เมื่อฉันอายุ 5 ขวบในปี 1985 โครงการ European Capitals of Culture ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศกรีซและฝรั่งเศส มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของเมือง แต่ละปีจะมีเมืองที่ได้รับการคัดเลือก 2 – 3 เมือง สูงสุดคือ 9 เมืองเมื่อครั้งฉลองปี 2000

ผ่านมาถึง 40 ปี สารภาพว่าฉันเพิ่งมารู้จักโครงการนี้ก็เมื่อเดินทางมาถึงสาธารณรัฐเอสโตเนีย เพื่อลงเรียนภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัยทาลลินน์ 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีคุณภาพการศึกษาเป็นเลิศ 

เอสโตเนียมีคะแนน PISA ปี 2022 อยู่ที่อันดับ 7 ของโลก (ประเทศฟินแลนด์อันดับ 13 และประเทศไทยอันดับ 63) เว็บไซต์มหาวิทยาลัยทาลลินน์ระบุว่าตนเองอยู่ใน 5% ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในบรรดามหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่ง PISA หรือ Programme for International Student Assessment คือโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล ดำเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี เกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริง

บางทีอาจเพราะความรู้ไม่สูงขึ้นตามวัยเสมอไป ตรงกันข้าม ยิ่งจำนวนปีมากขึ้น ความไม่รู้ยิ่งปรากฏชัดเจน วัตถุประสงค์การออกเดินทางของฉันจึงยังคงใกล้เคียงกับก่อนหน้า อันได้แก่

1. เรียนด้วย เที่ยวด้วย ดูดี ดูมีเหตุผลในการลา

2. ราคายังพอจ่ายไหว

3. ปลอดภัย ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

4. เรื่องภาษาไม่ใช่ปัญหา รอบนี้พามาครบทั้งพี่ Google และ ChatGPT-4o จะต้องกลัวอะไร

โรงเรียนภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยทาลลินน์มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย ฉันเลือก Gamification Workshop กับ Innovate and Educate ใช้เวลาแต่ละหลักสูตร 5 วันเต็ม ค่าลงทะเบียน 300 และ 350 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยราว 12,000 – 14,000 บาท ไม่รวมค่าเดินทาง อาหารการกิน และที่พักซึ่งเลือกหาเองได้ตามกำลัง

นิทรรศการภาพถ่าย Portrait สร้างสรรค์ของเหล่าคณาจารย์และนักวิทยาศาสตร์หนุ่มสาวจาก 4 คณะของมหาวิทยาลัย โดย Birgit Püve ช่างภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของเอสโตเนีย จับภาพความเป็นตัวตนของบุคคลที่แสดงความสัมพันธ์กับสิ่งของซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของตน ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘มหาวิทยาลัยนี้สร้างขึ้นด้วยคนของเรา’ นิทรรศการนี้ตั้งอยู่บริเวณบันไดชั้นที่ 2 – 7 ของพิพิธภัณฑ์ และหาอ่านเรื่องราวเบื้องหลังการถ่ายภาพได้ในหนังสือ A Hundred Faces of the University of Tartu

มหาวิทยาลัยมีการจัดการค่อนข้างดี อีเมลส่งข่าวสารเป็นการอุ่นเครื่องล่วงหน้ามาอย่างต่อเนื่อง สร้างกลุ่มปิดให้นักศึกษาต่างชาติได้ทำความรู้จักกันก่อนเดินทางไปถึง การรายงานตัวก่อนเปิดเรียนก็ราบรื่นดี มีเวลคัมแพ็กเกจเป็นของที่ระลึกเรียบง่ายอย่างสติกเกอร์ ถุงผ้า แหวนจับมือถือ ฯลฯ ระหว่างเรียนมีปาร์ตี้เป็นระยะ แถมขายพ่วงด้วย Cultural Program เดินชมเมือง ทัวร์ชิมอาหารท้องถิ่น หรือทริปเที่ยวเต็มวันสัมผัสธรรมชาติ ในราคานักศึกษาแล้วแต่สมัครใจ แต่ก็คอยประกาศเน้นย้ำไม่ให้เอาแต่เรียนอย่างเดียว 

สมดุลสมชื่อประเทศที่มีการศึกษาดี

แต่สมศักดิ์ศรีที่สุด เมื่อทุกขั้นตอนดำเนินการได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย แบบฉบับ e-Estonia ที่ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ก้าวหน้าทางดิจิทัลมากที่สุดในโลกปัจจุบัน

ฉันลงทะเบียนโดยจัดตารางให้มีช่วงเว้นว่างระหว่าง 2 หลักสูตร เพื่อพาตัวเองขึ้นรถโดยสารจากเมืองหลวงทาลลินน์แห่งเอสโตเนีย ไปเยือนอีก 2 เมืองหลวงทั้งในและนอกประเทศ อันได้แก่ รีกา (Riga) เมืองหลวงประเทศลัตเวีย (เคยเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมเมื่อปี 2014) กับเมืองตาร์ตู (Tartu) ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสติปัญญา ประเทศเอสโตเนีย

ปีนี้ยุโรปคัดเลือก 3 เมือง ได้แก่ บาทอิชเชิล (Bad Ischl) ประเทศออสเตรีย เมืองบูเดอ (Bodø) ประเทศนอร์เวย์ และเมืองตาร์ตู (Tartu) ประเทศเอสโตเนีย ให้เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมปี 2024

แต่เราจะข้ามเมืองนู่นนั่นนี่ไปก่อน แล้วมาเจาะที่เมืองหลวงแห่งสติปัญญา ตาร์ตู ฉันอยู่ที่นี่สั้น ๆ เพียง 3 คืน ได้ใช้เวลาเต็มที่จริง ๆ เพียง 2 พิพิธภัณฑ์ ที่เหลือเดินลัดเลาะพื้นที่สีเขียว ตึกรามบ้านช่อง ถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้ากับดอกไม้ริมทาง ฤดูร้อนก็หมดวันไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้ล้อไปกับเรื่องเรียน ๆ และความเป็นเมืองมหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์แรกที่ฉันไปคือ University of Tartu Museum ตั้งอยู่บนเนินเขา Toome Hill ซึ่งเป็นทั้งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน มหาวิทยาลัยตาร์ตูก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในเอสโตเนีย มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคบอลติก โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ผ่านการปกครองมาแล้วจากทั้งสวีเดน รัสเซีย และเยอรมนี จนกระทั่งประกาศเอกราชครั้งแรกในปี 1918

ชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการ What Is Light? เรื่องราวของ Professor Georg Friedrich Parrot อดีตอธิการบดีและศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาที่เคยสอนในคณะปรัชญาเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ศาสตราจารย์ท่านนี้บันทึกไว้ว่า วัตถุประสงค์ของฟิสิกส์ คือการนำทางเราเพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ

เขามีตราประจำตัวเป็นรูปวงเวียนและไม้บรรทัด และคำภาษาละตินว่า ‘Veritas’ หมายถึง ‘ความจริง’ แสดงถึงการยึดถือความจริงว่าเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งยังเคยเขียนจดหมายถึงจักรพรรดิแห่งรัสเซียเมื่อปี 1816 ว่า ข้าพเจ้าต้องการรักษาความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ข้าพเจ้าไม่มีวันเรียนรู้ที่จะเสแสร้ง อ่านนิทรรศการนี้แล้วรู้สึกฮึกเหิมอย่างยิ่ง

แต่ฮึกเหิมยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเดินเข้าสู่ห้องนิทรรศการ The University of Our Lives แล้วเจอข้อความบอร์ดแรก ๆ เขียนเปิดว่า

ที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญใช่ว่าคุณได้คะแนนเท่าไรหรือสอบได้กี่วิชา

ความจริงคือคุณใช้ชีวิต 5 ปีกับผู้คนในสถานที่ที่เรียกว่ามหาวิทยาลัยตาร์ตู

นั่นสำคัญกว่าคะแนนมาก

ความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไหน

สติปัญญาของอาจารย์ผู้สอนหรือ ชีวิตนักศึกษาที่มีสีสันใช่ไหม 

หรือการตัดสินใจของผู้บริหาร หรืออาจจะเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ 

ชีวิตในหอพักหรือชีวิตนอกกำแพงวิชาการ 

หรือเป็นความรู้สึกเหงา ความรัก การค้นพบใหม่ ๆ ที่ไม่คาดคิด หรือสิ่งอื่นอีกมากมาย 

มหาวิทยาลัยล้วนมีความหมายพิเศษต่อตัวเราแต่ละคน

แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

จิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์

ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเรา มากกว่าที่เราตระหนัก

อาจกล่าวได้ว่า หากไม่มีมหาวิทยาลัย ก็จะไม่มีชาวเอสโตเนียนหรือรัฐเอสโตเนียในวันนี้

ชีวิตที่เรารู้จักในวันนี้ และจินตนาการถึงพรุ่งนี้ ก็จะไม่มีอยู่ 

และนี่คือนิทรรศการเกี่ยวกับความเยาว์วัยนิรันดร์

การค้นหา การเลือก และการค้นพบใหม่ ๆ

มหาวิทยาลัยคือชีวิต

ช่างเชิญชวนให้วัยกลางคนอย่างเราย้อนคิดถึงชีวิตมหาวิทยาลัย และตอบคำถามในใจกับนิทรรศการว่า ‘มหาวิทยาลัยมีอิทธิพลต่อเรื่องราวของเราอย่างไร’

ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่ทำงาน (มหาวิทยาลัยชีวิตที่เรียนไม่จบสักที) ก็มีอิทธิพลต่อเรื่องราวของเราเหลือเกิน

ไม่ปล่อยให้สมองหยุดเพลิดเพลิน เข้าห้องน้ำยังมีเรื่องขำขันแปะให้อ่าน ปลดทุกข์บำรุงสุขอย่างแท้จริง (ขำขันบนผนัง)

สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 2 ที่ไปเยี่ยมชม น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สุดคือ Estonian National Museum ซึ่งมีข้อมูลมหาศาล จนน่าจะดีกว่าหากไปเขียนไว้อีกบันทึกหนึ่ง ในที่นี้ขอเล่าเฉพาะจุดประทับใจที่เหมาะแก่การเรียนรู้ยุคใหม่อย่างยิ่ง คือในตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ 15 ยูโร เป็นกระดาษแข็งมีสัญลักษณ์และ QR Code อยู่ด้านหลัง

อาคาร Estonian National Museum สถาปัตยกรรมร่วมสมัยขนาดใหญ่ ออกแบบโดย Dorell Ghotmeh Tane ในปี 2016
จอ E-ink บรรยายนิทรรศการวรรณกรรมและสิ่งพิมพ์เอสโตเนียน

เมื่อเข้าชม จอข้อความบรรยายนิทรรศการเป็น E-ink ภาษาเอสโตเนียนเกือบทั้งหมด แต่เรานำตั๋วไปแตะที่ใต้จอที่ปรากฏสัญลักษณ์เดียวกันได้ คำบรรยายจะเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษให้ทันที และไม่ต้องกังวลใจว่าจะอ่านไม่หมด เพราะเมื่อนำตั๋วไปแตะอีกข้างของจอภาพ เนื้อหานิทรรศการจะตามเรากลับบ้านไปให้อ่านต่อได้ด้วย เพียงสแกน QR Code หลังตั๋วเท่านั้น 

บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ใช้แตะเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ และบันทึกกลับไปอ่านต่อที่บ้านได้

ดีงามทั้งการสื่อสาร การประหยัดพลังงาน รวมไปถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกในการปรับปรุงข้อมูลนิทรรศการ นับถือจากใจจริง

จากบันทึกการเดินทางฟินแลนด์ครั้งที่แล้วซึ่งฉันนั่งเขียนอยู่ในห้องสมุดท้องถิ่น ขอจบบันทึกฉบับนี้ด้วยการแจ้งว่า รอบนี้ฉันเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเขียนพร้อมจิบเครื่องดื่มกลิ่นสะระแหน่แน่น ๆ ในบาร์เล็ก ๆ ใกล้สะพาน Kaarsild (Arch Bridge) ริมแม่น้ำ Emajõgi กลางเมืองตาร์ตูตอน 4 ทุ่มครึ่ง ดีใจที่ได้เจอผู้คน ยิ่งดึกยิ่งคึกคักเหมือนนัดกันรวมพล เสียงหนังสั้นกลางแปลงปะปนกับดนตรีสดมีชีวิตชีวา สมกับเป็น European Capital of Culture #Tartu2024 และเมืองมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (ชีวิต) โดยแท้

หวังว่าจะได้พบกันใหม่ในวัยต่อ ๆ ไป

อ่านรายละเอียด Tallinn Summer School ได้ที่ summerschool.tlu.ee และ Tallinn Winter School ได้ที่ winterschool.tlu.ee

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วาร์วี ชานวิทิตกุล

ครีเอทีฟกินเงินเดือนในองค์กรการศึกษา ศิลปินสมัครเล่น และคุณครูวัยกลางคนที่อ่อนเยาว์พอจะร้องขอการเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างนั้นก็ยังกลมกล่อมพอจะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงก็มีเวลาของมัน