31 มีนาคม 2026
796

“วันหนึ่งถ้าป๊าไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เส้นผมที่ป๊าให้จะเป็นตัวแทนของป๊า แทนเลือดเนื้อของป๊า ถ้าป๊าไม่อยู่แล้ว ลูกก็เอาผมป๊ามาดูต่างหน้านะ”

อิ่ม-อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ เล่าถึงคำสั่งเสียของคุณพ่อที่เรียกเธอไปตัดผมที่เขาเลี้ยงไว้แรมปีเพื่อเก็บไว้เป็นของต่างหน้า ก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ด้วยโรคมะเร็ง

สิ่งนี้กลายมาเป็นมรดกทางจิตวิญญาณให้อิ่มหยิบเส้นผมของตน ของผู้คน และวัสดุเปราะบางอื่น ๆ อีกมากมาย นำมาเรียงร้อยและถักทอ สร้างชื่อเสียงจนไปร่วมจัดแสดงใน 9 งาน Biennale 6 ประเทศทั่วโลก

วันนี้เรามาเยือนสตูดิโอของอิ่มที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูน เพื่อแกะร่องรอยความเป็นมาของการนำเส้นผมและวัสดุเปราะบางมาสร้างงานศิลปะที่สื่อถึงครอบครัวของเธอ สังคม และความเปราะบางของชีวิตใครอีกหลายคน

จิตรกรน้อย

อิ่มเริ่มบทสนทนาด้วยการเล่าย้อนไปตอนเด็ก เธอเติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คุณปู่คุณย่าอพยพมามาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ และประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจโชห่วย 

ความทรงจำที่เด่นชัดกว่าเรื่องใด คือเธอโหยหาการทำงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก

“พี่ชายเราเล่นบทบาทเป็นครู เขาให้เราและน้อง ๆ ที่เล่นเป็นนักเรียนวาดรูปอาชีพในฝัน จำได้ว่าเราวาดรูปตัวเองกำลังวาดรูปอยู่อีกที แล้วเขียนกำกับว่า โตขึ้นฉันอยากเป็นจิตรกร”

ความชอบในศิลปะผลักดันอิ่มเข้าสู่รั้วคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แม้ในช่วงแรกจะทุลักทุเล แต่เธอก็ค้นพบว่าโดดเด่นในวิชา Composition หรือองค์ประกอบศิลป์ ในตอนที่ได้เรียนกับ อาจารย์สุวรรณ เมธาพิสิฐ ที่สอนเน้นกระบวนการคิดเพื่อแสดงออกในงานศิลปะ และเป็นครูคนแรกที่ทำให้อิ่มรู้จักกับ Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย และพอขึ้นปี 3 ก็ถึงเวลาที่อิ่มจะเลือกวิชาเอก 

“แนวคิดและงานของ อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ล้ำสมัยมาก อาจารย์สอนอยู่ที่ภาควิชาศิลปไทยตั้งแต่วิชาพื้นฐานจนถึงธีสิส เราเลยเลือกเอกศิลปไทย พอเราเข้าไปเรียน กลายเป็นว่าเปิดโลกให้เรามาก เพราะในเอกศิลปไทย เราสร้างงานอะไรก็ได้ แค่ต้องอยู่บนพื้นฐานและวิธีคิดของความเป็นไทย

“เราค้นพบว่าตัวเองเลือกใช้วัสดุได้ดี ถนัดสร้างงานศิลปะสื่อผสม หรือใช้วัสดุอะไรก็ตามที่หาไม่ได้ในร้านเครื่องเขียน ยุคแรก ๆ เริ่มใช้เศษกระดาษอย่างหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงวัสดุพื้นบ้านอย่างเครื่องครัวเรือนอีสาน อย่างกระบุง ตะกร้า ไห กระจาด กะลามะพร้าว ไม้ไผ่ และอื่น ๆ”

อิ่มเล่าว่าเธอชอบเก็บสะสมสิ่งของที่คิดว่าจะเอามาทำงานศิลปะมาตั้งแต่เรียนปี 1 จนวัสดุเหล่านี้เต็มตู้เสื้อผ้าที่เธอใช้ร่วมกับน้องสาวฝาแฝด โดยเดิมทีมีตู้เสื้อผ้า 2 ตู้ ตู้แรกเก็บเสื้อผ้า อีกตู้เก็บวัสดุที่ใช้ทำงานศิลปะ เธอเป็นนักทดลอง หยิบนู่นผสมนี่ นำวัสดุต่าง ๆ มาประกอบกัน เพื่อนำเสนอแนวคิดหรือเล่าเรื่องราวผ่านงานศิลปะ

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2547 อิ่มยังคงไม่เห็นเส้นทางหาเลี้ยงชีพที่แน่ชัดนัก จึงตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาศิลปไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ในช่วงปีแรกก็ต้องคว้าน้ำเหลว เพราะเธอเริ่มหมดไอเดียกับวัสดุพื้นบ้านที่เคยใช้ตอนเรียนปริญญาตรี 

เปียผมทั้ง 4 เส้น

แม้ว่าพ่อของอิ่มจะไม่เคยกำหนดเส้นทางการเติบโตของลูก ๆ เพราะอยากให้ลูกสาวทั้ง 4 คนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่พ่อก็เป็นขุมกำลังสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อิ่มกลายมาเป็นศิลปินเต็มตัว 

“พ่อเราไม่ได้มีจิตวิญญาณของนักธุรกิจ หัวใจของพ่อเป็นศิลปิน พ่ออยากเรียนศิลปะ พ่ออ่านหนังสือเอง ศึกษาด้วยตัวเอง หัดถ่ายภาพด้วยตัวเอง หลังจากลองทำธุรกิจหลายอย่างแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่แล้วอาชีพสุดท้ายที่พ่อเลือกก็คือช่างภาพ จนได้เป็น 1 ใน 50 ช่างภาพในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” 

จู่ ๆ ในช่วงที่อิ่มเรียนปริญญาโท พ่อที่ไว้ผมสั้นรองทรงมาโดยตลอดก็ไว้ผมยาวจนถึงเอว และเรียกอิ่มไปถักเปีย แล้วตัดแบ่งให้ลูกสาวทั้ง 4 คน พร้อมพูดราวกับสั่งเสียว่า เปียทั้ง 4 เส้นนี้จะเป็นของดูต่างหน้า เป็นตัวแทน และเป็นเลือดเนื้อของพ่อ ซึ่งอิ่มเดาว่าพ่อน่าจะรู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็นโรคร้าย

“คำพูดที่ป๊าพูดกับเรา เราว่ามันเป็นกระบวนการศิลปะ ตั้งแต่เขาคิดว่าจะไว้ผมยาว แล้วผมนั้นจะเป็นตัวแทนของเขา นี่คือกระบวนการทำงานศิลปะของป๊า” 

ช่วงเวลานั้นกระตุกความคิดและแรงบันดาลใจให้อิ่ม เธอเริ่มสะสมเส้นผมที่ร่วงหล่นของตัวเอง ตัดสินใจละทิ้งวัสดุเก่า แล้วเริ่มต้นถักทอเส้นผมออกมาเป็นผลงานที่สานต่อไปยังงานชิ้นอื่น ๆ ในอนาคต

“เราเคยถาม อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ซึ่งอาวุโสที่สุดในภาควิชาว่า ถ้าเราใช้เส้นผมของตัวเองมาทำเป็นงานศิลปะ เวลาเขียนหนังสือวิทยานิพนธ์ มันจะเชื่อมกับความเป็นไทยตรงไหน อาจารย์ตอบว่า แล้วเราไม่เป็นคนไทยหรอ ผมเราก็เป็นผมคนไทย งานเราก็เป็นงานศิลปะไทย” อิ่มเสริมว่าคำพูดประโยคนี้สร้างความมั่นใจให้อิ่มทำงานศิลปะจากเส้นผม

ผลงานเส้นผมนี้เริ่มเป็นชิ้นเป็นอันจนอิ่มทำเป็น Portfolio ส่งไปชิงทุนแลกเปลี่ยนที่ École Nationale Supérieure des Beaux-Arts หรือโรงเรียนวิจิตรศิลป์ในปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 3 เดือน และในช่วงนี้เธอก็ได้จัดแสดงนิทรรศการ One Day Exibition ตามเป็นธรรมเนียมที่โรงเรียนเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาจัดแสดงคนละ 1 วัน 24 ชั่วโมง

อิ่มจัดสร้างผลงานใหม่ที่สื่อถึงตนและ เอม น้องสาวฝาแฝดที่กำลังจะแต่งงาน ถักเส้นผมออกมาเป็นตาข่ายที่อุ้มไข่เอาไว้ 2 ฟอง จัดแสดงคู่กับเส้นผมที่ปกคลุมฟิกเกอร์ของที่ระลึกจากสถานที่ท่องเที่ยวรอบกรุงปารีส ทั้งประตูชัย หอไอเฟล และมหาวิหารนอเทรอดาม เชื่อมโยงกับเรื่องราวงูกินหมวกใน เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) วรรณกรรมเยาวชนที่ผู้เขียนเป็นชาวฝรั่งเศส

แต่การไปปารีสครั้งนี้กลับทำให้อิ่มท้อแท้ในเส้นทางศิลปิน เพราะเธอลองถือ Portfolio แล้วเที่ยวตระเวนไปเสนอตามแกลเลอรีต่าง ๆ เพื่อขอโอกาสจัดแสดงงานศิลปะ แต่กลับถูกปฏิเสธจากทุกที่ จนเธอเกือบล้มเลิกเส้นทางศิลปิน

ไม่นานโชคดีก็เดินทางมาถึง หลังจากกลับมาจากฝรั่งเศส Fineart Magazine มาขอให้สัมภาษณ์จากการที่อิ่มได้จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Whitespace Gallery ใน พ.ศ. 2550

“เราดีใจมาก เราซื้อนิตยสารไปให้พ่ออ่าน ตอนนั้นเขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พ่อไม่พูดอะไร แต่เขายิ้ม

“เราเลยเริ่มเก็บเส้นผมที่ร่วงหล่นตอนไปเฝ้าไข้พ่อเอามาทำเป็นกระจุกผม แล้วก็ถักด้วยเทคนิคโครเชต์ กลายเป็นปลอกหมอนคลุมหมอนขิดที่พ่อใช้ในโรงพยาบาล พ่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง กลางลำตัวของเขาแข็งมาก พ่อเจ็บปวดมาก เราต้องเอาหมอน 6 – 8 ใบไปให้พ่อหนุน”

ปลอกหมอนจากเส้นผมกลายมาเป็นหนึ่งในซีรีส์ เส้นผม : สายใยครอบครัว ผลงานวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของอิ่ม ต่อมาอิ่มทำปลอกหมอนของแม่มาเคียงคู่กัน ซึ่งปลอกหมอนแม่นี้อิ่มเอามาคลุมผมตัวเองอีกที ก่อนจะใช้สตูดิโอถ่ายภาพที่บ้านซึ่งกำลังจะปิดตัว เพราะความนิยมของกล้องดิจิทัลเข้ามา ร้านถ่ายรูปทยอยปิดกิจการ ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นภาพชุดสุดท้ายที่ใช้สตูดิโอของพ่อในการถ่ายภาพ

“เราทำออกมาเป็นทรงผ้าคลุมผม เพราะรู้สึกว่าพ่อกำลังจะไป เลยถ่ายภาพออกมาให้เหมือนคนไว้ทุกข์” อิ่มอธิบาย

ผลงานชิ้นสุดท้ายในซีรีส์วิทยานิพนธ์ คือผ้าขาวที่อิ่มนำเส้นผมมาปักตามคำที่พ่อเขียนไว้บนกระดาษ

“ตอนพ่อป่วย เขาพูดไม่ได้ เขาเลยเขียนแทน แต่เราอ่านออกแค่ว่า อย่าถามซ้ำซาก จะทำให้สำลัก ตอนนั้นเราป้อนข้าวพ่ออยู่ เราถามพ่อว่าเอาอีกมั้ย กลืนหรือยัง เคี้ยวไหวมั้ย เพราะเราเป็นห่วงพ่อ เราเลยถามเขาเยอะ แต่พ่อคงตอบไม่ไหว

“ใจความจริง ๆ ที่เราอยากพูดถึงคือภาวะที่เรากับพ่อคุยกันไม่ได้ พ่อไม่มีเสียงออกมาแล้ว จับปากกาก็ไม่ไหวแล้ว เขียนแทบจะไม่เป็นตัวแล้ว”

หลังจากพ่อรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ 3 เดือน สุดท้ายท่านก็จากไปใน พ.ศ. 2551

ศิลปินเต็มตัว

หลังจากเรียนจบปริญญาโท อิ่มได้เป็นอาจารย์พิเศษที่สอนในคณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ (สาขาดิจิทัลอาร์ตส์) มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะสมัครเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาแกนทัศนศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ควบคู่ไปกับการจัดแสดงงานอย่างสม่ำเสมอ 

“10 ปีแรกเราแทบจะขายงานไม่ได้เลย เราอยู่ได้จากการเป็นอาจารย์ สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม 1 ปี สอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีก 6 ปี สอนวิชาแกนทัศนศิลป์ คือพื้นฐานทั้งหมดให้กับนักศึกษาศิลปะคณะจิตรกรรมฯ สอนกระบวนการคิดและแปลงวิธีคิดมาสู่วิธีทำงานศิลปะ อาจารย์เป็นอาชีพที่เรามีความสุขมาก เหมือนได้เปิดโลกศิลปะให้เด็ก ๆ 

“แต่สุดท้ายเราเลือกลาออกเพราะอยากเติบโตในอาชีพศิลปิน และมีนิทรรศการ-แกลเลอรีติดต่อเข้ามามากขึ้น”

เมื่อมองย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2550 ชีวิตอิ่มราวกับโชคชะตานำพา อิ่มเริ่มได้ไปแสดงผลงานที่ต่างประเทศ จากการแสดง Solo Exhibition ครั้งแรกในกรุงเทพฯ

“ผู้จัดการ Whitespace Gallery เอาโปสต์การ์ดที่ประชาสัมพันธ์นิทรรศการเราไปวางตามล็อบบี้โรงแรมต่าง ๆ แล้วเจ้าของ Valentine Willie Fine Art แกลเลอรีในมาเลเซียไปเจอโปสต์การ์ดนั้น เลยตามมาดูแล้วเชิญเราไปแสดงงานที่แกลเลอรีของเขา 

“หลังจากเรียนจบปริญญาโท เราสอบทุนของรัฐบาลอิตาลีไปเรียนแกะหินอ่อนที่ประเทศอิตาลีใน พ.ศ. 2552 ระหว่างนั้นมีอีเมลจากจากภัณฑารักษ์ของ Incheon Women Artists’ Biennale ประเทศเกาหลีใต้ ขอนำผลงานของเราไปจัดแสดง นั่นคือการแสดงงานใน Biennale ครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่จะมีภัณฑารักษ์อีกคนมาชวนไปแสดงที่ Busan Biennale ในปีถัดมา”

ในงาน Busan Biennale อิ่มสร้างงานใหม่จากหินอ่อนที่แกะสลักออกมาเป็นรูปไข่ 4 ฟอง โอบอุ้มด้วยตาข่ายเส้นผม แล้วนำไปผูกกับหมอนของแม่ เธอตั้งใจจะสื่อว่าหลังจากพ่อเสียไปแล้ว เหลือเพียงแค่แม่และลูกสาวทั้ง 4 คน 

หลังจากนั้นอิ่มก็ไล่เรียงให้เราฟังว่า เธอได้ไปจัดแสดงงาน Biennale อีกหลากหลายที่ ทั้ง Jakarta Biennale, Göteborg International Biennial for Contemporary Art, Bangkok Art Biennale, The Biennale of Sydney, Venice Biennale, Gwangju Biennale และ Thailand Biennale 

รวม ๆ อิ่มได้จัดแสดงงาน Biennale มากถึง 9 แห่ง โดยที่ 6 งานเธอได้รับเชิญให้ไปจัดแสดงในนิทรรศการหลัก ส่วนอีก 3 งานได้เป็นตัวแทนประเทศไปจัดแสดงในโซน Pavilion

ช่วงเวลานี้ อิ่มเริ่มขยายขอบเขตของวัสดุจากการใช้เส้นผมของตนมาทำงานศิลปะ ไปสู่การใช้เส้นผมของคนอื่นและวัสดุเปราะบางอื่น ๆ

“จุดเปลี่ยนในการทำงานของเรามาจากการที่เราไม่ได้ใช้เส้นผมตัวเอง ในปี 2012 เราทำโปรเจกต์ชื่อว่า Hair for Hope โดยใช้เส้นผมของผู้ป่วยมะเร็งและเส้นผมที่คนไปบริจาคให้ผู้ป่วยมะเร็ง ถักออกมาเป็นรูปผีเสื้อ ตั้งแต่นั้นมาเวลารับโปรเจกต์ เราจะเลือกทำเรื่องที่เราอินเป็นพิเศษ อย่างในงาน Bangkok Art Biennale ปี 2018 เราใช้เส้นผมของ Sex Worker” 

อิ่มเล่าว่าเธอรู้จักกับกลุ่ม Empower Foundation และกลุ่ม Sex Worker ที่อยู่ในเเชียงใหม่ พวกเขาเขียนหนังสือเพื่อระดมทุนไปใช้ขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ อิ่มไปเจอข้อความ No more sewing machine เพราะมีคนจำนวนมากบริจาคจักรเย็บผ้าเพื่อให้กลุ่ม Sex Worker เปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างเย็บผ้า จึงมีจักรเย็บผ้าทิ้งร้างจำนวนมาก เธอจึงไปตามหาจักรเย็บผ้ารุ่นที่ใกล้เคียงกัน เอามาถอดชิ้นส่วน แล้วถักเส้นผมที่เหล่า Sex Worker เก็บมาให้ถักเป็นใบไม้ ดอกไม้ สอดแทรกเข้าไปในชิ้นส่วนเหล่านั้น 

“ตอนนั้นเราไปอยู่ลำพูนปีแรก เราไปเดินรอบ ๆ นาแล้วก็ตามถ่ายรูปวัชพืชที่ขึ้นมาเอง เราตั้งใจเปรียบเทียบว่า รัฐบาลปฏิเสธมาตลอดว่าประเทศนี้ไม่มี Sex Worker อาชีพนี้ถูกทำให้ไม่มีตัวตน ถูกมองข้าม และไม่ได้รับสิทธิเหมือนประชาชนทั่วไป เหมือนกับวัชพืชในนาข้าว แม้จะหายไป แต่สักพักมันก็จะขึ้นมาใหม่ ระบบนิเวศต้องการวัชพืช จึงไม่ควรปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ และวัชพืชเหล่านี้ก็น่าชื่นชม แม้ว่าพวกมันจะถูกทำลายแค่ไหน แต่ก็ยังแข็งแกร่งอยู่ได้”

อีกหนึ่งข้อความในหนังสือ Good Girls Go to Heaven, Bad Girls Go Everywhere ที่มาจากพจนานุกรมของ Sex Worker ทำให้อิ่มตีความว่า กลุ่ม Sex Worker นิยามตนว่า Bad Girls ส่วนคำว่า Everywhere หมายถึงอิสรภาพที่พวกเขาจะไปที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่สวรรค์ แต่ไปได้ทุกที่ 

อิ่มเชื่อมโยงกับวัฏจักรของแมลงเม่าที่มีชีวิตแสนสั้น เมื่อสลัดปีกและจับคู่เพื่อผสมพันธุ์ มันก็จะตายลง เช่นเดียวกับอาชีพ Sex Worker ที่ทำงานใต้แสงไฟ จึงออกมาเป็นงานศิลปะที่จัดวางปีกแมลงเม่าในกล่องไฟ มีข้อความ Good Girls Go to Heaven Bad Girls Go Everywhere อยู่ตรงกลาง 

ศิลปินลำพูน

หลังจากคุณพ่อเสีย อิ่มย้ายตามคุณแม่กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของท่านในจังหวัดลำพูน ลงหลักปักฐานสร้างบ้านและสตูดิโอ เป็นศิลปินเต็มตัวอยู่ที่นี่ 

“การมาอยู่ลำพูนน่ะเป็นข้อได้เปรียบ เพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละวันลดลง ไม่ต้องเดินทาง และเราได้รับโอกาสเวลาแกลเลอรีจัดโปรแกรม Studio Visit วนมาเยี่ยมศิลปิน เพราะเราแทบจะเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนที่ทำงานแนว Contemporary Art ในจังหวัดลำพูน 

“เรามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายงาน แต่เราต้องมาจัดการเงินก้อนอย่างรอบคอบ การใช้ชีวิต การสร้างงานใหม่ การไปแสดงงานต่างประเทศ ต้องคำนวณทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิลปินฟูลไทม์ต้องเจอ”

บ้านและสตูดิโอของอิ่มนั้นเรียบง่าย จากเดิมที่เคยเป็นทุ่งนาก็กลายมาเป็นสวนผลไม้ รีโนเวตพื้นที่บ้านของแม่ให้เป็นสตูดิโอ เป็นแล็บทดลองงานศิลปะที่อิ่มทำเองทั้งหมด เพราะการถักเส้นผมและการสร้างงานจากวัสดุเปราะบาง กลายเป็นลายเซ็น เป็นเทคนิคติดตัวเธอไปแล้ว เธอจึงลงมือทำแทบทุกกระบวนการด้วยตัวเอง

ผลงานล่าสุดใน Thailand Biennale Phuket 2025 อิ่มตระเวนออกสำรวจย่านบางลาที่เป็นสถานบันเทิงยามค่ำคืน เก็บรวบรวมทั้งวัสดุและแรงบันดาลใจออกมาเป็นงานล่าสุดอย่าง Ella Petchara Dazzling Miracle Heel และ Foxy Diva Hot Pink Lacegina Queen 

“เราไปขอสัมภาษณ์นักแสดงคาบาเรต์ 6 คน ทุกคนพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า ช่วงแรก ๆ ของชีวิต ครอบครัวไม่ยอมรับ จนกระทั่งมาโตมาในวัยทำงาน พวกเขาต้องการทำให้ตัวเองโดดเด่นที่สุดถึงจะมีที่ยืนในวงการคาบาเรต์ 

“นักแสดงคาบาเรต์ทั้ง 6 คน เคยถูกกดดันให้ออกจากคณะคาบาเรต์เพราะอายุมากเกินทั้งที่อายุแค่ 30 ปลาย ๆ จากดาราบนเวทีต้องมายืนข้างฟุตพาทแล้วชูป้ายชวนคนถ่ายรูป เราว่าช่วงเวลาที่เขามีความสุขบนเวทีมันสั้น พวกเขาเหมือนซินเดอเรลล่า พ้นจากเที่ยงคืนไปแล้วทุกอย่างจะกลับสู่ความเป็นจริง”

“เราเปรียบเทียบว่าเศษแก้วเหมือนคนร้อยพ่อพันแม่ที่อพยพมาอยู่ภูเก็ต นักแสดงคาบาเรต์ 5 คนจาก 6 คนที่เราได้คุยไม่ใช่คนภูเก็ต เขามาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ตเพื่อทำอาชีพนี้”

อิ่มสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ผ่านรองเท้าแก้วที่เธอเก็บเศษแก้วมาจากชายหาด เอามาเจียระไนใหม่ โดยยังคงมีร่องรอยเดิม แล้วติดอัญมณีจากแก้วนี้รอบ ๆ รองเท้าแก้วอีกทีหนึ่ง

“ผลงานอีกชิ้นเราใช้ไม้แขวนเสื้อ ไม้แขวนเสื้ออยู่ใกล้ชิดกับร่างกายเรา มันอยู่ในห้องเก็บเสื้อผ้า เราอยากเอาสิ่งนี้มาพูดถึงชีวิตของนักแสดงคาบาเรต์ แล้วถักเส้นผมที่มาจากวิกผมของพวกเขา ปั่นรวมกับเส้นด้าย สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปทรงและลวดลายคล้ายชุดชั้นในผ้าลูกไม้ 

“ส่วนสีชมพูที่สาดส่องอยู่ด้านหลัง มาจากประสบการณ์ที่เราไปดูโชว์อะโกโก้ แล้วดันได้ที่นั่งติดกับเวที ใกล้ขนาดเห็นรอยกรีดบนข้อมือนักแสดง บรรยากาศในร้านตอนนั้นฉายแสงสีแดงจนเรารู้สึกว่าความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนลงไป มันสั่นสะเทือนความรู้สึกเรามาก”

อิ่มขยายความว่า ที่เธอนำเรื่องราวของนักแสดงคาบาเรต์มาเปรียบเทียบกับ Sex Worker เพราะหนึ่งในนักแสดงคาบาเรต์คนหนึ่งที่เธอได้บังเอิญไปเห็นก่อนเข้าสัมภาษณ์อีก 6 คน เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แม้เขาจะพยายามปิดบังด้วยเครื่องสำอาง แต่ก็ปรากฏร่องรอยของบาดแผลอยู่ดี เธอจึงต้องการสื่อสารว่า กลุ่มคนที่ไม่ได้รับการยอมรับเหล่านี้ ถูกทำร้ายและถูกกดทับมาเนิ่นนาน

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ