ถ้าผมบอกว่าฮ่องกงมีเส้นทางเดินป่าที่ดีที่สุดในโลก คุณจะเชื่อไหม
หากมีใครบอกผมแบบนี้ก่อนจะมา ผมก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
สารภาพตามตรงว่าฮ่องกงเป็นเมืองที่ผมไม่เคยคิดอยากจะมาเลย เวลาพูดถึงฮ่องกง ภาพในหัวของผมมีแค่ตึกสูง ห้างแบรนด์เนมเรียงถี่ยิบตั้งแต่สนามบินยันท่าเรือ เวลาถามเพื่อนที่ไปมาแล้ว ทุกคนก็ตอบเหมือน ๆ กันว่า ไปช้อปปิ้ง กินติ่มซำ และไหว้พระ

ผมเคยคิดด้วยซ้ำว่าฮ่องกงไม่มีอุทยานแห่งชาติ แล้วคนชอบเที่ยวธรรมชาติอย่างผมจะไปทำไม
แต่การมาฮ่องกงครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าเข้าใจผิดมาตลอด
ฮ่องกงไม่ได้มีแค่ตึกระฟ้าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ความจริงนั่นเป็นแค่ 30% ของพื้นที่ทั้งหมด อีก 70% เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกือบครึ่งในนั้นรัฐบาลล็อกไว้ด้วยกฎหมายให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าที่ดินแถวนั้นจะราคาพุ่งไปถึงไหน นายทุนก็เข้าไปสร้างตึกในเขตนี้ไม่ได้
ลองนึกภาพตามว่าคุณตื่นมาในเช้าวันเสาร์หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งสัปดาห์ แล้วอยากหนีไปเติมพลังจากธรรมชาติและป่าเขา แทนที่จะต้องลางานหรือนั่งรถข้ามคืน คุณแค่สวมรองเท้าผ้าใบ คว้าเป้ใบเก่ง แล้วนั่งรถสาธารณะจากใจกลางเมืองไปโผล่หน้าทางเข้าเทรลระดับโลกได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

ความง่ายที่น่าอิจฉานี้คือประสบการณ์ที่ผมได้รับจากการมาเดินป่าฮ่องกง ผ่าน 3 เส้นทางที่ผมอยากแนะนำให้คุณลองไปสัมผัส และถ้ามันเปลี่ยนให้คนที่ไม่เคยอยากมาฮ่องกงอย่างผมให้หลงรักเมืองนี้ได้ มันก็น่าจะเปลี่ยนใจคุณได้เหมือนกัน
#01
Sai Kung Country Park
Biu Tsim Kok Trail
สำหรับผมที่ชินกับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติในไทย ด้วยการตื่นเช้าขับรถจากบ้านหลายชั่วโมงหรือนั่งรถตู้ข้ามคืนจนปวดก้น การที่ได้เดินลงรถไฟใต้ดินแล้วต่อรถแท็กซี่มาลงหน้าเขื่อน High Island Reservoir ในอุทยานแห่งชาติไซกุง (Sai Kung) ได้ในเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนขี้โกงอยู่นิด ๆ

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (Hong Kong UNESCO Global Geopark) ซึ่งเป็นแหล่งรวมทัศนียภาพทางธรณีวิทยาอันน่าทึ่งของแท่งหินหกเหลี่ยมกลางทะเลที่เกิดจากการระเบิดของซูเปอร์โวลเคโนเมื่อ 140 ล้านปีก่อน


ผมเดินรับลมทะเลไปตามแนวสันเขื่อน ก่อนจะก้าวเท้าลงบนทางดินระยะ 1 กิโลเมตร เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดชมวิวบิวซิมก๊ก (Biu Tsim Kok) ที่เปิดให้เรากวาดสายตาชมวิวความยิ่งใหญ่ของอุทยานได้แบบ 360 องศา ครบทั้งผืนน้ำของอ่างเก็บน้ำ เกาะพัวปินโจว หมู่เกาะอึ้งกงและไนน์พิน ไปจนถึงภาพแปลกตาของหาดลองเกวานที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา
เส้นทางที่นี่ช่วงต้นปูหินอย่างดี แม้จะมีส่วนที่เป็นทางดินแต่ก็ยังเดินง่าย เป็นทางที่ออกแบบให้ทุกคนเดินได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ หรือผู้สูงอายุ วิวฝั่งหนึ่งคืออ่างเก็บน้ำที่โอบล้อมด้วยภูเขาสลับทับซ้อนกันไปสุดสายตาเหมือนภาพวาดด้วยพู่กันจีน ส่วนอีกด้านเป็นทะเลกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิก

ผมเดินมาถึงทางแยกที่มีป้ายไม้ชี้ทางไปสู่ MacLehose Trail ชื่อที่ผมจดไว้ในลิสต์ตอนหาข้อมูลเส้นทางเดินป่าในฮ่องกงก่อนจะมาทริปนี้
MacLehose Trail คือ 1 ใน 4 เส้นทางเดินป่าหลักของฮ่องกง หรือ Big 4 ประกอบไปด้วย MacLehose (100 กม.), Wilson (78 กม.), Lantau (70 กม.) และ Hong Kong Trail (50 กม.) ระยะทางรวมกัน 298 กิโลเมตร
ตัวเลขเกือบ 300 กิโลเมตรนี้ไม่ได้บวกรวมกันไว้เพื่อเคลมสถิติเฉย ๆ แต่คือระยะทางที่ถักทอเชื่อมต่อกัน คุณเดินป่าต่อเนื่องบนเส้นทางทั้งหมดในทริปเดียวได้จริง ๆ และเมื่อผนวกเข้ากับเทรลสายรองอื่น ๆ มันจะกลายเป็นเครือข่ายเส้นทางเดินป่าที่เหมือนใยแมงมุมพาดผ่านทั่วทั้งเกาะ ทำให้เราเดินจากยอดเขาไปถึงทะเลได้โดยไม่ต้องพึ่งรถสักคัน

ความฉลาดของการจัดการเส้นทางเดินป่าที่นี่ คือทุกเส้นทางจะหั่นเป็น Section ย่อย ๆ อย่างเส้น MacLehose ที่ National Geographic ยกย่องให้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่ดีที่สุดในโลก (และเป็นเส้นทางเดียวกับที่แบรนด์ Outdoor สัญชาติสวีเดนอย่าง Fjällräven เคยเลือกมาจัดงาน Fjällräven Classic) ก็แบ่งย่อยเป็น 10 Sections ทอดยาวจากฝั่งตะวันออกที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ไปสิ้นสุดที่ฝั่งตะวันตก

เสน่ห์ของ MacLehose Trail คือแต่ละ Section จะพาเดินผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ชายหาดเงียบสงบ สันเขาหัวโล้น อ่างเก็บน้ำสีมรกต ไปจนถึงป่าเมเปิล คุณไม่จำเป็นต้องบ้าพลังเดินรวดเดียว 100 กิโลเมตร วันนี้อาจจะมาเริ่มเดินที่ Section 1 แล้วสัปดาห์หน้าค่อยนั่งรถบัสไปโผล่จุดเริ่มต้นของ Section 5 ก็ได้ ทุกจุดมีขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้ทุกที่
อีกทั้งรัฐบาลฮ่องกงมีเว็บไซต์ทางการที่รวบรวมเส้นทางเดินป่าทั้งเกาะเอาไว้ในที่เดียว (อย่างเว็บ Enjoy Hiking ของกรมอุทยานฯ) บอกครบถ้วนตั้งแต่ระดับความยาก กราฟความชันของเส้นทาง ไปจนถึงวิธีต่อรถสาธารณะจากในเมืองให้ไปโผล่หน้าทางเข้าเทรลแบบเป๊ะ ๆ
เป็นระบบที่มอบอิสระให้เราเลือกออกแบบเส้นทางเดินป่าที่เหมาะกับตัวเองได้ตามใจ

ผมมองตามหลังกลุ่มนักเดินป่าสะพายเป้แบ็กแพ็กใบโตเดินฝ่าลมทะเลมุ่งหน้าเข้าไปในเทรลด้วยความอิจฉาจับใจ คราวนี้ผมมีเวลาน้อยเกินกว่าจะแบกเป้ตามพวกเขาไป
ชื่อ MacLehose Trail ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ Sir Murray MacLehose ผู้ว่าการฮ่องกงคนที่ 25 ในยุคปลาย 1970 ที่ฮ่องกงกำลังสร้างตึกอย่างบ้าคลั่ง ถ้าชายคนนี้ไม่ออกกฎหมาย Country Parks Ordinance เพื่อกันพื้นที่ป่า 40% ของเกาะไว้เป็นอุทยานแห่งชาติ วันนี้ฮ่องกงคงไม่มีป่าให้เดิน และผมคงกำลังยืนมองตึกระฟ้าแทนที่จะยืนมองหินหกเหลี่ยมอายุ 140 ล้านปี
#02
Tai Lam Country Park
Tai Lam Chung Reservoir Trail
จาก Section 1 ที่ Sai Kung ทางตะวันออก ผมกระโดดข้ามเกาะมายัง Section 10 ซึ่งเป็นปลายทางสุดท้ายของ MacLehose Trail 100 กิโลเมตร ที่ Tai Lam Country Park ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองมากที่สุด แต่เข้าถึงได้ง่ายไม่ต่างจากที่อื่น
ในอดีตเส้นทางนี้เคยเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านชนบท แต่ปัจจุบันกลายเป็นเส้นทางเดินป่าที่พานักท่องเที่ยวไปสัมผัสวิวทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำต่ายลัมชุง (Tai Lam Chung Reservoir) หรืออีกชื่อเรียกว่า ทะเลสาบพันเกาะ (Thousand Island Lake)
ทางเดินช่วงต้นจากทางเข้าอุทยานเป็นถนนลาดยางที่เดินง่ายและร่มรื่น ต้นไม้สองข้างทางใหญ่พอที่กิ่งก้านจะแผ่พาดข้ามถนนเข้าหากันจนกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านใบไม้ลงมาตกกระทบพื้นเป็นหย่อม ๆ บรรยากาศเงียบสงบจนผมได้ยินเสียงรองเท้าผ้าใบของตัวเองกระทบพื้น สลับกับเสียงนกร้องโดยไม่ต้องตั้งใจเงี่ยหูฟัง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนฉากในหนังญี่ปุ่นแนวอุ่น ๆ สักเรื่อง

ระหว่างเดินเพลิน ๆ สายตาผมสะดุดเข้ากับป้ายเล็ก ๆ ข้างทางที่สลักรหัส M187 นี่ไม่ใช่แค่ป้ายบอกกิโลเมตร แต่คือการจัดการที่ช่วยให้การเดินป่าฮ่องกงปลอดภัยในระดับโลก กรมอุทยานฯ (AFCD) ติดตั้ง ‘ป้ายบอกพิกัด’ ไว้ทุก ๆ 500 เมตรบนเส้นทางหลัก โดยตัวอักษรบนเสาย่อมาจากชื่อเส้นทาง เช่น M คือ MacLehose ตัว L คือ Lantau แล้วตามด้วยตัวเลข ถ้านักเดินป่าหลงทางหรือหัวใจวาย คุณไม่ต้องพยายามอธิบายโทรศัพท์ว่า “ฉันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างโขดหิน” แค่กดโทร 999 แล้วบอกรหัสพิกัดบนเสา ทีมกู้ภัยจะรู้พิกัดและเข้ามาช่วยเหลือได้ทันที

แต่ที่น่าทึ่งกว่าป้ายพิกัดคือแอปพลิเคชัน HKSOS ที่ตำรวจฮ่องกงพัฒนาขึ้นมา ถ้าระหว่างทางคุณเกิดอุบัติเหตุในจุดที่ไม่มีสัญญาณมือถือเลยแม้แต่ขีดเดียว แค่กดปุ่ม SOS ในแอปฯ มือถือจะส่งคลื่นวิทยุความถี่พิเศษออกมา และหน่วยกู้ภัยจะส่งโดรนบินสแกนจับสัญญาณเพื่อหาตัวคุณจนเจอ ฟังดูเหมือนอุปกรณ์สายลับในหนัง แต่นี่คือสวัสดิการกู้ภัยขั้นพื้นฐานในป่าของฮ่องกงจริง ๆ
ตลอดทางผมได้เห็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินป่ามากมาย ทั้งตู้โทรศัพท์ฉุกเฉินสำหรับขอความช่วยเหลือ เก้าอี้ไม้ที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมให้นั่งพัก และป้ายเล็ก ๆ เขียนด้วยภาษาจีน มีความหมายน่ารัก ๆ ว่า ‘ให้ทาง’ หรือ ‘เอื้อเฟื้อ’ เพื่อเตือนให้ผู้ที่ใช้เส้นทางร่วมกันรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และหลีกทางให้กันและกัน
แต่มีสิ่งที่ผมพยายามกวาดสายตาหาแล้วแต่ไม่เจอก็คือ ‘ถังขยะ’ ฮ่องกงรื้อถังขยะออกจากเส้นทางเดินป่าทั้งหมดตั้งแต่ปี 2017 เพื่อสร้างนิสัยให้คนรับผิดชอบขยะของตัวเอง (Leave No Trace) ใครแบกอะไรมาก็ต้องแบกกลับไปทิ้งข้างล่าง ใครมักง่ายทิ้งขยะลงพื้น อาจโดนสายตาต่อว่าจากนักเดินป่าคนอื่นทันที หรือไม่ก็จะโดนค่าปรับมหาโหด ผลลัพธ์คือป่าที่นี่สะอาดเอี่ยมโดยไม่ต้องติดป้ายตัวโต ๆ

เดินไต่ระดับความชันขึ้นมาไม่นาน ผมก็มาถึงจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำพันเกาะ ภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำสีน้ำทะเลกว้างใหญ่ที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยโผล่พ้นน้ำกระจายตัวอยู่เต็มไปหมด หากมองไปทางขวาจะเห็นตึกสูงของย่านตุนเหมิน (Tuen Mun) ยาวไปถึงเกาะลันเตา และเห็นรันเวย์ของสนามบินเช็กแลปก๊อก (Chek Lap Kok) อยู่ลิบ ๆ
ไกด์หันมาเล่าให้ฟังว่า เกาะเล็ก ๆ นับพันเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือยอดเขาที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ในหุบเขา ก่อนที่พื้นที่นี้จะเติมเต็มด้วยน้ำจนมิด

ป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่เราเพิ่งเดินฝ่าขึ้นมาไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก อ่างเก็บน้ำแห่งนี้สร้างขึ้นในยุค 1950 เพราะฮ่องกงต้องการน้ำจืด รัฐบาลในยุคนั้นจึงประกาศให้ป่ารอบอ่างเก็บน้ำทั้งหมดเป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้รากไม้คอยยึดหน้าดินไม่ให้พังทลายลงไปทับถมในอ่าง และรักษาสภาพน้ำให้ใสสะอาดที่สุด
ป่าที่นี่จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองน้ำยักษ์ที่คอยต่อลมหายใจให้คนทั้งเกาะ เป็นธรรมชาติที่เกิดจากความตั้งใจของมนุษย์ที่สุดท้ายก็กลับกลายมาเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ของนกและผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์

#03
Victoria Peak
Mount High West Trail
Peak Tower เย็นนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว คิวพีคแทรมยาวออกไปนอกอาคาร เสียงมากมายดังปะปนกัน ผมเดินหนีความวุ่นวายเลี้ยวไปตามป้ายบอกทางเล็ก ๆ ที่เขียนว่า Lugard Road แล้วก้าวข้ามเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น
20 ก้าวจาก Peak Tower เมื่อผ่านป้ายถนนนั้นคือโลกอีกใบ เสียงนักท่องเที่ยวหายไป แทนที่ด้วยเสียงใบไม้ไหว เสียงนกร้องเบา ๆ และเสียงก้าวเท้าบนทางหิน

ถนน Lugard Road สร้างขึ้นในปี 1913 – 1914 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สัญจรรอบยอดเขา The Peak ตอนนี้กลายเป็นทางเดินที่คนฮ่องกงใช้ชีวิตกันทุกวัน ทั้งคู่รักหนุ่มสาวที่เดินจูงมือ ครอบครัวที่พาหมาออกมาเดินเล่น ลูกชายที่พาคุณแม่ในรถเข็นออกมาชมพระอาทิตย์ตก
ทั้งหมดนี้พวกเขาทำกันเป็นกิจวัตร ไม่ใช่การมาเที่ยว บรรยากาศเหมือนสวนสาธารณะในตอนเย็นที่บ้านเรา จะว่าไป ที่นี่ก็เป็นสวนสาธารณะนั่นแหละ เพียงแต่เป็นสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่บนภูเขา ทางเดินปูนแคบ ๆ ของ Lugard Road ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ในขณะที่ฝั่งซ้ายมือของผมคือแนวกำแพงหินและตะไคร่น้ำสีเขียวครึ้ม แต่พอผมหันไปทางขวามือ มองลอดช่องว่างระหว่างต้นไม้ลงไป จะเห็นวิวของอ่าววิคตอเรียที่ขนาบข้างด้วยตึกระฟ้าเบียดเสียดแนบชิดกันกับภูเขาที่โอบล้อมเมืองไว้อีกที

คงไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้วที่เมืองที่หนาแน่นขนาดนี้จะโอบล้อมด้วยธรรมชาติและเข้าถึงได้ง่ายขนาดนี้ สำหรับคนไทย การเดินป่าคือต้องลางาน จองคิวอุทยานล่วงหน้า นั่งรถข้ามคืน เตรียมของเป็นสัปดาห์ กว่าจะได้เดินก็เหนื่อยไปก่อนครึ่งหนึ่งแล้ว การเดินป่าสำหรับคนไทยเป็นอีเวนต์ใหญ่ที่ต้องรอโอกาสพิเศษ
แต่สำหรับคนฮ่องกง การเดินป่าคือกิจกรรมที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เป็นตัวเลือกหนึ่งของการพักผ่อนที่ทำได้ง่าย ๆ เหมือนนัดเพื่อนไปกินข้าว ไปดูหนัง หรือไปคาเฟ่ วัยรุ่นฮ่องกงหลายคนตื่นเช้ามาใส่รองเท้าผ้าใบ นั่งรถไฟไปเดินเทรลสัก 2 – 3 ชั่วโมง เรียกเหงื่อพอประมาณ เสร็จแล้วก็นั่งรถกลับมาอาบน้ำ แต่งตัว แล้วไปแฮงเอาต์ ปาร์ตี้ หรือแม้แต่ไปทำงานต่อในตอนบ่ายได้ชิลล์ ๆ

จากถนนเรียบ ๆ ของ Lugard Road ผมอยากลองท้าทายตัวเองด้วยการเดินไต่ระดับความชันขึ้นต่อไปยังยอดเขา Mount High West เส้นทางเริ่มชันขึ้นและคนก็เริ่มบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงจะเป็นทางที่คนไม่ค่อยนิยมเพราะต้องใช้แรงมากกว่า แต่ตลอดทางก็ยังปูหินเป็นขั้นบันได อีกทั้งมีศาลาพัก ป้ายบอกทาง และเก้าอี้ไม้ตั้งรอรับอยู่เป็นระยะ ราวกับกำลังกระซิบถามว่า ‘เหนื่อยเหรอ นั่งพักหน่อยไหม’
แต่ระดับนักเดินป่าที่ผ่านสนามมาอย่างเจนจัดแบบผม จะให้นั่งพักหอบบนเส้นทางที่เป็นเหมือนสวนสาธารณะแบบนี้ มันก็เสียฟอร์มแย่

บนยอด High West ผมยืนหอบแฮก ตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ อยู่กับผู้ชื่นชอบความลำบากอีก 5 – 6 คนเท่านั้น
พระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลง แสงสีทองไล้ลงบนผิวน้ำในอ่าว ตึกสูง ๆ ของฮ่องกงกลายเป็นซิลูเอตตัดกับท้องฟ้าสีส้ม
ผมปล่อยให้ลมเย็น ๆ พัดผ่านตัว นั่งดูความงามเบื้องหน้าอยู่อย่างนั้นเงียบ ๆ คนเดียว แล้วก็คิดว่าถ้าได้ยืนมองพระอาทิตย์ตกดินกับคนที่อยากอยู่ด้วยก็คงดี

ฮ่องกงไม่ใช่เมืองที่ไม่มีอุทยานแห่งชาติอย่างที่ผมเคยคิด ว่ากันจริง ๆ แล้ว ฮ่องกงทั้งเกาะเป็นอุทยานแห่งชาติด้วยตัวมันเอง เมืองใหญ่ที่เราเห็นเป็นเพียงแค่สำนักงานต้อนรับเมื่อคุณมาถึงเท่านั้น
และอุทยานที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่อุทยานที่มีเส้นทางเดินป่าที่มีวิวสวยอลังการที่สุด แต่มีเส้นทางเดินป่าที่ทุกคนเข้าถึงธรรมชาติง่าย ปลอดภัย และใจกว้างพอให้คุณมาเดินกับคนที่อยากเดินด้วยได้ ไม่ปิดกั้นใคร
ครั้งหน้า ผมจะกลับมาเดิน MacLehose Trail 100 กิโลเมตร กับคนที่ผมอยากเดินป่าด้วยกัน

การเตรียมตัว
เว็บไซต์ที่ควรมี : หากคุณอยากเริ่มวางแผนเดินป่าฮ่องกง ไม่ต้องงมหาข้อมูลให้เหนื่อย เพราะฮ่องกงมีเว็บไซต์ทางการ (เช่น hiking.gov.hk หรือ discoverhongkong.com) ที่รวบรวมเทรลทั้งหมดไว้ให้แล้ว มีครบทั้งแผนที่ ระดับความยาก และวิธีนั่งรถสาธารณะไปถึงหน้าทางเข้า แค่จิ้มเลือกเส้นทางที่ชอบ แล้วทำตามไกด์ไลน์ได้เลย
แอปพลิเคชัน : แนะนำให้โหลดแอปฯ HKSOS ติดเครื่องไว้
การเดินทาง
01 | Sai Kung Country Park (จุดชมวิวหิน 140 ล้านปี / Biu Tsim Kok)
ขาไป : นั่งรถไฟใต้ดิน MTR ไปลงที่สถานี Diamond Hill (ทางออก C2) แล้วต่อรถบัสสาย 92 ไปลงที่ตัวเมืองไซกุง (Sai Kung Town Centre) หรือถ้าเริ่มจาก MTR สถานี Hang Hau (ทางออก B1) ให้ต่อรถมินิบัสสาย 101M ไปลงที่ตัวเมืองไซกุงเช่นกัน จากนั้นเรียกตกลงราคากับรถแท็กซี่เพื่อวิ่งตรงเข้าไปยังเขื่อนฝั่งตะวันออก (East Dam) ได้เลย
ขากลับ : เรียกแท็กซี่จากบริเวณหน้าเขื่อนฝั่งตะวันออก กลับออกมาที่ตัวเมืองไซกุง เพื่อต่อรถกลับเข้าเมืองหรือไปยังสถานี MTR
02 | Tai Lam Country Park (อ่างเก็บน้ำทะเลสาบพันเกาะ)
ขาไป : นั่งรถไฟใต้ดิน MTR ไปลงที่สถานี Tuen Mun จากนั้นเดินไปขึ้นรถมินิบัสสายสีเขียว หมายเลข 43 (หรือ 43S) นั่งไปจนสุดสายที่หมู่บ้าน So Kwun Wat Tsuen (ใกล้ศาลเจ้าทินโห่ว) จากจุดนี้ให้เดินตามถนนลาดยางและป้ายบอกทางที่ชี้ไป MacLehose Trail Section 10 และ Reservoir Islands Viewpoint
ขากลับ : เดินย้อนกลับลงมาทางเดิมจนถึงหมู่บ้าน So Kwun Wat Tsuen แล้วขึ้นรถมินิบัสสาย 43 หรือเรียกแท็กซี่เพื่อกลับไปที่สถานี MTR Tuen Mun
03 | Victoria Peak (ถนน Lugard Road และยอดเขา Mount High West)
ขาไป : เดินทางขึ้นยอดเขา The Peak ได้หลายวิธี ทั้งนั่งรถราง Peak Tram สุดคลาสสิกจาก Central หรือนั่งรถบัสสาย 15 จาก Exchange Square พอถึง Peak Tower ให้เดินเลี้ยวเข้าถนน Lugard Road เดินชมวิวสบาย ๆ ไปประมาณ 15 – 20 นาที จนไปบรรจบกับถนน Harlech Road ที่จุดพักริมทาง จากนั้นเดินตามป้ายบอกทางเพื่อขึ้นบันไดไปสู่ยอดเขา High West
ขากลับ : เดินลงบันไดกลับมาที่จุดพักเดิม แล้วเดินกลับไปที่ Peak Tower เพื่อขึ้นรถราง หรือนั่งรถบัสสาย 15 ลงเขากลับเข้าสู่ตัวเมืองได้เลย
Write on The Cloud
Travelogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล writethecloud@cloudandground.com ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ



























