12 มีนาคม 2026
729

คุณผ่านวันที่แย่ที่สุดในชีวิตมาได้อย่างไร

สำหรับผู้เขียน สิ่งที่ช่วยเยียวยาให้ผ่านเรื่องราวร้าย ๆ เหล่านั้นมาได้คือกาลเวลา แต่กว่าจะผ่านมาได้ บาดแผลก็กินลึกลงไปในใจมากเหลือเกิน และร่องรอยเหล่านั้นยังคงติดตามมาถึงทุกวันนี้ 

แม้ไม่อยากระลึกถึง แต่ก็ลืมไม่ลง 

แม้มีความสุขดีกับชีวิตปัจจุบัน แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่ดึงเอาเรื่องราวเก่า ๆ ให้พรั่งพรูออกมา

แต่เมื่อผู้เขียนได้มาพูดคุยกับ จิ๋ม-อรทัย ชะฟู ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้กับความตายและรับมือกับความสูญเสีย หลังเผชิญกับความตายมาถึง 2 ครั้ง หยิบเอาประสบการณ์เลวร้ายนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อเยียวยาคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จนพาพวกเขาเรียนรู้และก้าวผ่านวันเวลาที่เหมือนโลกกำลังล่มสลายนั้นไปได้อย่างงดงาม 

บทสนทนานี้ทำให้ผู้เขียนอยากกลับมามองและเรียนรู้จากความเจ็บปวดของตัวเองอีกครั้ง เพื่อขอบคุณมันที่ทำให้ได้เป็นตัวเองในวันนี้ และเตรียมพร้อมรับกับความไม่แน่นอนของชีวิตที่จะต้องเกิดในชีวิตแน่ ๆ 

ผู้เขียนเชื่อว่าบทสนทนากับหญิงเหล็กคนนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองที่ผู้อ่านมีต่อชีวิตและความสูญเสียเช่นกัน

วันที่โลกล่มสลาย

พี่จิ๋มจำวันที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายได้ไหมคะ 

ตอนนั้นเราเพิ่งเรียนจบเอง ป่วยเป็นมะเร็งปอดทันที รู้สึกว่าเหมือนโลกกำลังถล่มลงมา พอ ๆ กับรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวจนต้องตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้กับเรา

 แต่ตอนนั้นเราค่อนข้างมีความพร้อมด้านการเงิน ไปรักษากับหมอที่เก่งที่สุดหรือเข้าถึงยาที่ดีที่สุดได้ เราใช้เวลารักษาประมาณ 4 – 5 ปี ยอมรับเลยว่าไปสุดโต่งมาก อย่างเข้าคอร์สกินผักผลไม้ เพราะส่วนตัวเป็นคนที่หลงใหลในรสชาติอาหาร แต่จุดอ่อนของอาหารสุขภาพมันไม่อร่อย เราเลยหันมาทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพควบคู่กับการรักษามะเร็งไปด้วย 

สุดท้ายเราเอาชนะมะเร็งได้ เลยเพิ่มอัตตาว่า เราเก่ง เราเจ๋ง ไม่ค่อยได้เรียนรู้อะไรจากการป่วยครั้งนั้น รู้สึกแค่ว่า โอเค เราชนะมะเร็ง แต่หลังจากนั้นอีก 8 – 9 ปี มะเร็งกลับมาอีกรอบ 

คราวนี้แย่มาก ๆ ทำไมมันกลับมาอีกทั้งที่เราดูแลตัวเองดีสุด ๆ แต่ป่วยรอบนี้ เราได้เรียนรู้ ได้ทำความรู้จักโรคมากขึ้น ถึงมีคำตอบว่าอะไรเป็นเหตุให้มันกลับมา ก็เพราะเราเปลี่ยนแค่การใช้ชีวิตภายนอก แต่ความคิดยังเหมือนเดิม นิสัยยังเหมือนเดิม 

เป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาเรียนรู้และทำความเข้าใจข้างในตัวเอง รวมถึงทัศนคติและมุมมองต่อโลกด้วย เริ่มเรียนรู้แล้วว่า ‘ความคิด’ ทำร้ายเรายิ่งกว่าโรคร้าย แล้วเราจะเอาตัวรอดยังไง อยู่ให้ถึงวันที่เราจะตายได้ยังไง เพราะตอนนั้นมีความเชื่อว่ายังไงเราก็คงตายอยู่แล้ว

การทำความเข้าใจข้างในตัวเองช่วยเราต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างไร 

เราเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมากับความไม่พร้อม ต้องต่อสู้ดิ้นรนตั้งแต่เด็ก มีความแค้น ความหงุดหงิดสะสมอยู่ในตัว โกรธคนทั้งโลก เราเคยถึงขั้นคิดว่าความรักไม่มีอยู่บนโลกนี้ ใช้ชีวิตโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ต้องทำทุกอย่างให้ตัวเองรอด อะไรทำแล้วได้ตังค์เราทำหมด 

ตอนป่วยครั้งแรก เราคิดว่าใช้เงินจัดการได้ ถึงไม่มีคนเฝ้าก็ไม่เป็นไร แต่จริง ๆ ข้างในเราเหงามาก แถมเป็นซึมเศร้าด้วย แต่ตอนนั้นก็คิดว่าเดี๋ยวใช้ยาจัดการได้ แล้วเราก็ทำอย่างอื่นด้วย ทั้งไสยศาสตร์ สายมูฯ ระลึกชาติ เสียเงินไปกับอาหารเสริม เข้าแทบทุกคอร์สการรักษาทางเลือก ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะโรค ถึงจะทำร้านอาหารสุขภาพก็ยังหน้าบึ้งตึง ไม่ง้อคน แต่โชคดีว่าร้านอยู่ได้ แต่คนอื่นเห็นเราจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้แรง ไม่กล้าเข้าหา มีรังสีอำมหิตบางอย่าง แต่จริง ๆ มันเป็นที่อัตตาที่เรายึดถือ

ป่วยครั้งที่ 2 ถึงเข้าใจและยอมรับว่าสาเหตุของโรคคือทัศนคติ การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์ของเราต่างหาก พอรักษาได้ระยะหนึ่งถึงยอมรับได้ว่าคงไม่หายจากมะเร็ง เลยพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันแทน ตอนนั้นไปปรึกษากับคุณหมอและผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ, อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู และ คุณสมพล ชัยสิริโรจน์ หันมาสนใจเรื่องสุขภาวะองค์รวม ถึงเข้าใจว่าอารมณ์มีผลต่อโรคร้าย 

ครูเกด-เกศสุดา ชาตยานนท์ เป็นครูสอนโยคะคนแรกของเราที่ทำให้เราหันมาสนใจภายในตัวเอง อ้อมกอดแรกในชีวิตก็ได้จากครูเกด ครูทำให้เรารู้ว่าตัวเองเก็บความโกรธเกลียดไว้เยอะมาก ครูสอนให้เราฝึกหายใจ ฝึกเดิน ฝึกใช้ชีวิตให้ช้าลง ฝึกการสังเกตเฝ้าดู ซึ่งตรงข้ามกับบุคลิกเดิมเลย เลยได้โอกาสฟังความต้องการและสัญญาณจากร่างกายตัวเอง แต่เราไม่ได้โฟกัสแค่ที่โรค เพราะการอยู่ร่วมกับโรคโดยไม่ทุกข์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำคัญกว่า ส่วนหาย-ไม่หายไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เราว่าตัวเองเริ่มนิ่งขึ้น

ก่อนหน้านั้นเราได้รับหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจมารดาของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีประโยคหนึ่งในหนังสือเขียนว่า อยู่อย่างไร เราก็ตายอย่างงั้น 

อ่านจบ เราฉุกคิดทันทีว่าชีวิตที่ผ่านมาของเราเป็นสีดำ ถ้าจะตาย ฉันคงตายไม่ดีแน่เลย นึกถึงความดีของตัวเองก็นึกไม่ออก ชีวิตไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย นั่งคิดว่าถ้าอยากตายดีต้องทำยังไง ก็เริ่มต้นทำจิตอาสา ทำตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง อย่างน้อยคงทำให้คนอื่นยิ้มได้ และจะได้ไม่ต้องโฟกัสกับความเจ็บป่วยมากไป 

จนเริ่มเห็นว่าที่จริงมะเร็งก็เป็นสัญญาณที่ทำให้เราปรับเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองต่อโรคและโลกใบนี้ เปลี่ยนทัศนคติต่อผู้คน ต่อตัวเอง จนได้สัมผัสถึงความรักจริง ๆ

ตอนที่คิดว่า ‘ความรักไม่มีในโลก’ แล้วพี่จิ๋ม ‘รักตัวเอง’ ไหมคะ 

รักตัวเองนะ แต่รักแบบผิดวิธี เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีความสุขกับการครอบครอง เพื่อนในกลุ่มมีแฟนไม่ได้เลย เพราะรู้สึกว่าเราไม่สำคัญ ต้องรักเราคนเดียว ความรักมันแบ่งกันไม่ได้

กว่าเราจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘รักตัวเอง’ จริง ๆ เราต้องเรียนรู้จากความรักที่คนอื่นให้เราก่อน

อะไรทำให้พี่จิ๋มกลับมาเชื่อว่าความรักมีอยู่จริง

ตอนที่ป่วยรอบ 2 เราได้รู้จักพี่คนหนึ่งชื่อ พี่ริน ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรกับเราเลย เขาเป็นรุ่นพี่ของเพื่อน ได้รู้จักเพราะเพื่อนเรามีลูกเลยไม่สะดวกมาดูแลเราบ่อย ๆ เขาฝากให้พี่รินช่วยมาดูแลเรา เขาคิดว่าพี่รินที่เป็นคนโสด บุคลิกนิ่ง ๆ เย็น ๆ แถมปฏิบัติธรรมด้วย น่าจะช่วยเราได้

พี่รินคอยมาดูแลเรา คอยประคองเข้าห้องน้ำ เราขับรถไม่เป็นเขาก็ขับรถพาไปโน่นนี่ พาไปหาหมอ พาไปทำงานอาสา จนเราสงสัยว่าเขาหวังผลประโยชน์อะไรหรือเปล่า แต่เขาคงสงสารเรามากกว่าที่เห็นเราป่วยแล้วญาติพี่น้องก็ไม่มี ต้องอยู่ตัวคนเดียว แล้วจริง ๆ ตัวเราก็เป็นคนป่วยที่ไม่น่ารักเลย แต่พี่เขาก็คอยอยู่ดูแลตลอด อยู่เคียงข้างเราเสมอ ทำให้เราเรียนรู้ว่าการรักอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นอย่างไร พี่เขาไม่ได้สอนเราตรง ๆ แต่การกระทำทำให้เรารับรู้ได้ 

พี่รินเพิ่งเสียชีวิตจากมะเร็งไปเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว เรามีโอกาสได้ดูแลเขาในช่วงสุดท้ายด้วย

เพราะพี่ริน ถึงเชื่อว่ารักมีอยู่จริง

มันค่อย ๆ เปลี่ยนนะ ไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนได้ชั่วข้ามคืน ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ เปลี่ยนโฟกัสจากมองตัวเองเป็นอันดับแรก ลองมองคนอื่นก่อนแล้วค่อยกลับไปที่ตัวเรา กลับมาดูแลตัวเองที่ทำให้ภายในแข็งแรงขึ้น

เราถึงขั้นต้องฝึกยิ้มนะ ฝึกยิ้มให้ลูกค้าจนเขาหันมาถามว่า เรายิ้มให้เขาจริงหรือเปล่า เราลองยิ้มให้ยายที่อยู่ข้างบ้านแล้วเขาดีใจมาก เพราะเราเคยไม่ชอบแกมาก่อน แกชอบสวดมนต์เสียงดัง แต่ตอนหลังถึงได้สังเกตว่าเสียงแกเพราะมาก

ขณะที่ตัวเราเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วการรักษามะเร็งเป็นอย่างไรบ้าง 

ตอนนี้ไม่มีแล้ว เราหายจากมะเร็งมาได้ประมาณ 10 ปี จริง ๆ การทำงานเป็นจิตอาสาในโรงพยาบาลทำให้ลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พี่พยาบาลทักว่า เดี๋ยวนี้ไม่แอดมิตแล้วเหรอ พอไปตรวจตามหมอนัด มะเร็งมันก็ไม่มีแล้ว แต่เราไม่อยากให้คนมาโฟกัสตรงนี้ หรือถ้ามัวแต่หวังปาฏิหาริย์ก็จะป่วยอีก เราคิดว่าการอยู่ร่วมกับโรคสำคัญกว่า 

พี่จิ๋มเข้ามาทำงานเกี่ยวกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ยังไง 

ที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่คงเป็นชะตาชีวิต เริ่มจากตัวเองเจ็บป่วยเป็นมะเร็งปอดอยู่ 2 รอบ แล้วก็เกิดคำถามว่าจะอยู่อย่างไรในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ตอนนั้นชีวิตค่อยข้างสับสนวุ่นวาย เลยตัดสินใจสมัครเป็นจิตอาสาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

กระบวนการเพื่อก้าวผ่านโลกที่ล่มสลาย

จากสถานะผู้ป่วย เลื่อนขั้นไปเป็นคนช่วยคนอื่นรับมือกับโรคร้ายได้อย่างไร 

จากที่เล่าว่าเราเปิดร้านอาหารสุขภาพแล้วค่อนข้างประสบความสำเร็จ ได้รู้จักลูกค้าที่ทำงานอยู่ในวงการสาธารณสุข ตอนป่วยรอบ 2 มีพี่ที่รู้จักที่เป็นหัวหน้านักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลเชียงรายชวนเราไปแบ่งปันประสบการณ์ที่นั่น ตอนนั้นเราไปทำโดยไม่ได้คิดอยากทำประโยชน์อะไรในชีวิตหรอก แค่ทำเพื่อตัวเองให้อยู่รอดไปวัน ๆ เรื่องที่ไปแชร์ก็เป็นเรื่องการดูแลภายนอกหมดเลย ต้องกินอาหารตัวนั้นตัวนี้ ไปทำแผนกเด็กด้วย ซึ่งเราเป็นคนที่ไม่รักเด็กเลย แต่มันก็คงเป็นโจทย์ชีวิตว่าอะไรที่เราไม่ชอบมักจะเข้ามาหาเรา

เราไม่มีความรู้ด้านพยาบาลหรือจิตวิทยา แต่เราเข้าใจอารมณ์ของผู้ป่วย เลยได้เรียนรู้การรับมือไปกับเขา สิ่งนี้ทำให้เราเริ่มไม่ได้โฟกัสแค่ที่ตัวเอง จากเดิมที่มีคำถามเต็มไปหมดเพราะจิตใจภายในเราไม่แข็งแรง พอมองคนอื่นเป็น มันก็ลืมคำถามในหัวตัวเอง ได้เห็นความโชคดีของตัวเองมากมาย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างขาดแคลน เราเลยทำกระบวนการรับมือกับความสูญเสียให้ผู้ป่วยมาตั้งแต่วันนั้น จนถึงตอนนี้ก็ทำได้ประมาณ 20 ปีแล้ว 

กระบวนการรับมือกับความสูญเสียหน้าตาเป็นยังไง 

คล้าย ๆ การตั้งวงคุยในโรงพยาบาล เราเล่าประสบการณ์ว่าอยู่ร่วมกับโรคยังไง ใช้ชีวิตอย่างไรให้ดูแข็งแรง มีหลายคนชอบบอกว่าดูไม่ออกว่าเราป่วย พอได้รับฟีดแบ็กแบบนี้ก็เป็นอาหารใจของคนป่วยนะ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเวลาเขาทุกข์ เขาจะมาคุยกัน เราก็จะบอกว่าอันไหนที่ควรระวัง ถ้าเราไม่เท่าทันความอยากของตัวเอง จะมีพวกอาหารเสริมมาให้เสียตังค์ มีคนมาบอกให้ไปทำนู่นนี่ เราก็จะมาคุยกัน ให้ข้อมูลกัน แล้วก็ดูแลใจกัน 

เราจะดูแลเรื่องใจมากกว่า ส่วนเรื่องกายให้เป็นหน้าที่ของหมอ บางคนเป็นมะเร็งระยะที่ 1 – 2 แต่ไปโฟกัสที่ตัวโรค ทำให้อาการทางใจกลายเป็นระยะสุดท้าย เป็นผลร้ายกับตัวเองอีก เราจะอยู่กับความกลัว ใช้ความกลัวให้เป็นประโยชน์ยังไง มุมมองของเราต่อผู้คนต่อตัวโรคเป็นยังไง จะปรับยังไง การเจ็บป่วยสอนเรื่องอะไรบ้าง ชีวิตมีเรื่องอะไรที่ยังค้างคา เราชวนคุยประมาณนี้ ซึ่งทุกคนมีโจทย์ของตัวเอง บางคนมองการเจ็บป่วยเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ก็ต้องฝึกพึ่งพิงคนอื่นบ้าง

บางคนก็เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเขายอมรับได้ว่าโรคมันไม่หาย แต่เขาอยู่ร่วมกับโรคได้ วันสุดท้ายที่เขาจากไป เขาก็รู้สึกขอบคุณที่อย่างน้อยเขาก็ได้สัมผัสความรัก ได้เรียนรู้ชีวิต บางคนก็ฉกฉวยโอกาสของความเจ็บป่วยมาดูแลตัวเอง บางคนก็พูดเองว่าอย่างน้อยเขายังโชคดีที่มีโอกาสได้ร่ำลาคนใกล้ตัว มันก็เห็นแง่งามในความเจ็บป่วยได้ แต่ต้องเกิดจากตัวเขาจริง ๆ ไม่ใช่วาทกรรมที่เราไปบอกว่าเขาต้องยอมรับ 

เขาไม่ต้องยอมรับก็ได้ แต่จะทำยังไงให้อยู่กับมันได้

นอกจากการพูดคุยแล้ว มีทำกิจกรรมอื่นด้วยไหม

ทำงานศิลปะ เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยนิ่งได้ สงบลง จนได้กลับมาทบทวนตัวเอง จดจ่ออยู่กับการลงมือทำ บางทีเขาก็ได้ระบาย บางคนได้โอกาสพูดมุมมองตัวเอง สมมติว่าคนที่จากไปจะอยากเห็นเรามีชีวิตแบบไหน เขาคงไม่อยากเห็นเราจมอยู่กับความทุกข์ ศิลปะจะชวนให้เห็นอีกด้านหนึ่ง

พี่จิ๋มเห็นอะไรจากการทำกลุ่มแบ่งปันประสบการณ์

มันคือการเรียนรู้ไปด้วยกัน ปลายทางบางคนหายจากโรค บางคนหายจากโลกนี้ ถ้าใครอาการไม่ดีเราก็ไปเยี่ยม บางคนยังมีความสับสนในใจ มีความเศร้า มีเรื่องที่พูดกับคนในครอบครัวไม่ได้เพราะเป็นเรื่องเปราะบาง บางคนห่วงว่าถ้าบอกไปคนในครอบครัวอาจรับไม่ได้ เขาก็กลัวเป็นภาระด้วย การทำกลุ่มแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ป่วยจะทำให้เขารู้สึกว่า คนหัวอกเดียวกันเข้าใจกันมากกว่า กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดูแลกันไปตลอด 

ญาติและคนใกล้ตัวบางคนก็ทุกข์ไม่แพ้กัน เลยเป็นกลุ่มที่มีทั้งญาติและผู้ป่วย เป็นคอมมูนิตี้ที่เข้าใจกัน ช่วยเรื่องการสื่อสารเรื่องความสัมพันธ์ อย่างบางประเด็นคนป่วยไม่ได้คิด แต่คนดูแลคิด หรือบางทีคนป่วยกลัวเป็นภาระ แต่คนดูแลก็อยากทำให้ดีที่สุดจนคนป่วยรำคาญ เลยเป็นพื้นที่ให้มาคุยกัน ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้ทุกข์คนเดียว ไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้เดินตามลำพัง เรามีคนที่มีชะตาชีวิตคล้าย ๆ กัน มาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

นอกจากคุยในรูปแบบกลุ่ม มีคุยตัวต่อตัวไหมคะ

ทำ เราทำทั้งไปเจอตามบ้านหรือโทรมาคุยก็มี มีเคสหนึ่งที่เรายังงงถึงทุกวันนี้ คือวันแม่ที่ผ่านมามีผู้ชายคนหนึ่งโทรมาถามว่าเราเป็นใคร ตอนแรกจะวางสายแล้ว แต่เขาบอกว่าเห็นเบอร์โทรนี้เขียนไว้บนปกหนังสือในห้องแม่ แม่ป่วยเป็นมะเร็งและเสียไปแล้ว แต่เขาอยากรู้ว่าเบอร์โทรนี้เป็นของใคร เพราะคงมีความสำคัญกับแม่มาก แม่ถึงได้จดไว้ 

เราขอบคุณที่เขาเล่าเรื่องให้ฟังและบอกว่าเป็นเบอร์โทรของเราเอง แต่เราไม่ค่อยได้เจอหน้าแม่เขา เวลาแม่เขาไม่สบายใจหรือกังวลอะไรจะโทรมาหาเรามากว่า เคสนี้ทำให้เราได้รู้ว่าอย่างน้อยการมีอยู่ของเราเป็นประโยชน์ เวลาไปหาเขาเลยไม่เศร้า เพราะเราเห็นประโยชน์ของตัวเองที่มีกับเขา แล้วเขาก็ให้ประโยชน์กับเราด้วย

เทคนิคในการคุยเรื่องที่เกี่ยวกับความตายหรือการสูญเสีย

เราฟังแบบจับประเด็น วิธีนี้ทำให้เรียนรู้หลายอย่างไปพร้อมกับคนตรงหน้า เราไม่ได้ไปสอนหรือบอกเขาว่าเราทำอะไรสำเร็จ ซึ่งตัวเราในเมื่อก่อนจะทำแบบนั้นไง คิดว่าฉันเจ๋งแล้ว ฉันดีแล้ว ฉันจะต้องเอาสิ่งนี้ไปบอกไปสอนคนอื่น แต่ไม่ใช่ ทุกคนมาเพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทุกคนเหมือนเป็นครู ทุกคนมีคำตอบที่ต้องเจอด้วยตัวเอง ไม่ใช่เราไปบอกเขา สมมติเรื่องไม่อยากตาย คุณต้องตอบได้ว่าถ้าไม่อยากตาย แล้วอยากมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร อันนี้คือหมุดหมายของเขา แล้วเขาก็จะกลับมาทำงานกับโจทย์ตรงนั้นได้

ถ้าสมมุติเราไปแนะนำเขา ท่าทีเราจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เหมือนเราแบกไว้ด้วย ก็ทำให้เราทุกข์ตามจนต้องตามแก้ปัญหาให้เขา เราลืมไปว่าชีวิตเป็นของเขา แต่ถ้าเราเข้าไปด้วยท่าทีว่าอยากเรียนรู้กับคนตรงหน้า เราก็ไม่ต้องแบก ปกติเราใช้วิธีถามไปเรื่อย ๆ ให้เขาได้เจอคำตอบของตัวเอง บางทีอาจจะต้องเป็นเรื่องเล่า เช่น กอดลูกครั้งสุดท้ายเมื่อไร บางทีเราเห็นภาษากาย ตาแดง ๆ แล้ว คือเขาได้คำตอบจากตัวเองแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ทำให้พี่จิ๋มอยู่กับความสูญเสียมาได้นานกว่า 20 ปี 

ใช่ มันทำให้เราทำงานกับผู้ป่วยโดยไม่เป็นซึมเศร้า เพราะเราทำหน้าที่ของเรา เวลาเราอยู่ต่อหน้าเขา เราโฟกัสคนตรงหน้าสำคัญที่สุด แล้วเราจะเรียนรู้อย่างไร พอเราออกจากห้องเขาแล้ว มันก็เป็นเรื่องของเขา

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำกระบวนการนี้

เราขอบคุณทุกครั้งเวลาจบเคส บางเคสก็อยู่จนลมหายใจสุดท้าย ก่อนหน้านั้นเราจะบอกเขาตรง ๆ ว่า ขอบคุณนะที่ให้อภิสิทธิ์เรามาอยู่ด้วยกัน มาเรียนรู้กับเขา เพราะเรายังไม่เคยตาย ยังไม่ถึงจุดนั้น เขาเหมือนเป็นครูสอนเราจริง ๆ ว่าต้องฝึกอยู่กับตัวเองให้ได้ เขาเป็นพลังให้เรามีชีวิต ต่อลมหายใจให้เราด้วยซ้ำ ทำให้เราได้เห็นว่าชีวิตมีคุณค่า มีความหมายมากกว่าที่เราจะไปคิดเอง

นอกจากช่วยเยียวยาผู้ป่วย พี่จิ๋มมีการทำงานกับคนที่อยู่รอบตัวของเขาไหม

มี เช่น บางคนรู้ตัวว่าจะไม่ไหวแล้ว เราถามกลับว่ายังห่วงอะไร เขาตอบว่าไม่อยากให้แม่เศร้าหรือญาติพี่น้องเสียใจ อยากให้ชีวิตครอบครัวเดินไปต่อ เราจะคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว เอาสารที่รู้ไปคุยกับญาติ แล้วก็เป็นหน้าที่ของคนดูแลแล้วว่าจะทำให้คนที่จะจากไปไม่ห่วงไม่กังวลยังไง ซึ่งแต่ละเคสไม่เหมือนกัน

หรือการบอกข่าวร้ายกับผู้ป่วย เราต้องถามเขาก่อนว่าอยากรับรู้ไหม บางคนเขาก็ไม่อยากรับรู้ เราจะไม่ยัดเยียดให้เขา บางคนรู้แค่นี้แล้วสบายใจ ญาติพี่น้องไม่กล้าบอกกลัวจิตตก แต่ร่างกายเป็นของเขา เขารู้อยู่แล้ว 

เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้น จะช่วยคนข้างหลังจัดการอย่างไร

ถ้าเป็นคนที่ได้ใช้เวลาร่วมกับผู้ป่วยเต็มที่หรือได้ลาจากกันแล้ว เราไม่ค่อยได้ทำงานกับเขามากนัก เพราะเขาได้รับการเยียวยาแล้ว ส่วนเคสที่เราต้องทำงานด้วยจะเป็นเคสที่เขาไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำกับคนที่จากไป เราจะถามว่าคนนั้นมีความหมายยังไงกับเขา เขาอยากทำอะไรถ้าคนนั้นยังอยู่ หรือมีเรื่องค้างคาอะไร ให้เขาเห็นกระบวนการตรงนั้นว่า ที่จริงผู้เสียชีวิตไม่ได้หายไปไหน หากเป็นบุพการีก็อยู่ในตัวเขาครึ่งหนึ่ง หาจุดที่เชื่อมโยงว่ามีอะไรให้ระลึกถึงกันไหม บางคนพ่อชอบปลูกต้นไม้ เขาก็ทำต่อ แล้วมันทำให้ชีวิตเขาไปต่อได้ แล้วค่อยมาคุยกัน ถ้ายังเศร้าอยู่ ก็ถือว่าเป็นปกติ ให้ยอมรับ แล้วคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ถ้าเป็นกรณีของเด็ก พ่อแม่จะยอมรับได้ยากมากกว่า เพราะมีความคาดหวังว่าลูกจะต้องเติบโต บางคนก็ไม่กล้ามีลูกอีกเลย แบบนี้เราจะกลับมาถามว่า เขาจะทำอะไรได้อีก จะดูแลความคิดถึงลูกได้ยังไง บางคนมาทำบุญ บางคนมาเป็นจิตอาสาช่วยงานโรงพยาบาล บางคนมาทางไสยศาสตร์ หมอดูบอกว่าลูกมีอายุขัยแค่นี้ ตอนนี้ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้ว เขาก็หลุดได้เลย ความเชื่อบางทีมันก็เยียวยาเขาได้

หากสนใจเรียนรู้ประสบการณ์การพาผู้คนก้าวผ่านความสูญเสียของพี่จิ๋ม จะทำได้อย่างไร

เรามีหนังสือที่ได้คนช่วยเรียบเรียงจากประสบการณ์ของเรา ชื่อ วันนี้คือของขวัญของชีวิต เป็นประสบการณ์การเป็นมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย คนไม่ป่วยก็อ่านได้ เหมือนเขาได้กลับมาทบทวนชีวิต 

อีกเล่มชื่อ ความรักอยู่รอบตัวเรา เป็นประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเช่นกัน แนะนำว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เวลาอยู่กับผู้ป่วย หนังสือนี่ก็ทำกับ Peaceful Death ตอนนี้เขาทำเป็นหนังสือเสียงแล้ว บางคนก็เอาไปพิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกงานศพ

บางคนแค่ได้อ่าน เขาอาจจะเจอคำตอบของเขาเอง ไม่ต้องมาคุยกับเราโดยตรง

ระบบนิเวศแห่งการดูแลโอบอุ้ม

พี่จิ๋มยังทำร้านอาหารไหมคะ 

หลังจากป่วยครั้งที่ 2 เราก็ไม่ทำแล้ว เพราะเริ่มรู้ว่าประโยชน์ของตัวเองคืออะไร ตอนนั้นก็อธิษฐานว่า ถ้าเรายังเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ ขอให้ทุกเช้าได้ตื่นมาหายใจเป็นปกติ เราก็ขอบคุณชีวิตแล้ว

ตอนนี้เราไม่ได้มีเงินเดือน ไม่ได้มีอาชีพอะไร แต่ว่าไม่มีหนี้สิน พ่อแม่ก็ไม่ต้องดูแลแล้ว รถก็ไม่มี เดินทางไปทั่ว ทุกที่คือบ้าน หลับตาลงก็คือบ้าน ทำให้ชีวิตเราเป็นอิสระ บริบทของเราจึงพร้อมทำกระบวนการพวกนี้โดยไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลอะไร

ได้รับการสนับสนุนค่าดำเนินกิจกรรมจากหน่วยงานไหนไหม

เราไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ไหนเป็นหลัก แล้วแต่เคส เช่น เคสเพื่อนของเพื่อนที่อยู่ภูเก็ต เขาขอให้ไปช่วยดูหน่อย เราก็ไปดูให้ มีผู้ใหญ่ใจดีช่วยสนับสนุนค่าเดินทาง

หากไม่มีรายได้ แล้วทุกวันนี้อยู่ได้อย่างไร 

เป็นคำถามที่ถูกถามประจำ แต่คนใกล้ตัวจะรู้ว่าเรามีคนเมตตา บางครั้งก็ได้ค่าสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ เราไม่ได้มีค่าตัวว่าต้องได้ชั่วโมงละเท่าไหร่ ถึงไม่มีให้ เราก็ทำเหมือนกัน แต่มันเป็นน้ำใจที่เขาดูแลเราเอง อย่างช่วงโควิด-19 มีคนเอานู่นนี่มาให้จนแทบไม่ต้องใช้เงินเลย ผลไม้ในซอยที่เขาปลูกไว้ เจ้าของก็บอกว่าเก็บกินได้หมด เหมือนเราเป็นเจ้าของร่วมกัน มีอะไรก็หิ้วมาฝาก ทำให้เราใช้เงินน้อยมาก

เราถึงเชื่อไงว่ามันเป็นระบบนิเวศที่ดูแลกัน เราไม่เคยอดตาย มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น มีสิ่งที่มองไม่เห็นดูแลเราอยู่ บางคนถามว่าหากเจ็บป่วยใครจะมาดูแลเรา แต่มันก็มีเหตุการณ์หลายครั้ง อย่างตอนผ่าตัดล่าสุดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราตื่นขึ้นมาไม่รู้เลยว่าใครมาเฝ้าบ้าง เขาจัดเวรกันเอง เราเคยดูแลเขา เขาก็ขอโอกาสได้ดูแลเราบ้าง

พี่จิ๋มมองว่าความท้าทายของการดูแลใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยเป็นอย่างไร

ความท้าทายเป็นเรื่องของโครงสร้างมากกว่า ทุกคนยังคิดว่าเป็นหน้าที่ของระบบสาธารณสุข แต่ที่จริงใครก็ทำได้ 

หากเราตระหนักและรับรู้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางคนคิดว่าต้องมีความรู้ แต่บางทีเรามีประสบการณ์ มีความเข้าใจ ดูแลด้วยความเป็นมนุษย์ เราว่าอันนี้ช่วยได้แล้ว เราก็ไม่ใช่สายวิชาชีพ บางทีคนป่วยไม่ได้ต้องการหมอที่เก่งที่สุดหรือยาที่ดีที่สุด แต่เขาแค่ต้องการพื้นที่ที่คนเข้าใจเขา ให้เขาได้พูด ได้ระบาย ได้เป็นตัวของตัวเอง

จะสร้างพื้นที่ที่เข้าใจผู้ป่วยได้อย่างไร

ต้องให้คนตระหนักว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พูดคุยกันได้ ไม่ใช่ทัศนคติที่เป็นอัปมงคล ไม่ใช่แค่บทบาทของสาธารณสุขหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว พวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนั้นได้ ชุมชนก็ดูแลกันได้ ถ้าคนในชุมชนมีความสัมพันธ์กัน

คนที่สนใจเรื่องนี้ส่วนใหญ่ก็มีประสบการณ์ความสูญเสียมาก่อน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดี แต่เราจะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือมาเรียนรู้ยังไง บางคนเคยมีบทบาทเต็มที่กับความสูญเสีย เขาปิดมันได้สวยงาม เติมเต็มตัวเอง เขาก็เอาประสบการณ์นั้นไปแนะนำคนอื่น ซึ่งเรื่องแบบนี้จะมาสอนเป็นทฤษฎีก็ยาก ต้องให้เขาตามไปเรียนรู้กับเรา มาถอดบทเรียนด้วยกัน

บางคนไม่เคยผ่านการสูญเสีย แต่ถ้าลองคิดว่าคนที่สำคัญกำลังจะจากไป คิดว่ามันจะประมาณไหน ก็ต้องมาฝึกการฟังก่อน สำคัญที่สุดคือไม่ใช่เทคนิค มันเหมือนการเคารพคนตรงหน้า ฟังคนตรงหน้า แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าก็จะเปิดใจเรา 

ก้าวต่อไปจากนี้ พี่จิ๋มคิดอยากพากระบวนการนี้ให้ไปถึงขั้นไหน 

ถ้าในมุมภาพรวมเราก็คงทำแบบนี้แหละ พอใจแบบนี้ ถ้าใครอยากมีความรู้อะไร เราก็ยินดีแบ่งปัน เราไม่ได้คิดไปไกลมาก ตอนนี้อายุ 54 ปีแล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะส่งต่อ เรียนรู้ที่จะวาง ไม่งั้นเราก็จะหลงติดในความสำเร็จ

หากย้อนดูชะตาชีวิตตัวเอง เรารู้สึกว่ามาไกลเกินกว่าที่คิดไว้มากแล้ว ตอนนี้เป็นโบนัสของชีวิตแล้ว

ไปเรียนรู้วิธีรับมือกับความสูญเสียและช่วยเตรียมคนในครอบครัวให้จากไปอย่างสงบกับ อรทัย ชะฟู ได้ที่วิชา ‘นักจัดการความตายในครอบครัว | ฝึกซ้อมส่งคนรักออกเดินทาง’ ที่ Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6 ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.00 – 15.00 น. ลงทะเบียนร่วมงานได้ที่นี่

Writer

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย