26 มีนาคม 2026
366

กลุ่มองค์กรที่ก่อตั้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีมากมาย แต่ที่ไปรอดและบรรลุเป้าหมายได้อาจมีไม่มากนัก ‘ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย’ ก่อตั้งโดย มะโนลา พึ่งอำนวย เป็นหนึ่งในนั้น เราจึงตัดสินใจขอพูดคุยกับเธอถึงการทำชมรมที่ทำให้คนพิการในจังหวัดเลยมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง และชมรมนี้ยังเป็นเหตุผลให้เธออุทิศชีวิต เพื่อเปลี่ยนมุมมองที่สังคมมีต่อคนพิการ และที่คนพิการมีต่อตัวเอง 

ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยเปิดสอนอาชีพที่คนพิการทำได้จริง ทำเตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในราคาจับต้องได้ สร้างเครือข่ายแม่ ๆ เด็กออทิสติกเพื่อช่วยดูแลกันและกัน 

ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยยังสร้างเสริมเครือข่ายคนพิการในพื้นที่มีความเข้มแข็ง เพื่อช่วยดูแลกันเองนอกเหนือจากการดูแลจากรัฐ เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนของแม่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้แม่ ๆ สลับกันไปดูแลเด็กแทนแม่ที่ต้องการมีเวลา 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อไปทำธุระส่วนตัวหรือออกไปหาความสุขให้ตัวเอง หลังจากดูแลลูกมาทั้งสัปดาห์ ซึ่งกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญานี้ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพและดูแลกันเอง โดยมีชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยสนับสนุน 

เที่ยงวันในศูนย์บริการคนพิการจังหวัดเลยจะมีลูกค้าเข้ามาทานอาหารจนแน่นร้าน เพราะที่นี่มีบริการอาหารแบบบุฟเฟต์ มีขนมจีน ส้มตำ และก๋วยเตี๋ยวปลาเป็นเมนูเด็ด พออิ่มท้องจากอาหารแล้ว ลูกค้าก็จะซื้อหาน้ำสกัดเย็นกลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีขนมจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นกล้วยเบรกแตก วุ้นแฟนซี คุกกี้ผักเคล พิซซ่าผักเคลอบโอ่ง และผักผลไม้ออร์แกนิกส่งตรงจากสวน ซึ่งเป็นเคล็ดลับความอร่อยของอาหารและขนมภายในร้าน

เมื่อมองผ่านความจอแจตอนเที่ยงวันนี้ จะเห็นรอยยิ้มของคนพิการผู้อยู่เบื้องหลังอาหาร ขนม ผักผลไม้คุณภาพดี ความหมายใต้รอยยิ้มนั้น ไม่ใช่เพียงการได้เห็นผลงานของตัวเองขายดีและมีรายได้ แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ไม่ต้องเป็นภาระใครและได้เห็นคุณค่าในตัวเอง

เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยของมะโนลาเข้มแข็งและยืนระยะมาได้ถึง 6 ปี

งานที่ตอบโจทย์อุดมการณ์

แรกเริ่มเดิมที มะโนลาทำงานฟื้นฟูคนพิการในชุมชนในจังหวัดเลยให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแห่งหนึ่ง แต่ราว 6 ปีก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กร ผู้บริหารที่มีนโยบายส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการยุติการทำงาน เกิดความไม่แน่นอนในหน้าที่การงานที่ตอบโจทย์อุดมการณ์ของเธอ

ประสบการณ์ 15 ปีที่อยู่ในสายงานนี้ และเครือข่ายคนรู้จักในวงการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้มะโนลามองว่าอุดมการณ์ของเธอสานต่อได้โดยไม่ต้องรอนโยบายจากผู้บริหาร หากเธอขึ้นมาบริหารโครงการได้เอง

“เรามองว่าหากยืมจมูกคนอื่นหายใจ พอผู้บริหารเปลี่ยน นโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม แต่เรามีประสบการณ์ และเราเป็นคนจังหวัดเลย เราอยากช่วยคนบ้านเดียวกัน เลยลาออกจากที่เดิมมาตั้งชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย เรามีเครือข่ายที่ทำงานด้วยกันมายาวนานอยู่แล้ว เขาเห็นว่าเราตั้งใจทำจริง มันเลยเหมือนเราไม่ได้นับหนึ่งใหม่”

แล้วมะโนลา พร้อมด้วย อ๊อด-มงคล พึ่งอำนวย สามีของเธอซึ่งทำงานในองค์กรเดียวกัน ก็ช่วยกันสานฝันแนวคิดโครงการเพื่อคนพิการตามแนวทางของเธอเอง โดยใช้บ้านพร้อมที่ดิน 7 ไร่ของตัวเอง เป็นสำนักงานและพื้นที่ดำเนินงาน ในชื่อ ‘ศูนย์บริการคนพิการ ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย’ และจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ 

“แต่ก่อนคนพิการจะถูกตีตราว่า เอาแต่ ‘รอ ขอ หวัง’ เราต้องการลบคำนั้นออก เรามีแนวคิดและเชื่อเสมอว่าถ้าเขาได้รับโอกาส จะเปลี่ยน ‘ภาระ’ ให้เป็น ‘พลัง’ ได้ แต่ก็ต้องมีคนที่เข้าใจความพิการแต่ละประเภทด้วย” มะโนลาอธิบาย

ภายใต้การดูแลของชมรมคนพิการจังหวัดเลย คนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการมองเห็น ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย ทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย ทางจิตใจหรือพฤติกรรม ทางสติปัญญา ทางการเรียนรู้ และกลุ่มออทิสติก จะได้รับการดูแลและฟื้นฟูที่เหมาะสม ยิ่งได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่แรกพบความพิการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่พวกเขาจะใช้ชีวิตในสังคมได้ก็จะสูงขึ้นด้วย

ไม่ป้อน แต่สอนให้ทำ

ในพื้นที่ 7 ไร่ของศูนย์บริการคนพิการจังหวัดเลย ประกอบด้วยแปลงเกษตร บ่อปลา เล้าไก่ โรงงานเฟอร์นิเจอร์ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร โรงครัว ร้านอาหาร หรือว่าง่าย ๆ ที่นี่คือศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการนั่นเอง

กว่าจะได้อาชีพของคนพิการแต่ละคน ชมรมฯ จะวิเคราะห์ตัวตน วิเคราะห์ความต้องการตลาด ความต้องการของคนพิการแต่ละราย และต้นทุนที่เขามี 

“บางคนอยากทำเกษตร เราก็จะไปดูว่าพื้นที่ที่บ้านของเขาเหมาะจะทำเกษตรไหม ถ้าเขาอยากทำวุ้น เราก็มาคิดด้วยกันว่า วุ้นทั่วไปอาจมีขายเยอะแยะ เรามาใช้มัลเบอร์รี (หมากหม่อน) ที่มีในสวนไหม แล้วแต่งหน้าด้วยกะทิ จะได้มีสีสัน วิเคราะห์จากวัตถุดิบที่มีและความต้องการของตลาดด้วย มาทดลองทำที่ศูนย์ฯ ของเราก่อน บางคนก็มาเพราะอยากปลูกผัก แต่สุดท้ายจบด้วยที่เฟอร์นิเจอร์ก็มี”

ในบรรดาสินค้าแปรรูปทั้งหลายที่มะโนลาพัฒนาร่วมกับคนพิการ เช่น กล้วยเบรกแตก วุ้นแฟนซี สินค้าที่โดดเด่นเป็นพิเศษเห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์จากผักเคล ซึ่งปลูกเยอะเป็นพิเศษในศูนย์ฯ เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารสูง และมีมูลค่าสูงตามความต้องการของตลาด สินค้าเหล่านั้นได้แก่น้ำสกัดเย็นที่ถูกใจพนักงานออฟฟิศ ผงเคลสำหรับชงดื่มซึ่งเพิ่งได้รางวัลรองชนะเลิศสินค้าแปรรูปจากงานกาชาดประจำจังหวัด คุกกี้ผักเคลที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในงานกาชาดปีที่แล้ว และพิซซ่าผักเคลอบโอ่งที่พัฒนามาเพื่อให้คนพิการเข้าถึงอาชีพได้ง่าย เพียงแค่มีโอ่งก็ขายได้ ไม่ต้องหาซื้อเตาอบซึ่งมีราคาสูง

จะเห็นว่ามีสินค้าหลายตัวที่ได้รับรางวัล รายได้และชื่อเสียงจากรางวัลนี้ก็มาช่วยเสริมความมั่นคงให้โครงการ อย่างไรก็ตาม งบประมาณดำเนินการหลักนั้นมาจากการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่มะโนลาและทีมงานทำเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืน

“เขามีให้เขียนโครงการ มีประกวดอะไร เราก็จะส่งกลุ่มเราเข้าไป แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องแสดงให้ภาคีเครือข่ายเห็นก่อนว่าเรามีศักยภาพ ถ้าเราเข้มแข็งพอ หน่วยงานภาครัฐถึงจะเข้ามาช่วยเรา”

สิ่งที่มะโนลามองหาจากคนพิการ คือจิตใจที่พร้อมพัฒนาตัวเอง ด้วยการนี้ เธอจึงตัดเงินอุดหนุนค่าเดินทางออก เหลือเพียงค่าอาหารและค่าที่พักหากพวกเขาเดินทางมาอบรมจากต่างอำเภอ เพื่อให้คนพิการที่เข้ามารู้สึกว่าการอบรมคือการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่ของฟรีที่มาเพื่อรับเงินอุดหนุนเท่านั้น นอกจากนี้ ทุกการอบรม คนพิการจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ใช่เพียงการทำตามโจทย์คำสั่ง

“เราจะปรับทัศนคติของคนพิการก่อน จากที่จะรอแต่คนอื่นมาช่วย ก็ให้เขาลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง แล้วเราก็จะบอกกับเขาเสมอว่า เข้ามาตรงนี้ เราจะไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง เราจะทำความเข้าใจไว้เลยว่า ถ้าใช้เงินเป็นตัวตั้ง งานของเราจะไม่เดิน เพราะฉะนั้น ถ้าใครต้องการพัฒนาตัวเอง พร้อมที่จะเดินไปกับเรา เราก็ยินดีที่จะฟื้นฟูและฝึกอาชีพให้”

ในวันข้างหน้า หากคนพิการอยากต่อยอดทักษะไปถึงระดับอาชีวศึกษาหรือปริญญาตรี ชมรมฯ ก็พร้อมสนับสนุน ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพาคนพิการเข้าสู่ระบบการศึกษา ปัจจุบัน ทางชมรมฯ ยังได้จัดทำโครงการความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย จัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้คนพิการเก็บหน่วยกิต แล้วโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าเรียนในวิทยาลัยฯ ต่อได้

ในศูนย์ฯ ไม่เพียงมีคนพิการมารับการอบรมเท่านั้น แต่พี่เลี้ยงหลายคนก็เป็นคนพิการที่มีทักษะการสอนจากการฝึกอบรม และได้รับการยกระดับให้มาเป็นผู้สอนที่นี่

“พอเราให้คนพิการสอนกันเอง ยิ่งประเภทเดียวกันสอนกัน เขาจะเข้าใจกัน แล้วได้เป็นต้นแบบให้เห็นว่า ถ้าคนอื่นทำได้ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน” มะโนลากล่าว

นอกจากคนพิการแล้ว พี่เลี้ยงบางคนก็มีอดีตเป็นคนหลงทาง เช่น คนติดยา ผู้ต้องขัง แต่เมื่อเขากลับตัวแล้ว ทางชมรมฯ ก็ให้โอกาส โอกาสนั้นยังทำให้เขาได้ค้นพบความสามารถทางงานช่าง จนกลายมาเป็นพี่เลี้ยงประจำที่มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และได้รับการยอมรับในสังคม

และงานฝีมือของตกแต่งไม้ฉลุลายด้วยเลเซอร์ ซึ่งออกแบบโดยอดีตคนติดยานี่เอง เป็นผลงานที่มะโนลาภาคภูมิใจที่สุด เพราะเคยได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“มันไม่ใช่รางวัล แต่เป็นคุณค่าทางจิตใจว่างานของเราได้ไปถึงจุดนั้นเชียวหรือ”

เครือข่ายเข้มแข็ง ชุมชนแข็งแรง

หลังจากอบรมที่ศูนย์ฯ แล้ว หากคนพิการนำความรู้ที่ได้กลับไปประกอบอาชีพตามภูมิลำเนาเดิมของตัวเองในจังหวัดเลย เครือข่ายชมรมคนพิการระดับตำบลที่ทางชมรมฯ ไปส่งเสริมให้จัดตั้งขึ้น จะส่งพี่เลี้ยงในพื้นที่เข้าไปติดตามผล เช่น ผู้ที่มาอบรมทำเกษตรอินทรีย์ และกลับไปทำที่บ้านตัวเอง พี่เลี้ยงในชุมชนจะไปสังเกตการณ์ว่า เขาทำเกษตรอินทรีย์จริงไหมหรือแอบใช้สารเคมี ถ้าใช้ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคืออะไร ถ้าเขาทำดีก็จะสนับสนุนต่อ โดยช่วยประสานงานกับหน่วยงานอื่น ทำเรื่องการจ้างงาน หรือหาทางให้เข้าถึงงบประมาณเพื่อต่อยอด และเพิ่มโอกาสให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

ว่าง่าย ๆ คือชมรมคนพิการจังหวัดเลยมีพนักงานประจำเพียง 9 คน ไม่อาจดูแลและดำเนินกิจกรรมทุกอย่างเองทั้งหมด แต่ต้องอาศัยภาคีสำคัญ คือชมรมคนพิการระดับตำบล ช่วยดูแลต่อยอดคนพิการในท้องถิ่น โดยมีพี่เลี้ยงประจำชุมชนคอยลงพื้นที่ และชมรมคนพิการจังหวัดเลยจะสนับสนุน ช่วยเหลือ และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มพี่เลี้ยงอีกทีด้วย เพื่อให้พี่เลี้ยงแต่ละคนได้ดูแลงานในสาขาที่ตัวเองถนัดและสนใจจริง ๆ 

“ตราบใดที่คนพิการมีทัศนคติพร้อมออกสู่สังคม แต่สังคมยังไม่ให้การยอมรับความสามารถของคนพิการ สิ่งที่พวกเราทำมันก็สูญเปล่า” มะโนลาเล่าถึงอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนาคนพิการ

นอกเหนือจากเครือข่ายในชุมชน การฟื้นฟูคนพิการตามแนวทางของมะโนลาต้องทำงานกับทัศนคติของคนในชุมชนด้วย โดยเริ่มจากกลุ่มแกนนำ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กลุ่มผู้ปกครองคนพิการ โดยทำให้พวกเขาเข้าใจและเห็นใจคนพิการ และช่วยไปกระจายทัศนคติเชิงบวกที่มีต่อผู้พิการและความพิการต่อในเครือข่ายสังคมของพวกเขา

ในระดับชุมชน ชมรมฯ จัดงานวันคนพิการสากล มีค่ายชุมชนให้มาทำกิจกรรมร่วมกันกับคนพิการ จัดให้ทดลองใช้ชีวิตแบบคนพิการ จัดกลุ่มสนทนาร่วมกับคนพิการ คนทั่วไปจะได้เข้าใจมุมมองของคนพิการมากขึ้น เปิดตลาดสินค้าคุณภาพฝีมือคนพิการ เพื่อนำเสนอศักยภาพของพวกเขา เป็นต้น 

การดูแลในระดับชุมชนนี้ไม่เพียงทำให้คนพิการได้มีพื้นที่และมีตัวตนในชุมชน แต่ยังทำให้พวกเขาเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐง่ายขึ้น อย่างการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งไม่ได้อยู่ในขอบเขตงานของชมรมฯ แต่เครือข่ายชมรมฯ ในพื้นที่ก็สนับสนุนงานของภาครัฐ ช่วยชี้เป้าให้ทีมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคนพิการอยู่แล้ว เข้าถึงคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือได้

นอกเหนือไปจากความช่วยเหลือจากภาครัฐและชุมชน ชมรมฯ ยังสร้างเสริมเครือข่ายคนพิการในพื้นที่มีความเข้มแข็ง เพื่อช่วยดูแลกันเอง นอกเหนือจากการดูแลจากรัฐ เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนของแม่เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้แม่ ๆ สลับกันไปดูแลเด็กแทนแม่ที่ต้องการมีเวลา 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อไปทำธุระส่วนตัวหรือออกไปหาความสุขให้ตัวเองบ้าง หลังจากดูแลลูกมาทั้งสัปดาห์ ซึ่งกลุ่มผู้ปกครองเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญานี้ก็ไปของบจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพและดูแลกันเอง โดยมีชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยคอยสนับสนุนในสิ่งที่ขาด

“เราจะไม่อุ้มคนเอาไว้ที่ชมรมฯ อย่างเดียว การที่ผู้ปกครองจะมาอยู่กับเรามีค่าใช้จ่าย ซึ่งเราไม่มีงบประมาณตรงนี้ แต่เราเป็นพื้นที่จุดประกาย ถ้าคุณเข้ามา คุณชอบ คุณอยากทำอันนี้ เราก็จะไปฝึกคนของคุณ ไปพัฒนาให้เขาไปช่วยคนอื่นในชุมชน อันนี้คือหัวใจหลักของชมรมฯ”

เมื่อคนพิการในแต่ละชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเอง ทางชมรมฯ ก็เข้าไปช่วยเหลือ วิเคราะห์หาแนวทางอาชีพที่สอดคล้องกับจุดเด่นของพื้นที่ อย่างเช่นตำบลห้วยสีเสียดจัดงานเลี้ยงบ่อย กลุ่มคนพิการในพื้นที่จึงสนใจทำงานออร์แกไนเซอร์จัดงานบุญงานแต่งงาน แต่ทางชมรมฯ วิเคราะห์แล้ว ด้วยต้นทุนที่คนพิการมี กับแนวการจัดงานที่ต้องวางแผนล่วงหน้า การแข่งขันกับออร์แกไนเซอร์มืออาชีพคงเป็นเรื่องยาก แต่หากเป็นงานเร่งด่วน มีเวลาวางแผนน้อยกว่าอย่างงานศพ จะมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจมากกว่า และเหมาะสมกับกลุ่มผู้คนพิการมากกว่า

ตอนนี้ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยมีเครือข่ายกระจายอยู่ครบทั้ง 14 อำเภอในจังหวัด และยังวางแผนจัดอบรมอาชีพและทำเตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อช่วยเหลือคนพิการให้ครบทั้ง 101 ตำบลทั่วจังหวัด โดยปัจจุบันทำ MOU ไปแล้วกับ 45 ตำบล

เตียงเปลี่ยนชีวิต

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์จากชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยที่เปลี่ยนชีวิตทั้งคนใช้และคนทำ คือ ‘เตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ ที่ทำกายภาพบำบัดด้วยได้

สมัยที่มะโนลาและอ๊อดผู้เป็นสามียังทำงานกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีนักกายภาพบำบัดในองค์กรเคยนำต้นแบบเตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านมาให้อ๊อดที่ถนัดงานช่างลองทำขึ้นเองจากวัสดุใกล้ตัว ช่วงแรกอ๊อดเก็บไม้อะไรก็ได้มาทำเตียง และขอล้อเก่า ๆ มาจากโรงพยาบาล พอทำเสร็จแล้วก็ลองเอาไปให้ผู้ป่วยติดเตียงใช้ ปรากฏว่าหลังจากนั้น ผู้ป่วยลุกเดินได้เอง 1 เมตร และปั้นข้าวทานเองได้ พอได้เห็นผลลัพธ์ ทำให้พวกเขาคิดปรับปรุงเตียงไปเรื่อย ๆ โดยเพิ่มที่ออกกำลังกาย ทำให้นั่งเหยียดขาได้ และมีโต๊ะกินข้าวอยู่ในนั้นด้วย

“แต่แล้วก็มีคนบอกว่า พวกเราไม่ใช่หมอ ไม่มีความรู้ด้านนี้ จะไปอมรบคนอื่นได้ยังไง เราเลยหาโปรไฟล์ให้ตัวเอง เอาเตียงนี้ไปประกวดรางวัลนวัตกรรม พอเราได้ใบประกาศนียบัตร ได้รางวัลสุดยอดนวัตกรรมชั้นสูง จาก ช.การช่าง เราก็เป็นที่ยอมรับของทุกคนในชุมชน” มะโนลาเล่า

การฟื้นฟูคนพิการนั้นยิ่งดำเนินการได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ซึ่งตามปกติคนพิการจะเช่าเตียงจากโรงพยาบาลรัฐไปใช้ได้ที่บ้านได้เพื่อความสะดวกในการดูแล แต่ในความเป็นจริง ผู้พิการจะได้รับสิทธิ์นี้ก็ต่อเมื่อได้หนังสือรับรองความพิการแล้ว ซึ่งใช้เวลาถึง 6 เดือนในการดำเนินการ กว่าที่เขาจะได้รับอุปกรณ์มาช่วยฟื้นฟูร่างกาย จึงมักสายเกินไป

พอมีเตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านแบบทำเอง คนพิการที่จำเป็นต้องใช้ก็เข้าถึงเตียงได้โดยไม่ต้องรอ และจ่ายในราคาเพียง 8,000 บาท ซึ่งถูกมากหากเทียบกับเตียงกายอุปกรณ์ที่วางขายในท้องตลาดที่ราคาไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

“คนที่เขามีกำลังซื้อก็จะประสานงานซื้อให้พ่อแม่เลย แต่คนพิการบางคนเขาไม่มีกำลังซื้อ คนในชุมชนต้องช่วยเหลือทำให้ โดยใช้ไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่ บางคนก็ใช้ไม้ไผ่ เราก็จะขอให้ปรับตามบริบท”

แต่ละชุมชนทำเตียงเองได้ เพราะชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลยลงพื้นที่ไปจัดอบรมแก่ช่างชุมชน อสม. ผู้นำหมู่บ้าน และผู้ดูแลคนพิการ ช่วยเหลือดูแลกันและกันได้ แถมยังมีรายได้จากการจำหน่ายเตียงให้คนที่มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ เตียงในโครงการยังมีจุดเด่นอีกอย่าง คือปรับขนาดตามสรีระผู้นอน จะผลิตให้สูงต่ำ สั้นยาว กว้างแคบก็ได้ ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้ป่วยและผู้ดูแล

“เราดูว่าประตูบ้านของคนพิการกว้างขนาดไหน ถ้าประตูกว้างแค่ 90 เซนติเมตร แล้วใช้เตียงโรงพยาบาล มันก็จะเข้าบ้านไม่ได้ ต้องนอนนอกบ้าน แต่เตียงที่เราทำกันเองปรับได้” 

มะโนลาเล่าถึงเรื่องประทับใจของผู้ใช้งานเตียงเอาไว้ว่า คุณยายคนหนึ่งอายุใกล้ 80 ปีแล้ว มีเหตุให้ต้องเข้ารับการผ่าตัด หลังผ่าตัดก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่คุณยายโชคดีที่ได้รับเตียงจากชมรมฯ ไปใช้ทันที แล้วท่านก็ใช้เตียงฟื้นฟูร่างกาย ออกกำลังกายแขนขาจนกลับมาเดินได้ เมื่ออาการดีขึ้น ก็ต้องคืนเตียงเพื่อให้ผู้ป่วยรายอื่นได้ใช้ต่อ แต่คุณยายก็ยังไม่อยากคืน เพราะจะได้เอาไว้ออกกำลังกายต่อ ทีมงานจึงต้องไปช่วยติดรอกออกกำลังกายให้ท่านแทน และนำเตียงกลับมา

เดิมทีเตียงกายอุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านนี้เป็นที่รู้จักแต่ในจังหวัดเลย แต่เมื่อได้รับรางวัล ผลงานจึงเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มีตัวแทนจากจังหวัดอื่นสนใจ มะโนลาจึงจัดอบรมการทำเตียงไปพร้อมกับสร้างเครือข่ายต่อยอดกับกลุ่มพัฒนาคนพิการในอีกหลายจังหวัด 

“ตรงตามจุดประสงค์ที่เราทำเตียงนี้ขึ้นมา เราไม่ได้หวังให้เป็นธุรกิจ แต่ต้องการเผยแพร่ไอเดียให้ชุมชนอื่น ๆ เอาไปพัฒนาต่อ” 

เตียงอาจฟังดูเป็นสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิต แต่มันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในชีวิตคนคนหนึ่ง มีเตียงที่ช่วยทำให้คนอยู่รู้สึกปลอดภัย ยังใช้ชีวิตได้ ไปจนถึงขั้นที่เตียงหลังนี้ยังดูแล-พัฒนาร่างกายจนกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง ที่สำคัญช่วยแบ่งเบาคนดูแลได้อีกด้วย

ชีวิตและความคิดที่เปลี่ยนไป

“6 ปีที่ผ่านมา เรามองว่าสิ่งที่ทำไม่ได้สูญเปล่า มันทำให้คนพิการมีที่ยืน มีคุณค่า มองตัวเองว่าฉันไม่กระจอกเหมือนแต่ก่อนแล้ว ฉันมีเงินเดือน บางคนจากที่เคยเป็นภาระของครอบครัว แต่ตอนนี้เป็นเสาหลักให้ครอบครัว เป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้เห็นว่า เราสร้างคนให้เป็นคน”

แต่ละปีมีคนพิการสำเร็จการอบรมจากศูนย์ฯ 80 – 100 คน และได้รับโอกาสทางวิชาชีพจากทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่ชมรมฯ ประสานจัดหางานให้ตามความถนัด หรือได้เป็นนายตัวเองจากวิชาชีพที่ฝึกอบรมมา

จากแต่ก่อน เวลาจัดกิจกรรมคนพิการ ชมรมฯ ต้องหางบประมาณเอง แต่พอคนในสังคมมีความเข้าใจคนพิการมากขึ้น อบต. ก็ตั้งงบประมาณมาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมคนพิการโดยเฉพาะ บางตำบลมีจัดงานวันคนพิการสากล เพื่อให้คนพิการในชุมชนมีโอกาสพบปะสังคมภายนอก

“เป็นภาพที่ทำให้เราเห็นชัดว่า ชุมชนตระหนักแล้วว่าคนพิการก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หากมีการประชุมหรือทำประชาคม เขาก็จะมีหนังสือชวนชมรมคนพิการเข้าประชุมด้วย แสดงว่าสังคมเขาก็เริ่มเปิดใจยอมรับแล้ว” มะโนลากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

หากหน่วยงานและผู้สนใจต้องการสนับสนุนการทำงานและสินค้าจากชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย ติดต่อได้ทาง Facebook : ชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย หรือโทรศัพท์ 08 9540 8459

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว