ถ้ากล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ SARRAN แบบสั้น ๆ เราคงนิยามว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่เกิดขึ้นมาด้วยความรัก
เอก-ศรัณญ อยู่คงดี ผู้ก่อตั้ง ‘SARRAN’ เริ่มจากการทำเครื่องประดับให้แม่ใส่เอง จนต่อยอด เติบโตเป็นแบรนด์ SARRAN จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่เขามีต่อคุณแม่
10 ปีที่ผ่านมา ความรักที่มีต่อแม่ผลิดอกออกผล ขยายขอบเขตให้ SARRAN เลือกที่จะเชิดชูคุณค่าของผู้หญิงไทย ดอกไม้ไทย และวัฒนธรรมไทยมากกว่าสิ่งใด

แต่เส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ เพราะหลังจากที่ SARRAN ทำเครื่องประดับให้ซูเปอร์สตาร์อย่าง LISA BLACKPINK ใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA เอกก็เลือกที่จะเก็บตัวเงียบเป็นเวลา 1 ปีเต็ม
“ตอนนั้นที่สัมภาษณ์ครั้งนั้นเป็นช่วงที่เราอยู่ในคอมฟอร์ตโซน แล้ววันหนึ่งเราก็ถูกผลักให้ทำอะไรที่เสี่ยงมากขึ้น กล้ามากขึ้น แต่ก็มีเรื่องราวภายในการเดินทางเกิดขึ้นเยอะ เลยมีช่วงที่อยู่กับตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ประมาณปีหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาเล่า
วันนี้เรากลับมาคุยกับเอกอีกครั้ง บทความนี้จึงเป็นเหมือนภาคต่อที่พาเอกมาเล่าถึงความสำเร็จรสขมและการเยียวยาฟื้นฟูตลอด 1 ปีเต็มที่เปิดไปสู่บทถัดไปของ SARRAN พร้อมฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ด้วยคอลเลกชันใหม่ Oriental Blue ซึ่งกลับมาพร้อมกับแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ด้วยปรัชญาการเชื่อมเครื่องปั้นดินเผาจากญี่ปุ่น

ร้อยเรียงจากหัวใจ
“ทุกคนมักจินตนาการถึงความสมบูรณ์แบบของชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ แต่พอเป็นบ้านผม ด้วยความที่เรามีคนอยู่ไม่กี่คน ผมมีแต่คุณแม่ เห็นคุณแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของคุณแม่ภายใต้การเติบโตของเราเอง”
เอกเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการนึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น ในวันที่ชีวิตไม่สวยหรูจากการเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เอกจึงมีคุณแม่เป็นผู้ยึดเหนี่ยวจิตใจมาโดยตลอด

เดิมทีคุณแม่ของเอกหารายได้ส่งลูก ๆ เรียนจากการทำอาหาร ทำขนม ร้อยดอกไม้ ปักผ้า เย็บผ้า แต่เมื่อครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก สุขภาพการเงินในบ้านเริ่มขาดแคลนจนเกิดปัญหาหนี้สิน
ด้วยความรักที่มีต่อคุณแม่และความฝันที่อยากให้คุณแม่สบาย กลายเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ที่พาเอกออกเดินทางล่ารางวัลจากงานประกวด โดยเน้นไปที่งานศิลปกรรม หัตถกรรม และคหกรรม มีคุณแม่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ เป็นครูคนแรกที่สอนให้เห็นทั้งความเป็นคนและความงดงามของศิลปะทำมือ
ชีวิตตั้งแต่เรียนประถม อาชีวะ และมหาวิทยาลัยของเอกเต็มไปด้วยการทำงานและการประกวด ในช่วงเวลาหนึ่ง เขาเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ อาจารย์เพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์- แกะสลักเครื่องสด) นอกจากอาจารย์จะสอนเอกแกะสลักแล้ว ยังพาไปประกวดตามงานต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เอกแบ่งเบาภาระหนี้สินให้ที่บ้านได้ด้วย
บทเรียนจากเส้นทางนักออกแบบ
หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เอกเริ่มต้นเส้นทางการทำงานจากการไปช่วยเพื่อนทำดิสเพลย์ในสยามพารากอนซึ่งเพิ่งเปิดในปี 2005 ทักษะรอบด้านของเอกไปเตะตาเจ้าของแบรนด์ของแต่งบ้าน จนเกิดการดึงตัวไปทำงานด้าน Product Design นานถึง 6 ปี
แม้จะทำงานหนักมาโดยตลอด แต่การประกวดไม่เคยขาดช่วงไปจากชีวิตเอกเลย และขอบเขตการประกวดของเขายังขยายออกไปสู่ต่างประเทศ และนั่นทำให้เขาค้นพบตัวตน

“เราเริ่มเห็นตัวเองว่า เวลาทำงานจะหนีไม่เกินเรื่องงานหัตถกรรม บวกกับการไปดูงานต่างประเทศ ทำให้รู้ว่าการเป็นดีไซเนอร์ที่ดีคือการทำของที่เหมือนกันทั้งหมดในเชิงอุตสาหกรรม แต่ผมทำไม่ได้ เราเป็นคนที่มีอารมณ์แตกต่างกัน เช้า กลางวัน เย็น มือเราทำผลงานออกมาได้ต่างกัน เราทะเลาะกับใครมา เราหิว เราเหนื่อย ผลงานมันแสดงออกทางมือ”
ไม่เพียงแค่ทักษะ แต่แนวคิดของเอกก็เติบโตในช่วงเวลานี้เช่นกัน จากการที่ได้ทุนไปทำงานศิลปะที่ญี่ปุ่นจาก Japan Foundation การไปเยือนที่นั่นพลิกตัวตนของเอกแบบกลับตาลปัตร ความมั่นใจที่สั่งสมมาจากการทำงานและเวทีประกวดถูกบังคับให้ศิโรราบต่อวัฒนธรรมและค่านิยมของญี่ปุ่นในทันที
“ผมเห็นบ้านหลังหนึ่งมีพื้นที่ประมาณ 3×3 ตารางเมตร มีคนทำงาน 4 คน พ่อ แม่ ลูก พ่อสามี งานที่ทำคือเย็บสมุดทำมือ เดือนหนึ่งเขาได้เงินปีละ 20 กว่าล้าน ทำให้เห็นว่าการใช้เรื่องเล่าเพิ่มคุณค่าให้ของชิ้นหนึ่งได้”
เม็ดเงินและกำลังคนที่เอกเคยบริหารราวกับกำลังขับเคลื่อนเครื่องจักร รีดเร้นประสิทธิภาพให้ทำงานได้สุงสุด วิธีการเหล่านั้นสลายไปในพริบตาเมื่อเขาพบกับธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่นที่ทำงานหัตถกรรม ซึ่งเน้นคุณภาพ เต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความสุข
เครื่องประดับเพื่อคุณแม่
การไปดูงานที่ญี่ปุ่นทำให้เอกกลับมาทบทวนเป้าหมายของชีวิต จนตัดสินใจหยุดพัก 1 ปีเต็ม เพื่อค้นหาตัวเองไปพร้อมกับทดลองทำอะไรใหม่ ๆ
“เรารู้สึกว่าวัย 30 ปี ไม่ใช่คำตอบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ และเราเลือกลงมือทำทันทีได้”
อย่างแรกที่ทำคือเอกเลือกหวนกลับมามองคนในครอบครัว จนพบความจริงที่ว่า ความรักที่มีต่อคุณแม่ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สั่นคลอนมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน จึงเริ่มนำอัลบั้มรูปถ่ายของครอบครัวมาดู พูดคุยกับคุณแม่ให้มากที่สุด จนนำไปสู่การค้นพบคำตอบภายในใจ 2 ข้อด้วยกัน

ข้อแรก คุณแม่มีอะไรบ้างที่เอกอยากนำมาสื่อสาร
“ผมค้นหาว่าคุณแม่มีอะไรบ้างที่เราอยากนำมาสื่อสาร สิ่งหนึ่งที่รู้มาตลอดคือการมีเครื่องประดับสักชิ้นเป็นเรื่องใหญ่ของคุณแม่ เครื่องประดับสร้างคุณค่าบางอย่างในจิตใจให้คุณแม่ได้ และสิ่งนั้นน่าจะสื่อสารความเป็นตัวเขาได้มากที่สุด”
ข้อสอง ถ้าของสิ่งนั้นที่เป็นของมีค่า มันเป็นตัวกำหนดหรือไม่ว่า ผู้หญิงคนนี้ใส่ของมีค่าแค่ไหน เขาจะมีค่าขึ้นตามรสนิยมและความสนใจของคนส่วนใหญ่หรือไม่
“ผมลองเอาวัสดุที่มาจากการรีไซเคิลมาเพิ่มด้วยแนวคิดและการออกแบบเพื่อให้เป็นสิ่งมีค่าสำหรับคุณแม่ ซึ่งอาจจะมีค่าสำหรับเขาคนเดียวก็ได้ เหมือนกับชีวิตของเราทุกคน บางทีของมีค่าที่เราซื้อมามีค่าด้วยราคา แต่บางทีเราอาจจะผูกพันกับรูปถ่ายใบหนึ่ง คุณค่าของมันอาจอยู่ตรงนั้นก็ได้”
นอกจากดอกไม้จะเป็นตัวแทนของคุณแม่แล้ว เอกยังค้นพบว่าทุกครั้งที่เขาทำงานอะไร จะมีดอกไม้เป็นองค์ประกอบเสมอโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ


แนวคิดเริ่มก่อร่างสร้างตัว มือของเอกเองก็เริ่มหยิบจับ ร้อยดอกไม้แล้วลองเอาไปเสียบลงบนหุ่น กลายเป็นต่างหูยาว ๆ ที่มีดอกไม้ร้อยเรียงกันอย่างประณีต นำไปสู่ต้นแบบของต่างหูที่ Alicia Keys เลือกใส่ขึ้นเวทีเปิดตัวศูนย์การค้า ICONSIAM
จากงาน Product Design ก็เริ่มเข้าสู่สนาม Fashion Design แบบเต็มตัว จากการลองนำเข้าไปขายใน Siam Center และ Club21 บวกกับการใช้วิธีการที่คุ้นเคย คือเดินสายประกวดตามนิตยสารแฟชั่นต่าง ๆ ซึ่งผลตอบรับเรียกได้ว่าไม่ใช่แค่แบรนด์ SARRAN ขายได้ แต่ขายหมดจนต้องทำสต็อกสินค้าเลยทีเดียว
ศิลปะที่สวมใส่ได้
แม้จะเข้ามาในเส้นทางแฟชั่นแล้ว เอกกลับพบความจริงบางอย่างว่า ตัวเขาและแบรนด์ SARRAN ไม่ได้เหมาะกับการเป็นแบรนด์แฟชั่น
“พอเดินบนเส้นทางนี้ไปสักพัก เราพบว่า SARRAN ไม่ใช่แบรนด์แฟชั่น เราออกงานใหม่ตามซีซันไม่ได้ ถ้าต้องทํางานมา 1 ชิ้น เราไม่อยากให้ของชิ้นนี้ตกเทรนด์ มันเป็นงานศิลปะ ซึ่งงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์มีแต่สิ่งทรงคุณค่า เลยต้องกลับมาทบทวนและหยิบคําว่า Art to Wear กลับมาใช้”
เอกอธิบายว่า Art to Wear มีความหมายตรงตัวว่า ศิลปะที่สวมใส่ได้ เป็นงานศิลปะที่ติดตัว ไม่เพียงบ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่ แต่ยังขับเน้นอารมณ์ในวันนั้น ราวกับดอกไม้ที่เบิกบานตอนแดดออกหรือเปียกปอนยามฝนโปรย

บวกกับในช่วงเวลานั้นผู้หญิงไทยกำลังได้รับความนิยมในระดับโลก นางงามไทยเริ่มติดอันดับท็อปบนเวทีประกวดระดับโลก ผู้หญิงเอเชียจึงกลายมาเป็นอีกปัจจัยที่เอกอยากหยิบมาเล่าผ่านเครื่องประดับ
“ตั้งแต่คอลเลกชันแรก ผมมักจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในสังคม เล่าเรื่องผู้หญิงในเอเชียมีความสุขอย่างไร มีความทุกข์แบบไหน ไม่ว่าจะเล่าในแง่บวกหรือแง่ลบ ความประทับใจแรกที่มีต่อเครื่องประดับสักชิ้นจะเริ่มต้นด้วยความสวยงามเสมอ”
แบรนด์ SARRAN จึงเกิดขึ้นมาได้ด้วย 2 คีย์เวิร์ดที่แบรนด์ตั้งใจจะเชิดชู
นั่นคือผู้หญิงและดอกไม้
ความสำเร็จที่เหมือนกรงขัง
กาลเวลาผันผ่าน เอกไม่เคยหยุดพัฒนาแบรนด์ จนในปี 2021 ก็ได้ทำเครื่องประดับให้ LISA BLACKPINK สวมใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA หลายคนอาจคิดว่านี่คือหมุดหมายของความสำเร็จ แต่เอกบอกว่าในตอนนั้นไม่ได้มีเพียงคำชื่นชมที่พุ่งเข้าหา คำติ คำสบประมาท คำปรามาส ก็ถาโถมเข้ามามากไม่ต่างกัน
“คนเริ่มตั้งคําถามว่า SARRAN ทําอย่างอื่นเป็นมั้ยนอกจากดอกไม้ บางคนบอกว่าถ้าแบรนด์ทำให้ LISA แล้ว จะไม่มีวันได้ทำเครื่องประดับให้คนอื่น ผมไม่รู้หรอกว่าจะมีผู้หญิงที่เป็นอย่าง LISA อีกไหม แต่อย่าเพิ่งปิดกั้นโอกาสที่ผู้หญิงจะประสบความสําเร็จ”
คำปรามาสนี้ไม่เพียงสบประมาทแบรนด์ SARRAN แต่ยังปิดกั้นความสำเร็จของผู้หญิงไทยไปในตัว เป็นเหมือนบททดสอบให้เอกกลับไปค้นหาตัวตนและจุดยืนของแบรนด์อีกครั้ง ด้วยการเริ่มใหม่ตั้งแต่ศูนย์

“ผมถูกทุบด้วยมือคนอื่นอย่างละเอียด แล้วก็เอามือตัวเองทุบซ้ำไปอีกรอบเพื่อให้ไม่ให้มันเหลือ ทุบจนเป็นผง หลังจากวันนั้นผมพยายามกลับมาตั้งต้นใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง นั่นเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เรากระโดดออกจากความรุ่งเรืองในอดีตให้ได้ ดึงอัตตาตัวเองออกไปให้หมด แล้วทําให้ตัวเองอ่อนน้อมที่สุดเพื่อที่จะน้อมรับสิ่งใหม่ ๆ”
1 ปีแห่งการทบทวนและฟื้นฟูตนเอง เอกกลับมาอีกครั้งด้วยแนวคิดที่จะพัฒนาแบรนด์ SARRAN
ให้มีความซับซ้อนขึ้น มีความละเอียด มีเรื่องราวที่ลึกซึ้ง เข้าใจความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น พร้อมนิยามผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จว่าไม่จำเป็นต้องได้รับการการันตีในระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีความสุขในแบบของตัวเอง พึงพอใจในตัวเอง
บวกกับยืนยันว่า แบรนด์ SARRAN และตัวเขาจะยังคงเล่าเรื่องผู้หญิงและดอกไม้ต่อไป และจะพูดสิ่งนี้ตลอดชีวิต


“ผมอยากปิดแบรนด์นะ ถ้าผู้หญิงไม่ถูกทําร้ายร่างกายหรือจิตใจอีกแล้ว ถ้าไม่มีอะไรทำให้แม่ น้องสาว หรือคนในบ้านผมเสียใจ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีใครเป็นแบบนั้นแล้ว ผมก็คงหมดหน้าที่ แต่ถ้ายังมีเรื่องแบบนั้นอยู่ ผมก็จะทําแบรนด์ SARRAN ต่อไป”
First Light of Lotus
จากเครื่องประดับในมิวสิกวิดีโอเพลง LALISA มาสู่ดอกบัวที่ LISA ถือในงานปฐมทัศน์ซีรีส์ The White Lotus Season 3 ซึ่งเครื่องประดับชิ้นนี้เคยทำขึ้นในปี 2021 แต่ถูกพับเก็บไว้และหยิบขึ้นมาใหม่ เมื่อเอกได้ไปพบกับสไตลิสต์ของศิลปิน
โทนสีและรูปทรงดอกบัวจับดัดให้เข้ากับภาพลักษณ์ของซีรีส์ โทนสีเหลืองอรุณที่เพนต์ด้วยมืออย่างสีของแสงอาทิตย์ยามเช้า กลีบที่จัดขึ้นมาใหม่ให้เหมือนดอกบัวที่กำลังบานรับแสง ส่วนก้านดอกบัวดัดโค้งอิงตามเอกลักษณ์ของลายไทยที่เรียกว่าโค้งแบบสรีระ ขยับได้รอบทิศทาง ใช้วัสดุทองเหลืองและผ้าที่ให้ทั้งความคงทนและอ่อนนุ่ม


ดอกบัวชิ้นนี้เป็นเครื่องประดับที่ทำขึ้นหลังจากที่เอกกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง มันจึงเป็นเหมือนแคปซูลความทรงจำ เมื่อร่างกายและจิตใจของเอกแสวงหาความสงบ การเข้าวัดเข้าวาทำให้เขาเห็นภาพทิวทัศน์ของดอกบัว แสงแดด และผืนน้ำนิ่งสงบ
บวกกับเทคนิคการออกแบบที่ละเอียดลออมากยิ่งขึ้น ศึกษาลงลึกถึงสรรพคุณของดอกไม้ และเปรียบเปรยกับเอกลักษณ์ของผู้หญิง หลอมรวมเป็นจุดมุ่งหมายที่อยากเล่าเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคเอเชีย
ปรัชญาแห่งการซ่อมแซม
นอกจากหลักพุทธศาสนา ปรัชญาแบบญี่ปุ่นยังเป็นยาชั้นดีที่เยียวยาจิตใจให้กับเอก และกลายมาเป็นปรัชญาที่แบรนด์ SARRAN ยึดมั่น
“ผมชอบหนังสือ Ikigai ชอบศิลปะ Kintsugi และชอบปรัชญาญี่ปุ่น มันเหมือนได้กลับไปในช่วงเวลาที่เคยอยู่ญี่ปุ่น ผมลองอยู่เงียบ ๆ ให้เสียงผ่านหูไป แล้วลองฟังว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ โชคดีที่โลกหยุดให้ผมได้หยุดตัวเองบ้าง”

ช่วงเวลานี้จึงเหมือนเป็นการที่เอกประกอบร่างสร้างตัวเองและแบรนด์ขึ้นใหม่ จากเศษซากที่ถูกทำลายจากคำปรามาสของตนเองและผู้อื่น ตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตนเองและแบรนด์ จนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นการเผาจานใหม่เลยทีเดียว
“การเชื่อมจานอาจจะไม่ได้มาจากจานใบเดิม มีใบอื่นบ้าง พอเอามารวมร่างกันมันก็กลายเป็นใบใหม่ ทุกครั้งที่ยกจานใบนี้ขึ้นมา ถ้ามันแตกอีก เราก็จะเอาจานใบใหม่มาซ่อมอีก เหมือนกับชีวิต เราคงไม่ได้มีจานใบเดียว เราประกอบร่างใหม่ นั่นคือความสนุกและเป็นงานศิลปะในชีวิต”
จากแนวคิดที่จะทำเพื่อคุณแม่ ทำเพื่อผู้หญิง ทำเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและดอกไม้ไทย สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกับปรัชญาที่ผูกพันกับการใช้ชีวิต หมักบ่มราวกับไวน์ชั้นดีที่แม้จะขมเฝื่อนด้วยความเจ็บปวด แต่ก็กลมกล่อมและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

คอลเลกชันใน 2 ปีที่ผ่านมานี้ของแบรนด์ SARRAN จึงเน้นไปที่การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในร่างกายและจิตใจของผู้คน ไม่เพียงแค่นำเสนอหรือเล่าเรื่องราวบางอย่าง แต่ยังตั้งถามให้ทั้งผู้สวมใส่และผู้พบเห็นให้ตระหนักถึงคุณค่าในชีวิต แต่จะไม่ให้คำตอบที่ตายตัว เพราะคำตอบของชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน
Oriental Blue
ปรัชญาและแนวคิดเหล่านี้กลายเป็นแก่นหลักของคอลเลกชันล่าสุด Oriental Blue ที่เดิมทีเคยทำขึ้นในปี 2015 ในชื่อ Blue and White ในวาระครบ 10 ปีจึงนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง พร้อมกับชูโรงด้วยบทเรียนจากการเรียนรู้การทำ Kintsugi หรือศิลปะการซ่อมแซมเครื่องปั้นดินเผาที่ตีความใหม่ให้ทุกคนได้สร้างสรรค์วิธีประกอบร่างขึ้นใหม่ในแบบของตัวเอง


“ผมทดลองทุกรูปแบบว่า Kintsugi สื่อสารอะไรให้กับเรา มันอาจจะไม่ได้นิยามแค่กับจานญี่ปุ่น เราเห็นอะไรบ้างใน Kintsugi กับความเป็นไทย สิ่งที่ผมเห็นคือพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่แทบจะเป็น Kintsugi ทั้งหมด เป็นเหมือนจานหลายร้อยหลายพันใบที่ประกอบร่างกลายเป็นประวัติศาสตร์”
ในคอลเลกชันนี้เราจึงเห็นถ้วยลายครามแบบไทย ผสมผสานกับเฉดสีสยามรัตติกาลที่ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาที่เอกนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปวัดพระแก้วกับคุณแม่ ในตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังตกดิน ทุกอย่างถูกย้อมเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งสีน้ำเงินนี้มีหลายเฉด หลายความหมาย สยามรัตติกาลของเอกและของทุกคนจึงไม่เหมือนกัน
“รอบนี้เป็นดอกไม้ที่เป็นสถาปัตยกรรมของไทยคือดอกพุดตาน เป็นหนึ่งในดอกที่นำสร้างมาเป็นลายจิตรกรรม กลายเป็นประติมากรรมทั้งนูนต่ำและนูนสูง เราจะเห็นลายดอกพุดตานได้ตามจิตรกรรมฝาผนังในวััด”

ดอกพุดตานเป็นดอกไม้ประจำคอลเลกชันนี้ ทำขึ้นด้วยวิธีการดั้งเดิม ทั้งอัดกลีบ จับจีบ และร้อยแบบดอกไม้ไทย ผสานกับ Fabric Felt เทคนิคซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่เกิดจากการนำเศษผ้ามาผสมกันด้วยความร้อนแล้วรีดเป็นแผ่น และเทคนิคการทำโลหะแบบโบราณ รวม ๆ แล้วเป็นการทำงานด้วยมือแบบ 100% ที่ประณีตกว่าเดิม ละเอียดกว่าเดิม และสื่อสารชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
เราคือผู้กำหนด
“คุณค่าที่สําคัญที่สุดเวลาผู้หญิงคนหนึ่งสวมใส่งานของผม คือความรู้สึกของคนใส่ว่าเขารู้สึกยังไง ความงามสง่าคือความภาคภูมิใจจากข้างใน สิ่งที่มีประกายที่สุดไม่ใช่เพชร แต่คือสายตาของคนที่มองแล้วเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีความสุข”
แม้เอกจะพูดติดปากว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเหมือนกำหนดว่าเขามีหน้าที่ต้องดูแลผู้หญิง ตั้งแต่คุณแม่ น้องสาว เพื่อนฝูง และลูกค้า เหล่าคนที่ห้อมล้อมต่างเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิงที่คอยส่งเสริมเกื้อกูล เกิดเป็นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นขึ้นมา
“ใครคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงก็คือผู้หญิง เพราะฉะนั้น อย่าอย่าคิดว่าเพศสภาพเกิดมาเป็นอะไร อย่าให้ใครมากําหนด เราต้องเป็นคนกําหนดเอง ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นผู้หญิง คุณมีความรู้สึกคุณอ่อนน้อม หรือคุณเป็นผู้ชายที่อยากจะได้ความรู้สึกของผู้หญิงเข้ามาสวมใส่ เป็นผู้ชายที่อยากให้เกียรติผู้หญิง เพียงแค่นั้นคุณก็เข้ามาส่วนร่วมได้แล้ว เพราะทุกคนคือมนุษย์ครับ”
เอกไม่ได้นิยามว่าผู้หญิงต้องเป็นอย่างไร ต้องเป็นแบบไหน เขาเปิดโอกาสให้ทุกคนนิยามได้เอง และเครื่องประดับจาก SARRAN ก็พร้อมช่วยให้ผู้สวมใส่ภาคภูมิใจในแบบที่ตนเองเป็น แม้ในวันข้างหน้าแบรนด์อาจจะแตกหักเสียหายอีกครั้ง แต่นั่นก็ถือเป็นแบบทดสอบและเป็นโอกาสในการเติบโต

Website : sarranofficial.com
