6 เมษายน 2026
1 K

บางคนบอกว่า จักรยานเป็นเทรนด์ที่มา ๆ ไป ๆ เป็นแฟชั่นที่มีอายุชั่วครั้งชั่วคราว 

แต่หลายดินแดนบนโลก จักรยาน 1 คันไม่ได้เป็นแค่ของมีราคาที่เอาไว้ขี่เล่นยามว่าง เพราะมันคือพาหนะที่ใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน และมากไปกว่านั้น จักรยานบางประเภทยังพาเราข้ามอำเภอ ข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ พาคน 1 คนบน 2 ล้อเดินทางไปยังอีกซีกหนึ่งของโลกได้ด้วยกำลัง 2 ขาของตัวเอง

การปั่นเสือหมอบราคาหลักแสนที่ความเร็ว 40 กิโลเมตรขึ้นไป ก็เป็นกิจกรรมสันทนาการของคนกลุ่มหนึ่ง หรือผู้รักเสือภูเขาก็ยังรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสำรวจโลกบนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ

แต่รถประเภทที่นิยมใช้เดินทางไกลหลายสิบหลายร้อยกิโล คือ ‘จักรยานทัวริ่ง’ (Touring Bicycle) ที่ออกแบบมาให้มนุษย์นั่งบนอานได้นานครึ่งค่อนวัน และแบกน้ำหนักสัมภาระสำหรับใช้ชีวิตหลายสัปดาห์ได้

Vee Bike Yala’ คือร้านห้องแถวขนาด 2 คูหา บนพื้นมีจักรยานจอดเป็นระเบียบ บนฝาผนังด้านหนึ่งมีเฟรมแขวนเรียงราย ด้านในเป็นห้องประกอบรถที่มีเฟรมและล้อขึ้นซี่ค้างไว้ ร้านนี้ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองยะลา จักรยานเกือบทั้งหมดในร้านของ ‘บังวี’ คือทัวริ่งหลายแบรนด์ หลายราคา และมีรูปแบบต่างกันตามฟังก์ชันการใช้งาน 

นึกภาพว่าคุณมีโอกาสเดินเข้าไปในร้านจักรยานแห่งหนึ่ง ความคาดหวังคงอยู่ที่การเดินออกมาพร้อมจักรยานเท่ ๆ 1 คัน แต่ที่ Vee Bike Yala คุณจะเจอกับบทพิสูจน์บางอย่าง เพราะ บังวี-อนุรักษ์ มะกูวิง ผู้เป็นทั้งเจ้าของร้าน ช่างซ่อมและประกอบจักรยาน จะไม่สวมบทพ่อค้า แต่เข้ามาในฐานะเพื่อนสนทนาคนหนึ่งที่ชวนให้ตอบคำถามง่าย ๆ กับตัวเองว่า 

“ใน 365 วัน คุณใช้ชีวิตกับจักรยานคันนี้ยังไงบ้าง”

ชิ้นส่วนความฝันกระจัดกระจายที่ประกอบเป็นจักรยาน 1 คัน

อนุรักษ์ มะกูวิง หรือในวงการนักปั่นทางไกลรู้จักกันดีในชื่อ ‘บังวี’ ไม่ได้ทำแค่ร้านจักรยาน แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกคอมมูนิตี้ของชาวทัวริ่งในยะลาและจังหวัดชายแดนใต้ 

ร้าน Vee Bike Yala เริ่มต้นมาจากความฝันอยากมีจักรยานคันแรกของเด็กชายอนุรักษ์ในวัยประถม จักรยานคันที่ว่านี้ไม่ได้มาจากการ ‘ซื้อ’ แต่เกิดจากการประกอบชิ้นส่วนเล็ก ๆ จากโรงเหล็กแห่งหนึ่ง ระยะทางในความทรงจำคือ 6 กิโลเมตรจากบ้าน จากนั้นบังวีจึงค่อย ๆ ลงมือทำให้ความฝันเป็นรูปเป็นร่าง

“ผมไปซื้อที่โรงเศษเหล็ก แบบเป็นเศษเหล็กเลย เพราะเวลาคนมีตังค์เขาพบว่ารถลูกเขาพัง ก็จะชั่งกิโลขาย ผมไปเอาชิ้นส่วนนู้นชิ้นส่วนนี้มาประกอบให้เป็นคัน”

การประกอบความฝันด้วยมือจึงทำให้บังวีมีทักษะช่างมาตั้งแต่เด็ก แต่ชีวิตก็พลิกผัน เมื่อบังวีต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อมาขับรถสิบล้ออยู่นาน 10 ปี

ร้านจักรยานที่ไม่ได้เริ่มจากความต้องการทำ ‘ร้านจักรยาน’

หลังขับสิบล้อพักใหญ่ ๆ ครอบครัวเริ่มมีกิจการสิบล้อเป็นของตัวเอง บังวีต้องเดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ ที่เซียงกงพระราม 3 เพื่อซื้ออะไหล่สำรอง นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บังวีเริ่มคิดว่า ใกล้ถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือจากพวงมาลัยรถสิบล้อมาจับแฮนด์พาหนะ 2 ล้อ มันคือจักรยานแม่บ้านยี่ห้อ Bridgestone คันหนึ่ง 

บังวีซื้อ Bridgestone มา หวังว่าจะเก็บไว้ขี่เอง แต่เมื่อเดินทางกลับมาถึงยะลา เรื่องกลับไม่เป็นแบบนั้น

“มีคนขอซื้อ เราก็เลยขาย พอขายปุ๊บก็มาซื้อ เที่ยวหน้าผมก็มาซื้ออีก 2 คัน แล้วก็มีคนขอซื้ออีก จากนั้นเริ่มเป็น 5 คัน เริ่มเป็น 10 คัน”

ย้อนไป 15 ปีที่แล้ว บังวีไม่ได้วางแผนแต่แรกว่าวันหนึ่งจะทำธุรกิจร้านจักรยาน แต่การซื้อจักรยานเก่าที่ทำมาพักใหญ่ ๆ ด้วยความรักความชอบ รถที่ซื้อมาจึงไม่ได้ถูกขายไปทุกคัน

“เริ่มจากคันไหนที่เราชอบก็เก็บไว้ ผมเก็บตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน รถผมจะเก็บไว้ในบ้านหมดทุกคัน ผมมีจักรยานอยู่ประมาณ 30 คันที่เป็นมือสองญี่ปุ่น คือเริ่มเป็นสายลึกแล้ว

“ตอนนั้นไปบอกพ่อว่าขับสิบล้อเหนื่อยมาก เลยอยากลองเปิดร้านจักรยานได้ไหม ที่บ้านเขาก็เสียใจว่าทำไมอาชีพมั่นคงที่เราทำกันอยู่ ทำไมคิดจะเลิก” 

อีกประโยคที่เป็นแรงผลักดันและยากจะปฏิเสธ คือ “แฟนบอกว่า เออ ถ้ามีเยอะขนาดนี้ เปิดร้านเถอะ”

ด้วยเงินทุนก้อนแรกเพียง 50,000 บาท บังวีเปลี่ยนพื้นที่หน้าตึกแถวห้องเดียวให้กลายเป็นร้านจักรยานเล็ก ๆ และเริ่มสนใจรถทัวริ่ง แต่ยังต้องขายรถญี่ปุ่นเดือนละ 20 – 30 คัน เพื่อให้ร้านอยู่รอด 

“ตอนนั้นคิดแค่ว่า ถ้ามันไม่รอดก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นแกลเลอรี เป็นที่ซ่อมรถของเรา ไหน ๆ เราก็มีรถเยอะแล้ว ไม่ได้กดดันตัวเองว่าต้องได้กำไรเท่าไหร่”

สู่จักรวาล 2 ล้ออันกว้างใหญ่

สมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โมเด็มถูกแทรกด้วยสัญญาณโทรศัพท์ โลกใบนั้นยังไม่มีใครรู้จักรถที่เรียกว่า ‘ทัวริ่ง’ จักรวาลผู้สนใจจักรยานในเมืองไทยวนว่ายอยู่ในเว็บไซต์ ThaiMTB (Thai Mountain Bike) หรือชุมชนคนรักเสือภูเขา โดยมีเว็บบอร์ดเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความเห็นก่อนยุคโซเชียลมีเดีย

“ผมพยายามแต่งทัวริ่งใส่กระเป๋า 5 ใบ ไปงาน Car Free Day ที่ยะลา คนมองผมเป็นตัวประหลาดเลย ภาพจำตอนนั้นคือรถแบบนี้ต้องเป็นฝรั่งขี่เท่านั้น” 

ปรากฏการณ์คล้ายกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ยะลา แต่กระแสทัวริ่งในประเทศไทยก็อยู่ในความสนใจเฉพาะคนกลุ่มเล็ก ๆ ด้วยความฝันอยากสร้างชุมชนคนรักจักรยานทางไกล บังวีจึงวางเป้าว่าจะเปลี่ยนร้านรถญี่ปุ่นมือสองเป็นร้านทั่วริ่ง 

การท่องเว็บ ThaiMTB ในยุคนั้น เขาจับทางได้ว่า จุดหมายที่เขาจะศึกษาเรื่องทัวริ่งได้อยู่ที่กรุงเทพฯ กับชายผู้ขึ้นชื่อในวงการจักรยานว่าเข้าถึงตัวยากมาก คือ เฮียหมา-ประพฤติ ปาลสาร แห่ง Bok Bok Bike ร้านจักรยานย่านนางเลิ้ง ริมคลองผดุงกรุงเกษม 

บังวีใช้เวลานานมากและต้องอาศัยหลายคอนเนกชันเพื่อเข้าถึงตัวเฮียหมา และเนื่องจากรถทัวริ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาเป็นรถสำเร็จรูปเต็มคัน แต่เกิดจากการเลือกชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน เฟรม ล้อ แฮนด์ และชุดขับเคลื่อน บังวีจึงเริ่มต้นบทสนทนากับเฮียหมาเรื่องล้อ

“ตอนนั้นไม่ได้ขอเฮียหมาเรียนขึ้นล้อนะ เพราะเราไม่กล้า มันเป็นวิชาของเขา ก็เลยบอกว่า ผมอยากซื้อชุดล้อเพื่อเอาไปขาย แกก็เริ่มทำคู่แรก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจร่วมกัน”

ถัดจากล้อคู่นั้น Bok Bok Bike ก็ส่งเฟรมทั่วริ่ง ยาง และชิ้นส่วนอื่น ๆ ให้ Vee Bike Yala และเริ่มมีออร์เดอร์สั่งประกอบเข้ามา คอมมูนิตี้ทัวริ่งในยะลาเริ่มตั้งไข่ เมื่อการซื้อขายดำเนินไป เฮียหมาก็เริ่มถ่ายทอดเทคนิคและความรู้เพิ่มเติมให้ และเจ้าของร้านจักรยานผู้หาตัวจับยากก็เดินทางลงมายะลาบ่อยขึ้น พร้อมกับเพื่อน ๆ ผู้หลงรักในการปั่นจักรยานทางไกล จนเป็นความสัมพันธ์ที่บังวีเรียกว่า…

“มันมากกว่าธุรกิจ ก็คือเป็นเพื่อนกัน”

นอกจากจะเป็น ‘ไอดอล’ ในวงการธุรกิจรถทัวริ่ง เฮียหมายังเป็นคนที่พาบังวีไปเผชิญโลกกว้างกับงานแสดงเทคโนโลยีจักรยานที่ไต้หวัน โดยแอบออกค่าตั๋วเครื่องบินให้

“แกหลอกว่าเราได้ยอดขายสเปเชียล แล้วก็ได้ตั๋วเครื่องบินไปไทเป”

โอกาสเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกพาบังวีไปพบเทคโนโลยีและการทำตลาดเพิ่มเติม ได้เปิดโลก และได้รู้เพิ่มหลายอย่างเพิ่มเติม ในทริปไต้หวันครั้งนั้นยังทำให้บังวีรู้จักเพื่อนพ้องในวงจักรยานทัวริ่งอีกหลายคน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันอยู่ ทั้งระดับธุรกิจและมิตรสหาย

“เราถือว่ามันเป็นการระดมสมอง มารวมกันเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การไปเที่ยวดูงาน มันเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ มันยิ่งใหญ่มาก แต่ละปีจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้เราวางแผนเยอะขึ้น ได้ความคิดความเข้าใจ มีไอเดียเพิ่มขึ้นเยอะมาก”

ความหมายที่มากกว่า ‘แค่’ จักรยาน 

บุคลากรคนเดียวของร้าน Vee Bike Yala คือบังวี หน้าที่ของเขาคือขาย ประกอบ ซ่อม และคุยกับลูกค้าผู้ก้าวขาเข้ามาและเริ่มสนใจจักรยาน

“ผมจะเริ่มคุยกับลูกค้าว่า ใน 365 วันจะใช้จักรยานแบบไหนเป็นหลัก อยากให้เขารู้สึกว่าได้จักรยานไปแล้วคุ้ม”

บังวีบอกว่า เขาอยากแสดงความรักที่มีต่อจักรยานจริง ๆ จึงลงมือทำทุกอย่างเอง

“ผมคุยกับลูกค้าเกือบทุกคน คุยแบบซักรายละเอียดเลย ไม่ได้ขายให้ทันที จะรับข้อมูลมาก่อน คุยก่อน และคุณก็ต้องไปหาข้อมูลด้วยนะ มันเป็นการสร้างรถจักรยานที่จะใช้งานในชีวิตประจำวันจริง ๆ”

รถจักรยานที่ออกจากร้าน Vee Bike Yala จึงมีความหมายมากกว่าพาหนะ 2 ล้อ แต่คือตัวแทนและตัวตนของผู้ขี่ เขาอธิบายว่า มันเป็นการสร้างรถร่วมกันระหว่างเจ้าของร้านกับเจ้าของรถ ให้คนปั่นได้ออกแบบรถไปด้วย ให้ตรงกับคอนเซปต์ที่ตัวเองอยากได้จริง ๆ 

แล้วสำหรับบังวี จักรยานมีความหมายอย่างไร 

“ประสบการณ์ 15 ปี จักรยานทำให้ผมไปเจอคน ไปแลกเปลี่ยน มันเข้าถึงคนได้มากกว่าการเดิน การขี่มอเตอร์ไซค์ หรือพาหนะอื่น ๆ การใช้จักรยานทำให้คนเท่าเทียมกัน เป็นจุดเชื่อมระหว่างคนสู่คน โดยไม่มีการแบ่งแยก มีการแบ่งปัน สร้างสังคมที่ดีด้วยจักรยาน นี่คือสิ่งที่ผมเจอ”

คืนรอบขาให้ยะลา สร้างคนให้โตกว่าตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Vee Bike Yala มีความพิเศษ คือความตั้งใจที่จะคืนบางอย่างกลับสู่สังคมยะลา ตัวอย่างเช่นเขาให้วัยรุ่นในพื้นที่ยืมจักรยานออกไปเดินทางเพื่อให้ได้เห็นโลกกว้าง 

“เด็กวัยรุ่นที่นี่หาเงินเก่งมาก แต่ผมอยากให้เขาออกไปเห็นโลกข้างนอก ไปเรียนรู้ก่อน ผมเชื่อว่าเขาไปเที่ยว 1 ปีแล้วกลับมาพัฒนาตัวเองจะไปได้ไกลกว่าการทนทำงาน 10 ปีแล้วค่อยไปเที่ยว”

ตามแนวคิดของบังวี ความรู้และความเข้าใจบางอย่างไม่ควรหวงแหนเก็บไว้กับตัวเอง เขายกตัวอย่างสิ่งที่ได้จากเฮียหมาหรือเพื่อนพ้องในแวดวงจักรยานทัวริ่งคนอื่น ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ถ่ายทอดส่งต่อให้ใครไม่ได้ 

“ผมไม่ได้ทำจักรยานเพื่อคิดว่าจะเป็นธุรกิจที่รวย ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบก่อน เป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงเราได้ แล้วธุรกิจนี้ต้องคืนอะไรให้สังคม” 

การแลกเปลี่ยนและส่งต่อความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเดินทางทัวริ่งต่างชาติที่ปั่นจักรยานผ่านประเทศไทย

“มีคนขี่มาจากสวิตเซอร์แลนด์ พาลูกโฮมสคูลมา 5 คน ผมสนใจมาก ให้นอนฟรีเลย เพราะผมอยากรู้เรื่องราวของเขา ซึ่งส่วนใหญ่คนในแวดวงจักรยานก็จะมาแลกเปลี่ยนกัน ประสบการณ์ที่สะสมมา 10 หรือ 20 ปี เขาเล่าให้เราฟังในคืนเดียว ผมว่าเป็น Know-how ที่มีมูลค่าสูงมาก”

นอกจากเป็นผู้รับ บังวียังเป็นผู้ให้ เมื่อเฮียหมาส่งหญิงสาวคนหนึ่งลงมาที่ Vee Bike Yala เธอบอกว่าต้องการทำร้านจักรยานทัวริ่ง จึงเดินทางมาเป็นเด็กฝึกงานของบังวีที่ยะลา 3 เดือน

“เฮียหมาส่ง ‘ปุ่น’ มาฝึกงาน ผมไม่ได้กั๊กเลยนะ ผมสอนหมดเลย ทำยังไงก็ได้ให้เด็กคนนี้ทำเป็นให้เร็วที่สุด”

วิธีการของบังวีเริ่มต้นด้วยการให้ปุ่น – ซึ่งมีพื้นฐานเป็นคนรักการปั่นจักรยานอยู่แล้ว – ลองทำทุกอย่างเอง แล้วค่อย ๆ สอนไปเรื่อย ๆ 

“ปล่อยมันเลย ต้องรอด ต้องอยู่ได้ ต้องเก่ง ต้องเก่งกว่าเราด้วย”

และปุ่นเองก็บอกว่า “สอนแล้วต้องให้เก่งกว่าอาจารย์นะ”

ทุกวันนี้ ปุ่น-วิสสุตา ประเสริฐผล คือเจ้าของ Greenhorn Bicycle Project อีกหนึ่งร้านจักรยานไม่ไกลจากสี่แยกคอกวัว แหล่งรวมตัวของนักปั่นทัวริ่งทั้งไทยและต่างชาติ

เรื่องราวของ Vee Bike Yala ร้านจักรยานในจังหวัดยะลา จึงไม่ใช่แค่ร้านขายรถทัวริ่งในคนที่อยากซื้อรถเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พบปะของผู้คน สร้างคอมมูนิตี้ในภาคใต้ เชื่อมโยงไปจังหวัดต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นเป้าหมายของนักเดินทางต่างชาติที่มาใช้บริการดูแลรถและแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าระหว่างการเดินทาง ด้วยแนวคิดนี้ บังวีจะไม่เก็บความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ ไว้คนเดียว

“ทุกคนที่ผมเจอในวงการนี้ให้ผมมาเยอะมาก ผมจะไม่ยอมให้ความรู้และสิ่งดี ๆ เหล่านี้ตายไปกับผมเด็ดขาด ผมต้องส่งต่อ เพื่อให้มันกลายเป็นวงกลมที่หมุนกลับมาสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรง”

Facebook : Vee Bike Yala Shop 

Lessons Learned

  • ขายความจริงใจ มองลูกค้าเป็นเพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน 
  • มีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน ทำให้ธุรกิจยืดหยุ่นและยืนระยะได้นาน
  • ความรักในสิ่งที่ทำจะทำให้เราไม่ล้มเลิก

Writer

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์

อดีต บ.ก. นิตยสารเล็ก ๆ และ บ.ก. สังคมการเมืองของแบรนด์เล็กๆ ในสื่อใหญ่ ปัจจุบันเป็นสื่อมวลชนและนักเขียนอิสระ