“ลองหยิบ ลองสะพายตามสบายได้เลยนะคะ”
ไหม-ดวงกมล บัวเย็น หันไปทักทายต้อนรับลูกค้าที่ดุ่มเข้ามาเหมือนแม่เหล็กดูด
เธอหยุดหันรีหันขวางท่ามกลางผลิตภัณฑ์โครเชต์ละลานตา
ตั้งแต่เช้าสายจรดบ่ายอ่อนบรรยากาศของร้าน ‘HugmaiHandmade’ ไม่เคยเงียบเหงา เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาหยิบจับ สะพาย ถ่ายรูป และโอนจ่ายกันสะพัด
หลังกล่าวขอบคุณลูกค้า ไหมก็ผละกลับมาต่อบทสนทนาด้วยหน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน ทุกยอดขายที่ได้รับไม่เพียงเป็นดอกผลตอบแทนความอุตสาหะของหญิงสาว ผู้พยายามพิสูจน์ตัวเองและจุดประกายโอกาสใหม่ในชุมชนที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างออกไปเสาะแสวงเอาดาบหน้า หากยังส่งต่อความภาคภูมิใจ รายได้ รวมทั้งสร้างอาชีพแก่คุณยาย คุณป้า และคนว่างงานในอำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ให้พึ่งพาตัวเองได้ด้วยทักษะบรรเลงฝีเข็มเก๋าประสบการณ์ สร้างสรรค์งานสุดประณีตและดีไซน์เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร

เดินทางกลับ เดินทางต่อ
HugmaiHandmade คงไม่เกิด ถ้าไม่มีเหตุให้เธอต้องเดินทางกลับ
เป็นวันที่ไหมทราบข่าวว่าคุณยายป่วย ต้องการคนอยู่เคียงข้าง ในฐานะหลานสาวที่รักและผูกพันกับยายไม่เคยห่าง คำตอบของเธอจึงแน่ชัดอยู่แล้วลึก ๆ ทว่าอีกใจหนึ่งก็ยังลังเล เมื่อถึงจังหวะต้องถอยจากชีวิต การงานมั่นคง และความรักที่กำลังเข้ารูปเข้ารอย
“ช่วงนั้นหนักใจมาก แม่ก็ไม่โอเคเท่าไหร่ เพราะเป็นห่วงเรื่องรายได้และกังวลว่าเราอยู่ได้ไหม แต่ถ้าไม่กลับไปก็ไม่มีใครดูแลยาย เราเลยบอกแม่ว่าไม่ต้องกังวล เพราะทุกคนจะต้องสู้เพื่อตัวเองอยู่แล้ว มันไม่มีใครปล่อยให้ตัวเองอดตายหรอก นึกออกไหม” พร้อม ๆ กับการยื่นคำขาดและใบลาออกจากการเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ เธอพยายามมองหาอาชีพใหม่รองรับในชุมชนเกษตรกรรมบ้านเกิด
ไหมเล่าต่อว่าระหว่างคิดหาช่องทาง ภาพโครเชต์ก็แวบเข้ามาในหัว
“เพราะเป็นสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กมั้ง เลยอยู่ในความทรงจำตลอด ตอนเด็กเวลาอยากได้อะไรเกี่ยวกับโครเชต์ เราจะหารูปส่งให้ยายดูแล้วขอให้ยายถักให้ ยายทำกระเป๋าโครเชต์ที่เราเซฟภาพมาจาก Pinterest ให้ใช้หลายใบโดยไม่มีแพตเทิร์น ไซซ์ หรือคลิปสอน จึงคิดว่ากลับบ้านไป สิ่งที่ใกล้ตัวสุดถ้าไม่ใช่นาก็โครเชต์”
ไม่นานความคิดของเธอก็เริ่มตั้งเค้าเป็นรูปร่าง เมื่อแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์โครเชต์ที่เสนอโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ U2T ซึ่งมีเป้าหมายจ้างงานนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และประชาชนทั่วไปให้มีงานทำ และกลับไปฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน ผ่านฉลุย
ไหมใช้เวลาราว 48 ชั่วโมงหลังประกาศผลจัดการธุระทั้งหมด เก็บข้าวของอย่างฉับไว แล้วตีตั๋วกลับไปหาช่างถักโครเชต์ฝีมือเก่งกาจที่เธอห่วงใยมากที่สุด

เปิดใจไปด้วยกัน
ย้อนไปในยุค OTOP เฟื่องฟู คุณยายของไหมเคยเป็นประธาน ‘กลุ่มกระเป๋าถักบ้านแม่กึ๊ด’ ยกระดับงานถักโครเชต์ให้กลายเป็นสินค้าของดีประจำตำบล และสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับอำเภอเสริมงาม ทว่าต่อมากลุ่มดังกล่าวปิดตัวลง เมื่อยุคทองผ่านพ้น กอปรกับขาดการสนับสนุนจากภาครัฐและตลาดรองรับที่ยั่งยืน
“ตอนที่เล่าแผนการกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์โครเชต์ของโครงการ U2T ให้ยายฟัง แกตั้งแง่ว่ามันคงไม่ยั่งยืนเหมือนกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่มกระเป๋าถัก และมองว่าถ้าโครงการจบ เงินจ้างงานหมด เราก็ต้องไปหาอย่างอื่นทำ พอคิดแบบนี้แกก็โทษตัวเองหนักว่าทำให้หลานต้องกลับมาลำบากและทิ้งอาชีพการงานมั่นคง”
แต่ไหมผ่านสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ด้วยการลงมือทำ เธอเริ่มต้นจากการขอให้คุณยายสอนถักสายคล้องหน้ากากอนามัย ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้สวยหวาน ซึ่งวางขายบนช่องทางออนไลน์ได้ไม่นานออร์เดอร์ก็เข้ามารัว ๆ สิ่งนี้ช่วยแง้มประตูหัวใจคุณยายให้เปิดออกช้า ๆ จนในที่สุดก็แนะนำเพื่อนช่างถักโครเชต์ฝีมือหาตัวจับยากให้หลานสาวตามไปจีบมาร่วมงานและเดินหน้าโปรเจกต์นี้ไปด้วยกัน


โดดเด่นเห็นง่าย
ตลอด 1 ปีเต็ม ไหมและแม่ ๆ ช่างถักร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเป๋าโครเชต์ออกมาหลากหลายรูปแบบ โดยมีกระเป๋าบักเก็ตทรงถนัดและกระเป๋าสะพายข้างเป็นจุดขาย ควบคู่กับการสร้างความแตกต่างด้วยการปรับมาใช้ฝ้ายแทนเชือกร่ม วัสดุหลักยอดนิยมในงานโครเชต์แบบดั้งเดิม
“ถึงแม้ว่าฝ้ายเส้นเล็กและทำงานยากกว่า แต่ก็มีข้อดีตรงที่เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มและไม่แข็งกระด้างแบบเชือกร่ม อีกอย่างหมู่บ้านใกล้ ๆ กัน มีกลุ่มปั่นฝ้ายและย้อมสีธรรมชาติอยู่ จึงมองว่าในอนาคตอาจต่อยอดสู่การชูวัสดุท้องถิ่นและชวนเขามาร่วมงานกันได้”
ไหมขยายไอเดียการปรับเปลี่ยนวัสดุที่คำนึงถึงผู้ใช้ ขณะที่โทนสีสันเน้นความสว่างสดใสนั้นไม่เพียงดึงดูดใจและให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา ทว่ายังช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นด้วย

“โทนสีที่เลือกใช้ส่วนใหญ่สดใสเหมือนสายรุ้ง เพราะช่างถักของเราหลายคนมีงานประจำ ทำไร่บ้าง ขายอาหารบ้าง ดังนั้น เขามีเวลาทำงานให้เราก็ตอนเย็นหรือช่วงค่ำ การใช้โทนสีสว่างจึงทำให้ง่ายต่อการมองเห็นและทำให้กระเป๋าของเราโดดเด่นสะดุดตามาก”
เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพของโครงการทั้งหมดจึงเปิดให้ลูกค้าจับจองผ่านช่องทางเพจเฟซบุ๊ก HugmaiHandmade ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์โครเชต์ดีไซน์ร่วมสมัยจากช่างฝีมือในชุมชนเล็ก ๆ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างเอกลักษณ์ในแบบฉบับเฉพาะตัวในเวลาต่อมา


ขายหายหิว
120 กิโลเมตรโดยประมาณ คือระยะทางจากอำเภอเสริมงามถึงจริงใจมาร์เก็ต เป็นครั้งแรกที่ไหมก้าวข้ามเซฟโซนของตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว เธอขับรถ จัดร้าน ยิ้มทักทาย ขายของ เก็บร้าน แล้ววนซ้ำ แต่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อไม่เหลืออะไรให้ขนกลับ นอกจากความอิ่มเอมใจ
“3 ปีแรกเราไม่เคยออกจากลำปางเลย เน้นขายออนไลน์เป็นหลัก เพราะกลัวว่าจะขายไม่ได้ ไม่คุ้มค่า แต่พอได้รับคำแนะนำจาก พี่ช้าง-ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แบรนด์ Papacraft ชวนมาออกอีเวนต์ที่กองคร้าฟต์ บนถนนคนเดินกาดกองต้าช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้รู้ว่าการออกอีเวนต์สร้างรายได้เยอะมาก และมีออร์เดอร์หลังจบอีเวนต์ด้วย พอเห็นแล้วว่าเวิร์ก ประจวบกับช่วงปลายปีที่จริงใจมาร์เก็ตประกาศรับสมัครคนออกบูท เราก็เลยคิดว่าลองดูไม่เสียหาย”


นอกเหนือจากผลตอบรับดีเกินคาดจากการออกอีเวนต์หนแรก ไหมบอกว่าส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เธอกล้าออกจากเซฟโซนคือแรงกดดันจากหลายคนที่เห็นเธอเริ่มเฉยและดูท่าเหมือนจะปล่อยความพยายามซึ่งปลุกปั้นมาร่วมปีเลยตามเลยเมื่อหมดงบประมาณสนับสนุนจากโครงการ
“เราไม่ชอบถูกมองเป็นลูซเซอร์และรู้สึกทนไม่ได้กับสถานการณ์แบบนี้ เลยบอกยายว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทำให้ดู”
นับตั้งแต่หัดจับพวงมาลัยนี่คือการประเดิมขับออกต่างจังหวัดไปกับ Toyota Soluna คันเก่งของคุณยายที่พาเธอเลื้อยข้ามดอยขุนตาลจนมาจอดสงบใต้ลานจามจุรีสูงใหญ่ของจริงใจมาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่ ไหมบอกเหนื่อยกายแต่หายไวเพราะอิ่มใจจนล้นปรี่
“เป็น 4 วันที่เหนื่อยมาก เราขายดี ขายเกลี้ยงจนไม่เหลืออะไรให้กลับบ้าน และข้าวปลาแทบจะไม่ตกถึงท้องเพราะลูกค้าเยอะมาก ซึ่งหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเห็นกระเป๋าถักสีสันเจ็บแสบขนาดนี้” เธอหัวเราะร่วนเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

ผสานสร้างเอกลักษณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดรับสมัครร้านค้าประจำรอบถัดมา ไหมกลับสอบตกและไม่ใช่เพียงแค่ครั้งนั้น เพราะหลังจากย้ายทำเลไปบ้านข้างวัดเธอก็เจอกับคำถามกะเทาะความคิดที่ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ HugmaiHandmade ยังต้องทำการบ้านมากกว่านี้
“งานเราถักโดยผู้สูงอายุ เป็นหัตถกรรมชุมชน เป็นงานทำมือก็จริง แต่มันแตกต่างจากแบรนด์อื่นยังไง” ไหมทวนประเด็นที่ถูกจี้จากเจ้าหน้าที่คัดเลือกร้านค้า ก่อนจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมว่าให้ลองส่งผลิตภัณฑ์ที่ชอบที่สุดมาให้ดู
“เราเลือกกระเป๋าบักเก็ตกับพระพิฆเนศถักองค์เล็กซึ่งเพิ่งพัฒนาเสร็จหมาด ๆ ให้เจ้าหน้าที่ดู เขาชอบงานพระพิฆเนศมาก บอกว่าน่ารัก แต่กลับมองว่ากระเป๋าลักษณะนี้ใคร ๆ ก็ทำได้ จึงแนะนำต่อให้ลองเอา 2 อย่างนี้มาผสมผสานกัน”
ในฐานะเจ้าของแบรนด์และนักออกแบบเธอรับโจทย์มาด้วยความท้าทายปนกังวล
“ปัญหาของเราคือไม่มีแพตเทิร์น เพราะถึงแม้จะมี แม่ ๆ บางคนก็อ่านไม่เป็น” ไหมเสริมต่อว่า ในการสร้างงานแต่ละครั้งเธอจึงต้องอาศัยการขีดวาดหรือหารูปที่ปะติดปะต่อภาพจากจินตนาการออกมาเป็นตัวอย่าง รวมทั้งใช้วิธีพูดคุยทำความเข้าใจให้ตรงกัน
ไม่นานเกินรอ ‘กระเป๋าช้าง’ ผลิตภัณฑ์ซิกเนเจอร์รุ่นแรกก็ถึงกำหนดคลอด และกลายเป็นสารตั้งต้นที่ต่อยอดสร้างเอกลักษณ์และภาพจำให้กับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อีกมายมาย เช่น กระเป๋ากล้วยที่นำผลไม้ของโปรดของช้างมาเป็นแรงบันดาลใจในการถักร้อย และรวมร่างกับตัวกระเป๋าถักฝ้ายผสมใยกัญชง กระเป๋าช้างทรงใหญ่งานถักสุดประณีตที่นำเทคนิคแพตช์เวิร์กมาผสมผสานอย่างมีเสน่ห์ พวงกุญแจถักพระพิฆเนศ องค์พระพิฆเนศถัก พวงกุญแจหน้าช้างคู่ผลไม้นานาชนิด


นอกจากนี้ เธอยังทดลองนำเศษไหมเหลือทิ้งจากการถักโครเชต์มาตกแต่งเป็นกระเป๋าพู่ ชูแนวคิดหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงคอลเลกชันล่าสุดที่นำเสนอความเป็นไทยผ่านกระเป๋าดอกไม้พื้นถิ่นและอุปกรณ์ตกแต่งกระเป๋า เช่น พวงมาลัยถัก โดยกระเป๋าของ HugmaiHandmade นั้นมีให้เลือกสารพัดรูปทรง ทั้งกระเป๋าถือ สะพายไหล่ สะพายข้าง ไปจนถึงคาดเอว เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ใช้งานง่าย และสวยไม่ซ้ำ
สานต่อรักถักทอฝัน
ใคร ๆ ก็คิดว่าขายตลาดงานคราฟต์เชียงใหม่กลุ่มลูกค้าต้องเป็นชาวต่างชาติ แต่ไหมบอกว่าสำหรับเธอนั้นไม่ใช่ เพราะแรงสนับสนุนหลักของ HugmaiHandmade ส่วนใหญ่คือลูกค้าคนไทย
“แบรนด์เราคนไทยยืนหนึ่ง รองมาก็คนจีน อย่างมีลูกค้ากรุงเทพฯ สั่งซื้อออนไลน์กับเรามาตลอด 4 ปี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี่เองเป็นครั้งแรกที่เจอหน้ากัน เขาพาเพื่อน ๆ มาช้อปที่ร้าน ตอนแรกยังไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นใคร แต่พอเอ่ยชื่อเราก็จำได้ จากนั้นก็คุยกันยาว แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาบอกกับเราว่าซื้อกระเป๋ามาหลายแบรนด์ แต่ไม่เคยเจอแบรนด์ไหนที่ถักกระเป๋าได้แน่นและดีเท่านี้ โห พอได้ฟังก็ใจฟู อารมณ์ดีไปทั้งวัน และทำให้รู้สึกว่า ทุก ๆ ความตั้งใจที่ทุ่มเทให้กับผลิตภัณฑ์ไม่เสียแรงเปล่าเลย” ไหมยิ้มแก้มปริ
เพราะเหนือกว่าเรื่องดีไซน์และสีสัน คุณภาพและความคุ้มค่าคืออีกสิ่งเธอให้ความสำคัญ กระเป๋า 1 รุ่นหรือผลิตภัณฑ์ 1 แบบจึงถักโดยช่างฝีมือคนเดียวคนเดิมเพื่อรักษาน้ำหนักมือที่สม่ำเสมอเป็นมาตรฐาน ควบคู่เคี่ยวกรำความชำนาญเฉพาะด้านของช่างไปพร้อม ๆ กัน


“เวลาทำงานเราจะคิดแทนลูกค้าตลอดว่ามันคุ้มค่ากับราคาที่เขาจ่ายหรือยัง ถ้ายังควรเพิ่มอะไร ขณะเดียวกันก็คิดแทนช่างฝีมือด้วยว่าจะคุ้มค่าเหนื่อยของเขาไหม ทั้งลูกค้าและคนผลิตต้องคุ้มค่าด้วยกันทั้งคู่เพราะคือ 2 ส่วนที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างหลัง ทุกวันนี้ต้องประคบประหงมกันเหมือนไข่ในหินเลยค่ะ” ไหมหัวเราะระรื่น
ปัจจุบัน HugmaiHandmade ไม่ได้มีแต่ทีมช่างถักวัยเก๋าเท่านั้น หากเปิดกว้างสำหรับคนว่างงานในชุมชนที่อยากหารายได้อีกด้วย
“บางคนถักโครเชต์ไม่เป็น แต่เมื่อเขาอยากมีรายได้เราก็พยายามหาอะไรให้ทำ อย่างคุณยายท่านหนึ่งอายุ 83 ปี คนนี้เป็นแผนกม้วนไหม หรือหลายคนอาจไม่รู้ว่างานปักของเรามาจากฝีมือผู้ชาย เขาประสบอุบัติเหตุจึงยังกลับไปทำงานตามปกติไม่ได้ แล้วบังเอิญเขาเป็นผู้ชายที่เชื่อว่า ถ้าบนโลกใบนี้มีคนทำได้ เขาก็ต้องทำได้เช่นกัน เลยพยายามฝึกปักผ้าจนเริ่มชำนาญและงานปักสวย ๆ ทั้งหมดของ HugmaiHandmade ก็มาจากช่างคนนี้ ซึ่งเขาเป็นแฟนเราเอง” ไหมพูดพลางยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาไหมผลักดันให้แบรนด์เล็ก ๆ ของเธอเติบโตสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เปรียบเสมือนสานต่อความรักถักทอความฝันของกลุ่มกระเป๋าถักบ้านแม่กึ๊ดในย่างก้าวใหม่บนความตั้งใจสร้างโอกาส รายได้ และทางเลือกอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนของผู้คนในชุมชน
“ถ้าตัดเรื่องรายได้ออกไป เรากล้าพูดเต็มปากเลยว่าตอนนี้ยังมองไม่เห็นความสุขอะไรในชีวิตนอกจากการทำ HugmaiHandmade ยังไม่มี ยังไม่เจอ และเราก็อยากทำให้สิ่งนี้ยั่งยืน หรือในอนาคตถ้าเกิดมีลูกหลานของแม่ ๆ ช่างถักสักคนรับช่วงต่อและขับเคลื่อนแบรนด์ให้เดินหน้าต่อไปได้ แค่นั้นเราก็ถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว”


สนับสนุนสินค้าของ HugmaiHandmade ได้ที่ Facebook : HugmaiHandmade









