มีคำกล่าวที่ว่า ‘หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพ ต้องมีคนดูแลเด็ก ๆ’
ไม่รู้ใครกล่าวเป็นคนแรก แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ในแถลงการณ์ตั้งแต่วันแรกที่ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็เดินหน้าเปิดศูนย์ดูแลเด็กอ่อนหลายแห่งในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ณ กรุงลอนดอน เมืองหลวงที่ค่าครองชีพโหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เหล่าคุณแม่ต้องเผชิญกับคำถามหนักอึ้งในใจทุกเช้าว่า “ถ้าต้องกลับไปทำงาน แล้วใครจะดูแลลูก” คำตอบที่ตามมาเจ็บปวดไม่น้อยกว่าคำถาม เพราะค่าเนิร์สเซอรีนั้นสูงจนบางครอบครัวต้องเลือกระหว่างอาชีพกับลูก
ท่ามกลางวิกฤตนี้ มีองค์กรหนึ่งที่ยืนหยัดมากว่า 123 ปี นั่นคือ ‘London Early Years Foundation’ หรือ ‘LEYF’ เริ่มต้นในปี 1903 ในย่านเวสต์มินส์เตอร์ กลางกรุงลอนดอน ในยุคที่ทารกเกือบ 12% ไม่รอดชีวิตถึงวันเกิดปีแรก จนถึงทุกวันนี้ LEYF ยังคงเดินหน้าดูแลเด็กกว่า 4,000 คนต่อปี ขยายสู่ 43 สาขาทั่วลอนดอน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS – National Health Service) จะถือกำเนิดในปี 1948 ถึงกว่า 40 ปี จากคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รอให้ระบบรัฐพร้อม เพราะพวกเธอสร้างระบบขึ้นมาเอง

เมืองที่เด็กจากไปก่อนจะได้เติบโต
ถนนแคบ ๆ เต็มไปด้วยควันถ่านหินในย่านเวสต์มินส์เตอร์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ครอบครัวยากจนอัดกันอยู่ในห้องเช่า แม่วัยสาวเพิ่งคลอดลูกออกมาอย่างปาฏิหาริย์โดยไม่มีหมอหรือพยาบาล ไม่มีใครบอกว่าต้องดูแลเด็กน้อยอย่างไร
อัตราการเสียชีวิตของทารกในกรุงลอนดอนตอนนั้นน่าสลดใจมาก เด็กที่เกิดมา 10 คนจะมี 1 – 2 คนที่จากไปก่อนได้หัดเดิน
ปี 1903 หญิงชาวอังกฤษ มาร์กาเร็ต ฮอร์น ลูกศิษย์ของนักปฏิรูปสังคมผู้ยิ่งใหญ่ ออคเทเวีย ฮิลล์ รวมกลุ่มแพทย์และอาสาสมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เริ่มทำสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างการเดินเคาะประตูบ้านทีละหลัง
พวกเธอรวมตัวกันในนามสมาคม City of Westminster Health Society คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแต่ละบ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพ ทันตกรรม ฝากครรภ์ เปิดครัวเคลื่อนที่ แม้ในห้วงเวลาที่ยุโรปกำลังเผาตัวเองจากสงครามโลกครั้งที่ 1
สมาคม City of Westminster Health Society ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเธอเข้าใจบางอย่างที่คนอื่นมองข้าม ย่านเวสต์มินส์เตอร์ไม่ได้เป็นเมืองของคนอังกฤษล้วน มีผู้อพยพ ทั้งคนอิตาลี ยิว โปแลนด์ และอีกหลายชาติ สมาคมจึงเริ่มแจกใบปลิวข้อมูลสุขภาพเด็กถึง 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ เวลส์ อิตาลี ฝรั่งเศส ยิว และ เฟลมิช (ภาษาของชาวเบลเยียมเชื้อสายดัตช์)
“ถ้าอยากช่วยใคร ต้องพูดภาษาของเขา ไม่ใช่บังคับให้เขามาพูดภาษาของเรา” นี่คือปรัชญาที่ฝังลึกมาตั้งแต่วันแรก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 พัดผ่านไป อังกฤษเต็มไปด้วยความบอบช้ำ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) จึงถือกำเนิดในปี 1948 งานด้านสุขภาพที่สมาคมฯ บุกเบิกมานาน 40 กว่าปีกลายเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนได้รับการรักษาฟรีในที่สุด สมาคมจึงปรับตัวไปต่อและถามตัวเองว่า เด็ก ๆ ยังต้องการอะไรอีก
คำตอบคือ พวกเขาต้องการที่จะเล่น เรียนรู้ และเตรียมพร้อมสำหรับชีวิต
ในปี 1977 สมาคมเปลี่ยนชื่อเป็น Westminster Children’s Society หันมาเน้นการพัฒนาคุณภาพของเนิร์สเซอรีสำหรับวัยแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ
เนิร์สเซอรีขยายไปถึง 17 แห่ง จึงมีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น London Early Years Foundation หรือ LEYF ในปี 2009 สะท้อนการขยายตัวออกไปนอกขอบเขตย่านเวสต์มินส์เตอร์ให้ครอบคลุมทั้งลอนดอน
ทำไมต้อง 0 – 5 ขวบ


งานวิจัยทั่วโลกต่างยืนยันตรงกันว่า ตอนแรกเกิด สมองของทารกมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของสมองผู้ใหญ่ แต่ภายในปีแรกจะขยายเป็น 2 เท่า เมื่ออายุ 3 ขวบจะขยายเป็น 80% และ 5 ขวบขยายเป็น 90% เทียบกับสมองผู้ใหญ่ เรียกได้ว่าสมองโตเกือบสมบูรณ์ก่อนที่เด็กจะเริ่มเข้าโรงเรียนเสียอีก (ข้อมูลจาก First Things First)
อีกหนึ่งงานวิจัยอันโด่งดังของนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เจมส์ เฮ็กแมน พบว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยอายุ 0 – 5 ปี ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคุ้มค่าที่สุดสำหรับสังคม สูงกว่าการลงทุนในระดับการศึกษาอื่น ทั้งในแง่ทักษะชีวิต ทักษะทางอารมณ์ และรายได้ในอนาคต
แล้วแบบนี้จะปล่อยให้ลูกน้อยอยู่แต่ในบ้านได้อย่างไร
เมื่อพ่อแม่ไปทำงาน ลูกทำอะไร
เช้าวันหนึ่งอันเร่งรีบในลอนดอน พ่อแม่บางคนจูงมือลูกเดิน บ้างก็อุ้มลูกเข้าประตูเนิร์สเซอรี LEYF ผู้ดูแลประจำตัวเด็กรอต้อนรับอยู่ทุกเช้า เขาคนนี้รู้ว่าเด็กชอบอะไร กลัวอะไร พร้อมอัปเดตให้พ่อแม่ฟังทุกวัน

เด็ก ๆ จะแบ่งไปตามห้องเรียนที่เหมาะสมกับช่วงวัย ได้แก่ Baby Room (0 – 2 ขวบ) Toddler Room (2 – 3 ขวบ) และ Pre-school Room (3 – 5 ขวบ) ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้ มีทั้งเด็กที่กำลังคลุกดินเหนียว ทำขนมปังกับพ่อครัว เดินสำรวจสวน หรือนั่งทำโยคะเพื่อฝึกการรับรู้ความรู้สึกตัวเอง ครูรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเข้าไปมีส่วนร่วม และเมื่อไหร่ควรถอยออกมาให้เด็กค้นพบโลกด้วยตัวเอง
การศึกษาที่ดีควรสร้างอะไรในตัวเด็ก
คำตอบของ LEYF ไม่ใช่แค่เด็กเก่ง แต่คือ ‘เด็กที่กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงเป็นพลเมืองโลก’
นำมาสู่การพัฒนา Social Justice Pedagogy หรือปรัชญาการสอนเพื่อความยุติธรรมทางสังคม ด้วยความเชื่อว่าการศึกษาควรช่วยสร้างโลกที่ยุติธรรม ยั่งยืน มีความเมตตา เด็กและผู้ใหญ่ล้วนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน

LEYF ใช้ภาพของ ‘เชือก’ เพื่ออธิบายปรัชญานี้ ให้เส้นด้ายทั้ง 7 ถักทอกันเป็นเชือกเส้นเดียว นั่นคือการนำองค์กรด้วยวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ หลักสูตรแบบเกลียวที่ค่อย ๆ ขยายศักยภาพเด็ก การออกแบบสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างครู เด็ก และผู้ปกครอง การดูแลสุขภาพและโภชนาการ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระหว่างบ้านและสถานรับเลี้ยงเด็ก การเชื่อมต่อกับชุมชนต่างรุ่น
นอกรั้วเนิร์สเซอรี LEYF เด็ก ๆ ได้ออกไปสำรวจชุมชน เยี่ยมห้องสมุด สวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ โรงละคร เพื่อสร้าง ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ผ่านการส่งเสริมภาษาและการอ่าน ขณะเดียวกันชุมชนก็เดินเข้ามาในเนิร์สเซอรีได้เช่นกัน ทั้งปู่ย่าตายาย เพื่อนบ้านสูงวัย ผู้คนจากพื้นเพหลากหลาย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สร้าง ‘ทุนทางสังคม’ ในพื้นที่ของตัวเอง
เรื่องกิน เรื่องใหญ่
อีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกระดับโลก – เด็กไม่ชอบกินผัก
ผักสดที่เด็ก ๆ ไม่คุ้นหรือไม่อยากกินนำมากองไว้ในมุมเด็กเล่น ให้พวกเขาค่อย ๆ คุ้นชินผ่านการลองเล่น จับแกะ ดมกลิ่น และลิ้มรสโดยไม่มีการบังคับ ช่วยให้สิ่งแปลกใหม่นี้กลายเป็นเพื่อนขาประจำ


พ่อครัวของ LEYF ถือเป็นสมาชิกคนสำคัญของทีม ถึงขั้นมีการพัฒนา LEYF Early Years Chef Academy หลักสูตรฝึกอบรมเชฟที่ทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก คอยทำอาหารสดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและพัฒนาเมนูตามฤดูกาล ใส่ใจทั้งสัดส่วนอาหาร การเสริมอาหารตามวัย การจัดการภูมิแพ้อาหาร ไปจนถึงการลดขยะจากอาหาร ที่นี่ยังมี ‘วันให้เด็กเลือกเอง’ เพื่อให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี
เรื่องเล่าของอาหารไม่ได้จบแค่ในจาน เนิร์สเซอรี LEYF หลายแห่งมีสวนสมุนไพรและแปลงผัก เชฟและครูพาเหล่าเด็กน้อยออกไปเที่ยวตลาดหรือร้านขายปลา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เส้นทางของอาหารก่อนมาถึงจาน คุ้นเคยกับวัตถุดิบสด ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์แปรรูป
ผู้เขียนเคยแลกเปลี่ยนมุมมองกับชาวอังกฤษว่า วัตถุดิบอาหารในซูเปอร์มาเก็ตเมืองใหญ่ถูกตัดแต่งสวยงามเกินไป เช่น วางขายเนื้อปลาแล่อย่างดีแทนที่จะเป็นปลาทั้งตัว หรือวางขายเฉพาะผลไม้เป็นลูก ทำให้คนไม่รู้ว่ามันงอกออกมาจากต้นแบบไหน


แม้แต่ภาษาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ส่งผลต่อการรับรู้ และทำให้คนขาดความเชื่อมโยงกับต้นทางของอาหาร เช่น
Pork-เนื้อหมู / Pig-หมู
Lamb-เนื้อแกะ / Sheep-แกะ
แต่ในยุคนี้ เมื่อหลายคนเริ่มเรียนรู้ว่าสัตว์ที่น่ารักน่าชังเหล่านี้ถูกเลี้ยงในระบบอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล และถูกฆ่าก่อนจะมาเป็นชิ้นเนื้อบนแผง ทำให้เกิดกระแสลดทานเนื้อสัตว์มากขึ้น
ตั้งแต่ปรัชญาการสอนไปจนถึงมื้ออาหาร ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความเชื่อของ LEYF ว่า เด็กทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ย่านไหนของลอนดอน สมควรได้รับโอกาสและความรู้ที่เท่าเทียมกันในการเติบโต
แบ่งปันกำไร
สงสัยไหมว่า ดีขนาดนี้ ต้องจ่ายเท่าไหร่
ผู้เขียนพยายามหาคำตอบอยู่เหมือนกัน พบว่าราคา LEYF แต่ละสาขาไม่เท่ากัน แต่มีส่วนลดและช่องทางการช่วยเหลือที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวที่รับ Universal Credit อาจขอคืนค่าใช้จ่ายดูแลเด็กได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ยังมีระบบ Tax-free Childcare และความช่วยเหลือสำหรับผู้ปกครองที่กำลังเรียนอยู่
รัฐยังช่วยอุดหนุนค่าอาหาร โดยอาหารเช้า กลางวัน เย็น และของว่าง 2 มื้ออยู่ที่เพียง 4.97 ปอนด์ต่อวัน และมีค่าธรรมเนียม Green LEYF สมทบอีกเล็กน้อยที่ 2 ปอนด์ เพื่อสนับสนุนแนวทางความยั่งยืนขององค์กร
ทว่าปัญหาใหญ่ที่เนิร์สเซอรีเผชิญเหมือนกันทั่วโลก คือทำอย่างไรให้เงินไม่หมดก่อนที่จะช่วยเด็กได้ครบทุกคน
การตัดสินใจครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2006 ด้วยการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งหมด แทนที่จะง้อเงินบริจาค พวกเขาเปลี่ยนจากองค์กรการกุศลเป็น ‘วิสาหกิจเพื่อสังคม’
โมเดลอุดหนุนข้ามกลุ่ม ‘Cross-subsidy’ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ LEYF ให้เนิร์สเซอรีในย่านที่ร่ำรวยกว่า มาช่วยอุดหนุนเด็กในย่านที่ยากจนกว่า และนำกำไรทั้งหมดกลับมาลงทุน ช่วยให้เด็กถึง 35% ได้รับการอุดหนุนเต็มจำนวน ซึ่งล้วนเป็นเด็กจากครอบครัวด้อยโอกาส และเนิร์สเซอรี 77% จากสาขาทั้งหมดตั้งอยู่ในย่านขาดแคลนที่สุดในลอนดอน
LEYF ยังลงทุนในการพัฒนาพนักงานและครูอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับวุฒิบัตรไปจนถึงปริญญา เพราะเชื่อว่าการลงทุนในครูคือการลงทุนในเด็ก

เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยนั่งเล่นในเนิร์สเซอรี LEYF อย่าง บ็อบบี้ โจ วันนี้กลายเป็นคนดูแลเด็กรุ่นต่อไป เขากลับมาเป็นพนักงานฝึกหัด ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการเนิร์สเซอรีด้วยอายุเพียง 25 ปี
วันนี้ LEYF ดูแลเด็กกว่า 4,000 คนต่อปี ในเนิร์สเซอรี 43 แห่งทั่ว 13 เขตในลอนดอน และยังจ้างงานบุคลากรเกือบ 1,000 คน ในห้วงเวลาที่เนิร์สเซอรีทั่วประเทศกำลังปิดตัวลง
ในปี 2025 LEYF เพิ่งได้รับ King’s Award for Enterprise รางวัลเกียรติยศสูงสุดของสหราชอาณาจักร ในสาขา Sustainable Development ที่พิสูจน์ว่าองค์กรนี้ดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนอย่างแท้จริง และมีฝันใหญ่ที่พร้อมไปต่อด้วยการขยายสาขาเพื่อรองรับเด็กให้ได้ถึง 10,000 คนในอนาคต
ทุกวันที่ 15 พฤศจิกายน LEYF ยังคงจัด Margaret Horn Lecture เพื่อรำลึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เมื่อ 120 กว่าปีที่แล้วเลือกที่จะเดินออกจากบ้าน เคาะประตูบ้านคนยากจน พร้อมถามว่า “ฉันช่วยอะไรได้บ้าง”
หากนี่เป็นตอนจบของภาพยนตร์ที่ End Credit กำลังจะไหลขึ้นมา เราขอเปิดเพลงประกอบ Greatest Love of All หนึ่งในเพลงที่ทรงพลังที่สุดของ วิตนีย์ ฮิวสตัน ผู้ล่วงลับ เป็นการสรุปจบบทความนี้ลงอย่างสวยงาม
I believe the children are our are future
Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside
Give them a sense of pride to make it easier
Let the children’s laughter remind us how we used to be

ภาพ : www.leyf.org.uk
Theory of Change
behind
LEYF
Problem
เด็กในย่านยากจนเข้าไม่ถึงการดูแลช่วงปฐมวัย ทั้งที่ 5 ปีแรกของชีวิตสำคัญที่สุด
Activities
เปิดสถานรับเลี้ยงเด็กในย่านขาดแคลน โดยใช้กำไรจากสาขาในย่านร่ำรวยมาอุดหนุน
Outputs
เด็กกว่า 4,000 คนต่อปีได้รับการดูแลใน 43 สาขาทั่วลอนดอน โดย 77% ตั้งอยู่ในพื้นที่ยากจน
Outcomes
พ่อแม่กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เด็กมีพัฒนาการและความพร้อมสำหรับชีวิต
Impact
ห่วงโซ่ความเหลื่อมล้ำค่อย ๆ ขาดลง เมื่อเด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ไหน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียม
