21 เมษายน 2026
1 K

ผมเดินฝ่าเปลวแดดกลางฤดูร้อนในเวลาบ่ายโมงจากถนนวิทยุ ผ่านประตูเหล็กและระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเข้าสู่ความร่มและเย็นใต้เรือนยอดของจามจุรี ทางเดินโค้งยาวพาผมมาหยุดที่อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสูง 2 ชั้น หลังคาจั่ว ซึ่งมีจุดเด่นเป็นหอคอยด้านหน้า สร้างขึ้นเมื่อปี 1911

อาคารหลังนี้หมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าของและการใช้งานมากมายในเวลากว่าร้อยปี เคยเป็นทั้งบ้านพักแพทย์ประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 5 เป็นที่ตั้งของสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสำนักงานของกองทัพญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นโบสถ์โรมันคาทอลิก สุดท้าย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ก็ขายให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี 1949

ปัจจุบันเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ หรือ บ้านพักท่านทูต แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco Johannes van Wijngaarden)

(อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้ได้ที่นี่)

ผมมีนัดสัมภาษณ์ แร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในโอกาสที่เขากำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางสถานทูตฯ เพิ่งแถลงว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดิน 20 ไร่กลางเมืองผืนนี้ โดยสถานทูตและทำเนียบทูตจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569

ก่อนจะถึงประเด็นร้อนที่ระอุกว่าอากาศ เราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องขนมที่ทั้งอุ่นและอบอุ่น

รสชาติของบ้านเกิด

เราเริ่มเรื่องกันที่ Stroopwafel

ขนมแกล้มการสนทนาของเราคือแผ่นวาฟเฟิลบาง 2 ชิ้นประกบกัน ตรงกลางสอดไส้ไซรัปเหนียวหวานแบบดัตช์ ถ้ากินตอนเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ มันจะยังหนึบแน่นอยู่ แต่ถ้าอุ่นด้วยการวางบนถ้วยกาแฟร้อนหรือชา ความหวานนั้นจะคลายตัวออกมา นุ่มขึ้น ละมุนขึ้น และชวนให้เผลอกินอีกชิ้นโดยไม่รู้ตัว

“มันเป็นความสุขแบบรู้สึกผิดของพวกเรา” ท่านทูตเล่าด้วยรอยยิ้ม นี่คือสิ่งที่คนดัตช์มักทำซ้ำ ๆ ราวกับมันไม่ใช่ขนม แต่เป็นความทรงจำที่กินได้

คำที่แปลไม่หมด

ชิม Stroopwafel หมดคำแล้ว ผมชวนคุยเรื่องความเป็นดัตช์อีกคำ

Gezellig

มันคือภาษาดัตช์ที่ไม่มีคำแปลตรง ๆ ในภาษาอังกฤษ ท่านทูตไม่เห็นด้วยนัก ท่านว่าแปลได้ เพียงแต่ไม่ทั้งหมด แท้จริงแล้วคำนี้หมายถึงบรรยากาศบางอย่าง ความรู้สึกบางแบบ ช่วงเวลาที่ทุกอย่างลงตัวพอดี คุณอยู่กับเพื่อนหรือครอบครัว บทสนทนาไหลลื่น อาหารอร่อย แสงสวย คนรอบตัวอารมณ์ดี ไม่มีใครรีบลุกกลับ นั่นแหละ Gezellig

“มันอาจเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคุณก็ได้” ท่านทูตบอก

ถึงจะเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดัตช์ แต่ชาวเนเธอร์แลนด์ก็ไม่ได้อยู่ในโหมดนี้ตลอดเวลา พวกเขาทำงานหนัก จริงจัง ตรงไปตรงมา และบางครั้งก็ยึดผลลัพธ์จนดูเร่งรีบ แต่เมื่อถึงเวลาพัก พวกเขาอยากให้มันรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองจริง ๆ

เป็นการรักษาสมดุลของชีวิตแบบชาวดัตช์

นักการทูตที่โตมากับข่าว

ข่าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่านทูต แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน มาตั้งแต่เด็ก

ตอนนี้เขาอ่านหนังสือพิมพ์ดัตช์วันละ 4 – 5 ฉบับ และยอมรับว่าตัวเอง ‘ติดข่าว’ มานานแล้ว ความอยากรู้ว่าโลกกำลังเกิดอะไรขึ้น คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เลือกเดินเข้าสู่อาชีพนักการทูต

อาชีพที่ไม่ได้มองข่าวเป็นเพียงข้อมูล แต่เป็นพื้นที่ทำงาน

ทุกความเปลี่ยนแปลงในโลกสะเทือนถึงระเบียบระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และชีวิตของผู้คน แม้แต่ในกรุงเทพฯ ท่านทูตเล่าว่าช่วงที่เที่ยวบินผ่านตะวันออกกลางบางสายถูกยกเลิก สถานทูตต้องช่วยเหลือชาวดัตช์ที่ติดค้างอยู่ในไทยทุกวัน บางคนหาตั๋วกลับไม่ได้ บางคนอยู่เกินกำหนดวีซ่า งานกงสุลจึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือการจัดการผลกระทบจากโลกที่ไม่แน่นอนในระดับปัจเจก

โลกที่กำลังเปลี่ยนกติกา

สิ่งที่ท่านทูตสนใจที่สุดในข่าวคือระเบียบโลกที่ยึดถือกฎกติกา (Rules-based International Order) ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ระเบียบโลกแบบเดิมที่เราคุ้นเคยออกแบบมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามเย็น นั่นคือสิ่งที่ประเทศส่วนใหญ่เข้าใจและพยายามปฏิบัติตาม

“ประเทศที่ค่อนข้างเล็กอย่างเนเธอร์แลนด์ต้องพึ่งพาการเล่นตามกฎกติกาอย่างมาก เราไม่ใช่ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เราเบ่งกล้ามตลอดเวลาไม่ได้” ท่านทูตอธิบายต่อว่า ในการทำงานต้องอาศัยกฎเกณฑ์ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา

ถ้าท่านทูตรับบทนักข่าวรุ่นใหญ่ที่ขอสัมภาษณ์ใครก็ได้ในโลกเรื่องการเมืองโลกที่วุ่นวายอยู่ในตอนนี้ ท่านขอเลือกคุยกับ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เลขาธิการ NATO ซึ่งเป็นชาวดัตช์คือ มาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) และท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อฟังว่าท่านคิดอย่างไรกับการพัฒนาในเวทีโลก

“ผมจะถามประธานาธิบดีสีเรื่องแผนการของเขา” เป็นคำถามที่ใคร ๆ ก็อยากฟังคำตอบ

ความทรงจำที่ดีที่สุด

เมื่อถามถึงความทรงจำที่ดีที่สุดตลอดเกือบ 5 ปีในประเทศไทย เขาตอบทันทีว่า “การได้ร่วมงานกับทีมงานของผม”

ถ้าเป็นเรื่องงาน เขาชอบการทำงานการทูตเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงการนำศิลปินดัตช์มาแสดงในไทย แต่ทำให้ศิลปินไทยและดัตช์ได้พบกัน เรียนรู้กัน เกิดบทสนทนาใหม่ ๆ และความสัมพันธ์ รวมไปถึงการแสดงงานของช่างภาพ นักดนตรี นักแสดง ทั้งภายในสถานทูตและศูนย์วัฒนธรรม

“โชคดีที่ผมได้ทำเรื่องนี้บ่อยพอสมควร” ท่านทูตยืนยันว่าสิ่งนี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป

งานหลักของสถานทูต : เศรษฐกิจและกงสุล

แม้เขาจะรักงานด้านวัฒนธรรม แต่งานหลักของสถานทูตแห่งนี้คือเศรษฐกิจและกงสุล

ชุมชนชาวดัตช์ในไทยมีขนาดใหญ่ มีผู้อาศัยอยู่ราว 15,000 – 20,000 คน มีนักท่องเที่ยวดัตช์เดินทางมาไทยประมาณปีละ 250,000 คน รวมถึงนักธุรกิจอีกจำนวนมาก นั่นทำให้งานกงสุลของสถานทูตมีความสำคัญมาก ตั้งแต่การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพ ไปจนถึงการจัดการเรื่องวีซ่าและการดูแลชาวดัตช์ที่มีปัญหาระหว่างอยู่ในประเทศไทย

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ เนเธอร์แลนด์คือแหล่งลงทุนจากสหภาพยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในไทย คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนจาก EU ทั้งหมดในประเทศ ตั้งแต่บริษัทเล็กด้านซอฟต์แวร์และเกษตรกรรม ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อย่าง FrieslandCampina ที่ผลิตนมโรงเรียนให้เด็กไทย มีบริษัทดัตช์ในไทยประมาณ 300 แห่ง ถ้ารวมบริษัทที่ดัตช์มาร่วมลงทุนด้วยก็น่าจะถึง 1,000 แห่ง

หลายบริษัทมาเริ่มต้นทำธุรกิจที่ไทยด้วยเหตุผลเพียงแค่ชอบเมืองไทย หลายรายก็ประสบความสำเร็จมาก

“บริษัทดัตช์ที่น่าสนใจที่นี่อย่างเช่น B-Quik เจ้าของเดิมเขามีธุรกิจ KwikFit ในเนเธอร์แลนด์ที่ทุกคนรู้จักดี เขาตกหลุมรักเมืองไทย เลยมาตั้ง B-Quik ที่นี่ ตอนนี้เราเห็นมันอยู่ทุกที่เลย” ท่านทูตเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่างชาวดัตช์กับชาวไทยที่หลายคนอาจไม่ทราบ

คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจในไทย

ถ้าบริษัทต่างชาติอยากติดต่อกับหน่วยงานรัฐของไทย สิ่งที่ท่านทูตแนะนำให้ทำเป็นอย่างแรกคือ

“ต้องฟัง”

คนดัตช์จำนวนมากคุ้นเคยกับการทำงานแบบตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ และรีบไปสู่ผลลัพธ์ แต่ในไทย จังหวะของความสัมพันธ์สำคัญไม่แพ้เนื้อหาของการเจรจา

“คุณต้องนั่งลงก่อน คุยก่อน ฟังก่อน แล้วทำความเข้าใจว่าคุณกำลังคุยกับใคร และอยู่ในวัฒนธรรมแบบไหน” ท่านทูตพูดถึงสิ่งที่แนะนำให้กับบริษัทดัตช์ทุกแห่ง

ต่างกัน แต่เข้ากัน

ท่านทูตมองว่า คนไทยกับคนดัตช์ต่างกันพอสมควร

คนดัตช์ตรงกว่า เร็วกว่า และบางครั้งก็ดูรีบไปข้างหน้ามากกว่า

ส่วนคนไทยมีจังหวะที่นุ่มกว่า ผ่อนคลายกว่า และมีน้ำใจในแบบที่โดดเด่นมาก

แต่เมื่อคน 2 กลุ่มนี้ได้รู้จักกันจริง ๆ พวกเขามักเข้ากันได้ดีอย่างรวดเร็ว เพราะทั้ง 2 สังคมมีความเป็นมิตรอยู่ในตัว เพียงแสดงออกคนละวิธี และเมื่อผ่านพิธีการไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนดัตช์มักเป็นกันเองและง่ายอย่างน่าประหลาด

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ชาวดัตช์จำนวนไม่น้อยกลับมาเมืองไทยซ้ำอีก และบางคนก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่

ประเทศจักรยาน

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศจักรยาน

ใครเคยแวะมาที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ น่าจะเห็นจักรยานดัตช์หลายคันจอดอยู่ คนที่ใช้งานก็มีตั้งแต่ท่านทูตไปจนถึงคนสวน

ท่านทูตเล่าว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ก็ขี่จักรยานไปทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นเรื่องปกติมาก มาร์ก รุตเตอ ก็ขี่จักรยานไปทำงาน

“มันคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา” ท่านทูตว่า

ท่านทูตเล่าว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่ต้องทำคือซื้อจักรยานแล้วขี่ไปมหาวิทยาลัย ไปทำทุกอย่าง ไปซื้อของ ไปกินข้าว ไปบาร์

“แล้วพวกคุณก็ทำทุกอย่างบนอานจักรยาน เช่น พิมพ์ข้อความในโทรศัพท์” ผมเสริม

“ห้ามทำแบบนั้นนะ” ท่านทูตหัวเราะ “แต่คนก็ทำกันเยอะแยะเลย แม้แต่ลูก ๆ ผม สิ่งแรกที่เขาฝึกตอนขี่จักรยานก็คือขี่ปล่อยมือ ในชีวิตจริง เราปั่นจักรยานมือเดียว อีกมือถือของ หรือปั่นไปจูงลูกที่ขี่จักรยานอีกคันไปด้วย หรือจูงจักรยานอีกคันไปด้วย”

เหตุผลหนึ่งที่ชาวดัตช์ทำแบบนี้ได้ก็เพราะมีเลนจักรยานที่ปลอดภัย ยุค 1970 เมืองอัมสเตอร์ดัมมีแต่รถยนต์ ไม่มีเลนจักรยาน เหมือนเมืองอื่นในโลก จนคนเริ่มไม่พอใจเพราะไม่ปลอดภัยและมีมลพิษเยอะ จึงเกิดการปฏิวัติจักรยานขึ้น จนตอนนี้การเดินทางด้วยจักรยานในอัมสเตอร์ดัมเร็วกว่ารถยนต์เยอะเลย

บ้านพักที่เป็นมากกว่าบ้านพัก

แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดินคือเอกอัครราชทูตคนสุดท้ายที่ได้ทำงานและพำนักในพื้นที่สีเขียวขนาด 20 ไร่บนถนนวิทยุแห่งนี้จนครบวาระ

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตและทำเนียบทูตปัจจุบันในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการย้ายไปสู่สถานที่แห่งใหม่ที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมต่อความต้องการในอนาคตมากกว่าเดิม

“ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย และบ้านพักแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่สวยงามและน่าประทับใจนี้อย่างแน่นอน” ท่านทูตกล่าว

เมื่อพูดถึงทำเนียบทูตแห่งนี้ สิ่งแรกที่ท่านทูตนึกถึงคือสวน ความสงบกลางเมือง เสียงนก ต้นไม้ และความรู้สึกว่าได้อยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเผชิญความเร่งรีบของกรุงเทพฯ ตลอดเวลา

สำหรับเขา การได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ถือเป็นพรอย่างหนึ่งของการเป็นทูต บ้านหลังนี้ไม่ได้มีความหมายในเชิงส่วนตัวเท่านั้น มันยังเป็น ‘เครื่องมือทางการทูต’ ที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่นี่คือสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรอง มื้อค่ำ การประชุม เวิร์กช็อป คอนเสิร์ต การฉายหนัง และงานวันชาติของเนเธอร์แลนด์ ทั้งในตัวบ้านและในสวน ซึ่งใช้งานสัปดาห์ละหลายวัน

“ถ้าคุณมีบ้านพักที่สวยแบบนี้ คุณก็มีหน้าที่ต้องใช้มันให้คุ้มค่า” ท่านทูตเล่าพร้อมรอยยิ้ม

บ้านของนักการทูต

หลังจบภารกิจที่ไทย ท่านทูตจะย้ายไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เขารู้สึกโชคดีที่ยังได้อยู่ในอาเซียนต่อ และยังอยู่ใกล้ประเทศไทย

ลูกของเขาเติบโตที่นี่ คนโตอายุ 9 ขวบ ฝาแฝดอายุ 7 ขวบ พวกเขารักทะเลไทย และเสียใจที่ต้องย้ายออกไป เช่นเดียวกับพ่อแม่ของพวกเขา

“งานนักการทูตคือการย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ เหมือนผู้อพยพ สำหรับผม ‘บ้าน’ จึงเป็นสถานที่ที่ผมอยู่กับครอบครัว ผมอยู่บ้านหลังนี้มา 4 ปีครึ่ง และรู้สึกว่าเป็นบ้านจริง ๆ” ท่านทูตว่า

สิ่งที่เขาได้จากการเป็นนักการทูต คือการได้ทำงานที่กว้างใหญ่ น่าสนใจ และบางครั้งก็ได้เปลี่ยนโลกไม่มากก็น้อย ส่วนสิ่งที่ต้องเสียไป คือต้องทิ้งผู้คนไว้ข้างหลังเสมอ ต้องย้ายครอบครัวไปเริ่มต้นใหม่ในที่ต่าง ๆ ซึ่งนั่นคือชะตาของคนที่เลือกชีวิตแบบนี้ และเขาเป็นผู้เลือกมันเอง

“มันคุ้มค่านะ” ท่านทูตพูดด้วยเสียงหนักแน่น

ลาเพื่อเริ่ม

เราลาจากกันเพื่อเริ่มต้นใหม่ แล้วเก็บกันและกันไว้ในความทรงจำ

“เมืองไทยจะคิดถึงคุณครับ” ผมกล่าวคำลากับท่านทูต

“ผมก็จะคิดถึงเมืองไทยเสมอ ผมสัญญา” ท่านทูตปิดท้ายบทสนทนา

เช่นเดียวกัน, พวกเราจะคิดถึงสถานที่แห่งนี้

และน่าจะเช่นเดียวกัน, สถานที่แห่งนี้ก็น่าจะมีพวกเราอยู่ในความทรงจำ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล