Luxury เป็นคำขยายของภาพลักษณ์ความโอ่อ่าและหรูหราที่ตะโกนบอกถึงความเหนือชั้น เหนือมาตรฐาน เหนือชั้นประหยัด แตกต่างจากสิ่งสามัญธรรมดา ภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมระดับพรีเมียมจึงมีหน้าตาหลากหลาย บ้างหรูหราด้วยรูปทรงคลาสสิก บ้างมีคุณค่าด้วยวัสดุธรรมชาติหายาก บ้างเคลือบด้วยทองคำเหลืองอร่ามหรือปูพื้นด้วยกระเบื้องลายหินอ่อน
ในยุคที่ผู้คนต่างแข่งขันกันตะโกนและขายสถานะของความพรีเมียม บางที ‘ความรู้สึกหรูหรา’ อาจเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตาเห็น เพราะบางครั้งพื้นที่ว่างเปล่าที่เงียบพอจะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองอาจเป็นสิ่งที่ยากและหายาก ความหรูหราทางใจที่เรียบแต่ลึกซึ้ง จึงอาจแพงกว่าภาพลักษณ์ของความลักเชอรี
เหมือนกับที่ Axel Vervoordt นักออกแบบภายในชาวเบลเยียมเคยกล่าวไว้ว่า ความหรูหราที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความโอ่อ่าราคาแพง แต่อยู่ที่จิตวิญญาณของพื้นที่ ทั้งอากาศที่ไหลเวียน แสงที่อ่อนนุ่ม ความเงียบที่ล้อมเราไว้ และเวลาที่หยุดนิ่งลงได้จริง (True luxury is not about opulence. It’s about the spiritual quality of space… It’s the air, the light, the silence. It’s time.)
แนวคิดนี้เองหรือเปล่าที่แฝงอยู่อย่างแยบยลในฉากของโรงแรม The White Lotus ซีซัน 3 ของคุณศรีตลา ความพรีเมียมที่ไม่ตะโกน แต่ซึมลึกไปกับภูมิทัศน์ที่เติบโตเคียงต้นไม้และทะเล ไม่ใช่โรงแรมห้าดาวทุกแห่งที่จะมอบความหรูหราแต่เงียบงันได้ เพราะ ‘โรงแรม’ อาจเป็นแค่ ‘บ้านพักชั่วคราว’ ที่พาเราหลุดออกจากรูปแบบของชีวิตประจำวันที่คุ้นเคย

การตัดสินใจเปลี่ยนโลเคชันจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทยใน The White Lotus ซีซัน 3 จะด้วยเหตุผลด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นใดก็ตาม แต่สิ่งที่ Mike White ผู้สร้างซีรีส์กำลังตามหาไม่เคยเปลี่ยนไป เขายังคงสนใจสำรวจแนวคิดเรื่องความตาย ความเชื่อ และศาสนาตะวันออก ผ่านสายตาแบบเสียดสีและเย้าแหย่ โลกภายในของตัวละครยังคงหมุนอยู่กับเส้นเรื่องนั้น
เช่นเดียวกับ Cristina Onori นักออกแบบฉากชาวอิตาเลียน เธอมองว่าฉากไม่ใช่แค่ ‘พื้นหลัง’ แต่เป็นภาษาหนึ่งของการเล่าเรื่อง เป็นบรรยากาศที่เปลี่ยนอารมณ์ เป็นช่องว่างที่ให้ความหมายใหม่ ๆ แทรกซึมเข้ามา เธอใช้ธรรมชาติของประเทศไทย ทั้งพรรณไม้ สัตว์ป่า งานฝีมือ และศิลปะพื้นถิ่น เป็นทั้งองค์ประกอบการตกแต่งและ ‘ตัวละคร’ ที่มีชีวิต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงพร็อป แต่เป็นสัญลักษณ์ของแรงผลักดันภายในตัวละคร ความกลัว ความปรารถนา และบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าขาว
กลางวันอาจเป็นทะเลที่สวยงาม แสงแดดอาบผืนทราย ลมเอื่อยเฉื่อยจากเขตร้อน แต่เมื่อกลางคืนมาเยือน เสียงคลื่นก็โหมเข้าฝั่ง ทางมะพร้าวที่เคยไหวเบากลับสะบัดแรงราวกับสิ่งมีชีวิต เงาไม้ที่เคยให้ร่มในวันแดดดีกลับกลายเป็นรูปร่างประหลาดคล้ายสัตว์ในฝันร้าย ลมมรสุมทำให้กิ่งไม้สั่นไหวเหมือนมือเท้าที่ขยับได้ ความเงียบไม่ใช่ความสงบอีกต่อไป แต่กลายเป็นความว่างเปล่าที่หนาแน่น ความหรูหราที่แฝงเงาและจิตวิญญาณไว้ภายใต้ความนิ่งเงียบ
เหมือนกับอารมณ์ของแขกแต่ละคนที่เข้ามาพักในโรงแรมแห่งนี้ ต่างก็มีเส้นเรื่องของตัวเอง และอารมณ์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามแสง เงา และจังหวะของสถานที่
1
โรงแรม
โรงแรม The White Lotus แห่งใหม่นี้ไม่ได้มีอยู่จริงในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่รวมขึ้นจากหลายโลเคชันทั้งในสมุยและภูเก็ต โดยนำภูมิทัศน์ภายนอกและพื้นที่ภายในของรีสอร์ตต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน ฉากริมทะเลที่ทอดตัวยาวและพูลวิลล่าส่วนตัวบนเนินเขาอันเงียบงันถ่ายทำที่ Four Seasons Resort Koh Samui ส่วนความสงบที่โปร่งเบาในห้องพักบางฉาก มาจาก Anantara Lawana Koh Samui Resort ขณะที่บรรยากาศป่าร่มลึกและความเป็นส่วนตัวของวิลล่าหลายหลังถ่ายทำที่ Anantara Mai Khao Phuket Villas และ Anantara Bophut Koh Samui Resort
ทั้งหมดถูกตัดต่อ เชื่อมโยง และกลั่นกรองขึ้นใหม่ กลายเป็นโรงแรม ‘ศรีตลา’ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลก

โรงแรมเป็นเพียงบ้านพำนักชั่วคราวของนักเดินทาง ในช่วงเวลาสั้น ๆ แขกมีสิทธิ์ที่จะตัดขาดจากโลกภายนอกและหันกลับมาฟังเสียงภายในของตัวเองอีกครั้ง หลายโรงแรมเริ่มมีนโยบายงดใช้เทคโนโลยีในพื้นที่ส่วนกลาง บางแห่งจำกัดสัญญาณ Wi-Fi ในห้องพัก เพื่อให้ผู้เข้าพักพูดคุยกันเองมากกว่าจมอยู่กับโทรศัพท์หรือผู้คนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป
น่าแปลกดีอยู่เหมือนกันที่โรงแรมหรูหราในยุคนี้เหมือนกำลังพยายามแปลงร่างตัวเองให้เป็นชนบท การลบสิทธิ์ในการเชื่อมต่อ ปิดสัญญาณ ปิดเสียง ปิดจอ เพื่อลอกคราบความวุ่นวายของเมืองออก เสิร์ฟความเงียบในราคาพรีเมียม ในชนบทจริง ๆ คงไม่ต้องมีใครคิดจะดีไซน์ความเงียบเหล่านี้ เพราะพวกเขาอยู่ห่างไกลกว่าที่ความเจริญ แต่ในโรงแรมระดับสูง ความเงียบออกแบบมาให้บรรจุอยู่ในแพ็กเกจ วางไว้ข้างผ้าปูเตียงลินินและหมอนสีขาวนุ่ม
ความหรูหราจึงไม่ใช่สิ่งที่ ‘มีมาก’ แต่คือสิ่งที่ ‘มีน้อยพอ’ ให้ได้ยินเสียงธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ได้กลับมาหายใจอีกครั้ง พอให้ได้ยินลมหายใจตัวเองและเสียงของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า


จุดเริ่มต้นของ รีสอร์ต Four Seasons บนเกาะสมุยเกิดจากการไม่แตะ ไม่แทรก ไม่ตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว มาจากสเกตช์แนวคิดของนักออกแบบประสบการณ์โรงแรม Bill Bensley ที่ปล่อยให้ธรรมชาติได้ออกแบบโรงแรมของมันเอง มะพร้าว 856 ต้นที่ยืนต้นอยู่ในวันที่ทีมออกแบบเดินขึ้นเขา ยังยืนต้นอยู่ในวันที่แขกคนแรกเดินเข้าห้องพัก ห้องพัก 71 ยูนิตแบ่งออกเป็น 60 พูลวิลล่า และ 11 เรซิเดนซ์ส่วนตัว เขาไม่ได้ออกแบบโรงแรมเพื่อให้ธรรมชาติเข้าไปอยู่ในแต่ละห้องโดยกระจายและแทรกตัวไปเข้าตามช่องว่างภายใต้เงาของธรรมชาติ
“เมื่อเราได้รับพื้นที่ธรรมชาติที่งดงาม สิ่งที่ดีที่สุดที่สถาปนิกจะทำได้ คือการแทรกแซงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เขาเคยกล่าวไว้

Four Seasons Resort Koh Samui
ภาพ : www.bensley.com
ภาพสเกตช์ของทีมออกแบบประสบการ์ของ Bill เผยให้เห็นการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับแขกผู้เข้าพัก เรือนไม้ยกใต้ถุนสูง มีหลังคาทรงจั่วแบบไทยประยุกต์ รายล้อมด้วยต้นไม้เขตร้อนอย่างต้นมะพร้าว ปาล์ม และไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งคลุมเงา
อาคารออกแบบด้วยโทนสีเขียวอมฟ้า มีช่องแสงและหน้าต่างบานเกล็ดขนาดใหญ่เปิดรับธรรมชาติได้เต็มที่ ราวระเบียงราวระเบียง ต้นไม้แขวน และกระถางปลูกพืชกินได้รายล้อมตัวบ้านเหมือนสวนครัวในชนบท ฝูงเป็ดและห่านเดินอ้อยอิ่งอยู่หน้าบ้าน
สร้างภาพของรีสอร์ตไม่ใช่แค่ที่พักชั่วคราว แต่เป็นพื้นที่ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างจริงใจ เรือนพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันออกไปผ่านทางเดิน และมีสะพานเชื่อมตามระดับความสูงเนินเขาที่ต่ำสูงแตกต่างกันไป
แม้ภาพสเกตช์เรือนพักคอนเซปต์นี้จะไม่ได้ใช้ถ่ายทอดแบบตรงตัวในการก่อสร้างจริง แต่แนวคิดหลักของการออกแบบที่ถ่อมตัวยังคงปรากฏอยู่ในรากฐานของผังรีสอร์ตแห่งนี้
ความหรูหราในบริบทของสถาปัตยกรรมโรงแรมใน The White Lotus ดูเหมือนจะเปลี่ยนความหมายไปอย่างเงียบ ๆ จากสิ่งที่เคยถูกวัดด้วยราคา ความอลังการ หรือวัสดุอันหรูหรา กลายเป็นสิ่งที่นิยามผ่านความว่างเปล่า ความเป็นพื้นถิ่นผ่านหัตถกรรมฝีมือถูกถักทอบนรายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์และพรมหวายถักเล่นสี
รายละเอียดและผิวสัมผัสของพรมทอมือในห้องที่เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านผ้าม่านบาง กลิ่นของไม้ที่ยังคงความชื้นของป่า และเสียงจากต้นไม้ภายนอก แนวคิดของ Emotional Luxury ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อเราหยุดออกแบบ ไม่พยายามควบคุมที่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
2
เตียงและทางเดิน

ความพิเศษของบ้านอาจไม่ใช่เพียงแค่รูปทรงหรือขนาดพื้นที่ แต่คือความสามารถในการตัดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกให้เงียบลงช้า ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเปิดประตูเข้าไป
บ้านจึงเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่แยกเราจากเมือง เหมือนกันกับห้องพักในโรงแรมที่สร้างพื้นที่ส่วนตัว และเปิดมุมมองสู่วิวทิวทัศน์ที่จัดวางไว้เพื่อผู้เข้าพักโดยเฉพาะ ตามระดับความพรีเมียมของห้องนั้น ๆ ความเป็นส่วนตัวจึงกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความหรูหราที่บรรจุอยู่ในแพ็กเกจเดียวกัน
ในวัยเด็ก คุณเคยไหมที่รู้สึกกลัวทางเดินมืด ๆ ในบ้าน ไม่กล้าเดินไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน เพราะมันทั้งเงียบ ว่าง และดูเหมือนจะทอดยาวเกินไป
‘ทางเดิน’ จึงเป็นพื้นที่ในบ้านที่แทบไม่มีความหมายในตัวเอง ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อห้องต่าง ๆ และบังคับให้เราต้องเคลื่อนไหวผ่าน โดยไม่เคยเชื้อเชิญให้หยุดหรือมีประสบการณ์ใดร่วมกัน ตรงกันข้ามกับทางเดินในโรงแรมหรือรีสอร์ตที่ออกแบบมาอย่างมีเจตนา ไม่ใช่แค่ทางผ่านจากล็อบบี้สู่ห้องพัก หรือจากห้องนอนไปยังสปา แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ล้อมด้วยต้นไม้ กลายเป็นพื้นที่ที่ชะลอจังหวะของชีวิตให้ช้าลง ให้เราได้หายใจ และรู้สึกว่าการ ‘เดินผ่าน’ นั้น สำคัญพอ ๆ กับจุดหมายที่รออยู่ปลายทาง
‘เตียง’ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เราไม่ค่อยพูดถึง ทั้งที่มนุษย์ใช้เวลากว่า 1 ใน 3 หรือเฉลี่ยวันละ 7 – 9 ชั่วโมงบนพื้นที่แคบ ๆ นี้ เป็นช่วงเวลาที่จิตใจล่องลอยหายไปจากโลกภายนอก ขณะที่ร่างกายและสมองยังคงทำงานอย่างเงียบงัน ซ่อมแซมตัวเอง หายใจ และไม่เคยหยุด
เตียงอาจไม่ใช่แค่ที่นอนหลับ แต่เป็นบ้านพักของจิตใต้สำนึก เป็นพื้นที่ที่เรากลับไปยังตัวตนภายในลึกที่สุด ที่ที่เราตัดขาดจากเรื่องราวรอบตัวโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยหรือในห้องพักของโรงแรมที่ไม่เคยพบมาก่อนก็ตาม การนอนดีอาจกลายเป็นความหรูหราที่ทำให้แขกหลงรักโรงแรมของคุณ โดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้

บ้านทรงไทยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งสามัญของคนไทยถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะสิ่งแปลกตา เป็น ความ Exotic ที่ห่อด้วยบริบทของความหรูหรา ทั้งที่แท้จริงแล้วมันคือบ้านของสามัญชน สร้างจากไม้ ยกใต้ถุนสูงเพื่อรับมือกับน้ำและอากาศร้อนชื้น เมื่อเวลาผ่านไป บ้านทรงไทยกลับกลายเป็นของพิเศษ ขณะที่บ้านของคนไทยยุคใหม่ส่วนใหญ่กลายเป็นบ้านปูนกึ่งสำเร็จรูปหน้าตาเหมือนกันไปหมด
คำว่า Made in Thailand ที่เคยหมายถึงของธรรมดา ๆ กลับถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นสิ่งที่มีวัฒนธรรม ความสงบ และความเฉพาะตัว เป็นการย้อนกลับไปหาสิ่งที่เราเคยมี แต่อาจไม่เคยมองว่าเป็นความหรูหรามาก่อน
คำถามที่ตามมาคือ แท้จริงแล้ว อะไรคือความหรูหรา ความหรูหราของเรากับของเขาเหมือนกันหรือไม่ หรือแม้แต่นิยามของคำว่าหรูหราในแต่ละยุค แต่ละวัย แต่ละประสบการณ์ และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่รู้ตัว เราต่างเติบโตจากเงื่อนไขที่แตกต่างกัน การตีความว่าความหรูหราคืออะไร ต้องมีอะไร ต้องซื้ออะไร หรือแม้แต่ต้องไปที่ไหน
แต่เคยคิดไหมว่าความหรูหราอาจจะเป็นสิ่งที่นามธรรมมาก ๆ อาจเป็นอิสระทางเวลา ความเงียบในยามเช้า เสียงนกร้องแทนเสียงแจ้งเตือนในมือถือ ผู้คนต่างตีความกันคนละแบบ บางคนชอบความหรูหราและความสะดวกสบายของการอยู่ใกล้เมือง มีร้านแบรนด์เนมดัง ๆ มีร้านอาหารร้านเด็ด ๆ อยู่รอบตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความหรูหราคือการได้อยู่ห่างไกลจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ได้ออกจากเมืองใหญ่ ได้เดินเข้าสู่พื้นที่เงียบสงบ โดยไม่มีสิ่งเร่งเร้าให้ต้องเป็นใครหรือแย่งกันทำอะไร
ในความย้อนแย้งระหว่างเมืองกับชนบท ยังมีคำถามซ้อนอยู่ลึกกว่านั้นว่า เราต้องการชนบทจริง ๆ หรือเพียงต้องการบรรยากาศหรือภาพลักษณ์ของมัน ในยุคที่เราตกแต่งชนบทให้เหมือนเมือง หรือแต่งให้เมืองเหมือนเป็นชนบทได้ และแต่ละคนตีความความหรูหราให้ตรงตามจินตนาการที่อยากให้เป็นได้
แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สภาพความเป็นอยู่จริง ๆ ของสถานที่นั้นก็ตาม
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
- Images Courtesy of HBO
- Coccia, E. (2021). Philosophy of the Home. Penguin Random House.
- www.fourseasons.com/kohsamui
- www.livingetc.com/features
- www.bensley.com/project/four-seasons-resort-koh-samui
- www.sirisala.com/experiences
- www.interviewmagazine.com/culture/axel-vervoordt
