โทยามะ อิชิกาวะ และฟุคุอิ 3 จังหวัดฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น หรือเรียกรวมกันว่า ‘โฮคุริคุ’ คือหนึ่งในพื้นที่ที่หิมะตกมากที่สุดในโลก
ท่ามกลางความหนาวเย็น ใต้ความหนาเตอะของหิมะขาวโพลนหนาเป็นเมตร โฮคุริคุมีร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองในอดีตให้เห็น
ในยุคเอโดะ โฮคุริคุคือแหล่งเงินแหล่งทองของพ่อค้าที่ร่ำรวยจากการเดินเรือ ขายสินค้าระหว่างโอซาก้ากับเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุด โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่การเดินทางทางบกนั้นยากลำบาก
เส้นทางเดินเรือนี้เปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับญี่ปุ่นทั้งประเทศ หนึ่งในนั้นคือรสชาติอาหาร หลังจากที่สาหร่ายทะเล (Kelp) ที่เป็นพืชที่เก็บเกี่ยวและนิยมใช้ในอาหารกันแค่เฉพาะภูมิภาคทางเหนือ เมื่อกลายเป็นสินค้ามากับเรือ ทำให้รสอูมามินั้นกระจายไปทั่วเกาะ และกลายเป็นรสอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ เปลี่ยนหน้าตาและรสชาติของอาหารญี่ปุ่นไปเลย
ต้องบอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่บันทึกการเดินทางที่มาเล่าแต่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นทริปเที่ยวดูเมือง แช่ออนเซน ทริปกิน (ที่มาในช่วงพีกของปูพอดี) ที่มีฉากหลังเป็นความรุ่งเรืองในยุคการค้าทางทะเลมากกว่า
ผมเช็กอากาศคร่าว ๆ ก่อนจะเดินทางไปโฮคุริคุช่วงกลางฤดูหนาว ในพยากรณ์อากาศมีรูปไอคอนหิมะเรียงต่อกันทั้งสัปดาห์ เรื่องหนาวนั้นแน่ใจได้เลยว่าเจอแน่ เลยเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปด้วย แต่แค่ภาวนาว่าอย่าให้หนักถึงขั้นเดินทางไม่ได้เลย
การเดินทางมาที่โฮคุริคุมีหลายวิธีมาก จาก Hokuriku Autumn Trip ผมเคยแนะนำวิธีนั่งรถไฟชินคันเซนจากโตเกียวมาเริ่มต้นที่ Kanazawa Station ครั้งนี้ผมเปลี่ยนมาลงที่สนามบินโคมัตสึที่อิชิกาวะแทน
ผมแนะนำอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าหากขับรถได้ การเดินทางในหลาย ๆ จุดที่น่าสนใจในภูมิภาคนี้ เข้าถึงง่ายได้ด้วยรถยนต์ แม้แต่ในฤดูหนาวที่มีหิมะตกก็ตาม (แต่ขับอย่างระมัดระวังก็ดีนะครับ)
หมู่บ้านที่มั่งคั่งที่สุดในยุคเอโดะ
ขับจากสนามบินโคมัตสึไม่ไกลก็ถึง คากะ ฮาชิทาเตะ (Kaga Hashitate) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เคยได้ชื่อว่ารวยที่สุดในสมัยเอโดะ มีเรื่องเล่าว่าคนในหมู่บ้านนี้เริ่มจากการทำไร่ทำนา แต่ก็ถูกจ้างไปเป็นกะลาสีเรือด้วย ทำไปทำมาแต่ละคนก็ขยับขยายมีเรือเป็นของตัวเอง และทำธุรกิจค้าขายทางเรือตามเส้นทางโอซาก้า-ฮอกไกโด จอดเรือตามเมืองท่า ซื้อขายของที่หามาได้จากแหล่งอื่น ๆ
จากคนทำนา กลายมาเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย
ลองจินตนาการเส้นทางว่าจากฮอกไกโด ล่องเรือเลียบชายฝั่งลงมาทางตะวันตกของญี่ปุ่นเพื่อค้าขาย แล้วอ้อมลงมาทางใต้ที่ช่องแคบระหว่างเกาะฮอนชูและคิวชู เพื่อย้อนกลับขึ้นไปโอซาก้า จุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านคากะ ฮาชิทาเตะ เป็นจุดกึ่งกลางของเส้นทางนี้พอดี
เมืองนี้เลยมีร่องรอยของอดีตของการค้าทางทะเลที่หลงเหลือให้ชมสมบูรณ์มาก
ถึงเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ก็ยังรักษาเสน่ห์ของบ้านเรือนในสมัยก่อนเอาไว้ได้ มีที่พัก คาเฟ่ และพิพิธภัณฑ์ที่ดัดแปลงจากอาคารและคฤหาสน์เก่าแก่ของพ่อค้าเปิดให้เข้าชมข้าวของเครื่องใช้ และเห็นชีวิตของชาวเรือในอดีตได้ดี
Kitamaebune Ship Museum เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของเมืองที่ควรเข้าชมครับ ที่นี่จะทำให้เห็นภาพของความรุ่งเรืองของภูมิภาคนี้ชัดเจนมาก ๆ ของที่แสดงในนี้เป็นของที่ใช้จริงในชีวิตของพ่อค้าทางทะเลสมัยก่อน มีเรือจำลอง ตู้ใส่ข้าวของบนเรือ เสื้อผ้าของพ่อค้า ยังได้เห็นภายในของคฤหาสน์จริง ๆ และที่ผมชอบมากคือภาพพิมพ์ใบปลิวโฆษณาที่เอาไว้แจกลูกค้าที่ออกแบบสวยงาม มีดีไซน์และสีสันที่โดดเด่นจนอยากได้เลยล่ะ ทางพิพิธภัณฑ์มีห้องแสดงภาพเหล่านี้โดยเฉพาะ
หิมะยังไม่หยุดตกง่าย ๆ แต่พอพระอาทิตย์ตก อากาศก็ยิ่งหนาวขึ้นอีก เพราะเป็นฤดูหนาวที่โฮคุริคุ ทริปนี้เราเลยจองแต่โรงแรมที่มีบ่อออนเซนล้วน ๆ เพราะเมืองคางะที่เราอยู่มีออนเซนเก่าแก่อยู่ถึง 4 จุด และจุดที่เราพักคืนนี้คือ Yamashiro Onsen

ราว ๆ 20 นาทีจากพิพิธภัณฑ์เรือที่คากะ ฮาชิทาเตะ ก็มาถึง Yoshida Sannoukaku เรียวกังเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ แน่นอนว่าที่พักนี้มีบ่อน้ำร้อน แต่ถ้าหากอยากได้บรรยากาศแบบเก่าแก่จริง ๆ เมืองนี้จะมีโรงอาบน้ำที่ทำจำลองโรงอาบน้ำสมัยเมจิ เป็นบ่อแบบที่ใช้ลงแช่อย่างเดียว ไม่มีฝักบัวหรือสบู่แบบออนเซนปัจจุบัน ตามผังเมืองแบบโบราณ บ่อน้ำร้อนนี้จะอยู่กลางเมืองแล้วสร้างเรียวกังไว้ล้อมรอบเพื่อให้แขกที่มาพักมาแช่น้ำร้อนร่วมกันได้
คืนนี้อาหารค่ำคืออาหารแบบคัปโปะ ที่ร้าน Morimoto คนท้องถิ่นที่นี่กินแบบจานตามสั่ง แต่ผมเลือกจองเป็นแบบให้เชฟเสิร์ฟของดีของเมืองมาทีละจาน ปรุงแบบญี่ปุ่น การเลือกแบบนี้สำหรับนักท่องเที่ยวถือว่าไม่เสี่ยง และมั่นใจได้ว่าจะได้กินของดีในฤดูกาลนั้นแน่ ๆ
และเราก็ไม่พลาดปูกับของทะเลสดในฤดูหนาวนี้
เมืองซามูไร
หิมะตกลงมาทั้งคืน นอนแช่น้ำร้อนบ่อกลางแจ้งตอนเช้าก็ยังมีหิมะโปรยลงมาเรื่อย ๆ หลังจากกินอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยของดีของท้องถิ่นที่เรียวกัง เราก็มุ่งหน้าไปที่สวนคุโรคุเอ็น (Kurokuen) สวนนี้อยู่รอบนอกปราสาทคานาซาวะ กลางใจคานาซาวะ เมืองหลวงของอิชิกาวะ

สวนนี้สร้างโดยไดเมียวหรือเจ้าเมือง หากเดินดูแบบไม่ได้คิดอะไร สวนนี้คือสวนที่สวยแม้แต่วันที่หิมะขาวโพลนปกคลุมไปหมด แต่สวนนี้มีความหมายในการแสดงอำนาจของเจ้าเมืองผ่านรสนิยมทางศิลปะ โชว์ความมั่งคั่งแบบไม่ต้องแสดงแสนยานุภาพด้านอาวุธของเจ้าเมือง
สวนนี้มีศิลปะในการสร้างและการดูแลรักษาอย่างประณีตและพิถีพิถัน สวนนี้มีระบบการจัดการน้ำอย่างน่าทึ่งมาก นอกจากสร้างน้ำตก ยังมีน้ำพุที่ใช้แรงธรรมชาติไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า ต้นไม้ใหญ่ออกแบบมาให้เติบโตด้วยวิธีการเดียวกับบอนไซ ทำให้เห็นถึงการดูแลรักษาที่ไม่ใช่ทำเสร็จภายในชั่วอายุคนเดียว แต่ต้องอาศัยการดูแลจากรุ่นถัดไป
เป็นสวนที่มีรายละเอียดซ่อนไว้ในแทบทุกมุม
ด้านตะวันออกของปราสาทคานาซาวะคือสวนคุโรคุเอน ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือย่านนางามาจิ ย่านที่พักของซามูไร โซนนี้มีบ้านเรือนตั้งแต่ยุคซามูไรเก่าแก่อยู่หลายหลัง บางหลังเป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมภายในได้ ย่านนี้มีการจัดการเรื่องการอนุรักษ์ที่ดี ยังรักษาบรรยากาศของยุคซามูไรเอาไว้ได้ จากการที่มี กฎให้บริเวณด้านหน้าบ้านที่ติดถนนยังใช้ ต้องใช้รูปแบบเดียวกับโครงสร้างดั้งเดิมในสมัยก่อน

หมู่บ้านซามูไรเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะเที่ยวในเมืองคานาซาวะ ก่อนออกเดินทางไปที่เมืองถัดไป เราแวะไปที่สถานีรถไฟคานาซาวะเพื่อไปกินร้านโอเด้ง
ร้านนี้เป็นร้านโอเด้งที่ทำให้นึกถึงร้านโอเด้งแบบเก่าแก่ ถึงอยู่ในตัวสถานีแต่ตกแต่งข้างในให้รู้สึกถึงร้านที่มีความคลาสสิก มีเจ้าถิ่นบอกว่าที่คานาซาวะมีโอเด้ง ก็เพราะมีสาหร่ายคอมบุ ส่วนประกอบสำคัญในน้ำซุปที่ส่งมาจากฮอกไกโดในสมัยที่มีการค้าขายทางเรือนั่นเอง


ว่ากันว่าเส้นทางคิตามาเอบุเนะ (Kitamaebune) หรือเส้นทางการเดินเรือระหว่างฮอกไกโดกับโอซาก้า เป็นการเปลี่ยนรสชาติของอาหารญี่ปุ่นทั้งประเทศไปเลย รสชาติของสาหร่ายที่ส่งมาจากฮอกไกโด มาเพิ่มรสของอูมามิในอาหาร โดยเฉพาะซุปดาชิ
แต่อย่างไรก็ตาม ซุปของโอเด้งร้อน ๆ เหมาะกับอากาศหนาวของเมืองนี้มากเลยครับ

ความรุ่งเรืองไม่รู้จบของอิวาเสะ
จากคานาซาวะเราขับรถขึ้นมาทางตะวันออกไปสู่จังหวัดโทยามะ แวะเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าอิวาเสะ เมืองนี้เป็นอีกหนึ่งเมืองในทริปที่น่าสนใจมาก ๆ


อิวาเสะเป็นหนึ่งในท่าเรือสำคัญในยุคการค้าทางทะเล มีบ้านของพ่อค้า โกดังเก็บสินค้าเรียงรายตามถนนสายหลักในเมือง ยังคงเห็นความมั่งคั่งในอดีตได้จากบ้านของพ่อค้าตระกูลใหญ่ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม (ด้านหลังเป็นโรงคราฟต์เบียร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน)
ปัจจุบันตึกเก่า ๆ ของเมืองนี้ปรับปรุงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี ร้านขายของท้องถิ่นที่มีดีไซน์ ร้านขายไวน์และสาเก หรือร้านขนมเก่าแก่ที่ก็ยังคงขายอยู่ในปัจจุบัน (ร้านชื่อ Otsukaya แนะนำให้ลองโดรายากิในเวอร์ชันสามเหลี่ยม)
อิวาเสะมีโรงบ่มสาเก Masuda ที่เป็นศูนย์กลางอันสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมือง
ถ้าได้ไปอิวาเสะ หนึ่งประสบการณ์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ Saseki, by Masuda Sake
Brewery ที่จะให้เราชิมสาเกกี่ขวดก็ได้ในเวลาที่จำกัดไว้ เราจะได้ลองชิมความหลากหลายของสาเกของ Masuda และอีกหลายที่ในโทยามะ
เสียดายที่มีเวลาอยู่ที่เมืองนี้น้อยไปหน่อย ยังอยากใช้เวลากับแต่ละที่นานกว่านี้
ก่อนจะกินอาหารเย็นในตัวเมืองโทยามา ยังพอมีเวลาไป Toyama Kirari อาคารที่ออกแบบโดย Kengo Kuma ภายในออกแบบให้เป็นโถงสูง ตกแต่งด้วยไม้ ถ้ามองจากมุมด้านล่างขึ้นไปจะเห็นความอลังการของงานออกแบบ
ชั้นล่างเป็นห้องสมุดประชาชนโทยามะ และเกือบทุกชั้นจะแสดงงานศิลปะจากแก้ว ส่วนชั้นบนเป็น Glass Art Garden ที่มีงานแสดงประติมากรรมของ Dale Chihuly ศิลปินระดับโลกชาวอเมริกันที่ติดตั้งไว้ถาวร
ไม่ไกลจากตึกนี้ก็เดินไปกิน Sushidokoro Sasaki ที่จองไว้ล่วงหน้าเป็นมื้อเย็น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องมากที่จะต้องกินซูชิหรืออาหารทะเลเมื่อมาโทยามะ โดยเฉพาะฤดูหนาว

ภูเขากับทะเลของโทยามา
ออนเซนของ Amaharashi Onsen Isohanabi ควรแช่ตอนเช้า เพราะความดีงามคือวิวแบบพาโนรามาของเทือกเขาทาเตยามะกับอ่าวโทยามะ ซึ่งมีออนเซนไม่กี่ที่ที่จะเห็นวิวนี้ได้
วันนี้มีโปรแกรมไปล่องเรือในหุบเขาโชกาวะ แต่ไม่แน่ใจว่าหิมะที่ยังตกต่อเนื่องมาหลายวันจะทำให้กระทบกับการชมวิวบนเรือแค่ไหน
ระหว่างทางจากที่พักไปหุบเขา มีจุดแวะพักระหว่างทางจุดหนึ่งที่ได้รับคำแนะนำมา
จุดพักรถนี้ชื่ออามาฮาราชิ จุดนี้นักท่องเที่ยวนิยมมาชมวิวเทือกเขาทาเตยามะกับอ่าวโทยามะกัน โดยเฉพาะถ่ายภาพรถไฟที่วิ่งผ่านโดยมีฉากหลังเป็นทะเลในวันที่ท้องฟ้าสดใสกว่านี้
แต่ในวันหิมะตกหนัก ที่นี่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ


หุบเขาหิมะ
ขับรถมาจอดที่ท่าเรือเพื่อจะไปล่องเรือชมหุบเขาโชกาวะ (Shogawa Gorge Cruise) ที่นี่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอลงเรือรอบเดียวกับเรา ท่าเรืออยู่ใกล้กับสันเขื่อนที่สร้างขึ้นบนแม่น้ำที่ในอดีตเคยใช้ในการลำเลียงสินค้าและไม้
พอสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า แม่น้ำเลยไม่ได้ใช้งานในการลำเลียงสินค้าอีกแล้ว
เรือล่องไปตามหุบเขาสูงที่เต็มไปด้วยหิมะ และหิมะก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ดาดฟ้าเรือก็ยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอจังหวะถ่ายรูปกับฉากหลังสีขาวโพลนแบบไม่ยอมแพ้กับอากาศ


โทยามะเป็นเมืองที่มีความอลังการของธรรมชาติเป็นจุดเด่นมาก ๆ
ก่อนจะออกจากโทยามะ เราแวะกินอาหารกลางวันที่ร้านอุโอยาสึ (Uoyasu) ในเมืองโทนามิ ร้านนี้มีชื่อเสียงเรื่องปลา ในฤดูที่มีปลาอายุ ร้านนี้จะเสิร์ฟเมนูจากปลาอายุจากแม่น้ำโชกาวะ แต่ถ้ามาในฤดูหนาว จะมีปลาบุริจากอ่าวโทยามะในหลากหลายรูปแบบทั้งซาชิมิ ย่าง หรือชาบูที่จุ่มสาเกแทนซุป
ปลาบุริกลายเป็นปลาชนิดโปรดของผมไปเลยเมื่อมาร้านนี้
หลังจากกินอาหารกลางวันแล้ว เรากำลังจะออกเดินทางไปจังหวัดสุดท้ายของภูมิภาคโฮคุริคุในทริปนี้ นั่นคือฟุคุอิ
เมืองตีมีด
ครั้งก่อนในทริปโฮคุริคุ ฤดูใบไม้ร่วง ได้ไปกินร้านอาหารที่ใช้ของท้องถิ่นตั้งแต่วัตถุดิบยันอุปกรณ์อย่างมีดในครัว
ทำให้รู้ว่าเมืองเอจิเซน จังหวัดฟุคุอิ เป็นแหล่งทำมีดที่มีฝีมือแหล่งสำคัญของญี่ปุ่น
เมื่อเราถึงเขตหมู่บ้านตีมีดทาเคฟุ (Takefu Knife Village) ก็เริ่มเห็นป้ายโรงทำมีดถี่ขึ้น มีตึก และอาคารหลายหลังที่ออกแบบร่วมสมัย มีเหลี่ยมและคมของมุมอาคารภายนอกที่เดาว่าน่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากมีด รวมถึงอาคารของเวิร์กช็อปส่วนกลางที่ช่างทำมีดรุ่นใหม่ ๆ มารวมตัวกันทำ มากกว่าจะแยกกันทำตามบ้าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้สืบทอด


การมารวมตัวทำเวิร์กช็อปกลาง ทำให้ได้แชร์เครื่องจักรสมัยใหม่ในการทำมีดและเรียนรู้งานกันได้เร็วขึ้น
ที่นี่มีทัวร์โรงงานที่จะทำให้เราได้รู้ประวัติศาสตร์ของการทำมีดที่มีมายาวนานกว่า 700 ปี เห็นการพัฒนาไปสู่อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้องค์ความรู้เดียวกัน และจะได้เห็นกระบวนการทำมีด รวมถึงได้ลงมือทำบางกระบวนการด้วยตัวเองด้วย
ถ้าเป็นคนทำอาหารและได้มาถึงที่แล้ว อยากให้มองหามีดสักเล่มที่เหมาะกับตัวเราเองที่สุด


เรือนรับรองของเมืองท่า
เรามีนัดกินมื้อค่ำที่ร้านอุโอชิโระ (Uoshiro) ที่เมืองมิคุนิ ฟุคุอิ ที่นี่เป็นทั้งร้านอาหารและที่พักมาตั้งแต่ยุคเมจิเพื่อใช้ต้อนรับพ่อค้าและผู้มีชื่อเสียง ตัวอาคารได้รับการอนุรักษ์ในฐานะสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรมที่สำคัญ และยังมีภาพถ่ายเก่า ข้าวของเครื่องใช้ในอดีตให้เห็น
อาหารที่อุโอชิโระ เสิร์ฟแบบไคเซกิ ใช้วัตถุดิบจากทะเล โดยเฉพาะปูในฤดูกาลนี้


คืนนี้เราไม่ได้นอนพักอุโอชิโระ ในเมืองมิคุนิ แต่ไปพักเรียวกังฮาเซกาวะ (Hasegawa Ryokan) เรียวกังในย่านออนเซนอาวาเสะ และออนเซนที่ดูแลบริหารกันภายในครอบครัวที่มีอายุ 140 ปีแล้ว

Little Kyoto แห่งเอจิเซน
ถ้าโฮคุริคุคือพื้นที่ที่หิมะตกหนักที่สุดในโลก โอโนะ (Ono) ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่ควรเป็นเจ้าของสถิตินั้นอย่างสมเกียรติ
โอโนะเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา ไม่ได้อยู่ติดทะเล แต่เป็นเมืองสำคัญในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปขาย
ที่นี่มีปราสาทเอจิเซ็นโอโนะ เรียกอีกชื่อว่า ปราสาทลอยฟ้า เพราะเมื่อเกิดทะเลหมอก ปราสาทบนยอดเขาจะเหมือนลอยอยู่บนก้อนเมฆ ผู้สร้างปราสาทเป็นผู้วางผังเมืองโอโนะให้เป็นแบบตารางหมากรุก รวมถึงวางตำแหน่งวัดจำนวนมากในเมือง ทำให้ที่นี่เรียกว่าเป็นลิตเติลเกียวโตแห่งโฮคุริคุ


เมืองโอโนะภายใต้หิมะที่หนา 1 – 3 เมตร มีร้านค้าเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากยุคก่อนหลายร้าน ทั้งโรงบ่มสาเกและร้านขายโคจิที่ใช้ทำมิโสะโดยเฉพาะ สอดคล้องกับที่เมืองนี้มีวัดเป็นจำนวนมากเพื่อใช้มิโสะในการทำอาหารสำหรับพระและสาเกในพิธีกรรม
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้โอโนะมีโรงสาเกหรือสินค้าอื่น ๆ ที่ดี นั่นคือน้ำใต้ดินที่บริสุทธิ์มากจากเทือกเขาฮากุซัง มีบ่อน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านจะมาตักไปใช้มาจนถึงวันนี้
ถึงเมืองจะดูเงียบในช่วงหิมะตกหนักจนคนต้องอยู่แต่ในบ้าน แต่ในฤดูอื่น ๆ ที่นี่ก็คึกคักจากตลาดเช้าอายุกว่า 400 ปี บนถนนชิจิมันโดริ ถนนเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สายสำคัญที่จะมีในช่วงฤดูใบไม้ผลิไปถึงสิ้นปี


วัดเซนในป่าลึก
เราแวะกินโซบะที่บริเวณหน้าทางเข้าวัด Eiheiji ที่โซบะได้มาจากไร่รอบ ๆ วัด
การกินโซบะแบบเอเฮจิที่จะราดด้วยซุปเย็นกับหัวไชเท้าขูดถือเป็นการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เหมาะมากกับกิจกรรมสุดท้ายของทริป

จุดหมายสุดท้ายที่เราจะไปในทริปนี้คือ Eiheiji วัดเซนกลางป่าที่ท่านโดเก็น เซนมาสเตอร์ผู้ก่อตั้ง ตั้งใจหลบจากความวุ่นวานในการเมืองในเกียวโต เพื่อให้พระเซนได้ปฏิบัติท่ามกลางธรรมชาติ พระเซนจะฝึกสมาธิกันอย่างเข้มข้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันที่เราไป เป็นวันแรกที่กำลังเริ่มต้น บรรดาพระต่างเก็บตัวกันในโถงหลักเพื่อนั่งสมาธิและใช้ชีวิตอยู่ในนั้น

คนทั่วไปติดต่อกับทางวัดเพื่อฝึกหัดซาเซน (Zazen) หรือฝึกนั่งสมาธิแบบเซน โดยมีอาจารย์เซนคอยแนะนำอย่างใกล้ชิด
ผมก็ได้มีประสบการณ์นี้เช่นกัน มีความแตกต่างจากที่ถูกฝึกมา ทั้งท่วงท่าตั้งแต่การเดิน ในการนั่ง การจัดเบาะ หรือแม้แต่การลืมตาไว้ประมาณครึ่งหนึ่งแล้วมองลงต่ำประมาณ 45 องศา การไม่หลับตาเพื่อให้จดจ่อกับปัจจุบัน ไม่ตกอยู่ในภวังค์หรือความง่วง
การฝึกสมาธิผ่านไปราวชั่วโมง หลังจากนั้นเป็นการเดินชมส่วนต่าง ๆ ของวัด ที่วัดเอเฮจิมีอาคารหลายหลังและใช้งานที่แตกต่างกันไป เป็นห้องนั่งสมาธิ อาคารที่ใช้เทศน์ โรงครัว เชื่อมกันด้วยทางเดินไม้แบบมีหลังคา อาคารทั้งหมดสร้างด้วยความเรียบง่ายและใช้วัสดุจากธรรมชาติ แต่ยังมีฝีมือของงานแกะไม้ของช่างฝีมือชาวฟุคุอิอยู่ในหลาย ๆ จุด คุ้มค่ากับการมาชมแน่นอน
ก่อนจะมาที่โฮคุริคุ เรากังวลเรื่องอากาศและชื่อเสียงของของหิมะที่ตกหนัก ไม่แน่ใจเรื่องการเดินทาง และคิดว่าจะมีอะไรให้เที่ยวได้ในฤดูกาลนี้
แต่การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิดเอาไว้ หลายอย่างดูพิเศษขึ้นมากในฤดูหนาว ถ้าชอบอาหาร ช่วงนี้คือฤดูกาลที่ดีที่สุดของอาหารทะเล และ 3 จังหวัดของโฮคุริคุก็มีชื่อเสียงเรื่องนี้มาก เป็นฤดูของทั้งปูและปลาบุริพอดี
สถานที่ท่องเที่ยวปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ดูแปลกตากว่าช่วงต่าง ๆ ของปีอย่างแน่นอน
และอากาศแบบนี้เหมาะมากกับการแช่ออนเซนครับ
หรือใครก็ตามที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การเข้าออกพิพิธภัณฑ์ รวมถึงบ้านเรือนที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งในอดีตของคนที่อยู่ในยุคการค้าขายทางทะเล น่าจะเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องออกไปท้าลมหนาวแบบได้ความรู้ไปอย่างเต็มที่
ถ้าเป็นไปได้ การเดินทางด้วยรถยนต์ทำให้เข้าถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ได้เป็นพิเศษ
โฮคุริคุใต้หิมะ มีอะไรให้ค้นหาเพียบเลยครับ

















































