13 มีนาคม 2026
609

English Version, Click Here

โทยามะ อิชิกาวะ และฟุคุอิ 3 จังหวัดฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น หรือเรียกรวมกันว่า ‘โฮคุริคุ’ คือหนึ่งในพื้นที่ที่หิมะตกมากที่สุดในโลก
ท่ามกลางความหนาวเย็น ใต้ความหนาเตอะของหิมะขาวโพลนหนาเป็นเมตร โฮคุริคุมีร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีตให้เห็น

ในยุคเอโดะ โฮคุริคุคือแหล่งเงินแหล่งทองของพ่อค้าที่ร่ำรวยจากการเดินเรือ ขายสินค้าระหว่างโอซาก้ากับเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุด โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่การเดินทางทางบกนั้นยากลำบาก

เส้นทางเดินเรือนี้เปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับญี่ปุ่นทั้งประเทศ หนึ่งในนั้นคือรสชาติอาหาร หลังจากที่สาหร่ายทะเล (Kelp) ที่เป็นพืชที่เก็บเกี่ยวและนิยมใช้ในอาหารกันแค่เฉพาะภูมิภาคทางเหนือ เมื่อกลายเป็นสินค้ามากับเรือ ทำให้รสอูมามินั้นกระจายไปทั่วเกาะ และกลายเป็นรสอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ เปลี่ยนหน้าตาและรสชาติของอาหารญี่ปุ่นไปเลย

ต้องบอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่บันทึกการเดินทางที่มาเล่าแต่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นทริปเที่ยวดูเมือง แช่ออนเซน ทริปกิน (ที่มาในช่วงพีกของปูพอดี) ที่มีฉากหลังเป็นความรุ่งเรืองในยุคการค้าทางทะเลมากกว่า 

ผมเช็กอากาศคร่าว ๆ ก่อนจะเดินทางไปโฮคุริคุช่วงกลางฤดูหนาว ในพยากรณ์อากาศมีรูปไอคอนหิมะเรียงต่อกันทั้งสัปดาห์ เรื่องหนาวนั้นแน่ใจได้เลยว่าเจอแน่ เลยเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปด้วย แต่แค่ภาวนาว่าอย่าให้หนักถึงขั้นเดินทางไม่ได้เลย

การเดินทางมาที่โฮคุริคุมีหลายวิธีมาก จาก Hokuriku Autumn Trip ผมเคยแนะนำวิธีนั่งรถไฟชินคันเซนจากโตเกียวมาเริ่มต้นที่ Kanazawa Station ครั้งนี้ผมเปลี่ยนมาลงที่สนามบินโคมัตสึที่อิชิกาวะแทน

ผมแนะนำอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าหากขับรถได้ การเดินทางในหลาย ๆ จุดที่น่าสนใจในภูมิภาคนี้ เข้าถึงง่ายได้ด้วยรถยนต์ แม้แต่ในฤดูหนาวที่มีหิมะตกก็ตาม (แต่ขับอย่างระมัดระวังก็ดีนะครับ)

หมู่บ้านที่มั่งคั่งที่สุดในยุคเอโดะ

ขับจากสนามบินโคมัตสึไม่ไกลก็ถึง คากะ ฮาชิทาเตะ (Kaga Hashitate) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เคยได้ชื่อว่ารวยที่สุดในสมัยเอโดะ มีเรื่องเล่าว่าคนในหมู่บ้านนี้เริ่มจากการทำไร่ทำนา แต่ก็ถูกจ้างไปเป็นกะลาสีเรือด้วย ทำไปทำมาแต่ละคนก็ขยับขยายมีเรือเป็นของตัวเอง และทำธุรกิจค้าขายทางเรือตามเส้นทางโอซาก้า-ฮอกไกโด จอดเรือตามเมืองท่า ซื้อขายของที่หามาได้จากแหล่งอื่น ๆ 

จากคนทำนา กลายมาเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย 

ลองจินตนาการเส้นทางว่าจากฮอกไกโด ล่องเรือเลียบชายฝั่งลงมาทางตะวันตกของญี่ปุ่นเพื่อค้าขาย แล้วอ้อมลงมาทางใต้ที่ช่องแคบระหว่างเกาะฮอนชูและคิวชู เพื่อย้อนกลับขึ้นไปโอซาก้า จุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านคากะ ฮาชิทาเตะ เป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางนี้พอดี 

เมืองนี้เลยมีร่องรอยของอดีตของการค้าทางทะเลที่หลงเหลือให้ชมสมบูรณ์มาก 

ถึงเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ก็ยังรักษาเสน่ห์ของบ้านเรือนในสมัยก่อนเอาไว้ได้ มีที่พัก คาเฟ่ และพิพิธภัณฑ์ที่ดัดแปลงจากอาคารและคฤหาสน์เก่าแก่ของพ่อค้าเปิดให้เข้าชมข้าวของเครื่องใช้ และเห็นชีวิตของชาวเรือในอดีตได้ดี 

Kitamaebune Ship Museum เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของเมืองที่ควรเข้าชมครับ ที่นี่จะทำให้เห็นภาพของความรุ่งเรืองของภูมิภาคนี้ชัดเจนมาก ๆ ของที่แสดงในนี้เป็นของที่ใช้จริงในชีวิตของพ่อค้าทางทะเลสมัยก่อน มีเรือจำลอง ตู้ใส่ข้าวของบนเรือ เสื้อผ้าของพ่อค้า ยังได้เห็นภายในของคฤหาสน์จริง ๆ และที่ผมชอบมากคือภาพพิมพ์ใบปลิวโฆษณาที่เอาไว้แจกลูกค้าที่ออกแบบสวยงาม มีดีไซน์และสีสันที่โดดเด่นจนอยากได้เลยล่ะ ทางพิพิธภัณฑ์มีห้องแสดงภาพเหล่านี้โดยเฉพาะ

หิมะยังไม่หยุดตกง่าย ๆ แต่พอพระอาทิตย์ตก อากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นอีก เพราะเป็นฤดูหนาวที่โฮคุริคุ ทริปนี้เราเลยจองแต่โรงแรมที่มีบ่อออนเซนล้วน ๆ เพราะเมืองคางะที่เราอยู่มีออนเซนเก่าแก่อยู่ถึง 4 จุด และจุดที่เราพักคืนนี้คือ Yamashiro Onsen 

ราว ๆ 20 นาทีจากพิพิธภัณฑ์เรือที่คากะ ฮาชิทาเตะ ก็มาถึง Yoshida Sannoukaku เรียวกังเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ แน่นอนว่าที่พักนี้มีบ่อน้ำร้อน แต่ถ้าหากอยากได้บรรยากาศแบบเก่าแก่จริง ๆ เมืองนี้จะมีโรงอาบน้ำที่ทำจำลองโรงอาบน้ำสมัยเมจิ เป็นบ่อแบบที่ใช้ลงแช่อย่างเดียว ไม่มีฝักบัวหรือสบู่แบบออนเซนปัจจุบัน ตามผังเมืองแบบโบราณ บ่อน้ำร้อนนี้จะอยู่กลางเมืองแล้วสร้างเรียวกังไว้ล้อมรอบเพื่อให้แขกที่มาพักมาแช่น้ำร้อนร่วมกันได้

คืนนี้อาหารค่ำคืออาหารแบบคัปโปะ ที่ร้าน Morimoto คนท้องถิ่นที่นี่กินแบบจานตามสั่ง แต่ผมเลือกจองเป็นแบบให้เชฟเสิร์ฟของดีของเมืองมาทีละจาน ปรุงแบบญี่ปุ่น การเลือกแบบนี้สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าไม่เสี่ยง และมั่นใจได้ว่าจะได้กินของดีในฤดูกาลนั้นแน่ ๆ 

และเราก็ไม่พลาดปูกับของทะเลสดในฤดูหนาวนี้ 

เมืองซามูไร

หิมะตกลงมาทั้งคืน นอนแช่น้ำร้อนบ่อกลางแจ้งตอนเช้าก็ยังมีหิมะโปรยลงมาเรื่อย ๆ หลังจากกินอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยของดีของท้องถิ่นที่เรียวกัง เราก็มุ่งหน้าไปที่สวนคุโรคุเอ็น (Kurokuen) สวนนี้อยู่รอบนอกปราสาทคานาซาวะ กลางใจคานาซาวะ เมืองหลวงของอิชิกาวะ 

สวนนี้สร้างโดยไดเมียวหรือเจ้าเมือง หากเดินดูแบบไม่ได้คิดอะไร สวนนี้คือสวนที่สวยแม้แต่วันที่หิมะขาวโพลนปกคลุมไปหมด แต่สวนนี้มีความหมายในการแสดงอำนาจของเจ้าเมืองผ่านรสนิยมทางศิลปะ โชว์ความมั่งคั่งแบบไม่ต้องแสดงแสนยานุภาพด้านอาวุธของเจ้าเมือง

สวนนี้มีศิลปะในการสร้างและการดูแลรักษาอย่างประณีตและพิถีพิถัน สวนนี้มีระบบการจัดการน้ำอย่างน่าทึ่งมาก นอกจากสร้างน้ำตก ยังมีน้ำพุที่ใช้แรงธรรมชาติไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า ต้นไม้ใหญ่ออกแบบมาให้เติบโตด้วยวิธีการเดียวกับบอนไซ ทำให้เห็นถึงการดูแลรักษาที่ไม่ใช่ทำเสร็จภายในชั่วอายุคนเดียว แต่ต้องอาศัยการดูแลจากรุ่นถัดไป

เป็นสวนที่มีรายละเอียดซ่อนไว้ในแทบทุกมุม

ด้านตะวันออกของปราสาทคานาซาวะคือสวนคุโรคุเอน ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือย่านนางามาจิ ย่านที่พักของซามูไร โซนนี้มีบ้านเรือนตั้งแต่ยุคซามูไรเก่าแก่อยู่หลายหลัง บางหลังเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมภายในได้ ย่านนี้มีการจัดการเรื่องการอนุรักษ์ที่ดี ยังรักษาบรรยากาศของยุคซามูไรเอาไว้ได้ จากการที่มี กฎให้บริเวณด้านหน้าบ้านที่ติดถนนยังใช้ ต้องใช้รูปแบบเดียวกับโครงสร้างดั้งเดิมในสมัยก่อน

หมู่บ้านซามูไรเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเที่ยวในเมืองคานาซาวะ ก่อนออกเดินทางไปที่เมืองถัดไป เราแวะไปที่สถานีรถไฟคานาซาวะเพื่อไปกินร้านโอเด้ง

ร้านนี้เป็นร้านโอเด้งที่ทำให้นึกถึงร้านโอเด้งแบบเก่าแก่ ถึงอยู่ในตัวสถานีแต่ตกแต่งข้างในให้รู้สึกถึงร้านที่มีความคลาสสิก มีเจ้าถิ่นบอกว่าที่คานาซาวะมีโอเด้ง ก็เพราะมีสาหร่ายคอมบุ ส่วนประกอบสำคัญในน้ำซุปที่ส่งมาจากฮอกไกโดในสมัยที่มีการค้าขายทางเรือนั่นเอง

ว่ากันว่าเส้นทางคิตามาเอบุเนะ (Kitamaebune) หรือเส้นทางการเดินเรือระหว่างฮอกไกโดกับโอซาก้า เป็นการเปลี่ยนรสชาติของอาหารญี่ปุ่นทั้งประเทศไปเลย รสชาติของสาหร่ายที่ส่งมาจากฮอกไกโด มาเพิ่มรสของอูมามิในอาหาร โดยเฉพาะซุปดาชิ 

แต่อย่างไรก็ตาม ซุปของโอเด้งร้อน ๆ เหมาะกับอากาศหนาวของเมืองนี้มากเลยครับ

ความรุ่งเรืองไม่รู้จบของอิวาเสะ

จากคานาซาวะเราขับรถขึ้นมาทางตะวันออกไปสู่จังหวัดโทยามะ แวะเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าอิวาเสะ เมืองนี้เป็นอีกหนึ่งเมืองในทริปที่น่าสนใจมาก ๆ 

อิวาเสะเป็นหนึ่งในท่าเรือสำคัญในยุคการค้าทางทะเล มีบ้านของพ่อค้า โกดังเก็บสินค้าเรียงรายตามถนนสายหลักในเมือง ยังคงเห็นความมั่งคั่งในอดีตได้จากบ้านของพ่อค้าตระกูลใหญ่ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม (ด้านหลังเป็นโรงคราฟต์เบียร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน) 

ปัจจุบันตึกเก่า ๆ ของเมืองนี้ปรับปรุงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี ร้านขายของท้องถิ่นที่มีดีไซน์ ร้านขายไวน์และสาเก หรือร้านขนมเก่าแก่ที่ก็ยังคงขายอยู่ในปัจจุบัน (ร้านชื่อ Otsukaya แนะนำให้ลองโดรายากิในเวอร์ชันสามเหลี่ยม)

อิวาเสะมีโรงบ่มสาเก Masuda ที่เป็นศูนย์กลางอันสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมือง 

ถ้าได้ไปอิวาเสะ หนึ่งประสบการณ์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ Saseki, by Masuda Sake

Brewery ที่จะให้เราชิมสาเกกี่ขวดก็ได้ในเวลาที่จำกัดไว้ เราจะได้ลองชิมความหลากหลายของสาเกของ Masuda และอีกหลายที่ในโทยามะ

เสียดายที่มีเวลาอยู่ที่เมืองนี้น้อยไปหน่อย ยังอยากใช้เวลากับแต่ละที่นานกว่านี้

ก่อนจะกินอาหารเย็นในตัวเมืองโทยามา ยังพอมีเวลาไป Toyama Kirari อาคารที่ออกแบบโดย Kengo Kuma ภายในออกแบบให้เป็นโถงสูง ตกแต่งด้วยไม้ ถ้ามองจากมุมด้านล่างขึ้นไปจะเห็นความอลังการของงานออกแบบ

ชั้นล่างเป็นห้องสมุดประชาชนโทยามะ และเกือบทุกชั้นจะแสดงงานศิลปะจากแก้ว ส่วนชั้นบนเป็น Glass Art Garden ที่มีงานแสดงประติมากรรมของ Dale Chihuly ศิลปินระดับโลกชาวอเมริกันที่ติดตั้งไว้ถาวร

ไม่ไกลจากตึกนี้ก็เดินไปกิน Sushidokoro Sasaki ที่จองไว้ล่วงหน้าเป็นมื้อเย็น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากที่จะต้องกินซูชิหรืออาหารทะเลเมื่อมาโทยามะ โดยเฉพาะฤดูหนาว

ภูเขากับทะเลของโทยามา

ออนเซนของ Amaharashi Onsen Isohanabi ควรแช่ตอนเช้า เพราะความดีงามคือวิวแบบพาโนรามาของเทือกเขาทาเตยามะกับอ่าวโทยามะ ซึ่งมีออนเซนไม่กี่ที่ที่จะเห็นวิวนี้ได้ 

วันนี้มีโปรแกรมไปล่องเรือในหุบเขาโชกาวะ แต่ไม่แน่ใจว่าหิมะที่ยังตกต่อเนื่องมาหลายวันจะทำให้กระทบกับการชมวิวบนเรือแค่ไหน

ระหว่างทางจากที่พักไปหุบเขา มีจุดแวะพักระหว่างทางจุดหนึ่งที่ได้รับคำแนะนำมา 

จุดพักรถนี้ชื่ออามาฮาราชิ จุดนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาชมวิวเทือกเขาทาเตยามะกับอ่าวโทยามะกัน โดยเฉพาะถ่ายภาพรถไฟที่วิ่งผ่านโดยมีฉากหลังเป็นทะเลในวันที่ท้องฟ้าสดใสกว่านี้

แต่ในวันหิมะตกหนัก ที่นี่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

หุบเขาหิมะ

ขับรถมาจอดที่ท่าเรือเพื่อจะไปล่องเรือชมหุบเขาโชกาวะ (Shogawa Gorge Cruise) ที่นี่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอลงเรือรอบเดียวกับเรา ท่าเรืออยู่ใกล้กับสันเขื่อนที่สร้างขึ้นบนแม่น้ำที่ในอดีตเคยใช้ในการลำเลียงสินค้าและไม้

พอสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า แม่น้ำเลยไม่ได้ใช้งานในการลำเลียงสินค้าอีกแล้ว

เรือล่องไปตามหุบเขาสูงที่เต็มไปด้วยหิมะ และหิมะก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ดาดฟ้าเรือก็ยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอจังหวะถ่ายรูปกับฉากหลังสีขาวโพลนแบบไม่ยอมแพ้กับอากาศ

โทยามะเป็นเมืองที่มีความอลังการของธรรมชาติเป็นจุดเด่นมาก ๆ

ก่อนจะออกจากโทยามะ เราแวะกินอาหารกลางวันที่ร้านอุโอยาสึ (Uoyasu) ในเมืองโทนามิ ร้านนี้มีชื่อเสียงเรื่องปลา ในฤดูที่มีปลาอายุ ร้านนี้จะเสิร์ฟเมนูจากปลาอายุจากแม่น้ำโชกาวะ แต่ถ้ามาในฤดูหนาว จะมีปลาบุริจากอ่าวโทยามะในหลากหลายรูปแบบทั้งซาชิมิ ย่าง หรือชาบูที่จุ่มสาเกแทนซุป 

ปลาบุริกลายเป็นปลาชนิดโปรดของผมไปเลยเมื่อมาร้านนี้

หลังจากกินอาหารกลางวันแล้ว เรากำลังจะออกเดินทางไปจังหวัดสุดท้ายของภูมิภาคโฮคุริคุในทริปนี้ นั่นคือฟุคุอิ

เมืองตีมีด

ครั้งก่อนในทริปโฮคุริคุ ฤดูใบไม้ร่วง ได้ไปกินร้านอาหารที่ใช้ของท้องถิ่นตั้งแต่วัตถุดิบยันอุปกรณ์อย่างมีดในครัว

ทำให้รู้ว่าเมืองเอจิเซน จังหวัดฟุคุอิ เป็นแหล่งทำมีดที่มีฝีมือแหล่งสำคัญของญี่ปุ่น

เมื่อเราถึงเขตหมู่บ้านตีมีดทาเคฟุ (Takefu Knife Village) ก็เริ่มเห็นป้ายโรงทำมีดถี่ขึ้น มีตึก และอาคารหลายหลังที่ออกแบบร่วมสมัย มีเหลี่ยมและคมของมุมอาคารภายนอกที่เดาว่าน่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากมีด รวมถึงอาคารของเวิร์กช็อปส่วนกลางที่ช่างทำมีดรุ่นใหม่ ๆ มารวมตัวกันทำ มากกว่าจะแยกกันทำตามบ้าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้สืบทอด 

การมารวมตัวทำเวิร์กช็อปกลาง ทำให้ได้แชร์เครื่องจักรสมัยใหม่ในการทำมีดและเรียนรู้งานกันได้เร็วขึ้น

ที่นี่มีทัวร์โรงงานที่จะทำให้เราได้รู้ประวัติศาสตร์ของการทำมีดที่มีมายาวนานกว่า 700 ปี เห็นการพัฒนาไปสู่อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้องค์ความรู้เดียวกัน และจะได้เห็นกระบวนการทำมีด รวมถึงได้ลงมือทำบางกระบวนการด้วยตัวเองด้วย

ถ้าเป็นคนทำอาหารและได้มาถึงที่แล้ว อยากให้มองหามีดสักเล่มที่เหมาะกับตัวเราเองที่สุด

เรือนรับรองของเมืองท่า

เรามีนัดกินมื้อค่ำที่ร้านอุโอชิโระ (Uoshiro) ที่เมืองมิคุนิ ฟุคุอิ ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหารและที่พักมาตั้งแต่ยุคเมจิเพื่อใช้ต้อนรับพ่อค้าและผู้มีชื่อเสียง ตัวอาคารได้รับการอนุรักษ์ในฐานะสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และยังมีภาพถ่ายเก่า ข้าวของเครื่องใช้ในอดีตให้เห็น 

อาหารที่อุโอชิโระ เสิร์ฟแบบไคเซกิ ใช้วัตถุดิบจากทะเล โดยเฉพาะปูในฤดูกาลนี้ 

คืนนี้เราไม่ได้นอนพักอุโอชิโระ ในเมืองมิคุนิ แต่ไปพักเรียวกังฮาเซกาวะ (Hasegawa Ryokan) เรียวกังในย่านออนเซนอาวาเสะ และออนเซนที่ดูแลบริหารกันภายในครอบครัวที่มีอายุ 140 ปีแล้ว

Little Kyoto แห่งเอจิเซน

ถ้าโฮคุริคุคือพื้นที่ที่หิมะตกหนักที่สุดในโลก โอโนะ (Ono) ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ควรเป็นเจ้าของสถิตินั้นอย่างสมเกียรติ

โอโนะเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา ไม่ได้อยู่ติดทะเล แต่เป็นเมืองสำคัญในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขาย

ที่นี่มีปราสาทเอจิเซ็นโอโนะ เรียกอีกชื่อว่า ปราสาทลอยฟ้า เพราะเมื่อเกิดทะเลหมอก ปราสาทบนยอดเขาจะเหมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ ผู้สร้างปราสาทเป็นผู้วางผังเมืองโอโนะให้เป็นแบบตารางหมากรุก รวมถึงวางตำแหน่งวัดจำนวนมากในเมือง ทำให้ที่นี่เรียกว่าเป็นลิตเติลเกียวโตแห่งโฮคุริคุ 

เมืองโอโนะภายใต้หิมะที่หนา 1 – 3 เมตร มีร้านค้าเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากยุคก่อนหลายร้าน ทั้งโรงบ่มสาเกและร้านขายโคจิที่ใช้ทำมิโสะโดยเฉพาะ สอดคล้องกับที่เมืองนี้มีวัดเป็นจำนวนมากเพื่อใช้มิโสะในการทำอาหารสำหรับพระและสาเกในพิธีกรรม

อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โอโนะมีโรงสาเกหรือสินค้าอื่น ๆ ที่ดี นั่นคือน้ำใต้ดินที่บริสุทธิ์มากจากเทือกเขาฮากุซัง มีบ่อน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านจะมาตักไปใช้มาจนถึงวันนี้ 

ถึงเมืองจะดูเงียบในช่วงหิมะตกหนักจนคนต้องอยู่แต่ในบ้าน แต่ในฤดูอื่น ๆ ที่นี่ก็คึกคักจากตลาดเช้าอายุกว่า 400 ปี บนถนนชิจิมันโดริ ถนนเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สายสำคัญที่จะมีในช่วงฤดูใบไม้ผลิไปถึงสิ้นปี

วัดเซนในป่าลึก

เราแวะกินโซบะที่บริเวณหน้าทางเข้าวัด Eiheiji ที่โซบะได้มาจากไร่รอบ ๆ วัด 

การกินโซบะแบบเอเฮจิที่จะราดด้วยซุปเย็นกับหัวไชเท้าขูดถือเป็นการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เหมาะมากกับกิจกรรมสุดท้ายของทริป

จุดหมายสุดท้ายที่เราจะไปในทริปนี้คือ Eiheiji วัดเซนกลางป่าที่ท่านโดเก็น เซนมาสเตอร์ผู้ก่อตั้ง ตั้งใจหลบจากความวุ่นวานในการเมืองในเกียวโต เพื่อให้พระเซนได้ปฏิบัติท่ามกลางธรรมชาติ พระเซนจะฝึกสมาธิกันอย่างเข้มข้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันที่เราไป เป็นวันแรกที่กำลังเริ่มต้น บรรดาพระต่างเก็บตัวกันในโถงหลักเพื่อนั่งสมาธิและใช้ชีวิตอยู่ในนั้น

คนทั่วไปติดต่อกับทางวัดเพื่อฝึกหัดซาเซน (Zazen) หรือฝึกนั่งสมาธิแบบเซน โดยมีอาจารย์เซนคอยแนะนำอย่างใกล้ชิด

ผมก็ได้มีประสบการณ์นี้เช่นกัน มีความแตกต่างจากที่ถูกฝึกมา ทั้งท่วงท่าตั้งแต่การเดิน ในการนั่ง การจัดเบาะ หรือแม้แต่การลืมตาไว้ประมาณครึ่งหนึ่งแล้วมองลงต่ำประมาณ 45 องศา การไม่หลับตาเพื่อให้จดจ่อกับปัจจุบัน ไม่ตกอยู่ในภวังค์หรือความง่วง

การฝึกสมาธิผ่านไปราวชั่วโมง หลังจากนั้นเป็นการเดินชมส่วนต่าง ๆ ของวัด ที่วัดเอเฮจิมีอาคารหลายหลังและใช้งานที่แตกต่างกันไป เป็นห้องนั่งสมาธิ อาคารที่ใช้เทศน์ โรงครัว เชื่อมกันด้วยทางเดินไม้แบบมีหลังคา อาคารทั้งหมดสร้างด้วยความเรียบง่ายและใช้วัสดุจากธรรมชาติ แต่ยังมีฝีมือของงานแกะไม้ของช่างฝีมือชาวฟุคุอิอยู่ในหลาย ๆ จุด คุ้มค่ากับการมาชมแน่นอน

ก่อนจะมาที่โฮคุริคุ เรากังวลเรื่องอากาศและชื่อเสียงของของหิมะที่ตกหนัก ไม่แน่ใจเรื่องการเดินทาง และคิดว่าจะมีอะไรให้เที่ยวได้ในฤดูกาลนี้ 

แต่การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้ หลายอย่างดูพิเศษขึ้นมากในฤดูหนาว ถ้าชอบอาหาร ช่วงนี้คือฤดูกาลที่ดีที่สุดของอาหารทะเล และ 3 จังหวัดของโฮคุริคุก็มีชื่อเสียงเรื่องนี้มาก เป็นฤดูของทั้งปูและปลาบุริพอดี

สถานที่ท่องเที่ยวปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ดูแปลกตากว่าช่วงต่าง ๆ ของปีอย่างแน่นอน

และอากาศแบบนี้เหมาะมากกับการแช่ออนเซนครับ

หรือใครก็ตามที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การเข้าออกพิพิธภัณฑ์ รวมถึงบ้านเรือนที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งในอดีตของคนที่อยู่ในยุคการค้าขายทางทะเล น่าจะเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องออกไปท้าลมหนาวแบบได้ความรู้ไปอย่างเต็มที่

ถ้าเป็นไปได้ การเดินทางด้วยรถยนต์ทำให้เข้าถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ได้เป็นพิเศษ 

โฮคุริคุใต้หิมะ มีอะไรให้ค้นหาเพียบเลยครับ

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2