แบงค์-ศราวุธ หมั่นงาน คือชื่อที่หลายคนในวงกาแฟไทยน่าจะคุ้นหูกันดี ในฐานะแชมป์ Thailand National Latte Art Championship (ปี 2024 – 2026) และผู้ชนะอันดับ 5 จากเวทีโลก World Latte Art Championship (ปี 2024 – 2025) เขากำลังจะกลับไปยืนบนเวทีโลกอีกครั้ง ในปีนี้เขาไม่ได้ไปเพื่อที่จะแข่งกับใคร แต่ไปเพื่อที่จะสนุกและเป็นตัวของตัวเอง
เราพบกับแบงค์ครั้งแรกในปี 2018 ที่ร้าน Roots สาขา theCOMMONS ทองหล่อ วันนั้นเขายืนที่บาร์เอสเพรสโซ่ แน่นอนว่าเมนูที่เราสั่งจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากลาเต้ร้อน สักพักแบงค์ก็เดินมาเสิร์ฟกาแฟที่มาพร้อมลายโรเซตต้า แต่สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ลายใบไม้ที่ดูพลิ้วไหวในแก้ว คือคาแรกเตอร์ของบาริสต้าแบงค์ที่พูดจาฉะฉาน เต็มไปด้วยความมั่นใจ ในมือของเขามักจะถือพิตเชอร์อยู่เสมอ ถ้าไม่กำลังทำกาแฟเสิร์ฟลูกค้า เขาก็จะกำลังซ้อมเทลายลาเต้อาร์ต
เรามีโอกาสกลับมาเจอแบงค์อีกครั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ร้าน Sukhumvit Coffee สาขาจรัญสนิทวงศ์ 91
“อีกไม่กี่วันก็จะไปแข่งชิงแชมป์โลกแล้ว พร้อมรึยัง” เราทักทายตอนที่เจอหน้ากัน
“พร้อมดิพี่” แบงค์ตอบพร้อมรอยยิ้มด้วยความมั่นใจที่ไม่ต่างจากเมื่อ 8 ปีก่อน
สิ่งที่เปลี่ยนไปในการเจอกันครั้งนี้คือแบงค์ไม่ได้เป็นเพียงบาริสต้าที่รักในการทำลาเต้อาร์ตเท่านั้น แต่เขายังเป็นเจ้าของร้านกาแฟและแชมป์ลาเต้อาร์ตที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมายจากเวทีการแข่งในประเทศและต่างประเทศ

แต่เชื่อหรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของความสำเร็จบนเส้นทางนี้ แบงค์เคยเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องกาแฟเลยแม้แต่น้อย
เราเลยอยากชวนทุกคนมาฟังเรื่องราวบนเส้นทางสายกาแฟของแบงค์ ผ่านลายลาเต้อาร์ตที่สะท้อนตัวตนในแต่ละจังหวะชีวิต และแรงผลักดันที่พาเขาไปยืนในฐานะตัวแทนประเทศไทยอีกครั้งบนเวที 2026 World Latte Art Championship (WLAC) ณ เมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 10 – 12 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นการกลับไปเยือนเวิลด์สเตจครั้งที่ 3
เจ้าตัวบอกว่าปีนี้ไม่ได้ไปเพื่อแข่งกับใคร แต่ไปเพื่อเป็นตัวของตัวเองให้ดีที่สุด
ลายโรเซตต้า : รู้จักรู้ใจตัวเอง

เด็กชายแบงค์ในวัยเด็กโตมายังไง
เราทำงานมาตั้งแต่เด็กเพราะอยากหาเงินใช้เองครับ ที่บ้านไม่ได้เป็นครอบครัวมีฐานะ พอเรียนจบแล้วไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแบบเปิดซึ่งไม่ต้องไปเรียนทุกวัน ก็ทำงานไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมาจบที่ร้านกาแฟ ตอนนั้นไม่ได้ชอบกาแฟหรอก ไม่ได้มีความรู้เรื่องกาแฟ แค่จะหาเงินเพราะอยากได้มือถือ
เรื่องราวต่าง ๆ ในตอนนั้นหล่อหลอมมาเป็นแบงค์ในวันนี้ยังไง
คิดว่าตอนทำงานร้านกาแฟเป็นจุดเริ่มต้น เราเห็นเจ้าของร้านทำลาเต้ร้อนซึ่งเขาทำลายใบไม้เล็ก ๆ พอเขาเอาแก้วนั้นไปเสิร์ฟ ลูกค้าบอก โอ้โห สวยจัง เราอยากทำได้บ้างเลยลองหาข้อมูล ซึ่งข้อมูลการทำลาเต้อาร์ตในตอนนั้นไม่ได้หลากหลาย เฟซบุ๊กก็น้อยมาก ยูทูบก็น้อยมาก จนได้รู้จักอินสตาแกรม ในนั้นมีแฮชแท็ก #LatteArt พอกดเข้าไปก็เห็นคนจีน-คนญี่ปุ่นเทลายแล้วรู้สึกว่าเขาทำสวยมาก อยากรู้ว่าทำยังไงเลยหาวิธีด้วยตัวเองมาเรื่อย ๆ และเป็นจุดที่ทำให้เราอยากทำลาเต้อาร์ต
ลายอะไรที่เทแล้วรู้สึกว่าฝีมือเราก็ใช้ได้
ลายแรกที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจสุด ๆ คือลายโรเซตต้าหรือลายใบไม้ เราทำลายหัวใจหรือลายทิวลิปได้อยู่แล้ว เพราะมันแค่ดัน ๆ เข้าไป แต่ลายโรเซตต้าต้องสะบัดข้อมือให้ลายเป็นริ้ว ๆ พอลายขึ้นมาเป็นโรเซตต้าได้ เราดีใจมาก นั่นเป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าฝีมือเราใช้ได้
โมเมนต์ไหนที่ทำให้รู้สึกว่าลาเต้อาร์ตคือสิ่งที่ใช่
จุดที่รู้สึกว่าใช่คือตอนที่ไปดูการแข่ง Thailand National Latte Art Championship พิธีกรประกาศว่า ที่ 1 จะได้ไปแข่งระดับโลก เราเลยรู้ว่าสิ่งนี้มีทั้งระดับประเทศและระดับโลก เราเตะบอล เล่นตะกร้อ แข่งกีฬามาแต่เด็ก เราชอบแข่งขันและอยากไปให้ถึงจุดหนึ่งที่ตั้งใจไว้ พอโตมาจะไปแข่งกีฬาก็ไม่ทัน งั้นลองทำลาเต้อาร์ตและลองลงแข่งดู อยากรู้ว่าเราจะเป็นแชมป์ประเทศไทยได้ไหม เลยจุดประกายให้เราจริงจังกับสิ่งนี้

เรื่องอะไรจากเวทีการแข่งลาเต้อาร์ตที่กลายมาเป็น Core Memory ของแบงค์
การได้แชมป์รายการแข่งครั้งแรกครับ ตอนนั้นมีงานเปิดร้าน Bluekoff ที่ขอนแก่นและมีจัดแข่งลาเต้อาร์ตรายการ Esan Smack Down เพื่อโปรโมตร้าน ตอนนั้นแบงค์ทำงาน 6 วัน แบงค์นั่งรถทัวร์ไปคืนวันเสาร์เพื่อแข่งวันอาทิตย์ เย็นวันอาทิตย์นั่งรถทัวร์กลับมาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันจันทร์ แล้วไปทำงานต่อตอนบ่าย เป็นรายการแข่งที่แบงค์ตอบตัวเองได้ว่า ลาเต้อาร์ตคือสิ่งที่สำคัญมาก เราเอาเวลาทั้งหมดในชีวิตไปแลกกับสิ่งนี้ พอได้แชมป์เราดีใจสุดขีด เป็นความทรงจำที่ทำให้เราเห็นตัวเองและได้รู้ว่าอยากทำอะไรต่อไป
ลายกระรอก : ประเมินตัวเองให้เป็น ซ้อมให้ถึง ก็ขึ้นแชมป์ได้

มีลายอะไรที่ใช้ซ้อมบ่อยจนมีส่วนช่วยให้คว้าแชมป์รายการต่าง ๆ มาได้
ถ้าตอนนี้ซ้อมแค่ลายที่จะเอาไปแข่ง แต่ก่อนหน้านี้มีลายที่ทำให้เราเป็นที่รู้จัก คือลายกระรอก เป็นลายที่คิดขึ้นมาเพื่อใช้แข่งที่ญี่ปุ่นในปี 2018 ตอนนั้นยังไม่มีใครเทลายแบบนี้ได้ เราเลยได้แชมป์ของเอเชีย หลังจากนั้นคนก็เริ่มถ่ายรูปและแชร์ในออนไลน์ มีคนเทตามจนกลายเป็นลายซิกเนเจอร์แรกที่ทำให้คนรู้จักเรา
ลายกระรอกน่าจะเป็นลายที่เราใช้เยอะที่สุดในชีวิต หลังจากงานแข่งครั้งนั้นก็มีงานแข่งอีก 6 – 7 งาน และแบงค์ได้แชมป์ทุกรายการด้วยลายกระรอกลายเดียว
ลายกระรอกประกอบด้วยเทคนิคอะไรบ้าง
ตอนนั้นแบงค์ไม่ได้เป็นคนที่เทลาเต้อาร์ตเก่ง เทโรเซตต้าในแก้วได้ไม่เกิน 3 ใบ ถ้าเกิน 3 ใบจะไม่สวยแล้ว และเริ่มด้วยการเทโรเซตต้าไม่ได้ ต้องเททิวลิปก่อน ตอนประกอบลายเลยจะเอาทิวลิปมาทำเป็นตัวกระรอก เอาโรเซตต้า 2 ใบอยู่ข้าง ๆ เป็นใบไม้เพื่อให้เหมือนกระรอกอยู่บนกิ่งไม้ เอาโรเซตต้าใบที่ 3 เป็นหางกระรอก และลากเส้นให้เป็นรูปหัว ลายนี้จึงเป็นการประเมินตัวเองว่าทำได้แค่ไหน สิ่งที่ตัวเองทำได้แค่นี้เอามาปรับเป็นอะไรได้บ้าง
เวลาแบงค์คิดลายลาเต้อาร์ต เริ่มจากอะไร
ความรู้สึกครับ
ดูตัวเองก่อนว่าชอบเทลาเต้อาร์ตแบบไหน บางคนชอบเททิวลิปก่อน บางคนชอบเทใบไม้ก่อน เราจะเริ่มจากสิ่งที่ถนัดก่อน พอขึ้นโครงได้แล้วก็จะนึกถึงลายลาเต้อาร์ตที่เห็นมาเป็นร้อยเป็นพันแพตเทิร์น เราจะหยิบส่วนที่คิดว่าดีมาลองวาง เหมือนประกอบลายในจินตนาการก่อนแล้วมาดูว่าจะเป็นสัตว์หรืออะไรได้บ้าง


สไตล์การซ้อมของแบงค์เป็นยังไง
ถ้าเป็นการไปแข่งเวทีโลก จะแบ่งการซ้อมเป็น 2 อย่าง อย่างแรกคือการคิดลาย ซึ่งกินเวลานานมาก สมมติมีเวลา 4 เดือน การคิดลายจะปาไป 2 เดือนครึ่งหรือ 3 เดือน เพราะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมามันค่อนข้างยากครับ และเราคิดด้วยตัวเองไม่ได้ บางทีต้องมีคนอื่นเข้ามาดู เขาจะเห็นสิ่งที่เราไม่เห็นและช่วยแนะนำ
อย่างที่ 2 คือการซ้อม มีอยู่ 3 รอบ คือรอบแรก รอบ Semi-final และรอบ Final แบงค์จะแบ่งกิจวัตรในการซ้อมทั้งหมดว่ามีกี่ครั้ง จะตั้งเป้าทำให้ถึงในระยะเวลา และมาดูว่าเราเหลือเวลาเท่าไหร่ ต้องแบ่งไปซ้อมที่เหลือวันละเท่าไหร่
การยืนบาร์ทำกาแฟในร้านถือเป็นการซ้อมได้ไหม
การยืนบาร์คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขในการเป็นบาริสต้า ถ้าถามว่าการยืนบาร์กับการยืนในห้องซ้อมแล้วซ้อมทั้งวันอันไหนดีกว่า แน่นอนว่าในห้องซ้อมดีกว่า การซ้อมมันได้ทำซ้ำ ได้ทำตลอดเวลา ได้เรียนรู้ตลอด แต่การยืนบาร์เป็นการเอาตัวเองออกมาแล้วปล่อยจอย คุยกับลูกค้า เจอผู้คน สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มเอเนอร์จีให้เรากลับไปซ้อมใหม่ เพราะในการซ้อมไม่มีอะไรที่ทำให้ใจฟูเลย มีแต่บั่นทอนจิตใจไปเรื่อย ๆ
บั่นทอนจิตใจยังไง
เราต้องอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด พอเครียดมาก ๆ ก็ไปพาลกับสิ่งรอบตัว โดยไม่รู้ตัวว่าเราแสดงท่าทีหรือพูดไม่ดีใส่เพื่อนร่วมทีม เลยต้องคอยเอาตัวเองออกมา การวิ่งช่วยได้เพราะทำให้ได้ทบทวนว่าทำอะไรไปและกำลังจะทำอะไร หรือบางวันถ้าซ้อมแล้วรู้สึกว่าวันนี้ไม่ได้เลย ก็เลิกเลยนะ แล้วไปตีแบดหรือหากิจกรรมทำ หมกมุ่นไม่ได้เพราะร่างกายและจิตใจจะไม่ไหว
สิ่งสำคัญที่สุดในการซ้อมสำหรับแบงค์คืออะไร
ทีมครับ การมีทีมคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้วสำหรับคนแข่ง มันไม่ได้ช่วยแค่เรื่องของการลดภาระในตอนซ้อม แต่ช่วยเรื่องของกำลังใจและสุขภาพจิตด้วย ถ้าไม่มีทีมคงเป็นบ้าก่อน เวลาเราซ้อมคนเดียว เราจะรู้ว่าแย่ แต่ไม่รู้ว่าแย่ตรงไหน เพราะคนเทจะโฟกัสที่การเท มีแค่คนที่มองเข้ามาที่รู้ว่าเราทำดีหรือไม่ดี เพราะเขาจะเห็นว่ามุมที่กดพิตเชอร์เป็นยังไง ใกล้ไปหรือเปล่า แขนต่ำไปไหม ซึ่งคนเทจะไม่รู้

แบงค์ซ้อมเทลาเต้อาร์ตวันละเป็นร้อยแก้ว คิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองหรือเปล่า
อยู่ที่เรามองว่าสิ่งที่เสียไปเป็นอะไร ถ้ามองสิ่งที่เสียไปเป็นการพัฒนาตัวเอง แบงค์มองว่าคุ้ม แต่ถ้ามองสิ่งที่เสียไปเป็นเงินก็ไม่คุ้มหรอก รอบนี้แบงค์ซ้อม 2 เดือนครึ่ง ซื้อนมไปแล้วเกือบแสน เรื่องนมก็ไม่ใช่ว่าทุกยี่ห้อใช้ซ้อมได้เหมือนกัน อาจจะด้วยการผลิตหรือไขมันหรือโปรตีนไม่เท่ากัน ถ้าเราใช้นมคุณภาพไม่ดีมาซ้อม เวลาเท Muscle Memory จะจำสเตปนั้น ถ้าเราไปเทนมอีกตัวที่คุณภาพดีกว่าก็จะเป็นคนละแบบอีก ปีนี้ต้องใช้นมโอ๊ตแข่งรอบแรกด้วย เราต้องมาเรียนรู้ใหม่เหมือนเริ่มจากศูนย์เลย เพราะนมโอ๊ตเทไม่เหมือนนมวัว สตีมไม่เหมือนกัน ต้องมาเรียนรู้ว่าการเทนมโอ๊ตให้ออกมาดีต้องทำยังไง
แต่ที่หน้างานไม่ได้มีนมยี่ห้อเดียวกับบ้านเรา แล้วทำยังไง
เขาจะประกาศก่อนว่าจะใช้นมยี่ห้ออะไร เราก็จะไปดูข้างขวดว่ามีไขมันเท่าไหร่ น้ำเท่าไหร่ โปรตีนเท่าไหร่ แล้วก็จะไปหาเทียบกับนมที่มีในบ้านเราว่ามีตัวไหนที่ประมาณนี้ พอไปหน้างานก็จะใกล้เคียงกัน ห่างกันไม่ถึง 10%
แบงค์ผ่านการแข่งขันมาหลายเวที การขึ้นเวทีแข่งขันยังทำให้ตื่นเต้นหรือกดดันอยู่หรือไม่
ไม่กดดัน แต่ตื่นเต้นเสมอ เรื่องกดดันแบงค์หลุดพ้นได้ตอนที่ปักธงไว้ว่า การแข่งนี้เพื่อความบันเทิง เมื่อก่อนตอนที่เริ่มแข่ง เราไปแข่งเพราะอยากชนะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เปลี่ยนความคิดว่าเราไปแข่งเพื่อไปสนุก ไปเจอเพื่อน ไม่มีความกดดันเลย แต่ตื่นเต้นเสมอครับ แค่ยืนแล้วสปอตไลต์ส่องหน้า คนข้างหน้าเต็มไปหมด พอพิธีกรประกาศชื่อเรา โห ล่กแล้วครับ มือสั่น
แบงค์คุมความตื่นเต้นยังไง
บนเวทีสิ่งที่โชว์ออกมาคือสิ่งที่เราทำตอนซ้อมทั้งหมด สมองเราประมวลผลและคิดตอนนั้นทันเลยไม่ได้ สิ่งที่ออกมาคือตอนซ้อม 100% ครับ มันจะขยับตัวเอง พูดออกมาเอง มือไปเอง แบงค์เลยให้ความสำคัญกับการซ้อม ต่อให้ตื่นเต้นขนาดไหน ถ้า ‘ซ้อมถึง’ สุดท้ายทุกอย่างจะ Autopilot
‘ซ้อมถึง’ คืออะไร
ซ้อมจนเราเจอจุดที่คิดว่า วันนี้เราเทดีจังติดกัน 3 – 4 วัน มันคือ Muscle Memory ที่จดจำทุก ๆ การขยับตัวของเราได้แล้ว เราพูดสคริปต์ได้โดยไม่ต้องคิดแล้ว
ลายสิงโต ลิงแมนดริล และนกคอกคาทู : ตัวตนวันนี้บนเวทีโลก
อะไรคือสิ่งที่ทำให้แบงค์มาถึงเวที World Latte Art Championship (WLAC) ได้ถึง 3 ปีซ้อน
สิ่งแรกคือความมุ่งมั่น สิ่งที่ 2 คือทีม จะพูดถึงทีมเยอะหน่อยเพราะแบงค์ให้ความสำคัญกับทีมมาก ๆ เราทำอะไรด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ อย่างการทำร้าน ถ้าไม่มีลูกค้า ไม่มีเพื่อนคอยมาสนับสนุน ก็ไปต่อไม่ได้
ความรู้สึกตอนได้ไปยืนบนเวที WLAC ครั้งแรกเป็นยังไง
ตอนที่อยู่แบ็กสเตจก่อนจะขึ้นเวที แอบชะเง้อมองออกไปแล้วได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นคนที่มายืนล้อมดูเรา เห็นว่านี่คือเวทีของเรา จังหวะที่เหยียบพรมเวที เหมือนทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกลับมาในหัวว่า ทุกสิ่งที่ตั้งใจมันเกิดขึ้นแล้ว นี่คือสิ่งที่เรารอคอยมาเกือบ 10 ปีที่แข่งมา กลายเป็นว่าไม่ต้องเครียดอะไรแล้ว ถึงฝันแล้ว
เล่าถึงลายที่จะนำไปแข่งใน WLAC 2026 ให้ฟังหน่อย
รอบนี้เราจะไปเล่าเรื่องของตัวเองว่าเราไปมาแล้ว 3 ครั้ง เราได้เรียนรู้อะไรบ้างผ่านลาเต้อาร์ต 3 ลาย ลายแรกคือลายสิงโต เป็นลายที่บอกว่าในปีแรกเราอยากให้คนรู้จัก อยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราเหมาะกับการมายืนตรงนี้ สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเกรงขามที่จะยืนอยู่ตรงนั้น
ส่วนปีล่าสุด เราแทนตัวเองว่าเป็นลิงแมนดริล ลิงนี้อยู่รวมกันเป็นฝูง มันเรียนรู้ว่าถ้าอยู่รวมกันจะแข็งแกร่งกว่าอยู่ตัวเดียว ถ้าย้อนกลับมาที่ตัวเองก็เหมือนว่าในปีนี้เราเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในทีมมากกว่าตัวเอง เราเชื่อว่าการมีทีมจะทำให้เราไปได้ไกลขึ้น เลยใช้ลิงเป็นตัวแทน
ลายสุดท้ายซึ่งเป็นลายในแก้วมัคคิอาโต คือลายนกคอกคาทูที่เป็นสัญลักษณ์ของความอิสระ อยากพูดตอนไหนก็พูด อยากเงียบตอนไหนก็เงียบ การไปแข่ง WLAC ในปีนี้เราไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไร เราอยากไปเอนจอยกับโมเมนต์นี้ เราอยากไปสนุกเหมือนตอนไปแข่งลาเต้อาร์ตครั้งแรก ความรู้สึกนั้นพอเรายิ่งแข่งมันยิ่งหายไป เราเลยพยายามจะเอากลับมาในปีนี้

ธีมของทั้ง 3 ลายนี้คืออะไร
Life Journey Through Coffee Art Patterns เราจะเล่าการเดินทางของเราผ่านลายของเรา
ถ้าได้เป็นแชมป์ WLAC 2026 แล้ว เป้าหมายต่อไปคืออะไร
เป้าหมายตอนนี้คือแข่งเพื่อที่จะได้แชมป์โลก ไม่ใช่การแข่งเพื่อที่จะไปแย่งกับใคร เป็นการแข่งเพื่อที่จะสนุก เป็นตัวเรา และได้แชมป์
ถ้าสมมติได้แชมป์แล้วก็คงกลับมาโฟกัสที่ร้าน เพราะเรื่องรองลงมาคือการดูแลร้าน ดูแลพนักงานทุกคนให้สนุกกับการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี
อยากให้ฝากอะไรถึงคนที่อยากเอาดีเรื่องลาเต้อาร์ตหรือการแข่งขันด้านกาแฟ
ต้องมุ่งมั่นและสนุกกับทุกอย่างที่จะทำจริง ๆ ถ้าคิดว่าจะแข่ง จะต้องเอาจริง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ไม่มีใครบอกให้เราแข่งได้ มันเกิดจากทัศนคติส่วนตัวว่าเราตั้งใจทำสิ่งนี้มากแค่ไหน จะมีน้องคนใหม่ ๆ ในวงการมาดูแบงค์ซ้อมแล้วเขามีไฟ เพราะพอน้องเห็นเราซ้อม น้องบอกว่าที่คิดว่าซ้อมหนักแล้วยังได้ไม่ถึง 50% ของเราด้วยซ้ำ เขาเหมือนเห็นโลกที่กว้างขึ้นว่าในการแข่งขันที่จริงจังมาก ๆ จะต้องซ้อมเยอะมาก ซึ่งเยอะของเขากับเยอะของเราไม่เท่ากัน เลยทำให้เขารู้สึกว่าที่ยังไม่เก่งเท่านี้เพราะยังซ้อมไม่เยอะเท่านี้ เหมือนเติมไฟให้กัน ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ก็เข้ามาที่ Sukhumvit Coffee ได้นะ มาดูแบงค์ซ้อมก็ได้ มานั่งคุยกัน

