ยุคนี้การแข่งขันสำหรับเด็กมีเยอะขึ้น หลากหลาย แม้จะจริงจังจนดูเกินเด็ก แต่มองดี ๆ ก็มีประโยชน์ไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งคลานตามงานสินค้าแม่และเด็ก หรือการแข่งความสามารถพิเศษระดับออกทีวี กิจกรรมแบบนี้ทำให้พ่อแม่ลูกได้ใช้เวลาพิเศษร่วมกัน และไม่ค่อยได้ทำกันบ่อย ๆ ถ้าการแข่งสนุก พ่อแม่ก็ได้ลุ้น สร้างความทรงจำใหม่ ๆ ให้ลูกด้วย
สำหรับการแข่งขันที่จริงจังขึ้นมาหน่อยสำหรับเด็กโต ก็ต้องมีการฝึกซ้อม ช่วงนี้แหละที่เขาจะได้ฝึกฝนตัวเอง รู้จักเรื่องวินัยและความมุ่งมั่น แข่งจบตัวเขาจะได้ประสบการณ์บางอย่างกลับไป ไม่ว่าแพ้หรือชนะ
แม่เบลล์-อนิลทิตา และ พ่อเอก-เอกชัย เชี่ยวพัทธยากร ก็คิดเช่นนั้น ถึงได้ตัดสินใจส่งลูกชาย เอตะ-เอกตระการ เชี่ยวพัทธยากร ลงแข่งทำอาหารรายการหนึ่ง

รายการที่ว่าคือ MasterChef Junior Thailand Season 3 และอย่างที่รู้กัน ลงแข่งครั้งแรก เอตะก็คว้าแชมป์ร่วมมาทันที
เด็กอายุย่าง 12 ขวบ เพิ่งจะฝึกทำอาหารก่อนแข่งแค่ไม่กี่เดือน ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสุดยอดการแข่งอาหารสำหรับเด็กจากทั่วประเทศ
ทุกคนมีความคิดของตัวเอง
เอตะเป็นเด็กกินยาก โตในบ้านที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เข้าครัวด้วยซ้ำ
เขาโตที่ร้อยเอ็ด ในบ้านที่มีผู้สูงวัย แถมยังเป็นหลานชาย ไม่น่าแปลกใจถ้าเอตะจะได้รับความรักเต็มที่จนไม่รู้จักการทำอาหารด้วยตัวเอง
จุดเปลี่ยนของเอตะคือการได้รู้จัก กู๋บิ๊ก หรือ เชฟบิ๊ก-อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล จากเดิมที่ทำ Chef’s Table อยากทำแต่ไม่อยากกิน จนแจ้งเกิดช่วงโควิด ได้เป็นแชมป์รายการ TOP CHEF Thailand 2023 และนำมาสู่การเปิดร้าน อยากย่าง ร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นดีเมื่อช่วงต้นปี
เอตะย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นจังหวะที่กู๋กำลังเตรียมเปิดร้านพอดี เชฟบิ๊กเลยชวนหลานมาช่วยทำงานในร้านง่าย ๆ รวมถึงชวนเข้าครัวแบบที่เด็ก 11 ขวบทำได้ดี
“ร้านของกู๋เป็นแนวอาหารฝรั่ง แรก ๆ เขาไปช่วยเสิร์ฟ ตอนนั้นเอตะตัวเล็กมาก ประมาณ ป.4 ครัวของกู๋เป็นอาหารฝรั่ง จานจะใหญ่ เขาได้สร้างความคุ้นเคย ได้ชิมอาหาร บางทีกู๋ทดลองทำเมนูใหม่ เขาก็จะชิม คุ้นเคยจนเริ่มฝึกทำเอง
“เอตะเป็นคนชอบกินอาหารญี่ปุ่น เขาก็ศึกษา เริ่มจากการปั้นข้าว แล่ปลา เราจะสั่งปลาชิ้นยาวเผื่อให้เขาหั่นเป็นซาชิมิกินเอง เขาก็จะไปศึกษาเองว่าอุณหภูมิของมือต้องเป็นอย่างไร เริ่มจากสิ่งที่เขาชอบก่อน แล้วเขาลองทำเอง” แม่เบลล์เล่า

MasterChef Junior Thailand Season 3 เปิดรับสมัครช่วงต้นปี 2024 แม่เบลล์และเอตะสนใจลงแข่งโดยมีกู๋บิ๊กช่วยติวให้ แม้จะได้คนระดับแชมป์ TOP CHEF มาติว แต่ความสามารถของเอตะส่วนใหญ่มาจากความพยายามของตัวเอง โดยมีแม่เบลล์ที่เป็นแฟนรายการอยู่แล้วมาช่วยเก็งข้อสอบให้ลูก
อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องพรสวรรค์ แม่เบลล์และกู๋บิ๊กลงความเห็นว่าเอตะมีความสามารถบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร คงจะไม่ถูกค้นพบถ้าไม่ได้ลองให้มาทำอาหาร เช่น เป็นคนหัวไว มือไว
“สมมติพี่ทีมงานเรียกเด็ก ๆ ตั้งแถว เอตะจะวิ่งไปเป็นคนแรก ถ้าการแข่งอาทิตย์ไหนมีเรื่องเวลาเข้ามา เอตะจะทำได้เร็วและเยอะกว่าคนอื่น
“ตอนเอตะเอาอาหารมาให้ชิม เราจะถามเขาเหมือนกรรมการเลย เพราะเราต้องการให้เขาอธิบายให้เราฟังให้ได้ ต้องยอมรับว่าน้องยังกินเผ็ดไม่เก่ง ประสบการณ์การกินอาหารไทยเขาน้อย เขาจะไม่ได้รู้จักลึก ๆ หรอกว่าเครื่องเทศนี้ให้รสอย่างไร เราจะทำให้เขาพูดออกมาว่าผมใส่อะไรลงไปบ้าง อยากให้เกิดจากความเข้าใจที่สุด”
ไหวพริบที่ซ่อนอยู่ในครัว
แม้จะเป็นการแข่งของเด็ก แต่ MasterChef Junior ก็มีความยากไม่ต่างจากรายการผู้ใหญ่ เด็กต้องรู้จักพลิกแพลงเมนูให้ทันเวลา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา การฝึกซ้อมระหว่างแม่เบลล์และกู๋บิ๊กช่วยเอตะมาก เคล็ดลับของแม่คือการให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาชอบและอยากกิน สอดแทรกระหว่างฝึกตลอดเวลา เพื่อให้เป็นช่วงเวลาที่สนุก และได้เตรียมตัวก่อนแข่งไปพร้อมกัน

“ความคิดเขาบางอย่างเราไม่เข้าใจในตอนแรก จนกระทั่งเข้าไปทำ เช่น สมมติว่าตอนเราฝึกซ้อมเมนู Beef Wellington เราอธิบายเขาว่าทำแบบนี้ ๆ ตามลำดับ ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร ถ้าไม่ทันต้องตัดขั้นตอนไหน แต่พอถึงเวลาแข่งจริง ๆ เขาก็จะมีไอเดียของเขาที่ไม่ได้ตามเราทั้งหมด จะทำสิ่งที่เขาอยากจะโชว์ก่อน ทำให้เราเข้าใจว่าถึงเวลาจริงเอตะจะมีความคิดของตัวเองที่อยากจะโชว์สิ่งที่เขาทำ
“ตอนที่ทำ Ravioli ไข่แดง ตอนซ้อมกันเรากังวลมากเลยว่าไข่จะไม่ไหล กุ้งจะไม่สุก มันต้องเป๊ะเรื่องเวลา เราก็คุยกันแล้วว่าตอนซ้อมเราทำก้อนเดียว ถึงเวลาจริง เอตะบอกว่าผมทำ 2 ก้อน เอาลงพร้อมกันเพื่อให้ชัวร์ว่ามันไหล เอตะจะไม่บอกเราหมดว่าคิดจะทำแบบนี้ แต่เขาคิดเอง” แม่เบลล์พูดถึงการพลิกแพลงของลูก
ในการอัดรายการ MasterChef Junior ผู้ปกครองเด็กจะถูกแยกออกมาอีกห้อง ไม่ได้ร่วมชมการแข่ง (ยกเว้นรายการตอนที่มีโจทย์ให้คุณแม่ไปช่วยทำและชิม) แม่เบลล์เลยไม่ได้เห็นว่าเอตะต้องเผชิญปัญหาอะไรบ้าง แม่เบลล์เล่าว่าตอนที่เอตะเข้าช่วงปากเหว เกือบตกรอบในการแข่งก่อนเข้าชิง ลูกชายนักทำอาหารไม่ได้พูดอะไรเลย แต่หน้าเสีย
“คุณแม่จะบอกเขาตลอดว่า อยากให้เอตะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ให้มันแม่น เป๊ะ ถ้าเอตะแพ้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทำเต็มที่แล้ว เอตะแค่สู้รสชาติของเขาไม่ได้เฉย ๆ ก็ทำให้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียใจ” แม่เบลล์เล่า


ทำจากสิ่งที่ชอบ แล้วจะทำได้ดี
“อย่างที่บอก เขาชอบกิน บางทีเขาดูเมนูไหนก็เริ่มรู้สึกว่าอยากลองทำ
“ล่าสุดเขาไปดูการทำ Burrata Cheese ที่ต้องเริ่มเอานมมาผสมให้เป็นก้อนให้ได้ เอตะจะมีไอเดียว่าวันนี้เขาอยากลองทำอะไร” แม่เบลล์เล่าชีวิตลูกชายหลังเป็นแชมป์ให้ฟัง ดูเหมือนว่าเอตะหลงใหลชีวิตในครัวหัวปักหัวปำไม่ต่างจากกู๋บิ๊กเลย
การทำชีสอิตาลีแบบดั้งเดิมอาจดูไกลและเกินเด็ก แต่สำหรับแม่เบลล์ เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลยถ้าเอตะชอบและอยากลองดู ปัจจุบันแม้ไม่ได้ลงแข่งรายการไหนแล้ว เธอบอกว่ายังสนับสนุนลูกอยู่ ยิ่งลูกทำก็ยิ่งได้เห็นแนวคิดนอกกรอบที่ซ่อนอยู่ในตัวลูก
กลายเป็นว่าอาหารไม่ใช่เพียงอาหารอิ่มท้อง แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้เข้าใจกันและกันมากขึ้นด้วย
“หลัง ๆ เขาชอบกิน เลยชอบทำอาหารให้ตัวเองกินด้วย อย่างนี้เขาจะยิ่งแฮปปี้”
ถ้าเกิดว่าเขาชอบ มีความสุข ก็ไม่มีเหตุผลที่แม่ต้องให้หยุดทำ
การใช้ความสุขเป็นตัวนำ คงเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้อาหารของเอตะทุกจานมีความหมาย

