รถเก็บขยะสีฟ้าสดใสเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านเราไป ตัวหนังสือบนกระจกหน้ารถบ่งบอกว่า ที่ที่เรายืนอยู่คือส่วนหนึ่งของ ‘ตลาดสี่มุมเมือง’
ที่นี่เป็นตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร ถือกำเนิดขึ้นมาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ที่มีแผนการปรับโครงสร้างการเกษตรของประเทศ รัฐบาลจึงกำหนดให้สร้างตลาดกลางสำหรับสินค้าเกษตร ณ ชานเมืองกรุงเทพฯ ทั้ง 4 ทิศ แต่มีเพียงมุมเมืองเดียวเท่านั้นที่ปักหลักสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรสำเร็จ

แม้ในช่วงปีแรก ตลาดสี่มุมเมืองถึงกับต้องยอมจ่ายเงินให้คนเข้ามาซื้อของในตลาด แต่เมื่อหลายคนได้เจอผู้ค้าที่เก่งกาจและการบริหารจัดการแบบมืออาชีพที่ทำด้วยใจ ทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อจึงไม่ยอมจากไปไหน กลายมาเป็นครอบครัวสี่มุมเมืองที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ตลาดสี่มุมเมือง คือตลาดผักที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แบ่งออกเป็น 23 โซน ตามประเภทของสินค้าเกษตร ตลาดผัก ตลาดผักพื้นบ้าน ตลาดส้ม ตลาดแตงโม ตลาดมะม่วง ตลาดข้าว ตลาดปลาร้า ฯลฯ มีแผงค้ากว่า 4,000 แผง เต็มไปด้วยผู้คนหมุนเวียนเข้าออกกว่า 70,000 คน ไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง มีระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบจัดการขยะ ระบบดูแลความสะอาด ระบบรักษาความปลอดภัยของตัวเอง เรียกได้ว่าทั้งจำนวนประชากรและการบริหารจัดการไม่ต่างจากเทศบาลนครแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

เรานั่งลงพูดคุยกับ น้ำ-ปณาลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานกลยุทธ์ธุรกิจ และ ทราย-ไอริณ ภัทรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสายงานพัฒนาองค์กร ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ในบ้าน คุณค่าที่ยึดถือร่วมกันในครอบครัว และการทำงานร่วมกันระหว่างทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของ บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ที่บริหารจัดการตลาดสี่มุมเมืองมาตลอด 43 ปี
ธุรกิจ : บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด
ประเภท : ตลาดกลางสำหรับสินค้าเกษตร
ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2526
รุ่นหนึ่ง : นงลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์
ทายาทรุ่นสอง : ประพันธ์ ภัทรประสิทธิ์
ทายาทรุ่นสาม : ปณาลี ภัทรประสิทธิ์, อนล ภัทรประสิทธิ์ และ ไอริณ ภัทรประสิทธิ์
คุณค่าครอบครัว
“มีคนบอกว่าทุก 3 เจเนอเรชัน ธุรกิจจะตาย”
น้ำ ผู้เป็นพี่สาวคนโต เกริ่นถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของ บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด
“ที่คนพูดกันแบบนั้น เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน โมเดลธุรกิจเดิมมันก็เริ่มตาย หน้าที่ของรุ่นเราคือการ Reinvent สิ่งใหม่ ต้องหาโมเดลธุรกิจใหม่ในการสานต่อคุณค่าที่อาม่าสร้างมาและคุณพ่อทำต่อมา ทำให้เรือลำนี้แล่นไปต่อได้ในแบบของเราเอง
“ตระกูลของเราเป็นตระกูลใหญ่ คุณพ่อ (ประพันธ์ ภัทรประสิทธิ์) มีพี่น้อง 6 คน มีญาติที่สนิทกันมาก 17 คน บ้านเราอยู่ด้วยกันหมด คอยสนับสนุนกัน เรามี Family Tradition เยอะมาก กินข้าวด้วยกันทุกวันอาทิตย์ วันปีใหม่ วันแม่ ต้องใช้เวลาด้วยกัน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เรายังเด็ก

“ทุกครั้งที่ครอบครัวเรามารวมตัวกัน เราจะได้รับการปลูกฝังถึงความสำคัญของการทำงานเสมอ เพราะอาม่า (นงลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์) เรียนจบ ป.4 เริ่มต้นจากศูนย์ อากงเสียไปตอนที่คุณพ่อเพิ่งอายุ 30 ปี อาม่าเป็นคนบุกเบิกสร้างธุรกิจหลายธุรกิจ และหนึ่งในนั้นคือตลาดสี่มุมเมือง ครอบครัวย้ำตลอดว่า อาม่าต้องเหนื่อยขนาดไหน เพื่อที่จะให้เราสบายอยู่ตรงนี้ เรามีความสำนึกในหน้าที่ว่า ต้องกลับมาทำงานที่บ้าน
“น้ำ ซัน (อนล ภัทรประสิทธิ์) ทราย แทบไม่เคยเข้ามาที่ตลาดสี่มุมเมืองเลย จนกระทั่งเข้ามาทำงาน แต่ไม่ได้ทำให้เราด้อยกว่าหรือดีกว่า ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ที่นี่มาตลอด แต่เรามีประสบการณ์จากการทำงานข้างนอกมาซึ่งเอามาปรับใช้กับที่นี่ได้ และเรายึดถือคุณค่าเดียวกับตระกูลที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า ทุกคนต้องทำงาน” น้ำเท้าความ
ย้อนกลับไปก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่ตลาดสี่มุมเมือง ทายาทรุ่นสามทั้ง 3 คน ล้วนแต่แยกย้ายกันไปเรียนในสถาบันชั้นนำที่ต่างประเทศ ต่างคนต่างสั่งสมประสบการณ์ทำงานกับธุรกิจระดับโลก

“ตอนเรียนจบ เขาไม่ได้ดึงให้เรากลับมาทันที แต่ให้กลับมาเมื่อเราพร้อม อยากให้เราได้ลองทำงานข้างนอกก่อน” ทรายเล่าว่า แม้เส้นทางการทำงานของพี่น้องแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว
“เราคิดว่าความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวของเราเป็นพื้นฐานความรัก ความอบอุ่น ที่ทำให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดี พอเรามีการสนับสนุนที่ดีแล้ว ก็อยากจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไปด้วย
“เราต้องทำเพื่อส่วนรวมก่อน ถ้าส่วนรวมดี เราก็ดี ทุกคนต้องดีไปด้วยกัน” ทรายเล่าถึงคำพูดที่ทั้ง 3 คนได้ยินจากคุณพ่อเป็นประจำ
2 รุ่น 4 มุมมอง
“ครอบครัวเราไม่มีใครเหมือนกันเลย น้ำ ซัน ทราย คุณพ่อ มีทักษะที่ต่างกัน ทำให้เราบาลานซ์กันได้ดี โชคดีที่ครอบครัวเราเลี้ยงดูมาแบบให้ถกเถียงกันด้วยเหตุผลตั้งแต่เด็ก สมมติว่าตอนประชุม น้ำอาจจะเผลอเสียงดังไป คุณพ่อก็จะเรียกคุยนอกห้องว่า เมื่อกี้อาจจะมากไปนะ เราก็จะขอโทษ
“บางทีประชุมกับน้องชาย เราฟีดแบ็กได้ว่าวันนี้พูดแรงไปนะ เขาก็จะขอโทษ หรือบางทีเราก็คุยกับคุณพ่อว่า ป๊า รบกวนป๊าปรับอันนี้ได้ไหม น้ำก็จะปรับอันนี้ด้วย” น้ำเล่าถึงบรรยากาศการทำงานร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งแต่ละคนมีทักษะไม่ซ้ำกัน
น้ำ พี่คนโตเชี่ยวชาญเรื่อง Marketing & Strategy
ซัน คนกลาง สนใจเรื่อง Data & Technology
ทราย น้องคนเล็ก ดูแลเรื่อง Operation Process และ Sustainability

“อาจจะเพราะเราเข้ามาทำงานคนแรก เราคุยกับคุณพ่อตั้งแต่ต้น ทำความเข้าใจความคาดหวังของกันและกัน สำคัญที่สุดคือต้องฟีดแบ็กกันได้ เรา 4 คนไม่เคยน้อยใจกัน แต่หากทำงานต่อไปแล้วทำให้ทะเลาะกัน เราก็อยากจะถอย เพราะยังไงครอบครัวต้องมาเป็นอันดับ 1
“ปีนี้เราพยายามนัดประชุมครอบครัวที่มีแค่เรา 3 พี่น้อง อาจจะรวมคุณพ่อด้วย เพื่อทำความเข้าใจในทิศทางของครอบครัวที่ไม่ใช่แค่ในมุมการทำธุรกิจ เราอยากจะไปต่อแบบไหน As a Family ไม่ใช่ As a Business ให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข เพราะเราเชื่อว่าการสื่อสารคือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจครอบครัว”
ในมุมมองของทราย ผู้ทำงานร่วมกับคุณพ่อมากที่สุด มองว่าคุณพ่อค่อนข้างให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่
“ทุกอย่างเริ่มจากเป้าหมายที่องค์กรเรามีร่วมกัน เดินไปแบบมีกลยุทธ์องค์กรชัดเจน ทุกคนทำงานของตัวเอง ทำอะไรมาก็มานำเสนอ เขาจะคอยให้ฟีดแบ็กและสอนบางเรื่อง

“การจะให้คน 2 รุ่นทำงานร่วมกัน ต้องปล่อยให้ลูกลองทำ เวลาที่ลูก ๆ ทำพลาด คุณพ่อไม่เคยว่าเลย คุณพ่อพูดตลอดว่า เข้าใจว่ามันยาก ค่อย ๆ เรียนรู้ไป เรื่องเล็ก ๆ เขาก็ปล่อยให้เราเรียนรู้และพลาดได้ แต่ว่าการตัดสินใจใหญ่ ๆ ยังไงก็จะต้องไปถึงเขาก่อน
“ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังไงคนรุ่นก่อนต้องคอยช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ สมมติว่าส่งลูกเข้าไปแต่พ่อแม่ไม่ช่วยเสริม คนทำงานก็จะงงว่าใครมีอำนาจกันแน่ คุณพ่อคอยสนับสนุนลูก ๆ และทำให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าเรามีอำนาจทันทีที่เข้ามา”
น้ำเสริมต่อว่า นอกจากการสื่อสารระหว่างรุ่นพ่อกับรุ่นลูกแล้ว การสื่อสารระหว่างพี่น้องในรุ่นเดียวกันก็สำคัญไม่แพ้กัน “คุณพ่อให้เลยว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปสั่งน้อง ๆ เราแนะนำได้ ให้ Input ได้ แต่ทั้งซันและทรายจะเป็นคนตัดสินใจเอง เพื่อให้เติบโตได้ในสายงานของตัวเอง”
น้ำยกตัวอย่างถึง ‘สี่มุมเมืองออนไลน์’ ซึ่งมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากโครงสร้างองค์กรเดิม ทั้งในแง่ของเวลาการทำงานและรูปแบบการทำงาน เป็นเหมือนสตาร์ทอัพที่ดูแลการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งหมดนี้ซันมีสิทธิ์เต็มที่ในการออกแบบการทำงาน คัดเลือกคนทำงานในแบบของตัวเอง
วิกฤตโควิด ลืมเรื่องธุรกิจไปก่อน
“ช่วงเข้ามาเริ่มทำงานกับคุณพ่อแรก ๆ น้ำจบด้านธุรกิจมาโดยตรง คิดถึงแต่เรื่องกำไร-ขาดทุน จะทำยังไงให้โต แต่คุณพ่อสร้างธุรกิจตลาดสี่มุมเมืองมาแบบออร์แกนิก เขาเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำให้ดีเดี๋ยวเงินจะมาเอง ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าออร์แกนิกมันไม่ทัน ธุรกิจจะโตได้ยังไง
“แต่ช่วงที่โควิด-19 ระบาด ทำให้เราตาสว่าง เป็นตัวอย่างที่ฝังใจเรามาตลอดว่าสิ่งที่คุณพ่อทำคือสิ่งที่เวิร์ก ต้องย้อนกลับไปว่าโควิด-19 มีหลายระลอกมาก ช่วงแรกสุดแค่ตรวจเจอว่ามี 1 – 2 คนติดก็ถูกสั่งปิดทั้งตลาด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดต่อมาว่าจะเข้ามาตรวจ เราก็ชั่งใจ
“แต่คุณพ่อบอกว่า ไม่ได้ เราต้องตรวจ เราต้องช่วยชีวิตคนในตลาด ตรวจแล้วเจอคนติดก็แยกเขาออกไป ซึ่งเราก็ได้เห็นผลว่า ตลาดอื่นที่เขาไม่ยอมตรวจ พอเจอทีหลัง คนก็ติดกันเต็มไปหมดแล้ว
ต่อมา คุณพ่อมาบอกว่า น้ำ ต้องเตรียมสร้างโรงพยาบาลสนามนะ
น้ำแย้งทันทีเลยว่า ไม่ได้! ไม่ยอม ถ้าเกิดทำโรงพยาบาลสนามในตลาด คนจะไม่กล้าเข้ามาซื้อของที่ตลาดเรา แต่พอถึงจุดหนึ่งโรงพยาบาลสนามของรัฐล้น ตลาดสี่มุมเมืองจึงตัดสินใจเปิดในพื้นตลาดเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แรงงานแค่เดินจากหลังตลาดมาหน้าตลาดเพื่อกักตัว ครอบครัวก็เดินมาเอาอาหารมาให้ได้ ไม่โดนส่งไปที่อื่น ทุกคนในตลาดก็ช่วยกันบริจาคของกันมาเยอะมาก มีทั้งน้ำดื่มและเอาของที่ตัวเองขายมาให้ฟรี

“สักพักคุณพ่อก็มาอีก อยากซื้อวัคซีนให้แรงงานข้ามชาติที่เขาไม่ได้สิทธิ์ฉีดวัคซีนจากรัฐ ปีนั้นคุณพ่อบอกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องกำไร-ขาดทุน เรามาอยู่จุดนี้ได้เพราะที่ผ่านมาผู้ค้าในตลาดสี่มุมเมืองช่วยเรา ช่วงเวลานี้เราต้องตอบแทน กลายเป็นว่าตลาดสี่มุมเมืองโตขึ้นอีก 10% จากการที่เราบริหารได้ขนาดนั้น
“คุณค่าที่คุณพ่อยึดถือและส่งต่อมาถึงเราคือทำให้ดีที่สุด เราต้อง Reach Full Potential เป็นพื้นฐานการตัดสินใจทุกอย่างของคุณพ่อ ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ทั้งระบบดีขึ้น ผู้ค้าดีขึ้น พนักงานดีขึ้น เราให้ใจเขา เขาก็จะให้ใจกลับมา
“คุณพ่อเป็นคนที่ใส่ใจมาก ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และใส่ใจคนในองค์กรมาก พนักงานรักคุณพ่อและรักองค์กร การสร้างอะไรแบบนี้คือการที่คุณต้องให้ใจ คุณต้องไม่เอาเปรียบใคร พอทำดี แล้วมันได้ดีจริง ๆ”
เมืองในตลาด
“เรามองว่าที่นี่คือเมืองหนึ่งที่เป็น Close System เราควบคุมได้ทั้งหมด เรื่อง ESG เราทำมานานแล้ว แต่อาจจะยังไม่เคยมีทีมแยกออกมาชัดเจน แต่ก่อนมี ‘ทีมเกษตรอินทรีย์รีไซเคิล’ ที่โฟกัสแค่การแยกขยะ เลยเปลี่ยนมาเป็น ‘ทีมความยั่งยืน’ ทำให้เพิ่มสโคปการทำงานมากขึ้น แบ่งออกเป็น 2 เรื่องหลัก คือพลังงานกับการทำเพื่อสังคม”
ทราย ในฐานะผู้อำนวยการสายงานพัฒนาองค์กร เล่าต่ออย่างน่าตื่นเต้นว่า ทีมความยั่งยืนไม่ได้เป็นแคมเปญชั่วคราวหรือเป็นโครงการที่ยอมขาดทุนเพื่อสังคม แต่เป็นอีกหนึ่ง Business Unit ที่ทั้งลดค่าใช้จ่ายและหาเงินได้ไปพร้อมกัน
“ตอนนี้เราใช้พลังงานหมุนเวียนประมาณ 13% ภายในปลายปี 2026 ตั้งเป้าให้เป็น 17% โดยจะเพิ่มการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนค่าไฟ ที่ผ่านมาโซลาร์เซลล์ช่วยให้เราประหยัดเงินไปได้ปีละ 19 ล้านบาท คืนทุนภายในปีครึ่ง เป็นการลงทุนที่เมกเซนส์มาก ๆ


“เรื่องขยะอาหารจากผักผลไม้ในตลาด เรายังฝังกลบอยู่ 70% มีเป้าว่าภายในปี 2027 จะลดขยะฝังกลบให้เป็น 0% กำลังศึกษาเรื่องการเปลี่ยนเศษขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์
“ตลาดสี่มุมเมืองมีเป้าหมายที่อยากทำ EV Transformation เพราะเรามีสามล้อขนสินค้าในตลาดประมาณ 1,000 คัน มอเตอร์ไซค์ 7,000 คัน ตั้งใจจะเปลี่ยนรถสามล้อและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ค้าและลดมลพิษ ทั้งมลพิษทางอากาศและมลพิษทางเสียงในตลาด”
ทรายชวนให้เราสังเกตถึงความขวักไขว่ของรถสามล้อบรรทุกสินค้าและมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ไปมาอยู่ตลอดเวลา แล้วเล่าต่อว่ากำลังคิดแผนสำหรับอนาคตที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายค่าผ่านทางเข้าตลาด เพื่อสนับสนุนให้ใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจ่ายเงินน้อยกว่ารถที่ใช้น้ำมัน

“เรื่องความยั่งยืน เราเริ่มทำมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเริ่มตอนที่มีแนวคิดเรื่อง ESG เพราะคุณพ่อมองว่าในแต่ละวัน ตลาดเรามีขยะเยอะ เป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องจัดการเรื่องพวกนี้ จะเอาขยะทิ้งออกไปสู่สังคมเฉย ๆ ไม่ได้ ซึ่ง 10 ปีแรกที่เราทำเรื่องนี้ ยังไม่ได้สร้างกำไรเหมือนทุกวันนี้”
น้ำเสริมให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มาก่อนกาลที่ทำให้ตลาดสี่มุมเมืองมีระบบการคัดแยกขยะที่จริงจังและยั่งยืนมาก่อนใคร
“ตอนที่เริ่มทำแรก ๆ ไม่ได้ลงทุนเยอะเลย เราอยากเก็บขยะในตลาด คุณพ่อก็ให้แรงงานขนผักเป็นคนช่วยเก็บ ออกแบบรถเข็นผักให้มีพื้นที่ใส่ของใต้รถ เข็นไปเจอขวดพลาสติกที่ไหนก็เก็บสะสมไว้ แล้วเราก็รับซื้อจากเขาอีกที
“นอกจากนั้นคุณพ่อยังให้จัดหาถังสำหรับแยกเศษผักที่เอาไปใช้ต่อได้ วางไว้รอบตลาด แล้วให้คนไปยืนข้างถัง คอยเฝ้าเวลาใครมาทิ้งต้องทิ้งให้ถูก ทำไปสักพักก็กลายเป็นพฤติกรรมที่คุ้นเคย ผู้ค้าในตลาดเข้าใจว่าต้องแยกขยะยังไง ทุกวันนี้ไม่ต้องมีคนเฝ้าแล้ว ขยะจากตลาดสี่มุมเมืองวันละ 230 ตัน ทำรายได้ 26 ล้านบาท และก็ประหยัดเงินค่ากำจัดขยะไปได้อีก 10.5 ล้านบาทต่อปี

“ในมุมของการทำงานเพื่อสังคม ทรายดูแลฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วย เมื่อก่อนทีมนี้ดูแลแค่พนักงานบริษัท และมีอีกทีมดูแลแรงงานข้ามชาติ ตอนนี้ทรายกำลังจะให้เขามารีพอร์ตกับเราด้วย เพื่อจะได้มีมาตรฐานในการดูแลแรงงานข้ามชาติให้เท่ากับพนักงานบริษัท อยากจะไปดูเรื่องประกัน สุขภาพ และเรื่องการศึกษาของเขาด้วย
“เรามีแรงงานในตลาดสี่มุมเมืองประมาณ 7,000 คน เราพยายามผลักดันเรื่องประกันสุขภาพและการต่อใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องครบถ้วน เราเพิ่งดีลกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มาสด ๆ ร้อน ๆ ว่าจะจัดการศึกษาให้ทั้งพนักงานและแรงงานได้เรียนฟรี ให้เขาได้มีวุฒิการศึกษา พัฒนาตัวเองไปได้เรื่อย ๆ”
ทรายเล่าจบน้ำก็เสริมต่อทันทีว่า ไม่ใช่แค่พนักงานหรือแรงงานที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ผู้ค้าในตลาดสดสี่มุมเมืองก็ได้รับโอกาสพัฒนาทักษะโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน ผ่านเวิร์กช็อป ‘สี่มุมเมืองอคาเดมี’ ที่ช่วยอบรมทักษะใหม่ ๆ ให้ผู้ค้าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ที่เข้ามาขายสินค้าในตลาดแห่งนี้ ตั้งแต่การเปิดร้านค้าออนไลน์ สอนทำ TikTok Shop สอนทำ Facebook เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้าได้มากขึ้น

“เรามีโรงเรียน มีที่พักในตลาดทั้งสำหรับพนักงานและผู้ค้าในตลาด เรามีโรงเรียน ลูกของผู้ค้าจะได้มีที่เรียนหนังสือ เรามีที่พัก ผู้ค้าและพนักงานจะได้ไม่ต้องเดินทางมาทำงานไกล ๆ พนักงานบางคนทำงานที่นี่มา 30 ปี สามีของเขาอยู่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ลูกของเขาก็เรียนฟรีที่โรงเรียนพัฒนาวิทยา
“เขารู้สึกว่านี่คือบ้านของเขา ความรักที่มีต่อองค์กรทำให้ทุกคนเต็มที่กับการดูแลตลาดสี่มุมเมือง”
ครอบครัวสี่มุมเมือง
ระหว่างที่เราได้ติดตามทายาทรุ่นสามสำรวจพื้นที่ทั่วทั้งตลาด ทำให้ได้เห็นกับตาว่าผู้คนที่นี่ล้วนแต่มีทักษะโดดเด่นแบบไม่มีใครยอมใคร
ทั้งผู้ค้าเจ้าของแผงที่คัดสรรสินค้าคุณภาพดีมาขายได้ตลอดทั้งปี ผู้ซื้อที่สายตาแหลมคมคัดเลือกผักผลไม้ไปขายต่อได้อย่างคุ้มค่า พ่อค้าแม่ค้ารถเร่ (รถพุ่มพวง) ที่มาคัดเลือกวัตถุดิบ แพ็กใส่ถุงแขวนติดรถตั้งแต่ตี 3 พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย แรงงานผู้เข็นรถบรรทุกน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมได้แบบชิลล์ ๆ คัดแยกไซซ์แตงโมได้เป๊ะแบบไม่ต้องมอง (แถมบอกได้ด้วยว่าลูกไหนหวานเจี๊ยบ) และอีกมากมายที่กล่าวถึงไม่หมด
เมื่อถามถึงความประทับใจที่เคยได้รับระหว่างการทำงาน น้ำเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปพูดคุยกับผู้ค้าในตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความตั้งใจที่ทายาทรุ่นสองและสามร่วมกันออกแบบให้ที่นี่เป็น ‘เมืองแห่งโอกาส’ ในการทำธุรกิจสำหรับทุกคน


ที่นี่จึงเต็มไปด้วยเรื่องเล่าชวนสร้างแรงบันดาลใจ อย่างแรงงานเข็นผักที่อดออมเก็บเงินซื้อรถเปลี่ยนมาขับรถเร่ขายผัก กลายเป็นเจ้าของไร่ผักที่บ้านเกิดจนส่งลูกไปเรียนต่างประเทศได้ หรือแรงงานเย็บผ้าที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร ส่งผักพื้นบ้านหายากมาขายที่ตลาดสี่มุมเมืองจนมีรายได้มั่นคง แล้วส่งเสริมให้คนในหมู่บ้านเดียวกันมีงานมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ต่อไปด้วย
“หลายคนบอกว่า อยู่ที่นี่ ถ้าคุณขยัน ยังไงก็ไม่ขาดเงิน คนสร้างอาชีพได้ สร้างโอกาสให้ครอบครัวตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ครอบครัวของน้ำ ซัน ทราย ที่ทำธุรกิจในตลาดสี่มุมเมือง แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ทำธุรกิจส่งต่อกันหลายรุ่นอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

โลโก้ของตลาดสี่มุมเมืองเป็นรูปหลังคาบ้าน มองอีกแบบจะเห็นเป็นเหมือนตัวหนังสือภาษาจีนที่แปลว่า ‘คน’
“เราภูมิใจที่เราสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรู้สึกว่ามีความสุข แล้วเขาทุ่มเทให้กับบริษัทเต็มที่ เราโชคดีที่ได้มาอยู่ในองค์กรที่มีคนรักขนาดนี้ มีทีมที่ดีและเก่ง คนรุ่นเก่าที่นี่คือพร้อมปรับไปด้วยกัน เราคิดว่ามาจากการที่เขารักคุณพ่อและรักองค์กรมาก

“มองไปที่อนาคต โลกเริ่มเปลี่ยน เราต้องเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น กลยุทธ์หนึ่งของเราคือ Go Smart ต้องพยายามให้ทุกอย่าง Automation มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อมาทำงานแทนคน แต่ทำให้งานของเขาง่ายขึ้น” น้ำเล่าถึงมุมมองที่มีต่ออนาคตอันท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
“ยังมีอะไรให้เราทำได้อีกเยอะ แต่เราเชื่อว่าตลาดสี่มุมเมืองไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด เรารู้ว่าเราเก่งอะไร และรู้ว่าเราไม่ถนัดอะไร เราตั้งใจจะหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่ถูกต้อง มาร่วมทำงานแล้วโตไปด้วยกัน”

Website : www.simummuangonline.com
