘สาวแห่งอูจูปิส’ เข้า ว่ากันว่านางเคยจมหายไปในเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2004 แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ในซอกกำแพงเหมือนเดิมแล้ว มีตำนานบอกด้วยว่า ถ้าคุณมองเธอนานเกินไป เธออาจล่อลวงให้คุณอยากอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล

แวะมาพำนักใจ ยังไงก็ต้องกลับไปหางานประจำทำต่อแหละ
จนกว่าเราจะพบกัน
Write on The Cloud
บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ
