หากใครกำลังมองหาการจัดงานนิทานให้กับเด็ก ๆ ‘มูลนิธิเมล็ดฝัน’ เป็นหนึ่งองค์กรที่มุ่งมั่นจะทำสิ่งนั้น
มูลนิธิเมล็ดฝัน คือองค์กรเพื่อสังคมที่ทำงานด้านการศึกษาเด็ก โดยเน้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก อย่างพ่อแม่ ญาติ ๆ ครู นักวิชาการ หรือคนอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเขาเหล่านี้เห็นถึงความสำคัญและสนุกที่จะทำกิจกรรมเพื่อเด็ก เกิดเป็นเมล็ดพันธุ์อยู่ในตัวเองที่พร้อมจะส่งต่อความสุขและความสนุกให้เด็ก ๆ ต่อไป
เป้าหมายนี้มาจากเหล่าผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าการสอนว่าผู้ใหญ่ต้องทำกิจกรรมเพื่อเด็กอย่างไร ไม่มีทางได้ผลเท่าทำให้เขา ‘รู้สึก’ สนุกและอยากทำด้วยตัวเอง จะเป็นการสร้างฐานที่แข็งแรงไว้ในตัวพวกเขา
‘นิทาน’ เป็นจุดเด่นและเครื่องมือที่มูลนิธิเมล็ดฝันใช้ทำงานมาตลอด 13 ปี โดยเฉพาะนิทานจากแดนปลาดิบที่พวกเขาถือเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสนิยมนิทานญี่ปุ่นในไทย จนถึงทุกวันนี้นิทานญี่ปุ่นได้รับการแปลและวางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย มูลนิธิเมล็ดฝันทั้งสอนอบรมทำนิทาน พาคนไปเรียนทำนิทานไกลถึงญี่ปุ่น ไปจนถึงจัดลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กมากกว่า 200 – 300 เล่ม ไปหาเด็ก ๆ ทั่วประเทศไทย
งานส่วนหลังนี้เองที่เป็นเหตุผลให้เราขอทำความรู้จักและฟังเรื่องราวการเดินทางตลอด 13 ปีของกิ๊บ-อลิสสา อุปศรี และ คุมิ มัทสุโอะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน ระหว่างที่พวกเขากำลังพักและเตรียมเดินทางไปจัดลานนิทานครั้งต่อไป

การพบกันของคนญี่ปุ่นและคนไทย
“เราตกใจมากตอนที่รู้ว่ามีเด็กไม่เคยเห็นหนังสือนิทานมาก่อน ที่ญี่ปุ่นเราไม่ได้ให้ความสนใจนิทานมากนัก เพราะเราเจอมันอยู่ทุกที่ ที่บ้านก็มี ห้องสมุดโรงเรียนก็มี ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มี หนังสือนิทาน เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายมาก ๆ”
ถอยหลังกลับไป 20 ปีที่แล้ว ในวันที่คุมิยังเป็นนักศึกษาและมีโอกาสเดินทางมาเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านชาวม้งแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา ที่ที่ทำให้คุมิได้สัมผัสความเป็นจริงบนโลกใบนี้ที่ว่า ยังมีเด็กที่ไม่เคยแม้แต่ได้เห็นนิทานหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ทั้งที่เด็กญี่ปุ่นแบบเธอเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย
การค้นพบนี้เองเป็นแรงให้คุมิอยากลุกมาทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยแก้ปัญหา หลังเรียนจบ เธอจึงตัดสินใจทำงานที่มูลนิธิสิกขาเอเซีย องค์กรส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก การทำงานนี้ทำให้เธอได้เจอกิ๊บ และ หมวย-ดุจฤดี อึ้งทรงธรรม เพื่อนร่วมอุดมการณ์
ทั้ง 3 คนมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้เด็กไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาจึงตัดสินใจลาออก แล้วมาก่อตั้งมูลนิธิของตัวเองในปี 2013

“เราเชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่เองต่างมีเมล็ดฝันในตัวเอง และรอวันที่เมล็ดฝันนั้นจะเติบโตเป็นจริง มูลนิธิเราจึงมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เมล็ดฝันนั้นได้เติบโต” กิ๊บเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อมูลนิธิ
เมล็ดฝันในตัวกิ๊บงอกเงยจากการได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น
“เราเติบโตในชุมชนแออัด คนส่วนใหญ่เรียนจบ ม.3 ก็ออกไปทำงานแล้ว แต่เราตัดสินใจที่จะเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เพราะตอนอยู่ ป.2 – 3 เราได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น เช่น โต๊ะโตะจัง, เด็กหญิงอีดะ อ่านแล้วสนุกมาก โลกในหนังสือกับโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนกันเลย เราเลยฝันว่าอยากเรียนสูง ๆ จะได้มีโอกาสไปดูของจริงที่ญี่ปุ่น”
เพื่อให้ฝันเป็นจริง กิ๊บตัดสินใจทำงานส่งตัวเองเรียน จนในที่สุดเธอก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ที่ที่เธอได้ความรู้กลับมาช่วยเด็ก ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับเธอ
ทำงานเพื่อเด็กโดยสร้างกำลังใจให้ผู้ใหญ่
การสร้างมูลนิธิก็เหมือนการสร้างธุรกิจ ต้องสำรวจก่อนว่าปัจจุบันมีมูลนิธิที่ทำงานด้านใดบ้างเพื่อหาความแตกต่าง สิ่งที่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝันพบ คือมีมูลนิธิเด็กจำนวนมาก หลายแห่งทำงานคล้ายกัน คือเน้นแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและให้เด็ก ๆ เข้าถึงระบบการศึกษา ส่วนรูปแบบความช่วยเหลือจำนวนมากมาในลักษณะให้ทุนทรัพย์หรือสิ่งของ
เมื่อทำมูลนิธิของตัวเอง พวกเขาจึงหันมาเน้นการทำงานกับผู้ใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กแทน

“เราอยากทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็กสนุกที่จะทำงานกับเด็ก เราเลยชวนเขามาเรียนรู้ตั้งแต่การปรับทัศนคติ ไอเดียทำกิจกรรมเพื่อเด็กที่ตัวผู้ใหญ่เองต้องเห็นก่อนว่ามันสนุก เพื่อที่จะอยากเอาไปเล่นกับเด็ก ๆ ต่อ”
คุมิเน้นย้ำความสำคัญที่การทำงานปรับความคิดผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ก็เหมือนเด็ก ถ้าถูกบังคับย่อมไม่อยากทำ กิจกรรมที่ออกมาจะเป็นการฝืนใจทำ พวกเขาจึงตั้งหมุดหมายการทำงานว่า ต้องชวนผู้ใหญ่ที่สนใจมาติดตั้งทัศนคติใหม่ให้สนุกและเห็นคุณค่าของการทำกิจกรรมเพื่อเด็ก คุณค่าที่ว่าคือการเห็นเด็ก ๆ เติบโตอย่างดี ซึ่งหลักการจัดอบรมจะผสมศาสตร์การดูแลเด็กของญี่ปุ่นไปด้วย ตามความถนัดของกิ๊บและคุมิ

“คนญี่ปุ่นมีแนวคิดว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาด้วยตัวเองได้ อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะจัดสิ่งแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง อายุเด็กต้องเริ่มตั้งแต่ทารก เพราะทารกก็มีตัวตนของเขาแล้ว เขาอาจจะสื่อสารไม่ได้ แต่การส่งเสียงหรือขยับตัวนั้นบอกได้ ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตเพื่อตอบสนองเขาได้ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโต นี่เป็นจุดเด่นของการศึกษาเด็กปฐมวัยของญี่ปุ่น” คุมิขยายวิธีเลี้ยงเด็กของคนญี่ปุ่นให้เราเห็นภาพมากขึ้น
แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมไทยก็ทำให้เธอชอบจนพยายามเอามาผสมเป็นแนวทางการดูแลเด็กผสมไทย-ญี่ปุ่น
“ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับความอาวุโส สร้างช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ แต่ที่ไทยไม่มีการแบ่งลำดับชัดเจน เด็กและผู้ใหญ่จึงใกล้ชิดง่าย ส่งผลต่อการเติบโตของเด็ก ๆ เราชอบสิ่งนี้ จึงพยายามนำมาผสมกับวิธีดูแลเด็กของญี่ปุ่น”
ขึ้นชื่อว่ากิจกรรมเพื่อเด็ก มักจะต้องมีราคาแพง ผู้ใหญ่หลายคนเลยไม่อยากทำ กิ๊บและคุมิจึงพยายามจัดอบรมและนำเสนอกิจกรรมที่ใช้ต้นทุนน้อย แม้กระทั่งเอาของมารีไซเคิลให้เด็กเล่นยังได้ เพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่เงิน แต่คือการที่เด็กได้มีโอกาสเลือกและออกแบบการเล่นด้วยตัวเอง ซึ่งจะได้ผลและมีประสิทธิภาพมากกว่าให้เด็ก ๆ เล่นของเล่นราคาแพง

“กิ๊บเคยทำงานดูแลเด็กที่ญี่ปุ่น เรารู้ว่าที่นั่นมีงบสำหรับทำกิจกรรมเพื่อเด็ก ๆ แต่บ้านเรางบนี้อาจจะยังไม่มาก เราเลยพยายามสื่อสารว่า การทำกิจกรรมเพื่อเด็กเงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นผลลัพธ์ที่อยากให้เด็กได้ เช่น เอาของรีไซเคิลมาทำของเล่นที่เด็กจะได้ลองหยิบจับ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
“ช่วงแรก ๆ ที่เราจัดอบรม ยังไม่ค่อยมีใครทำสิ่งนี้ ด้วยบริบทสังคมเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เราเลยเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ทำ ไปอบรมให้ครูในหลายโรงเรียน สร้าง Mindset ใหม่ว่า ไม่จำเป็นต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะทำกิจกรรมเพื่อเด็กได้”
ลานนิทานเคลื่อนที่
ช่วงแรก ๆ ที่ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน นอกจากการจัดอบรมทำกิจกรรมเพื่อเด็กยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ยังเป็นยุคที่นิทานต่างประเทศยังคงไม่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แต่กิ๊บที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้การอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น และคุมิที่โตมากับนิทานญี่ปุ่น รู้ว่าเนื้อหาและวิธีการเล่าส่วนใหญ่มีประโยชน์ถ้าเด็ก ๆ ได้อ่าน พวกเขาพยายามหาซื้อนิทานญี่ปุ่นและนิทานอื่น ๆ มาสะสมไว้ในคลัง เพื่อเอาไปจัดกิจกรรมอ่านนิทานกับเด็ก ๆ ที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เด็กไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือนิทาน
อาจเพราะความโชคดีหรือเพราะมีคนเห็นความตั้งใจดีของพวกเขา จึงมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนด้วยการส่งนิทานมาให้มากมาย หรือมีสำนักพิมพ์ที่เห็นความต้องการนี้ ตัดสินใจเอานิทานญี่ปุ่นมาแปลเผยแพร่มากขึ้น


“ตั้งแต่เปิดมาวันแรกจนถึงตอนนี้ เราคิดว่าหนึ่งในจุดเด่นของมูลนิธิเมล็ดฝัน คือมีหนังสือภาพญี่ปุ่นเยอะ มีผู้ใหญ่หลายคนมาเห็นหนังสือภาพของเราสนใจจนเอาไปแปลหรือสนับสนุนให้มีการแปลหนังสือภาพเยอะ ๆ เหมือนเรามีส่วนให้ผู้ใหญ่ได้เจอหนังสือภาพ ได้เห็นความสวยงามของมัน เป็นศิลปะที่เหมาะกับเด็กที่เพิ่งเกิดมาดูโลกได้ไม่นาน แต่เขาใช้สิ่งนี้ซึมซับทำความสวยงามของชีวิต และทำความรู้จักโลกที่เขาอาศัยอยู่ได้”
สำหรับกิ๊บ นิทานเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ เข้าใจโลก ทั้งช่วยติดตั้งทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต นิทานของมูลนิธิเมล็ดฝันจึงไม่ได้มีเนื้อหาที่มุ่งเน้นการสอนสั่ง แต่พาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักโลกในแง่มุมต่าง ๆ
กิ๊บยกตัวอย่างเรื่องความสัมพันธ์มนุษย์ ให้เด็กเข้าใจสิ่งนี้ได้ทั้งจากการอ่านนิทานที่มีเนื้อหานี้หรือระหว่างที่อ่าน หากเด็ก ๆ อ่านกับผู้ใหญ่ เขาก็จะใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน
“เราว่านิทานมีส่วนส่งเสริมให้เด็กเข้าใจความสวยงามและธรรมชาติของชีวิต มันทำให้เขาเห็นความนุ่มนวลอ่อนโยน ได้ปรับสายตาการมองโลกก่อนโตไปเป็นผู้ใหญ่”
การขนหนังสือไปจัดลานนิทานแต่ละครั้ง กิ๊บบอกว่าเป็นงานใหญ่ บางทีต้องใช้เวลาหลายวันในการคัดเลือกหนังสือ ส่วนใหญ่พวกเขาพยายามเลือกให้เนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็นที่อยากพูด
“เรามีทั้งหนังสือนิทานภาพ นิทานทั่วไป และหนังสือประเภทอื่น ๆ บางทียังมีหนังสือภาพที่เล่าเรื่องสงครามเลย มีหลายคนถามว่าเอาหนังสือแบบนี้มาวางจะเหมาะสมไหม หรือเด็กจะหยิบหรือเปล่า เราคิดว่าใจความสำคัญคือให้เด็กเป็นคนเลือกเอง เรามีหน้าที่คัดกรองและเลือกเรื่องที่คิดว่าเป็นประโยชน์ถ้าเขาได้รับรู้”
กิ๊บขยายต่อว่า หนังสือเด็กที่มูลนิธิเมล็ดฝันสะสมไว้จะพูดถึงทุกด้านที่มนุษย์ควรรู้ หรือถ้าเปรียบกับช่วงอายุ ก็มีหนังสือที่เหมาะตั้งแต่คนอายุ 0 ขวบไปจนถึง 100 ปี นี่จึงทำให้ลานนิทานของเมล็ดฝันไม่ได้เหมาะแค่เด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็มาใช้บริการได้

“มีหลายคนถามว่าจะอ่านนิทานกับเด็กได้อย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน เราพยายามสื่อสารว่าใช้วิธีไหนก็ได้ที่ถนัด เพราะวิธีเล่านิทานมีเป็นร้อยวิธี สิ่งสำคัญคือต้องให้เด็กเป็นคนเลือก ตั้งแต่เลือกนิทานที่เขาอยากอ่าน ไปจนถึงว่าเขาอยากอ่านคนเดียวหรืออ่านกับผู้ใหญ่ เราต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่ากิจกรรมอ่านหนังสือคือการถูกบังคับ ไม่งั้นต่อไปเด็ก ๆ จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ” คุมิเสริมต่อเรื่องวิธีอ่านนิทานกับเด็ก
การเลือกนิทานว่ายากแล้ว การจัดก็ถือว่าเป็นงานหิน จากการพูดคุยกับกิ๊บและคุมิทำให้เรารู้ว่ามันมีหลักการจัดนิทานให้เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นหนังสือที่ 2 สาวภูมิใจนำเสนอ เป็นชั้นที่ทำจากกระดาษลูกฟูกแบบหนา พวกเธอศึกษาต้นแบบชั้นหนังสือของอาจารย์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้เรียนมา

ก่อนจะได้เห็นชั้นที่พวกเขาจะโชว์ให้ดู เราคิดไปก่อนว่าต้องเป็นชั้นที่มีดีไซน์แปลก ๆ แหวกแนว แต่จริง ๆ เหมือนชั้นหนังสือทั่วไปที่มีจุดเด่นอยู่ที่การวางหนังสือที่ต้องหันหน้าปกออก ไม่ใช่สันหนังสือแบบที่เราคุ้นชินกัน พวกเธอให้เหตุผลว่าสิ่งที่ดึงดูดเด็กเล็กมากที่สุดคือภาพ การที่เขาได้เห็นภาพปกชัด ๆ แม้จะไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในเกี่ยวกับอะไร แต่ก็มากพอให้เขาลองหยิบมาอ่าน เพิ่มโอกาสได้ท่องโลกใบใหม่
เวลาไปจัดลานนิทาน หรือนิทรรศการหนังสือภาพ ทางมูลนิธิจะนำชั้นหนังสือที่ทำเองมากกว่า 20 – 30 ชั้น เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอที่หนังสือจะวางโชว์ปกให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กเห็นความน่าสนใจของโลกแห่งนิทาน และเลือกหยิบอ่านได้ตามใจชอบ
“หลักการมีไม่เยอะหรอก จริง ๆ หัวใจสำคัญคืออย่าทำให้คนร่วมกิจกรรมรู้สึกว่าโดนบังคับ” คุมิยังคงย้ำเรื่องการถูกบังคับ

“เด็กเล็ก ๆ เขายังไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอ่านนิทาน เราอยากให้เขามีประสบการณ์ลองก่อนสักครั้ง ให้เขาได้ทำความรู้จักนิทานด้วยตัวเอง ได้เห็นความเป็นไปได้ของนิทานที่มีมากมาย ไม่ใช่โดนบังคับให้มานั่งฟังคนอ่านนิทาน เราไม่อยากให้เด็ก ๆ เจอประสบการณ์นี้ตั้งแต่แรกแล้วรู้สึกว่านิทานไม่สนุกติดตัวไปจนโต”
กิจกรรมอ่านนิทานเป็นสิ่งที่มูลนิธิเมล็ดฝันทำมาตลอด แต่ช่วง 2 – 3 ปีหลังพวกเขาขยับเป็นมาทำลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กหลายร้อยเล่มไปหาเด็ก ๆ ทั่วไทย ตามปณิธานแรกของคูมิที่อยากให้เด็กทุกคนเข้าถึงนิทาน
ซึ่งการทำกิจกรรมนี้ ทั้งคู่บอกว่ามาจากความสมัครใจ หากมีใครหรือหน่วยงานที่สนใจจัดลานหนังสือนิทานให้เด็ก สามารถติดต่อได้ที่เพจมูลนิธิ ทางมูลนิธิจะปรึกษาและวางแผนร่วมกันในการจัดงาน นอกจากจัดงานให้เด็กในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ผู้ที่แจ้งความประสงค์สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายของมูลนิธิเพื่อนำไปซื้อนิทานและเป็นค่าดำเนินงานต่อไปได้
หลักการจัดชั้นหนังสือสำหรับเด็กเล็กทำที่บ้านได้ด้วย เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็ก คุมิเล่าวิธีการว่า ให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองเตรียมชั้นหนังสือให้เด็ก ๆ สัก 1 ชั้น ไม่ต้องใหญ่มาก ขอแค่ให้เด็กนำหนังสือของตัวเองมาวางได้ ทุกสัปดาห์ก็ชวนเขามาจัดชั้นหนังสือของตัวเอง ให้เขาเลือกว่าสัปดาห์นี้อยากวางเล่มไหน วิธีนี้จะช่วยให้เด็กได้ลองออกแบบ มีอิสระในการเลือกหนังสือที่อยากอ่าน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเขา แถมยังเพิ่มความสนุกในการอ่านอีกด้วย
กิ๊บบอกว่ามีพ่อแม่หลายคนที่เอาวิธีนี้ไปใช้แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่าลูก ๆ มีปฏิกิริยาอย่างไร เด็กบางคนเรียนรู้ที่จะเก็บของเล่นของตัวเองจากการจัดชั้นหนังสือ เพราะเขาเรียนรู้ว่าต้องรับผิดชอบดูแลข้าวของตัวเอง
คนทำงานแข็งแรง
นับเป็นเวลา 13 ปีที่มูลนิธิเมล็ดฝันก่อตั้งมา เป้าหมายยังคงเหมือนเดิมคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของเด็ก ๆ ช่วยให้เมล็ดฝันในตัวงอกเงย ตอนนี้พวกเขาขยายขอบเขตการทำงาน 3 ด้าน ด้านแรกยังคงเป็นการจัดอบรมให้ผู้ใหญ่ที่สนใจอยากทำกิจกรรมเพื่อเด็ก สอง โครงการเผยแพร่นิทานหรือลานนิทานสัญจร และสาม โครงการแลกเปลี่ยนการศึกษากับญี่ปุ่น เพราะทั้งคู่คิดว่าการจัดอบรมอาจไม่เพียงพอ จึงอยากพาทุกคนไปเรียนรู้ในสถานที่จริง
โครงการกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้าง พวกเขาวางแผนทริปแรกพาคนไปประมาณ 10 – 15 คน ไปเรียนรู้หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่ญี่ปุ่น เช่น วิธีจัดห้องสมุดการศึกษาปฐมวัย วิธีดูแลเด็ก การทำกิจกรรมสำหรับเด็ก พร้อมกับได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในศูนย์เด็กเล็ก

“กลุ่มเป้าหมายแรก ๆ ของเราจะเป็นคนทำงานด้านเด็กหรือพ่อแม่ที่ทำโฮมสคูล แต่ต้องบอกก่อนว่าเราอาจทำได้แค่จัดโปรแกรม ประสานงาน แต่ค่าใช้จ่ายต้องให้ผู้ร่วมโครงการจัดการ” เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนทำมูลนิธิ แม้จะทำมูลนิธิมาหลักสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่คุมิและกิ๊บยอมรับว่าการจัดการเงินยังเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเรียนรู้เรื่อย ๆ

ปัจจุบันทุนในการทำงานมาจากการบริจาคจากคนที่อยากสนับสนุนงานมูลนิธิ การขายชั้นหนังสือเด็ก และทุนที่ได้จากองค์กรต่าง ๆ ทำให้นอกจากทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก พวกเขาก็อยากหาวิธีให้มูลนิธิดำเนินงานต่อไปได้ อยู่ได้อย่างแข็งแรง
ก่อนจะจากลากัน เราถามคำถามสุดท้ายในฐานะที่ทั้งคู่ทำงานกับนิทานมานาน มีแพลนจะทำนิทานของตัวเองหรือไม่ พวกเขาส่ายหน้าทันที กิ๊บเป็นคนให้คำตอบ
“มีคนถามเยอะเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ทำนิทานเอง พวกเราคิดว่าตัวเองยังไม่เหมาะกับการเป็นนักเขียน เหมาะกับการเป็นผู้สื่อสารถ่ายทอดนิทานให้คนอื่นมากกว่า เพราะมีนักเขียนที่เก่ง ๆ เชี่ยวชาญหลายท่านอยู่แล้ว”

Facebook : มูลนิธิเมล็ดฝัน タイ公益法人『マレットファン(夢のたね)』
